580508_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ฌานพุทธได้โดยไม่ยากไม่ลำบากอย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580508_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง ฌานพุทธได้โดยไม่ยากไม่ลำบากอย่างไร พ่อครูว่า... วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2558 วันแรม 6 ค่ำเดือน 6 ปีมะแม.... วันคืนก็ล่วงไปๆ แต่ละวินาทีนี่แหละ ผู้ที่เป็นคนควรตระหนัก พระพุทธเจ้ากล่าวในอภิณหปัจจเวกขณ ธรรมสูตร ว่าเวลากำลังล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่? เป็นคำถามที่ผู้มีปฏิภาณอย่างดีจะเห็นว่า เวลาที่กำลังผ่านไปๆ กับเรากำลังทำอะไรนี่แหละ เป็นคำถามที่แทงหัวจิตหัวใจ สำหรับผู้มีจิตสำนึกปฏิภาณ เวลานี่ห้ามไม่ได้ การเคลื่อนตัวของทุกอย่างในเอกภพ มีการเคลื่อนตัว ก็เกิดเวลา ถ้าไม่มีการเคลื่อนก็ไม่เกิดเวลา แต่ที่จริงในเอกภพนี้ไม่มีอะไรไม่เป็นเวลา ในเอกภพ, มหาเอกภพ ( the universe) รวมทุกสรรพสิ่งเข้าเป็นหนึ่งเดียว ทุกอย่างมีภาวะของการเคลื่อนที่ทั้งหมด ในเนื้อที่ๆ ว่างก็มีสรรพสิ่งซ้อนในเอกภ พ องค์แห่งหนึ่งเดียว หนึ่งของต้นตอทุกอย่างก็มีแค่นี้แหละ universe มันไม่มี 2 ถ้าแยกเป็น 2 ก็จะมีอีกอันหนึ่งขึ้นมาเป็นคู่เทียบ คู่เปรียบและยิ่งมันเคลื่อนขึ้นมา มันก็มีแง่มีเชิงขึ้นมาเป็นเรื่องขึ้นมาอีก จนกระทั่งในองค์ประกอบของทุกอย่างที่เป็นสรรพส ิ่ งต่างๆ ตั้งแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม จนเกิดอวกาศและช่องว่าง ที่ว่าว่างก็มีอะไรในนั้น จะเป็นแสง เราไม่รู้ที่ต้นและที่จะดับ แต่มีผู้ กล่าว ว่าตั้งต้นคือพระเจ้า ส่วนพระพุทธเจ้าว่า ที่ต้นท่านไม่รู้ ท่านยอมรับความจริง แต่ศาสนาอื่นว่าพระเจ้าคือตัวต้น ที่สร้างทุกสรรพสิ่ง มีส ิ่ งมีชีวิตก็ว่าไป ชีวิตก็อยู่กับกรรมและกาละไปเรื่อยๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เมื่อเป็นชีวะระดับจิตวิญญาณแล้ว เรียกว่าจิตนิยาม จะมีความยึดมั่นถือมั่น มีความรักความชัง แล้วก็มีสุขมีทุกข์ขึ้นมา ก็เลยเป็นเรื่องเยอะแยะ พระพุทธเจ้าก็มาเอาอันนี้เป็นตัวให้เรียนรู้ จนสาม
อ่านต่อ
ารถให้เป็นชีวะ เป็นจิตนิยามที่สูงกว่าพีชนิยาม ถ้าเป็นธาตุรู้ก็สูงว่าพีชนิยาม มีองค์ประกอบของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนพีชะไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือตัวจิตวิญญาณ เป็นตัวแปรที่มันเลวร้ายขึ้นไปทุกทีๆ เวลามันสั่งสม อวิชชาก็เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นธาตุรู้ที่ไม่ฉลาดพอ พระพุทธเจ้าก็พยายามศึกษาค้นคว้า ส่วนทางวิทยาศาสตร์ก็พยายามศึกษา เขาศึกษาได้แค่พลังงานและสสาร แล้วซอยละเอียดในความเป็นพลังงานต่างๆ จนถึงพลังงานระดับชีวะ ก็ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่รู้ซึ้งถึงเวทนา ซึ่งพระพุทธ เจ้า ท่านบอกไว้ถึงเวทนา 108 แยกจากเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 สุดท้ายเอาเวลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต มาเป็นตัวสรุปท้ายอีก ในพระไตรฯ ก็ไม่ได้ขยายความ แต่บอกลักษณะเอาไว้ เป็นหัวข้อแน่นๆ แต่อาตมาสัมผัสแล้วเข้าใจ โดยภูมิเดิม ก็บอกตรงไม่ได้อยากอวด แต่บอก ความจริงตามความเป็นจริง ผิดถูกก็อาตมารับผิดชอบ อาตมาก็เอามาให้พวกเราได้เรียนรู้ปฏิบัติ อย่างมโนปวิจาร 18 แล้วแยกเนกขัมมะกับเคหสิตะได้ อ่านเวทนาแล้วดับเหตุของสุขทุกข์ได้ ลดความรู้สึกสุข/ทุกข์ หรือชอบ/ไม่ชอบ อาการเหล่านั้นเรามีญาณปัญญาอ่านของเรา จริงๆ แล้วมันลดลง จางคลายลง ถ้าอาการที่ผูกยึดอยากได้อยากมีอยากเป็นแรงหรือเบา เวทนา 5 ที่ท่านเรียกว่าอินทรีย์ มีสุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ จนมาภายในเป็นโสมนัส สิ นทรีย์ โทมนัส สิ นทรีย์ อุเบกขินทรีย์ได้ เราจับตัวมันได้ว่า จิตจริงๆนี่แหละเป็นตัวการต้นทางจริง มันอวิชชาจะต้องเอามาเป็นตัวเป็นตน หรือมันยึดว่าอย่างนี้อย่ามาเป็นตัวเป็นตน อย่ามาใกล้ข้า อย่ามาอยู่ด้วยกัน ลักษณะเอามาเป็นตัวเป็นตนนี่แหละเรียกว่า กาม ลักษณะที่อย่ามาใกล้ อย่ามาอยู่ด้วยกันเรียกว่าพยาบาท มีลักษณะสองอย่างของจิต เพราะอะไร? เป็นต้น แล้วลักษณะของจิตนี่เรียนเข้าไปอีก ว่ากิเลสพวกนี้ท่านก็แยกไว้อีกสองนัย ลักษณะหนึ่งจิตจับตัวเป็นก้อน ไม่โล่งโปร่ง เรียกว่าสังขิตตัง หรืออีกลักษณะเรียกว่า ถีนังมิทธัง ส่ วนอีกลักษณะกระจายฟุ้ง จับไม่ติด เป็น วิกขิตตจิต หรือเรียกว่าอุทธัจจกุกกุจจะ เรียกสภาวะนิวรณ์ 5 นี้ ก็ต้องอ่านของจริงให้พ้นวิจิกิจฉา ให้รู้ว่าอย่างนี้ลักษณะกามอย่างหนึ่ง เป็นพยาบาทอย่างหนึ่งผูกมัดไว้เป็นเราเป็นของเราเรียกว่ากาม ส่วนพยาบาทดูเหมือนว่าไม่เอาเป็นเราเป็นของเรา แต่เราเองก็มีจุดมุ่งหมายในจิตเลยว่า ลักษณะนี้ไม่เอา ลักษณะผลัก หนี ดีไม่ดีทำร้ายเลยมันแรง แต่ถ้าเป็นระดับพีชนิยามมันไม่เอาเหมือนกัน แต่มันก็ผ่านไปเฉย แม้จะอยู่ชิดใกล้อย่างไรมันก็ไม่ทำปฏิกิริยา แต่มันไม่เอาไปสังเคราะห์ในองค์ประกอบของมันเลย สำหรับพีชะมันไม่เอาปรุงแต่งเป็นตัวมัน มันจะมีดี ไม่ดี มันหุ้มไว้ในต้นไม้เลยก็มี แม้ลักษณะเกาะกุม ถีนมิทธะ หรือหดตัว จับตัว เกาะกุม กับลักษณะ กระจายออกไป จนกระทั่งตนเองก็คว้าไม่ติด เป็นอุทธัจจกุกกุจจะ คนปฏิบัติธรรมได้บ้างแล้ว ได้ส่วนหนึ่ง แต่เป็นภาวะของลักษณะเกาะกุม คือสังขิตตังจิตตัง ส่วนอีกลักษณะหนึ่งเป็น วิกขิตตังจิตตัง คือกระจายฟุ้งจับไม่ติด แต่ก็เป็นลักษณะของผู้ปฏิบัติธรรม มีเจโตปริยญาณ นี่คือลักษณะพลังงานจิตที่เราไม่รู้ก็เลยปล่อยให้มันทำงานอยู่ตลอดเวลา อย่าว่าแต่สงสัยเลยไม่รู้เรื่อง ก็ต้องมาเรียนให้พ้นสงสัย วิจิกิจฉา แล้วจัดการลดมันไปตามลำดับ พวกเรามีพื้นฐาน ที่อาตมาได้แนะนำให้ปฏิบัติ ก็พอจะเข้าใจได้ สรุปว่า นิวรณ์ 5 นั้นหยาบ กลาง ละเอียด ก็มีลักษณะเช่นนี้แหละ รวมแล้วเป็น เอาหรือไม่เอา / อิฏฐารมย์ก็เอา อนิฏฐารมย์ไม่เอา เอาแล้วก็ชอบใจชื่นใจ มีรสโลกียรส ที่ยึดถือเอง สร้างอารมณ์มาเอง มันไม่มีจริงหรอกในอารมณ์โลกีย์ที่สุข ชอบ ชื่นใจ พอใจ อะไรก็แล้วแต่ไม่มีหรอก มันเป็นการสร้างสมมุตินั้นขึ้นมาเอง สร้างมาจนกระทั่ง ต่างคนต่างก็ยึดว่าต้องมีก็เลยยึด สมมุติว่าจริงจังขึ้นมากเท่านั้น เรียกว่ารู้ร่วมกันแล้วก็จริงจังร่วมกัน รู้ว่าอาการนี้ชอบหรือไม่ชอบ ก็แพร่กันไปทั่วโลก อย่างคนไทยนี่เอาแกงเขียวหวานไปแพร่ให้ฝรั่ง ตอนแรกเขากินก็จะร้อนเผ็ดกินไม่ได้ เดี๋ยวนี้ฝรั่งติดเลย ต้มยำกุ้ง ใส่พริกแดงๆ ใส่ข่า ตะไคร้ ก็หลอกกันไป แต่ถ้าไม่ไปครอบงำ ไปสร้าง ความคิดเหล่านี้มันก็ไม่เกิด แต่พอสร้างให้เกิดมันก็เกิดเป็นความจริงที่ร่วมกัน เป็นโลกของกามาวจร เมื่อจำเข้าไปแล้ว ก็ไปยึดฝันว่าจริง เกิดรสข้างในก็เป็นรูปาวจร ทีนี้รูปาวจรเป็นอัตตาที่จำได้แล้วก็ปรุงมาอีกที ทั้งที่ไม่มีวัตถุข้างนอกเลย ไม่มีมหาภูตรูปเลย มันสร้างเองในจิตเรียกว่ามโนมยอัตตา คือรูปที่สำเร็จด้วยจิต ถ้าจำได้แล้วสร้างมาก็คือตนเองไม่ได้เนรมิต ก็อยู่ในนิมมานรดี ไม่ใช่ตนเองเป็นคนเนรมิต เมื่อเรานึกขึ้นได้จำได้ เนรมิตมาเป็นรสก็เป็นสวรรค์นิมมานรดี ทีนี้ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ว่ามันเคยมีเคยจำได้คนอื่นล่วงรู้ แต่คุณเองเป็นจอมเนรมิตเอง ปรุงแต่งเองเป็นสวรรค์นรกใหม่เลย เป็นปรนิมมิตวสวัตตี สร้างมาให้คนอื่นติด สร้างให้มีอำนาจ (ปรินิมมิต) วสวัตตีคือให้เกิดเป็นอำนาจในมนุษย์ มอมเมาโลกไป ทางโลกที่เขาปั้นสร้างกันแต่ก็เป็นโลกของกามภูมิ ที่เขาเรียกว่านักสร้างสรร (Creative) มันก็มีของใหม่มอมเมาโลกไปเรื่อยๆ คนก็เห็นว่าดี แปลกใหม่ ยึดติดมากขึ้น เป็นอปรโคยาน เป็นอื่นไปเรื่อยๆ หลงเป็นดาวดึงส์สวรรค์ วิมาน รับรู้ว่าจริงร่วมกันมาก็คือสวรรค์ลวงทั้งนั้น อย่างสายธรรมกาย สร้างสวรรค์เนรมิต คือจอมปรินิมมิตวสวัตตี ให้คนติดเพ้อไป สร้างไปไม่รู้จบ สร้างอุปาทานไปเรื่อยๆ พวกนี้ยากที่จะถอยหลังมา พอเลิกหยุดจบ เขาหลงในทิศทาง “ มี ” ไม่มาเรียนรู้ทิศทาง “ ไม่มี ” สุดท้ายคำว่า นโหติที่พระพุทธเจ้าตรัสใน พระไตรฯ ล. 16 ข. 43 เขาจะไม่ถึงขั้น นโหติ ที่ถึงมรรคผล “พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าสัมมาทิฐิ” ฯ [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “ดูกรกัจจานะ โลกนี้โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทยัง) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก นตฺถิตา สา น โหติ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี” (โลเกอัตถิตา น โหติ) ภาวะบางครั้งคุณไม่ทุกข์/สุข อยู่เฉยๆ ได้พักยกชั่วคราว แต่ไม่ได้มีปัญญารู้ความเป็นจริงว่ามันดับอย่างสามารถไหม มันดับสนิทไหม เป็นนิโรธถาวรไหม พอเริ่มทำแล้ว คุณก็สามารถทำได้ พอทำได้อย่างชำนาญ สามารถสูงขึ้นก็ยิ่งได้เร็ว ได้ง่าย ได้สะดวก จนเป็นได้คล่อง จนเป็นเอง เป็นถาวร เป็นจริง เป็นนิโรธ เป็นฌาน เป็นวิมุติสมบูรณ์แบบ จนจิตไม่มีกิเลสอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทำได้ก็สบาย จะเรียกว่าฌาน สมาธิ จะเรียกว่าจิตบริสุทธิ์ เป็นนิโรธก็ได้ เป็นอย่างอัตโนมัติไม่ต้องทำก็ได้ ทำก็ได้ จะอนุโลมกับคนอื่น มีสัจจานุโลมมิกญาณ กับคนอื่นปรุงแต่งกับเขาไป แต่ไม่ติดปรุงแต่งกับเขา ปรุงสักแต่ว่าอาศัย ทำเพื่อคนอื่นไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย อนุโลมไปตนไม่ได้เสพติด ไม่มีโลกียะเลย คนที่จะสังขารปรุงแต่ง ก็เท่าๆ กับคล้ายๆ กับว่าอยู่ในฌาน 4 เฉยๆ กลางๆ ไม่ปรุงเลย พอฌาน 3 ก็มีสุข มีอาการจิตที่เรียกว่าสุข ก็เป็นอารมณ์พอใจ สบายๆ ก็ยังไม่แรงมาก คุณก็อนุโลมกับเขาได้แล้วก็จะอนุโลมเป็นฌาน 3 ก็ง่าย ไม่ยากไม่ลำบาก สำหรับผู้ปฏิบัติฌานแบบพระพุทธเจ้า จะอนุโลมไปฌาน 2 มีปีติ จะดีใจสนุกสนานไปกับเขามากขึ้นได้ มีเอิ๊กอ๊ากมากขึ้นก็ทำได้ง่าย ตนเองก็ไม่ติด จะปรุงแต่งไปกับเขาก็ง่ายไม่ลำบาก ทำแล้วจะเลิกก็ง่าย หรือจะร่วมปรุงร่วมคิดร่วมสร้างกับเขา มีวิตกวิจาร เป็นฌาน 1 เลยก็ได้ ก็ทำได้โดยง่าย โดยไม่ลำบากไม่ยาก นี่คือลักษณะที่พระพุทธเจ้าว่า ฌานของท่านได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 มีอกิจฉลาภี กับอกสิรลาภี แปลว่าไม่ยากไม่ลำบากเหมือนกัน ภาษาไทยไม่ได้ต่างกันมากนะสองคำนี้ ในสำนวนที่ท่านตรัสในพระไตรปิฎกมีเยอะ ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ก็เคยอ่านกันมา ส่วนฌานนั่งหลับตาไม่ได้ง่ายอย่างนี้หรอก นี่คือความหมายที่อาตมาเจตนาไขให้ฟัง ถ้าไม่ใช่ฌานพุทธนั้นจะยาก จะเข้าจะออกฌานก็ต้องใช้เวลาคลาย ดีไม่ดีลืมตาทำไม่ได้เลย หลับตาก็พอทำได้แต่ก็ต้องเข้าต้องออก นี่คือได้โดยยากได้โดยลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 เขาปฏิบัติกันไปคนละอย่างกัน ฌาน นิโรธ สมาธิ ก็ได้ แต่ได้อย่างมิจฉาผล นั่งหลับ ตาอาตมาก็ทำเป็น อธิบายสู่ฟังแล้ว แต่ฌานแบบลืมตา อาตมาก็มาอธิบายสู่ฟังได้ มันเดาไม่ได้ อตักกาวจรา ขอยืนยันว่าเดาไม่ได้ ใช้เหตุใช้ผลเดาสภาพไม่ได้ คัมภี รา ทุททัสสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา นิปุณา บัณฑิตเวทนียา ฌานแบบพุทธทำไปเราต้องรู้ว่า เราไม่ได้แอบเสพนะ ต้องล้างให้ได้อย่างจริงๆ อย่าง เที่ยงแท้ยั่งยืนถาวร แล้วค่อยอนุโลมกับเขา ถึงขั้นนั้นค่อยทำ เพราะฉะนั้นคนจะเข้าใจอรหันต์จี้กง หรือพระมาลัยโปรดสัตว์ก็ไม่ง่าย ทุกวันนี้อาตมาก็ใช้การอนุโลมมากไปกับเขา ไม่เช่นนั้นคนก็จะเข้ามาเอาไม่ได้ มาชิดไม่ได้ sms และ ไลน์ _ 0 824039xxx ผู้น้อยเคยเห็นสิ่ง หนึ่ง ในช่วงหัวค่ำ กำลังเดินกลับเข้าบ้านในซอยเก่าสิ่งหนึ่งนั้นน่าจะเป็นคนที่มิใช่คน! เข ามีรูปร่างโปร่งใสดังแก้วแต่งกายเหมือนชายไทยโบราณมองหัวจรดขา เขาไม่มีเท้าแต่ลอยจากพื้นถนนแล้วเขาก็เดินทะลุตึกหายไปเลย! สิ่งที่เห็นใช่วิญญาณไหม? พ่อครู ตอบ … มันเป็นมโนมยอัตตา เป็นวิญญาณของคุณเอง ทางแพทย์เขาก็เรียกว่าภาพหลอน เสียงหลอน เขาก็รักษากันแต่ทางพุทธจะรักษาได้สนิทกว่า ง่ายกว่า สิ่งที่คุณเห็นเป็นมโนมยอัตตา เป็นอัตตาที่คุณปั้นเอง อย่างที่อาตมาเคยอธิบายการสะกดจิตว่าให้เห็นอะไรก็ได้ ทั้งที่มันไม่มีจริง อย่างที่คุณเห็นเหมือนคนใสดั่งแก้วก็ปั้นเอาได้ทั้งนั้น เป็นเทวดา ผี ก็เป็นกันไป ให้มันใส จนเป็นรูปพระพุทธ เจ้าเขาก็ปั้นกันไป จนเขาว่าเขาได้ เขาเห็น ก็ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นมโนมยอัตตา เป็นสิ่งไม่มีจริงแล้วยึดว่ามีจริง จะเรียกว่าวิญญาณก็คือธาตุ ทั้งที่ตัวมันเองไม่รู้เรื่องแต่จิตคุณเองนั้นแหละคิดไปเอง ดีไม่ดีจะเสวนาสังสรรกันเป็นอย่างคู่ผัวตัวเมียได้เลย เป็นนางตานี เป็นต้น _คำถาม จาก ผึ้ง พิมพ์เพชรรุ้ง และ จากผู้ชมรายการพ่อครู ว่า... กรณีชาว โรฮิงญา ที่ต้องเร่ร่อนพลัดถิ่นฐาน ไปไหนก็ถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหง ดูว่าจะได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน พวกเขาเคยทำกรรมหนักแบบนักการเมืองที่โกงกินบ้านเมืองตัวเองมาก่อนหรือคะ ถึงต้องรับกรรมเช่นนี้ พ่อครู ตอบ … ก็จะตอบอีกครั้ง ก็เวลาชาวโรฮิงญาได้รับวิบาก เขาเหมือนหมดความเป็นคน เป็นเหมือนสัตว์สินค้าที่เขาจะขายจะฆ่าก็ได้ ทั้งที่เขาเป็นคนแท้ๆ แต่เขาจำนนที่ต้องเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นักศาสนาที่หลอกคน ก็จะมีวิบากเช่นนี้ เป็นได้ขนาดนั้น ในขีดที่มันหยาบ ว่าน่าสังเวช ไม่มีสิทธิในตนเอง ทรมานอดอยากยากแค้น เหมือนสัตว์เดรัจฉานที่ถูกเขาผูกไปฆ่าจะเล่นอย่างไรก็ได้ นั่นคือวิบากจริงที่คนทำชั่วทำวิบากไว้ มันออกผลกับคนจริงๆ ให้เห็น ลักษณะอย่างคนอดอยากที่ต้องต่อสู้ชีวิตมีอีกมากมาย แม้แต่ในคนไทยที่เขาเอามาเผยทางสื่อสาร บางทีก็ไม่แก่เฒ่าก็เป็นแล้ว บางคนแก่เฒ่าก็ไม่มีคนดูแล น่าสังเวชก็คือคนจริงๆ ที่อยู่ในโลกนี้ แล้วก็ต้องรับวิบากเช่นนั้น หลายคนทรมานหลายสิบปี คนก็มีไปช่วยบ้างนะ แม้แต่สังคมราชการก็ช่วย แต่ทำไมเขาไม่ได้รับการสงเคราะห์นะ คนนี้ สิ่งเหล่านี้คืออจินไตยที่อธิบายยาก เป็นเพราะวิบากกรรม มันเป็นไปโดยไม่มีเหตุ ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ทำบาปในชาตินี้มากมาย หลายคนเป็นคนดีด้วย ทำกรรมดีมาตลอด แต่ก็ต้องมารับกรรมวิบากหนักหนาสาหัส อย่าพึงประมาท ชั่วแม้นิดแม้น้อยอย่าทำ เป็นคำที่อาตมาถือว่ายิ่งใหญ่ คือเครื่องเตือนใจ _0824039xxx ฟังพ่อครูเทศน์เรื่องกายแต่กลับถามเรื่องวิญญาณ! เพราะ เห็นภาพผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว! เมื่อเขาตายในเหตุร้ายแบบปัจจุบันทันด่วนจิตวิญญาณเขาจะไปดีไหม? พ่อครู ตอบ … ตอบยากอีกเหมือนกันจะไปตอบแทนเขาก็ไม่ได้ สมมุติว่าคนนี้กว่าจะได้ตายก็ทรมาน ก็ยังค้นหาไม่หมดเลย บางคนอภินิหารรอดได้แม้หลายวัน หลายคนก็ไม่รอด บางคนก็กระดิกไม่ได้ สลบไปฟื้นมาอีก กว่าจะตายก็หลายนาน ก็มีแน่เพราะพื้นที่มาก รุนแรงด้วย ทีนี้คนที่รับแล้วมันเป็นวิบากของเขา เขาไม่ได้อยากได้นะ นี่แหละคือการใช้หนี้วิบากไม่ได้วิ่งหานะ คุณไปได้เอง แต่มีบางคนไม่ได้วิ่งหา คนเอามาให้ แต่ส่วนมากเขาวิ่งเอง อันนี้ไม่ได้วิ่งหา แผ่นดินไหวมาทับหัวตาย ก็ใช้วิบากร้ายไป ก็น่าจะเพลาวิบากร้ายไป แล้วถามว่าเขาจะดีขึ้นไหม? นี่ถ้าวิบากไม่ดีมาซ้ำอีกก็ได้ เป็นอจินไตยคิดเอาไม่ได้ ข้อสำคัญเรารู้เหตุแล้วไม่ไปสร้างเหตุที่ต้องไปเช่นนั้นสิ ทำแล้วแก้ไขไม่ได้ด้วย วิธีเดียวคือคุณต้องทำกุศลให้มาก ให้มันกั้นไว้ไม่ให้วิบากมาถึงหรือมาก็ลดแรงลง มีวิธีเดียวที่จะบรรเทาได้ แต่แก้ไม่ได้นะ _0824039xxx ไม่มีใครรู้มัจจุราชจะมาเยือนคนเมื่อไร? แต่คนควรจะเป็น เพชรฆาตสังหารกิเลสในตัวคนให้ตายก่อนที่มัจจุราชตัวจริงจะมารับไปตามวิบากกรรมดีๆ ที่คนควรจะทำก่อนจากโลกนี้ไป! พ่อครู ตอบ … อันนี้เป็นความเห็นที่จริง ทำเช่นนั้นแหละ _หนึ่งดาวถามว่า... เมื่อมีญาณ 7 ตรวจสอบความเป็นโสดาบันแล้ว ความเป็น สก ิ ทาคามี, อนาคามี, อรหันต์ มี ญาณตรวจสอบไหมคะ? พ่อครู ตอบ … ก็ญาณ 7 นี่แหละที่จะมีคุณสมบัติที่สูงขึ้น ตรวจสอบได้ละเอียดขึ้น ฉันเดียวกับสังโยชน์ 3 โสดาบันพ้นสังโยชน์ 3 แต่สกิทาคามี อนาคามี ก็ต้องใช้สังโยชน์ 3 เมื่อดับกายที่เป็นกามได้ก็ ดั บกายที่เป็นรูปภพ/อรูปภพ ต่อไปก็ใช้สูตรเดียวกันนี่แหละ ต้องพ้นสักกายะและพ้นสีลัพพตปรามาสอย่างพ้นสงสัยเลย แม้เหลือนามกายตัวท้าย ก็ต้องใช้อันนี้ พ ระพุทธเจ้าถึงว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอย่างมีกายสักขีเลย แม้เป็นอรูปก็มีกาย คนพาลไม่ได้ละกิเลส ตายไปก็มีกาย ไม่ได้ฟังธรรมไม่ได้ ป ฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าตายไปก็มีกาย จะเป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็ใช้ญาณที่ลึกซึ้งขึ้นละเอียดขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น _ 0824039xxx ถ้าเราไปตลาดแล้วเห็นเสื้อผ้าลายแปลกตาน่าซื้อ แทนที่จะเกิดความอยากได้! แต่ใจกลับเกิดโย นิโส มนสิการว่าเสื้อตนเองมีพอสมควรแล้ว ไม่ควรซื้อมากเกินความจำเป็น! จิตคิดว่าควรพอได้แล้ว! อันนี้คือโย นิโส มนสิการที่ถูกต้องไหม? พ่อครู ตอบ … ยังไม่ได้โยนิโสมนสิการ เป็นแต่เพียงพิจารณา ตามที่เขาแปลมา เห็นว่าน่าซื้อแต่เราก็มีเหตุมีผล เป็นต รร กกะว่าเราก็มีพอควรแล้ว เราก็มีสันโดษพอควร เราก็พอนะ ไม่ซื้อน่ะ แต่คุณยังไม่ได้อ่านเข้าไปถึงเวทนาในเวทนา แล้วก็ไม่ได้อ่านถึงจิตในจิต ไม่ได้เห็นกายในกาย กายนั่นแหละคือเวทนา แล้วในเวทนาก็มีจิต ในจิตมีราคะ โทสะ คุณไม่ได้อ่าน คุณได้แค่รู้ว่าจิตคุณไม่ได้เกิดความอยากได้ แล้วคุณได้อ่านจิตไม่อยากได้จริงไหม? แล้วไม่ได้เห็นความไม่เที่ยง คุณไม่ได้อ่านจิต เจตสิกจริง คุณมีแต่หลักเหตุผลเท่านั้น ที่พูดนี้ ยังไม่ได้เข้าถึงการอ่านจิต คุณว่าแทนที่จะเกิดความอยากได้ มันไม่ได้อ่านความอยากได้เท่าไหร่ ที่ว่าใจคุณอยากซื้อ ก็ได้แค่เอาเหตุผลที่ได้เรียนรู้ มายกกั้นเอาไว้ แล้วก็ยกคำว่าโยนิโส คือใจเราได้จัดการเลย แต่คุณเอาเหตุและผลมาใช้ทั้งหมด มันละเอียดลึกซึ้งตรงที่ว่า ถ้าคุณได้ทำใจ ถ้าได้เข้าใจว่า ใจของเรามันอยากได้หรือไม่อยากได้พ้นวิจิกิจฉาเลย แต่นี่คุณไม่ชัดเลยว่า คุณว่าน่าซื้อลายแปลกตา น่าซื้อนี่มันอยากได้หรือไม่อยากได้ แล้วก็ใช้ภาษาว่า แทนที่จะอยากได้ แต่ใจกลับเกิดโยนิโสมนสิการ คือคุณเอาคำว่าโยนิโสมาแทนที่ทั้งหมด อาตมาว่าคุณยังไม่ได้อ่านใจทำใจเลย เป็นแต่เพียงยกเหตุผลมายั บ ยั้งได้ แต่คุณไม่ได้เอา เ พราะคุณมีสันโดษพอสมควรแล้ว จิตคิดว่าควรพอได้แล้ว ก็คือคุณไม่รู้จิตพอ การพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลต้องประกอบไปด้วย แต่ต้องเข้าถึงจิต จิตคุณได้เปลี่ยนแปลงจัดการ โดยเข้าใจเลยว่าจิตคุณอยาก เป็นกามต้องรู้ชัดพ้นวิจิกิจฉาเลยนะ จะอยากน้อยนิดอย่างไรก็ต้องอ่านให้ชัด แต่เอาเหตุผลในต รรก กะมา แต่ถ้าคุณเห็นอาการจะรู้ว่า ใจเราอยากหรือไม่นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง แต่ถ้าคุณอ่าน รู้ว่ามีอยากนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง ถ้ามันยังอยากอีกก็เอาเหตุผลมาบอกมันได้ ถ้ามันยังอยากได้ ถ้าคุณเร็วพอ ๆ รู้ว่ามันอยากได้ แล้วก็มีปฏิภาณปัญญาว่า ตัวที่อยากได้นี่พาทุกข์ ชัดว่าคือสมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์ ตัวนี้คุณกลัวเรียกว่ามี โ อตตัปปะ จิตตัวนี้เกิดความกลัว มีโอตตัปปะธาตุที่มีพลังงานสูงกว่าหิริ ตัว โอตตัป ป ะก็จะฆ่ากิเลสเลย แต่ถ้าหิริก็จะลังเลว่าน่าได้อยู่นะไม่เ ป็น ไร เงินเราก็มี ดีไม่ดีก็แพ้ได้ ยังยึกยักๆ นั่นคือความไม่เที่ยง แต่ถ้าเที่ยงแล้วจะเร็ว โอตตัปปะเร็ว เหมือนปลิงแตะถูกยาหม่องร่วงผล็อยเลย แต่นี่คุณยังไม่ชัด ผู้ไม่ชัดก็จะถาม แต่ผู้ชัดแล้วจะไม่ถามใครเลย อันนี้เป็นตัวไข เป็นตัวตอบ ถ้าคุณรู้เองชัดจะไม่ถาม แต่ถ้าคุณยังถามอยู่จะถาม ก็ฟังไปแล้วเอาไปปฏิบัติแล้วจะดีขึ้นๆ แต่อย่าไปตั้งว่าพออาตมาว่ารู้ชัดแล้วจะไม่ถาม ก็เลยไม่รู้เลยว่าหมดหรือไม่ แต่ถ้าสงสัยแล้วก็รีบ ถ ามเลย ถ้าไม่ถามคืออัตตามันขึ้นมาแทน นี่มันซ้อนเยอะเลย _0824039xxx วันวานพ่อครูเทศน์อปรโคยาน, อมรโคยาน! วันนี้เทศน์โยนิโสมนสิการ! ผู้น้อยแปลตรงๆ ไม่ได้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าพระท่านเคย แล้วแต่มุมมอง! พ่อครู ตอบ … โยนิโสมนสิการ คือการปฏิบัติ ส่วนอปรโคยานคือ มันเป็นมันจะไปหาสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นดาวดึงส์ จนกว่าจะทำให้เป็นอมรโคยานได้ ลดละเป็นเนกขัมมะได้ เป็นอมตบุคคล เป็นผู้ไม่ตายสมบูรณ์แล้ว มันจึงจะเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปสมบูรณ์ โยนิโสมนสิการ คือภาวะฝึกหัด ภาวะกิริยาโดยตรง ส่วนภาวะของอมรโคยาน (อมรคือ ปุงลิงค์ ส่วนอมตะคือ นปุง ส ก ล ิ งค์ ) อมตะนี้สำเร็จแล้ว _0824039xxx ขออภัยฟังธรรมท่านแล้ว นำธรรมะพระอ.รูปอื่นมากล่าวถาม! เคยเห็นท่านจันทร์เคยเทศน์ที่ไหน ก็จะมีธรรมะพระอ.รูปอื่นมาสอนเพิ่มเติมเสมอ เช่น ท่านปอ.ปยุตโต, ท่านพุทธทาสฯลฯ พ่อครู ตอบ … อันนี้ไม่เป็นคำถามอะไร?
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ฟังแล้วบางวันก็ชัด บางวันก็ไม่ชัด มะลำมะเลือง วันนี้ก็ชัดในความได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 แต่ก่อนรู้สึกว่า ไปนั่งเอาก็น่าจะง่ายกว่า แต่ก็ยกให้พ่อครูก่อน แม้บางเรื่องเห็นแย้ง ก็เอาตามพ่อครูก่อน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นของตนที่ผิด ก็มักจะปรับตามๆ วันนี้ก็ชัดว่ามีแง่มุม ที่เราว่าได้โดยไม่ยากไม่ลำบากอย่างไร? เมื่อ 2 - 3 วันก่อนก็จะมีเรื่องของพีชะ เป็นรูปเป็นสัญญาเป็นสังขาร เท่านั้น พ่อครู ตอบ. . . ผู้ที่ทำได้ถึงพีชะ ไม่มีรสโลกีย์ ไม่มีเวทนาด้วย นี่แหละวิญญาณดับ คนนี้ทำให้วิญญาณสัตว์อบายดับไป มันก็ไม่เกิดอีกเลย มันอุเบกขา มันก็เลย มีแค่รูป กับสัญญา กับสังขาร แต่ถ้าเป็นพืชมันไม่มีปฎิภาณปัญญา มันมีแต่สัญญากับสังขาร มันไม่รู้ธาตุวิญญาณ ที่เป็นไปได้สารพัดพืช มันไม่รู้ แต่จิตนิยามเช่นคนนั้น มันรู้ได้สารพัดกว่านั้น รู้ติดยึด รู้ทุกข์สุขได้ แต่ว่าก็มีคนที่พ้นจากความติดยึดได้ ทั้งที่คนส่วนใหญ่เขาติดกัน
คำว่านิมิต คือเครื่องหมายที่กำหนดให้รู้จริงตามจริง ว่าอาการโลภ คืออย่างนี้ มันไม่มีรูปร่างสรีระ แต่มันมีอาการไหว อาการนี้คือโลภ อาการนี้คือโกรธ มันมีอาการต่างกัน คำว่าต่างก็ต้องนิมิต คือหมายเอาเองว่าต่างกันอย่างไร? คือลิงค คือเพศ คุณก็นิมิตเอาว่าอันนี้คือโลภ อันนี้คือโกรธ ก็ต้องกำหนดให้ตนเอง อุเทสก็คือฟังไปจากผู้รู้ที่อธิบายนามธรรมเหล่านี้ หากไม่ได้ฟังจากผู้รู้มาอุเทส ก็ไม่สามารถรู้ได้เลย ต้องได้ฟังธรรมจากสัตตบุรุษที่มีจริงของตนเป็นปัจเจก เป็นปัจจัตตัง เป็นสยังอภิญญา จนเป็นสยัมภู คือเป็นของตนเองแล้ว ไม่ต้องรับจากพระพุทธเจ้าอีก แต่อย่างสยังอภิญญา ยังต้องศึกษาตามอีกหลายอย่าง ประเด็นโดยไม่ยากไม่ลำบากกับประเด็นได้โดยยากได้โดยลำบาก คือผู้ที่ทำได้แล้วแบบพระพุทธเจ้า มันเป็นอัตโนมัติ ลืมตาทำนี่แหละ ไม่ต้องไปหาสถานที่ไหนทำ แต่ทำได้ทุกเวลา ไม่ต้องปลีกตัวไป ไม่ต้องใช้องค์ประกอบใดๆ แต่ทุกองค์ประกอบเกี่ยวข้องอยู่ แต่คุณทำการละล้างกิเลส จนเป็นฌาน เป็นสมาธิตั้งมั่น ถ้าถาวรก็สามารถอนุโลมมาใช้ฌาน 1 ฌาน 2 หรือฌาน 3 ได้ จะใช้ปีติ สุข วิตก วิจารได้ วิตกคือเริ่มดำริ วิจารคือทำให้สำเร็จทางกายวาจาใจ การย้อนกลับมาเพื่อประพฤติอนุโลมปฏิโลมกับเขา ผู้ทำฌานพุทธตั้งมั่นแล้วจะมีฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 กลับไปกลับมา อนุโลมได้อย่างง่าย ไม่ต้องเสียเวลาทำ แล้วไม่ต้องเข้าต้องออก ไม่ต้องใช้สถานที่หนักหนาสาหัส อย่างนั้นยาก แต่นี่เราได้ง่าย ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากเลย พ่อครู ตอบ … ประเด็นนี้ก็ดี มาพูดเพิ่มก็ดีแล้ว ที่อาตมาพยายามหยิบเอาประเด็นที่ว่า ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ประเด็นของกาย ของสมาธิ ของฌาน ของบุญ มันเป็นความลึกซึ้งจริงๆ เป็นความลึกซึ้งที่แม้เราพูดกันไปแล้ว พวกเรามีพื้นฐานกันมากแล้ว ก็ยังต้องพูดกันขนาดนี้ แต่มีผู้เข้าใจไหม ก็มีจริง มันเข้าใจได้มีจริง แล้วมีกี่คน ? มีมากคน ก็แสดงว่านี่คือสัจจะที่เป็นไปได้ มันเป็นเรื่องละเอียดใหม่ ไม่เคยได้ยินมาก่อน อาตมาเอามาพูดก็ว่าใช่ๆๆ บางคนก็ ย าก นั่นคือความลึกซึ้ง คัมภีรา แต่ก่อนเราก็เคยเข้าใจผิดมา ฌานแต่ก่อนก็เข้าใจผิด สมาธิก็เคยเข้าใจผิด แต่มาฟังแล้วก็กลับความเห็น รู้สิ่งที่ถูกว่าใช่ ซึ่งกระแสพุทธมวลใหญ่เขาเพี้ยนไปจริง แล้วก็ได้พวกคุณประพฤติปฏิบัติได้มา ยืนยันได้ มีสิ่งรองรับ ถูกต้องยืนยันตามกัน จึงเป็นสิ่งสัจจะ มันไม่ใช่ไม่เคยมีบัญญัติมาก่อน แต่มีมาแล้วของพระพุทธเจ้า บางอันอาตมาเอามาพูดยังไม่เจอในพระไตรฯ แต่ตอนหลังเจอในพระไตรฯ ก็เอามายืนยัน ทำให้อาตมารอดตัว ไม่ใช่อาตมาปั้นวิมานนะ แต่เป็นของจริง มีมาแล้ว พระพุทธเจ้าทำมาก่อน แม้บางอย่างไม่มีในพระไตรฯ แต่ก็นำมาพูด เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีที่ตรัสไว้ จนหลายอันได้เจอในพระไตรฯ ทีหลัง ไม่ใช่เรื่องยกเมฆหลอก เหมือนธรรมกายที่สร้างวิมานหลอกคนสารพัด หรือว่าปั้นเป็นตัวเป็นตนแบบฤาษีลิงดำ ว่าได้วิมานชั้นฟ้าเป็นชั้นๆ ซึ่งเป็นอปรโคยาน เป็นมโนมยอัตตา ฤาษีลิงดำนี่นั่งสมาธิแล้วปั้นรูปมโนมยอัตตาจนเห็นเลย อย่างธัมมชโย อาตมาก็ยกประโยชน์ให้ ว่าเขาปั้นจนสำเร็จ ไปถวายข้าวให้พระพุทธเจ้า ยกประโยชน์ให้ แต่อาตมาไม่เชื่อว่า จะนั่งเมื่อไหร่ก็ถวายข้าวพระ พุทธเจ้าได้ทุกครั้ง เพราะมันไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจริง คุณปั้นยกเมฆมามันก็จะไม่เที่ยง จะได้บ้างบางครั้งเท่านั้น ในสิ่งที่มันมีหรือไม่มี พระพุทธเจ้าสรุปไว้ที่ความไม่มี ผู้จบแล้วมีโลกนิโรธ มีผลของการปฏิบัติคื
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive