380726 ครูของโลก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันประชุมครู สัมมาสิกขาสันติอโศก ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
380726 ครูของโลก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันประชุมครู สัมมาสิกขาสันติอโศก ณ สันติอโศก
วันที่ 26 กรกฎาคม 2538 ยิ่งอายุยาวนี่ยิ่งดีนะ มีงานดี อะไรดี มันก็ดี ที่จริงมันเป็นสัจจะความจริง เป็นสัจจะความจริง มันจะต้องเป็นครู ครู นี่แปลว่า "หนัก" เป็นธรรมดา หนัก ไม่ใช่หนักอะไรดอก "หนักงาน" หนักงาน หนักสิ่งที่เราจะต้องแจกจ่าย สิ่งที่จะต้องบอก ต้องสอน ต้องแนะนำ ต้องเป็นผู้ให้จริงๆ จะต้องมีสิ่งที่จะต้องให้ มนุษย์จะต้องได้อะไร มนุษย์จะต้องได้อันนั้นแหละ สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ เพราะฉะนั้น มนุษย์ก็จะมีหลากหลายชนิด หลากหลายสิ่งที่จะต้องแก้ไข ปรับปรุง ให้เป็นมนุษย์หรือเป็นสัตวโลกที่ดีที่สุด ที่ประเสริฐที่สุด หรือมีสุขที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ พระเจ้ามันก็เป็นอย่างนั้นๆ มันไม่เป็นปัญหาอะไร โดยความติดยึดตามสมมุติ แล้วอะไรต่ออะไร เราก็ติดยึดกันไป จะไม่เอานั่นจะไม่เอานี่ จะไม่เป็นนั่นเป็นนี่ โดยเฉพาะ จะไม่เป็นครู อย่างอาตมา ก็เคยเล่า อาตมานี่ไม่เอาแน่ๆ เลยครู ครูนี่ไม่เอา มันมีความรู้สึกอย่างนั้นมาตั้งแต่เด็กๆ รู้สึกว่า ครู นี่ โอ๊! ต่ำต้อยด้วยน่ะ ที่จริงก็ไม่น่าภาคภูมิ ไม่น่าเป็นน่ะ เป็นเรื่องซ้ำซาก เป็นเร่องจ้ำจี้จำแฉะ เป็นเรื่องอะไรก็อย่างไรไม่รู้น่ะ ตั้งแต่เด็กมาไม่เคยชอบ ไม่เคยคิดอ่านจะเป็นครู ไม่เคยคิดจะเอาครู ห่างๆเรื่องครูๆนี่ออกๆห่างๆ เว้นๆ ไม่ค่อยวุ่น ไม่ค่อยอยากจะไปเป็นครู แต่ตัวเองมีลักษณะครูอยู่เรื่อย คือ มันซ้อนน่ะ มันเหมือนกับเบลอๆ มันซ้อน ก็ทำตัวอย่างนำอะไรต่ออะไรเขาอยู่เรื่อย ทำนำมา ทำโน่นๆนี่ๆ เป็นหัวโจก เป็นอะไรต่ออะไรมาเรื่อย ทำอะไรต่ออะไรมา สุดท้าย มันก็ต้องมาทำหน้าที่ที่เป็นสาระของมันโดยตรง ไม่ใช่เป็นแค่บัญญัติชื่อ แล้วก็หน้าที่ปลีกๆย่อยๆ ครูคน มาพ่นๆๆๆ แล้ว
อ่านต่อ
ก็เอาค่าสอนไป เอาค่าบอกไป อ่านจากตำรามา แล้วมาบ่นถ่ายทอดเฉยๆ นั่นไม่ใช่ครูดอก มันก็แง่หนึ่งของครูเหมือนกันนั่นแหละ ก็บอกเขา ช่วยเหลือคนอื่นเขา ครูคือผู้ช่วยเหลือคนอื่นเขา ครูผู้ช่วยคนอื่นได้ ครูก็เป็นถูกแง่หนึ่ง ผู้ช่วยคนอื่นได้ ช่วยอะไร? ช่วยอย่างไร? ต้องมีความเฉลียวฉลาดจริงๆ มีปัญญามีปฎิภาณ มีความรู้ รู้ผู้อื่น รู้ผู้เป็นทุกข์ รู้ที่เขาติดข้อง เขาแก้ไขไม่ได้ เขาไม่เจริญ เขาไม่เป็นสุขอะไรก็แล้วแต่ ก็จะต้องช่วย ครู คือผู้ช่วยผู้อื่น ผู้นำพาผู้อื่นให้เจริญขึ้น เราจะเป็นครูเขาได้ เราก็จะต้องเป็นได้ก่อน เราก็เจริญก่อน ก็ต้องทำได้ก่อน ถึงที่สุดนั้นอย่างจริงจัง เป็นที่สูงนั้น ที่เจริญนั้น ที่ประเสริฐนั้นอย่างจริงจังก่อน แล้วถึงมาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเป็นบรมครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นอกนั้นก็เป็นครูตามๆมา เมื่อจบเสร็จแล้ว ก็เห็นว่า โอ้ ชีวิตมันก็เป็นครู ทีจริงก็เป็นครูแก่กันและกัน แม้แต่คนชั่วก็เป็นครู อย่างนี้เป็นต้น คนที่ชั่วที่เลว เขาก็เป็นครู ถ้าคนฉลาด ก็เอาอันนั้นเป็นครู เป็นครูเพื่อที่จะไม่เอาอย่าง เพื่อที่จะไม่ทำตาม หรือเพื่อที่จะมาตรวจตัวเราว่า เรามีอย่างนั้นหรือไม่ ลักษณะอย่างนั้นน่ะ มันไม่ดี เป็น คนชั่ว เป็นความชั่ว เรามาประพฤติอย่างนี้เอง มีลีลาอย่างนี้เอง จริตอย่างนี้เอง อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันไม่ดีอย่างนี้เอง อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างแรง อย่างเบาขนาดไหน เหลืออยู่ในเราหรือไม่ เรามีส่วนเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เราก็มาเอาออก ล้างออก แก้ไขออก ก็เป็นครู แม้แต่ช่วยก็เป็นครู อย่างนี้เป็นต้น และกระทำละออก อะไรดี เราก็เอาตาม นั่นก็เป็นครู เป็นครูอย่างที่เราจะเอาตามไอ้นั่นไม่เอาตาม เป็นครูที่ไม่เอาตามอย่างนี้เป็นต้น เราก็เข้าใจได้ลึกซึ้ง เข้าใจความหมายอะไรต่างๆนานา เพราะฉะนั้น ในโลกนี้จึงไม่มีปัญหาอะไรกัน เป็นครูแก่กันและกัน เป็นความเกื้อกูลแก่กันและกัน แม้แต่ศัตรูก็เกื้อกูลให้เราแข็งแรง ให้เราเฉลียวฉลาด แม้แต่เป็นศัตรูทำให้เรามีความก้าวหน้า การพัฒนาขึ้นมาได้เหมือนกัน มีมุมดี อะไรหมดไปมุมดีของเราเป็นได้ทั้งนั้น สรุปแล้ว เกิดมาเป็นคนนี่มันหนีไม่พ้นงาน หนีไม่พ้นหน้าที่ครู หนีไม่พ้นหน้าที่พัฒนาตนเองให้เป็นประโยชน์หรือเป็นครู แล้วก็ไม่เป็นประโยชน์อย่างดี ไม่ใช่เป็นประโยชน์อย่างโจร โจรก็เป็นประโยชน์เป็นครู ให้เอาตัวอย่างที่เราจะไม่เอาตามเท่านั้น จะเป็นครูที่ดี ที่เยี่ยม ที่ประเสริฐ ก็ต้องเป็นครูที่เป็นประโยชน์ ที่ต้องเอาอย่างตามให้ถึงที่สุดให้ได้ เป็นบรมครู อย่างนี้เป็นต้น สมัยพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์เจ้าอะไรอย่างนี้ เป็นต้น เราก็ค่อยๆ คลี่คลายมา สังคมเราก็จะพัฒนามาเรื่อยๆ อาตมาว่าทุกวันนี้ มันก็เห็นชัดน่ะ จะเข้ารูป เข้าร่อง แต่ยาก เห็น ความยาก เห็นความอดทนไม่ค่อยไหวของคน แม้แต่พวกเราได้อบรมฝึกฝนมา ได้ภูมิ ได้ฐานมาพอสมควร สุดท้ายก็ความอดทนก็น้อย ความอดทนก็หมด หมดสิ้นความอดทน ในขีดของความอดทนได้ ก็มีโรคซ้อนอัตตามานะนั่นแหละ ไอ้โรคกามก็มีบ้าง ต้องอดทนไม่ได้ต้องแยกจากหมู่ไปเป็นส่วนตน รวมอยู่กับกลุ่ม กับหมู่ใหญ่ หรือคณะกลาง คณะเป็นกลาง คณะแก่นรวมอยู่ไม่ได้ แยกตัวออกไปหางปลีกย่อย มันก็เกิดสภาวะจัดตัวมันเอง มันก็เคลื่อนตัวมันเข้าไป ไอ้ที่จะเคลื่อนเข้ามาเป็นแก่น เคลื่อนเข้ามาได้ตามคุณสมบัติของตัวเองที่ดีจริง ไอ้เคลื่อนเข้ามาเป็นแก่นไม่ได้ก็ขยับไปตามฐานะ อยู่นอกบ้าง ห่างน้อย ห่างมาก ก็เป็นไปตามฐานะ มันจัดสรรของมันเองตามธรรมชาติ ถ้าเรามานึกถึงว่าอะไรที่มันจะรวม มีพลังรวม ในสภาพของอะไรอันหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่นึกๆดู มันจะเป็นของที่พอมองได้ อย่างต้นไม้มีแก่น มันก็คือเนื้อ เนื้อที่มันกำลังจัดแจงสังเคราะห์ตัวเข้าไปเรื่อยๆ ไอ้ตัวที่จะเนียนแน่นเข้าไปเป็นแก่นก็เข้าไป ไอ้ไม่ใช่เป็น ก็ค่อยๆ มีรอบ ขยายออกมา จนกระทั่งมาถึงกระพี้มาถึงเยื่อ มาถึงเปลือก มาถึงเกล็ดอะไรนี่ สิ่งที่มันสุดท้ายนี่มันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลุ่มหมู่แท้ มันก็กลายเป็นเกล็ด สุดท้ายก็ล่อน กล้อนออก ร่วงหล่น ตกหายไปจากต้นไม้ ท่อนไม้ อย่างต้นไม้นั้น มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เห็นได้ๆ ศึกษาได้ ความจริงทุกอย่างในลักษณะของคนที่เป็นสังคม เป็นกลุ่มหมู่ก็เหมือนกัน มันก็ค่อยๆ เลือก ค่อยๆ เฟ้น ค่อยๆจัดแจงสังเคราะห์ตัวรวมเข้าแกนกลาง หาแก่นใน แก่นแน่น แล้วก็ค่อยๆเขยิบ ขยับตัวไปตามสภาพจริง สภาวะจริงของแต่ละคนๆ คนประกอบด้วย จิตใจที่เป็นประธาน แล้วก็ประกอบไปด้วยตัวเองเป็นคนๆ แล้วก็ประกอบไปด้วยกลุ่มหมู่ มีมิตรดี สหายดี แล้วก็เป็นสัมปะวังโก เป็นวง เป็นรอบ เป็นวง เป็นรอบสัมปะวังโก เป็นวง เป็นรอบ เป็นระดับไปซ้อนๆไป ขยายกลุ่มไปอย่างนั้นจริงๆ อโศกเรา อาตมาก็เห็นไม่รู้จะบอกกันเป็นภาษาคนอย่างไร ที่จะครบ ก็ค่อยๆพูดไปเรื่อยๆ ขยายแล้วก็มีสภาวะ พวกเรานี่ดี ที่มีสภาวะเป็นของจริง มายืนยันมาเป็นตัวจริง เป็นหลัก เป็นอะไรเข้าไปเรื่อยๆ ดูตื้นๆ อยู่ในของเราเอง นี่ดูบางคนอาจจะเผิน เผินๆ มองไม่ชัด จะเห็นได้ว่า บางคนนี่ มองไปว่าเลวลง อาตมาขอยืนยันว่า ไม่ใช่พูดเอาใจ ไม่ใช่พูดโกหกหลอกลวง ไม่ได้เลวลง ในกลุ่มเราซึ่งเป็นกลุ่มเป็นแก่นที่แข็งแรง เป็นก้อนที่เป็นตัวขึ้นมาเรื่อยๆ คนเก่าก็ดี คนใหม่ก็ดี ก็อยู่ในสภาวะที่ขัดเกลาตัว สังเคราะห์ตัว พัฒนาตัวตามฐานะ ตามบุญบารมีจริงๆ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ฝึกทน ผู้ใดที่สามารถที่จะวางใจ จนกระทั่งไม่ต้องฝืน ไม่ต้องทนได้ก็เป็นสุข หรือเป็นไปได้ด้วยดี แล้วก็แน่ใจ เขยิบฐานะขึ้นมาเป็นแก่น เป็นกลุ่ม เป็นกลาง เป็นเนื้อ เป็นประโยชน์ เป็นสาระที่จะเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในบางคนนั้น จะรู้สึกทน จะรู้สึกฝืน แต่ปัญญามีก็ฝืนอยู่ได้ บางคนปัญญาไม่ค่อยมี แต่ก็ฝืนอยู่ได้ด้วยเจโต เป็นผู้ที่มีความทน มีอยู่ 2 สายใหญ่ๆ สายเจโต กับสายปัญญา สายเจโตนี่ ทนสุดทื่อๆ แต่ก็ไม่ค่อยๆจะมีเรื่องมีราว ไม่ค่อยจะมีอะไรล่ะ มีภาวะกระทุ้งกระเทือนอะไรนัก เป็นภาวะเรื่อยๆ ลื่นๆ เรื่อยๆตื้อๆ แต่ก็ไปเรื่อยๆ ส่วนภาวะของทางสายปัญญานี่ก็วูบวาบๆ ขึ้นเร็วๆ ลงเร็ว อะไรบ้าง ขึ้นลงให้เห็นรูป เห็นเรื่องอะะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่รู้จะอธิบายลักษณะสมบูรณ์ได้อย่างไร ไอ้ที่พูดนี่ ก็ไม่ตายตัวทีเดยวนัก บางทีไอ้เจ้าสายเจโตนี่ มันเกิดระเบิดขึ้นมามันก็วูบพุ่งแรงเหมือนกัน ขึ้นแรง ตกแรง อะไรก็เป็นได้ ก็สังเกตเอาเถอะ ลักษณะต่างๆ แล้วก็เป็นไป ถ้าแน่ใจน่ะ แน่ใจในความเป็นคน เกิดมาเป็นมนุษยชาติ แน่ใจในทิศทางความประเสริฐ แบบโลกีย์กับโลกุตระนี่ ชัดเจน แล้วเราก็มีชีวิตอยู่อย่างน้อยอย่างเล็ก อย่างสบาย อย่างสมบูรณ์ สมบูรณ์ตามฐานะ กินเท่านี้ อยู่เท่านี้ เป็นไปอย่างนี้ มีสิ่งอาศัยขนาดนี้ เราเห็นความเรียบง่าย ความน้อย ความเบา ความว่าง ความไม่สะสม ไม่กักตุน ไม่กอบโกย ไม่เปลือง ไม่ผลาญ ไม่ต้องมาก ไม่ต้องมาย แต่เราก็มีคุณค่า มีประโยชน์ มันซ้อน ไอ้มีคุณค่า มีประโยชน์นี่ ระบบทุนนิยมนี่ มันทำให้คนมองไม่เห็น มันลวงบางคน เรามีคุณค่า เรามีประโยชน์ แต่เราแลกกลับ เราแลกเอาค่า เอาค่าทางวัตถุ ถ้าจะโต้งๆ ชัดๆ น่ะกลับคืนมาอย่างมาก เป็นผู้บริหารที่อยู่ในตำแหน่งสูง ตำแหน่งใหญ่ ไม่ว่าจะทางธุรกินเอกชน หรือจะเป็นรัฐบาลก็ตาม ก็ได้ค่าตอบแทนนั้นๆสูง ได้ทั้งอำนาจ เป็นนามธรรม มีทั้งความยอมรับ อะไรก็แล้วแต่ ฐานะความยอมรับนี่ก็เป็นค่านะ เสร็จแล้ว เขาก็เอากลับคืนมาเป็นของตัวของตนตั้งมากตั้งมาย ไม่คาย ไม่คืน ไม่น้อย ที่มันแลกค่าไปหมดแล้ว ค่ามันก็หมด อย่างที่เราอธิบายถึงค่าการคิดแบบกำไรขาดทุนของอาริยชนนี่ มันลดค่า ลดคุณ ลดประโยชน์ของตนเองออกไปหมดแล้ว เราคืนออกมาก็มากอง มาสะสมเป็นของตัวของตน แล้วก็ใช้สิ่งที่เรามีนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร จนกระทั่งถึงเข้าของที่เป็นวัสดุ ทรัพย์ศฤงคาร เพื่อบำเรอตน เพื่อถือว่าเป็นการบำเรอสุขให้แก่ตน ก็เอามาใช้มาจ่าย เอามาบำเรอ เอามาอาศัยไปอย่างเปลือง อย่างแพง อย่างผลาญ อย่างสุรุ่ยสุร่าย เหนือกว่าคนอื่นๆ มากกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้น ลักษณะทุนนิยม ก็เลยมองไม่ออกว่า คนเหล่านั้น ไม่มีค่าเลย แต่เขาก็มองไม่ออกว่าเป็นค่า เขามองซ้อนกลับซ้อนว่า ก็เขาเห็นอยู่ เขาเสวยสุข เขาเข้าใจโลกียสุขว่าเป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น สิ่งที่บำเรอ สมใจโลกียสุขต่างๆ ตั้งแต่โลกียสุขได้มาสมใจ ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ แม้กระทั่งสุขเพราะกาม สัมผัสสิ่งที่เห็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้ที่สุด ในใจที่ปั้นสร้างเอาเป็นภาพของตัวเอง ทำให้สมอกสมใจตามที่ฉันปั้นภพเอาไว้ได้ สำเร็จสมใจ ก็คือ ว่าเป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นของมนุษย์ มันก็เลยย้อนแย้ง อธิบายยาก เขาก็ถือว่าอย่างนั้นเป็นการมีค่า เพราะได้เสวยสุข แต่โลกุตระนั้นกลับไม่ต้องบำเรอตน ไม่ต้องสงบระงับ ไม่ต้องมีการบำเรอกามสุข หรือว่าสุขอย่างอัตถะ สุขอย่างบำเรออัตตา ไม่ต้องสุขอย่างบำเรอกาม อย่างบำเรออัตตาอะไรเลย แม้แต่ภพชาติ ที่จะสมอกสมใจอะไรก็ไม่ต้อง อะไรอย่างนี้ ได้ลดลงมาจนหมดนั่นแหละ มันกลับกัน มันอธิบายยาก มันซับซ้อนอยู่ แต่พวกเราคงจะรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาตมาก็ดูแล้ว พวกเราเข้าใจดี จึงทำจึงทน โดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องกดข่มไปเรื่อยๆ จนได้ด้วยปัญญาญาณ ด้วยเห็นชัดเจนว่า คุณค่าของคนอยู่ที่นี่ เรามีคุณค่า เรามีบุญ เรามีความประเสริฐ เรามีประโยชน์ต่อคุณอื่นๆ ตรงๆ จริงๆ ตรงนี้ ไม่ใช่ไปได้มาเสพให้กับตน จนไม่ต้องเสพก็ไม่เห็นจะต้องไปริษยาอะไร สุดท้าย เราก็เห็นเขาเสพ เขาจะเสพกาม เขาก็จะรู้ ว่าเขาได้กำไร เขาได้เสพกาม หรือเขาได้เสพความสมอกสมใจ เสพอัตตา สมอัตตาของเขา สมท่เขามุ่งเขาหมาย ต้องการได้ดังอกดังใจ เราก็ไม่เห็นว่าเขาได้กำไร เขาได้เปรียบเรา เราสู้ไม่ได้ ก็กลายเป็นคนด้อย เป็นปมด้อย เป็นความต่ำต้อย ก็ไม่ได้เห็นอย่างนั้นน่ะ เราก็ไม่เห็นมันเป็นความเป็นความได้เหนือกว่ากันอะไรนี่ จะชัดเจนขึ้นไปเรื่อยๆ มันซ้อนขึ้นไปเรือยๆอย่างนี้ เมื่อเป็นจริงแล้ว เราก็ไม่ต้องทนคนเราจะหนักจะหนา จะเหน็ดจะเหนื่อย ต้องออกแรง จะต้องแบกต้องหาม เราพวกเรานี่ ชาวอโศกนี่ แบกหามชาวโลกเขามากเลยนะ ถ้าเราคิดให้กว้างเลยน่ะ คนทั้งโลกนี่ เข้าใจโลกุตระเท่าไร คน 5 พันล้านกว่าคนนี่ จะเข้าใจโลกุตระเท่าไร คุณลองนึกดูเข้าใจอย่างชัดๆ เข้าใจอย่างไม่ต้องพูดซ้ำซ้อนอย่างที่เก่าๆ เท่าที่พวกเราชาวอโศกเข้าใจ ที่พูดกันซื่อๆ ตรงๆ พูดกันดื้อๆ อย่างนี้ เขายังไม่เข้าใจชัด มันยังเบลอๆยังคลางแคลง ยังจับทิศไม่มั่นดอก คนเราก็รู้ว่าดี คือเสียสละ เขาก็รู้เหมือนกัน เขาก็ยังไม่มั่นดอก เสียสละแล้ว อย่างไรล่ะ ระบบบุญนิยม ยังกลบเกลื่อนอยู่ แล้วเอาแลกเปลี่ยนมาไหมละ เขาก็รู้ว่าไม่เอามาก็ดีน่ะ เสียสละน่ะดี เขาก็รู้นะ แล้วเขาก็ต้องเอาอยู่อย่างนั้นแหละ ซับซ้อนอยู่นั่นแหละ งมกลับไปกลับมาอยู่นั่นแหละ คนทั้งโลก 5 พันล้านกว่าคน มีคนรู้จริงหรือว่าชัดเจนจริงๆ มุ่งมั่นจริงๆ มาตั้งหน้าตั้งตาเสียสบละ ทั้งในสภาพที่เรียกว่าเป็นฐานะไล่ขึ้นมาถึงขั้น จะเป็นผู้เอาจริงเอาจัง จะให้ล้างกิเลสออกจากจิตใจให้หมด ถึงขั้นไม่ยอมอยู่ในกรอบ ในข่ายที่ไม่ต้องมีเงินมีทอง ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชาน ไม่ต้องมีทรัพย์ศฤงคาร ไม่ต้องมีเครื่องอลังการประดับประดาตัวเอง ในระดับนักบวชก็ยังมีภูมิฐานของนักบวชที่จะต้องเหลาะแหละ อยู่ก็ไม่ได้ ต้องเพิ่มข้นไปให้สูงสุดให้ได้ ล้างขึ้นไปให้จริงจัง เป็นนักบวชต้องให้เกียรติว่าจริงใจที่จะไม่ต่ำลงไปกว่านั้น มีขีด มีเขต ต้องรักกษาฐานะจริงๆ ส่วนที่เป็นฆราวาสนั้น ก็ยังมีเขตอีกเหมือนกันตามฐานะที่เราตั้งเขตตั้งกรอบเอาไว้ระดับนั้นระดับนี้ ผู้ไม่ได้มาตรฐานจริงๆก็ มีโอกาสที่จะหลุดร่วงออกไปนอกกรอบที่เราติดเขตอนุโลมเอาไว้ จนเขาออกไปได้โดยไม่ต้องไปดึง ไปทึ้งไปเหนี่ยวไปทักไปถามอะไรกัน ถ้าจะไปก็ไปเลยก็มี อะไรที่ทักถามก็บอกกล่าวกันก็มี มีกฎ มีระเบียบอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดถึง 5 พันล้านคนในโลก แล้วเอาเนื้อแท้ของคนที่มีความมุ่งมั่นเข้าใจจริงจังอย่างเราชาวอโศก ที่จะมาเป็นคนชนิดนี้โลกุตรบุคคลนี่ 1 ต่อเท่าไร คิดดูซิ หนึ่งต่อเท่าไร ที่เราต้องแบกหาม อาตมาเคยสมมุติ ประเทศไทยคน 60 ล้าน ตอนนี้ 59.4 ล้าน สถิติของกระทรวงมหาดไทย สถิติเขาสำรวจคนไทยจริงๆ ลงทะเบียนมีทะเบียนหมดแล้ว ที่มีตรวจหมดแล้วก็ว่า 59.4 ล้านคน ซึ่งไม่แน่ที่ตกทะเบียนมันมีแน่ๆ มันถึงพอดีนั่นแหละ 59.4 นี่ มัน 60 ล้านแน่ๆ พวกเรานี่ 60 คน ที่เอาก้อนๆ แก่นๆ แข็งประมาณ 60 คน ที่อาตมาว่าน่ะนา 60 คนนี่ คงไม่ตก ไม่พร่องแน่ ตลอดตายนี่เด็ด 60 นี่มีแน่ 600 น่ะ มีแน่ไหม อยู่ทิศนี้จนตาย มุ่งมั่นไปในทิศนี้ แม้ไม่เจริญ ก็ขอยืนยันอยู่ในฐานนี้ ไม่ตกต่ำไปกว่าน้ี อะไรอย่างนี้ 600 จะมีไหม? ทุกวันนี้ คิดว่าถึงไหม พวกคุณจะคิดว่าถึงไหม? ถึงหรือ? หา? ถึงหรือ? 6000 ล่ะ (6 พันล่ะ) ก็ใช่ๆใช่อยู่ตามฐานจริงอยู่ ตามฐานจริง ก็ผลุบๆโผล่ๆ ไม่เอา ถ้า 600 600 ก็อาจจะบอกว่าพอ ไม่ผลุบไม่โผล่ได้ ก็คงยืนหยดยืนยันได้ ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา อะไรอย่างนี้ ตามเกรดที่พระพุทธเจ้าท่านว่า คือเข้ากระแสแล้วไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ มีแต่จะไปในทิศนี้ สัมโพธิปรายนะ มีแต่จะตรัสรู้ไปในทิศทางนี้แน่นอน ปนะเมินๆดูนี่ ลองเดาๆดู ชาวอโศกเรานี่ กคบกันมา 10 ปี 20 ปี เท่าที่รูๆ ก็พอรู้ๆ กันนี่ 600 คงจะได้น่ะ เมื่อ 600 อะไรก็เท่าไรล่ะ 6 พันไม่ได้ เอาแค่ 600 ขอ 1 ต่อเท่าไร เอ้า ต่อให้ 6 พันล้านเอ้า คิดอย่างหลวมๆ สถิติก็เดาเอาเหมือนกันนั่นแหละ สถิติโลก มนุษย์โลกก็เดาเหมือนกัน 6 พันล้าน 6 พันล้านคน 1 ต่อเท่าไรล่ะ 600 ต่อ 6 พันล้าน ก็ เหลือ 1 ต่อ 60 ล้าน เออ 1 ต่อ 10 ล้าน เออ ศูนย์ออกสองศูนย์ ก็เหลือ 60 ใช่ไหม ? 60 ล้านก็เหลือ 10 ล้าน 1 ต่อ 10 ล้าน คิดดูซิ แบกหนักขนาดไหน1ต่อ 10 ล้าน คน1นี่ เราแบก 10 ล้านคนน่ะ เอากรุงเทพฯ นี่ 10 ล้านคนนี่ แบกกรุงเทพทั้งกรุงเทพเลย หนักขนาดไหน1สู้ชักคะเย่อเกือบ 10 ล้านคนเป็น เรื่องจริง อาตมาว่าไม่มีปัญหาอะไรดอก เป็นเรื่องจริง หนัก หนัก อย่างนี้แหละ หนักอย่างที่เรียกว่าแบก หรือ สู้ หรือ ชักค่ะเย่อต้องดึง แต่ไม่ต้องดึงดอก โดยสัจจะที่ซ้อนแล้ว สัจจะที่ซ้อนแล้ว มันเบา แต่มันก็ต้องทำงานหนัก ต้องรู้ในลักาณะของมัน ใจมันเบาดอกน่ะ พอทำได้แล้วใจก็เบา แต่เราต้องทำงานเหมือนกับทำงานหนัก ที่คนที่จะต้องช่วยเหลือเฟือฟายเกื้อกูลกันถึงขนาดอย่างนี้แหละ แต่เอาเถอะ เราก็ไม่อ้าขาผวาปีกไป จะคิดจะช่วยคนอื่นถึง 6 พันล้าน 5 พันล้านของโลกดอก มันก็เป็นไปตามเรื่องของมัน เขยิบขยับขยายไปตามสัจจะ อีกกี่ปี ก็แล้วแต่ ร้อยปี พันปี ก็ตามใจ อาตมามองเห็นว่าโลกนี้ไม่มีทางแก้ไขด้วยระบบตีกลับ จะต้องมาหาคุณธรรม เพราะมันแฝง มันเป็นคุณธรรมแฝง หรือมันเป็นความซับซ้อนซ่อนร้าย พราง ลวง ซ่อนร้าย พราง ลวง เป็นจอมโจมบัณฑิต เป็นลักษณะที่ดูดี แต่เอาดีนั้นเป็นมารยาทเท่านั้น แต่เนื้อที่มันลวง จริงๆก็เป็นคนโลกีย์ โลกเสพเอาเปรียบ เอารัดพร้อม อย่างน้อยที่สุด ก็เอาสรรเสริญ เสพสุขด้วยสรรเสริญ เสพสุขด้วยใหญ่โต ด้วยคุณค่าความดี ความงาม ศาสนาส่วนใหญ่ เลยเป็นศาสนาที่ภูมิใจอยู่ในคุณค่าความดี ไม่ได้วางความดีเหมือนอย่างพุทธ ว่าอย่ายึดดีเป็นเรา เป็นของเรานี่ มันซ้อนมาก และชั่งลึกซึ้งตอนนี้ลึกซึ้งมาก เราดีจริงอย่างนั้นแหละ ดีจริงเหมือนกับศาสนาอื่น ซึ่งเขาก็จบที่ดี เพราะฉะนั้น เขาถึงขันแข็ง เขามีอามิสอันนี้ล่อ มีอามิสอันนี้ดึง เขาก็ได้ความดีงามอันนี้ชื่นใจ ชื่นใจเป็นรสชาติเป็นอัสสาทะลึกสุดอยู่ เขาไม่ได้ทำซ้อน จนกระทั่งถึงขั้นว่า เออ แล้วอย่าไปหลงเอร็ดอร่อย อัสสาทะกับดีนี่เป็นของตน ทั้งๆที่ดีนี่ เป็นของตนนั่นแหละ อย่าไปเอร็ดอร่อย อย่าไประเริง เป็นรสสุขบำเรอใจตนอยู่นัก ให้รู้สึกว่าเป็นธรรมดา ให้รู้สึกว่า เรื่องปกติ เรื่องเฉยๆ เรื่องอุเบกขา เรื่องยาก แล้วรู้เท่านั้น รู้ความจริงว่า เออ ก็จริงนี่ ก็ดี ถูกต้องไหม ทดสอบ ตรวจสอบ แล้วจริงแล้วก็ดีจริง ดีจริงแล้ว แม้เขาจะว่าเราถล่มเขา เขาจะปราบใส่ไคล้เรา กล่าวหาเราว่าเราไม่ดี นี่ประจานไปทั่ว หาพวก หาเพื่อน หาฝูง เพื่อนฝูงเขาก็เชื่อตามด้วย ทุกวันนี้ เราถูกประกาศนียกรรม ถูกประจาน ถูกอะไร คนก็ยังเข้าใจไปตามเขาอยู่เยอะ เขาหาเสียงอยู่ เขาได้พวกอยู่ เขาก็เลยพูดง่าย เพราะคนพวกเขาเขาเข้าใจกันง่าย ทิศทางอย่างเขา มันก็เจอกันง่าย เขาเป็นอย่างเดียวกัน เขาเหมือนกัน เขาเสพสุขอยู่ด้วยกัน มีฐานรองรับ น้ำเหมือนน้ำ น้ำมันเหมือนน้ำมัน เขาก็น้ำด้วยกัน เขาก็น้ำมันด้วยกัน เขาเข้ากันได้ง่าย มันก็แน่อยู่แล้ว ก็อย่างนี้พวกมาก เขาก็ต้องพวกมาก อยู่ได้มากอยู่แน่ พวกเราก่อนจะมาเป็นสภาพเปลี่ยนตัวมาเป็นอย่างนี้ได้ มันยากไม่น้อย เราก็เข้าใจ เพราะฉะนั้น เราไม่อ่อนแอ หรือไม่อาตมาไม่สงสัย อาตมาไม่ไม่หวั่นไหว ไม่แปลก พยายามเข้าใจเขา แล้วก็เห็นใจเขาแล้วก็เห็นความจริงเขาให้ได้ว่า เขาเข้าใจเราไม่ถูกอย่างไรก็รู้แล้ว เราจะช่วยเขาได้ไหม? แก้ไขได้ไหม ในโอกาสที่จะทำได้ก็ทำ ไม่อยู่ในโอกาส ก็ต้องปล่อยไปก่อน วาง แล้วเราก็เบา ก็วาง ก็เบา แล้วสบาย นอกนั้นเราก็ขยันหมั่นเพียรอยู่ ดูแค่ว่าตัว เราอง เรามทรมานสังขารร่างกายชีวิตเราไหม เราทำทรมานไปทรุดโทรม มันไม่ได้สมดุลนั่นเอง เรารักษาไม่ใช่ว่าประคบประหงม ก็ดูว่า เรานี่สมดุลไหม? กิน อยู่ หลับ นอน พักให้พอ เพียรให้มาก เพียรให้หนัก พักให้พอ เราเป็นคนเพียรหนัก ขวนขวาย พากเพียรอยู่เต็มที่ แล้วก็พักให้พอ ได้สัดส่วน ได้สมดุล แข็งแรง ส่วนจิตใจที่ทำดีแล้ว เข้าใจดีแล้ว ไม่มีอะไร มีแต่เบิกบาน แจ่มใส ร่าเริง เป็นสู้ ทำไมคุษต้องไม่ร่าเริง ทำไมคุณจะต้องบูดบึ้ง ทำไมคุณจะต้องเคร่งเครียด ทำอาการทั้งกาย และใจ กายก็เบิกบานร่าเริง ไม่ใช่ว่า ซ่าอย่างที่ เคยพูดมากแล้ว ไม่ได้ว่าซ่าเกินไป ตามใจแม้แต่มนุษย์ ยอมรับกัน กิริยาท่าทาง เบิกบานร่าเริงตามสมควร ไม่เกินการ ไม่ดัดจริต ไม่เฟ้อ เฉยๆ อยู่ที่ว่าง อยู่ที่อุเบกขา ใจเราก็อยู่ที่จุดสภาพอุเบกขาฐานนี้ แต่มีใจเมตตา มีใจเบิกบาน ใจเห็นแก่ผู้อื่น มีน้ำใจที่จะสร้างประโยชน์ช่วยเหลือเขา เท่าที่เรามีแรงงาน และมีกรรมกิริยา เรามีความรู้ความสามารถ เราก็ใช้ ก็ทำมัน วันๆหนึ่งวนไป 12 ชั่วโมง ก็มีระดับ มีอะไรต่อ อะไรอยู่ไม่ว่าง แต่ใจเราก็ว่างอยู่ตลอดไป เราก็ไม่ได้เป็นคนว่างๆ อย่างเปล่าดาย ว่างอย่างทำลาย แต่ว่างอย่างใจว่างใจเราวาง เราว่าง แต่พฤติกรรมเรานี่ขวนขวาย ทำเท่าที่เรามีความสามารถ มีเรี่ยวมีแรง มีอะไร เราก็ทำไปอยู่ นี่เป็นคุณภาพ คุณภาพของคนที่จะเข้าใจ หรือหลักการนโยบาย วิธีที่จะทำให้ได้ถึงที่สุดเป็นอย่างนี้ ทีนี้เหตุการณ์จริงน่ะ อาตมาสืบคือไอ้ประชุมของปฐมมา เคยให้ไม่ได้เอามาทิ้งไว้ที่โต๊ะ ไอ้ใบที่เขา ใบประชุม ใบบันทึกการประชุม ก็เป็นไปได้ดีน่ะ เป็นไปได้ เด็กๆ อยู่อะไรต่ออะไรพวกนี้กับพวกเราก็ต่อยๆ สืบสาน ปลูกฝัง มันไม่มีทางเลือกแล้วก็ไม่มีทางที่จะโตได้อีก ถ้าเราจะไปหาประชาชน ประชากร คือที่จริงแล้วนี่ ฝ่ายโลกีย์เขาก็จะหาประชากรเป็นบริวาร หรือ เป็นคณะ เป็นหมู่ เป็นสมาชิก เราก็หาสมาชิก เราก็หาประชากรเข้าหมู่เราเหมือนกัน ถ้าเราจะไปหาจากคนโตแล้วนี่ อาตมาว่ามัน แหม มันๆ แทบจะหมดปัญญาแล้ว มันเคี่ยว มันขอด ไปเคี่ยวอีกก็ไม่มีแล้ว อาตมาว่ามันไม่ได้เนื้อแล้ว เคี่ยวไปอีก มันก็เหลือแต่จะไหม้ต่อไป เขาก็เคี่ยวก็ขอดแล้วคนโตน่ะ นอกนั้นยังเขาก็ไม่มาแล้ว เขาก็แก่เกินแกงแล้ว เหลือแต่จะตาย เหลือแต่จะตายไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ที่จะได้จากรุ่นใหญ่ เด็กๆ รุ่นใหม่นี่ มาเกิดใหม่เวียนวนอยู่มานี่ คือเราก็มากำหนเอาในระดับนี้ จเอาระดับอุดมศึกษา ทันทีก็ไม่ได้ เอาระดับอนุบาล ก็ไม่ดี ระดับประถมก็ยังยาก ระดับนี้ ระดับมัธยม เรียกว่ากลางนี่แหละมัธยะ หรือมัธยม หรือมัชชะนี่กลาง ก็กลางนี่แหละ เราก็เอาระดับกลางนี่แหละก่อน จนกว่าจะเป็นระดับอุดมศึกษา หรือระดับประถม อะไรจะเกิดก่อนยังไม่รู้เลย จะได้อุดมศึกษา หรือจะได้ประถมเอาๆ ระดับประถม หรือว่าเราจะเอื้อม ก็จะเปิดระดับประถมก็จะเปิด ระดับอุดมศึกษาไปก็ยังไม่รู้ดอกว่าเมื่อไร แต่ตอนนี้ เราก็กำหนดขอบเขตอยู่ว่า 120 คน นี่ประมาณนั้นน่ะ ทีนี้ก็เมหือนกัน ที่ปฐมฯ ก็เหมือน 120 คนประมาณนั้น ที่อื่น ยังไม่รู้ จนกว่าเขาจะรับได้ ดูมากๆอย่างนั้น ไม่รู้ว่าครูเขาก็แบกหามกันได้อย่างไร เพราะยังไม่ได้เข้าระบบทีเดียว ที่เราจะมีระบบทั้งสัมพันธ์ ประสานกับทางสังคมเขาในรูปนั้น แต่อีกรูปหนึ่ง กศน. ของเขาก็ เออ ดูเขาก็ไปกันไปกันเขาก็ได้อยู่น่ะ ก็ดูๆกันไป แต่ปริมาณ ประมาณอย่างนี้แหละ มันจะค่อยๆเกิดไปตามธรรมชาติของมัน เราเลือกไม่ได้จริงๆ แล้วเราจะไม่มีประชากร ไม่มีสมาชิกมาจากทางอื่น พวกเราก็เคี่ยวข้นกันไป แต่แล้วจะเข้าเป็นแก่น เป็นแกน เป็นกรอบ เป็นเนื้อ เป็นอะไรได้ เท่าไร ก็ได้อธิบายมาแต่ต้น มันจะเป็นลักษณะอย่างนั้นจริงๆ เราก็เหมือนกับอณูของกลุ่ม เราก็เหมือนกับมวลส่วนหนึ่งของกลุ่มนั่นแหละ แต่ละมวลๆ มันก็ค่อยๆ สังเคราะห์ตัวเข้าไปเป็นเนื้อเป็นแก่นจริงๆโดยแท้จริง แล้วเราก็จะต้องดำเนินไปให้เกิดการเจริญ โขลงของเรา หรือกลุ่มของเรา เผ่าโลกุตระมันก็จะมีการสะสมหมู่ สะสมพวกไปตามธรรมชาติแบบนี้ แต่ถ้าเราไม่ทำ ไม่รับหน้าที่ ไม่พยายามที่จะเป็นงานทำงาน หรือทำให้เกิด"คน" ทำให้เกิด "คน" แล้วมันก็เกิด"ระบบ" ขึ้นมา ก็เกิดการงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ กัมมันตะทุกอย่าง จนแม้กระทั่งแบบอาชีพ เมื่เรามีหน้าที่ ที่บอกระบุว่า อาชีพเราเป็น"ครู" เราเป็นการศึกษา ว่าเออ เอานี่เป็นแมนแล้ว เป็นแท้ ตัวแน่ ตัวอื่นก็เป็นปลีกย่อย ที่จะพึงไปช่วยกันบ้าง เราก็รับกัน เราก็ดูกัน อาตมาพยยายามที่จะจัดสรรให้มัตลงตัว ก็คือ ค่อยๆ บอก ค่อยๆแนะนำ นโยบายตามเวลา กาละ ขณะนี้อันนี้ เลื่อนมาอันนี้ได้แล้ว ขณะนี้อันนี้ เลื่อนอันนี้ไปเข้ามา หรือ อนุโลมอนนี้ไป หรือตัดอันนี้เสีย อะไรก็ดูอยู่ตามจังหวะ เพราะฉะนั้น อะไรมันเลื่อนได้ ก็เลื่อน อะไรตัดได้ก็ตัด อะไรต้องอนุโลมคาบๆเกี่ยวๆอยู่ เพราะว่ามันยังจะเป็นสัดส่วนที่ว่ามันเอาอะไรแท้ๆ ไม่ต้องไปเกี่ยวอันโน้นและเอาอย่างนี้ฝ่ายเดียวไม่ได้ เป็นครูก็เป็นแต่ครูอย่างเดียว พอสอนก็สอนอย่างเดียว ไม่ต้องไปเกี่ยวอย่างโน้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันยังไม่ได้ทีเดียว บางคนก็ทำอยู่แล้วของเขา เขาไม่ทำเราก็เอาแต่อันนี้ก็ฐานของเขา เขาทำได้แค่นั้น ก็เลื่อน เอื้อมไปช่วยอันอื่น ก็ไม่ไหว ก็เอาไปก่อน แล้วเราก็จำเป็นจะต้องเป็นครูอันนี้ แม้แต่คนทำงานอันนั้น ช่วยได้แต่งานนี้ งานอื่นอีกไม่ได้เลย หรือ ช่วยงานนั้นก็ได้ ปลีกตัวไปเอื้อเฟื้ออื่นบ้างก็ได้ อะไรอย่าง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive