580811_เทศน์ก่อนฉันวันแม่ที่ศีรษะอโศก วิปลาส ๔ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.26 MB
วันที่แก้ไข7 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580811_รายการเทศน์ก่อนฉัน วันแม่ ที่ศีรษะอโศก เรื่อง วิปลาส 4 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 11 พรุ่งนี้วันที่ 12 สิงหาคม ก็เป็นวันแม่แห่งชาติ การเกิดของดวงดาว เอกภพ หรืออะไรก็ตาม เกิดดวงดาว เกิดวงโคจร แต่ละดวงดาวก็ได้พัฒนาเกิด ดิน น้ำ ลม ไฟ มีชีวะ มีพืช มีสัตว์ ก็พัฒนาเกิดมาแต่ละขั้นแต่ละตระกูล แต่ละระดับ เกิดเป็นมนุษย์แล้วยังมีการเกิดทางจิต เป็นโอปปาติกโยนิอีก ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานไม่รู้ดีชั่ว จนรู้ดีชั่ว สร้างได้เก่ง จนเป็นพลังงานชีวะ จากพืชเป็นสัตว์มีจิตนิยาม แล้วก็ยังพัฒนาเป็นระดับๆ เป็นตระกูลเป็นขั้นๆ จนเฉลียวฉลาด เป็นคน ที่เป็นสัตว์อเวไนยสัตว์กับ เวไนยสัตว์ อเวไนยสัตว์จะพัฒนาให้รู้จักดีชั่ว ไม่ได้ แต่มาเป็นเวไนยสัตว์ที่เป็นกัลยาณชนรู้ดีชั่วได้ จนมาเป็นเวไนยสัตว์ที่พัฒนาได้เป็นโลกุตรบุคคล พัฒนาลดความเห็นแก่ตัวได้ ศาสนาพุทธพัฒนาถึงเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต สามารถรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้อาการพลังงานจิต ว่าอาการนี้เรียกอกุศลหรือบาป อย่างนี้เรียกกุศลหรือบุญ กุศลคือความดีงามความเจริญ ความฉลาดที่รู้เกินสามัญไปเรื่อยๆ จนข้ามเขตโลกียะ ฉลาดแยกโลกียะกับโลกุตระออก พลังงานมันต่างกันอย่างไร โดยรู้จักอาการเชื้อโลกียะที่ยังหลงใหลได้ปลื้มว่าเป็นของน่ามี น่าได้ น่าเป็นเรียกว่า สุภะ พึงยินดี พึงได้ พึงเป็น มันก็หลงไป จนกระทั่งสามารถวิจัย ความเป็นสุภะหรืออสุภะ มันไม่น่าได้ ไม่น่ามี เป็นแค่รสชาติทางจิต เป็นอัตตาของตน เป็นตัวเห็นแก่ได้ มีทั้งได้มาเป็นของตน เป็นชิ้นเป็นอันเรียกว่าโลภ ได้มาเสพสัมผัสในอารมณ์สมกาม สมราคะนั้น เป็นอาการสัมผัสเท่านั้นเอง สัมผัสแล้วเกิดอารมณ์ชนิดหนึ่ง แล้วสมมุติอารมณ์นั้นว่าน่ามี น่าได้ น่าเป็น จริงๆเป็นเพียงภาวะสองอย่างสัมผัสกันแ

อ่านต่อ

ล้วเกิดอีกอย่างขึ้น ที่มีทั้งเป็นจริง แต่อารมณ์เสริมมีหลอกขึ้นมา ที่เป็นของไม่จริงของเท็จ เป็นอุปาทาน เป็นอารมณ์ที่คนหลอกกันมา เป็นความยินดีพอใจ หลอกกันขึ้นมาจัดจ้านขึ้น แล้วหลงว่าต้องมีมากมาย จัดเยอะ ว่าเราเป็นคนได้มีเป็นขึ้นมา พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องเหล่านี้แล้วมาบอกสอนอธิบายให้คนรู้ส ิ่ งเหล่านี้ ผู้สามารถฉลาดอ่านอาการของจิต หรือเจตสิก หรือรูป คืออาการพลังงานภายในที่เป็นรวมๆว่าจิต จิตก็ใช้เรียกพลังงานเต็มๆของแต่ละคน หากมีรู้ครบทั้งภายนอกภายใน ทั้งกามภพ ทั้งรูปภพก็เรียกว่าวิญญาณ แต่ถ้าเอาแต่จิต เอาธาตุรู้มารู้เฉพาะตัวมันเรียกว่าจิตในจิต ก็แตกเป็นเจตสิก เป็นมโน เป็นรูปจิต อรูปจิต ตัวรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ของจิต ภายในเรียกว่านามธรรม นามที่ถูกรู้จึงเรียกว่า นามรูป ตั้งแต่ของหยาบที่ตากระทบเรียกว่ารูป เสียงกระทบหูก็เรียกว่ารูป ลิ้นกระทบรสก็เรียกว่ารูป สัมผัสแม้แต่ภายในกันเองก็เรียกว่ารูป มีญาณปัญญาตั้งแต่สัญญาไปกำหนดรู้ก็เรียกว่ารูป คนเรามีองค์ประชุมของธรรมะสอง สิ่งที่มีสองนี้ไม่มีอะไรจะเท่ากัน จะต่างกันเสมอ แล้วจะเกิดปฏิกิริยากัน ไม่ผลักก็ดูด การที่จะให้เกิดสองสิ่งแล้วมันไม่ผลักไม่ดูดโดยธรรมชาติ มันก็เป็นบางภาวะ อาตมาเรียกว่า พักยกหรือเคหสิตอุเบกขา ต่างคนต่างอยู่ เป็นคราวๆเรียกว่าพักยก ถ้าเกิดอาการของตนทำปฏิกิริยากันก็เกิด เป็นเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย เป็นเรื่องราว คือเรื่องที่จะผสมผสานกันมากขึ้นยาวขึ้น เหลี่ยมมุม มีพลังงานผลักกับดูด รักกับชัง จนแรงร้ายกาจ ดูดก็ดูดดึงไม่ปล่อยง่ายๆ ตายเป็นตาย ตายไปก็จิตไม่ยอมปล่อย ข้ามชาติไปอีกได้ไม่ปล่อย ตามเจอก็ว่าของกู เอาอีก ถ้าคนอื่นเอาไปก็แย่งชิง ดีไม่ดีฆ่ากันเลย นี่คือนิยายของโลก จะต้องมาทำการละล้าง จัดสัดส่วนอย่างพอดี ไม่ทำทีเดียวหมด เป็นปริตตัง แล้วสั่งสมผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่นามธรรมจนถึงวัตถุธรรม ที่เป็นธรรมะสอง

ตั้งแต่วัตถุ มาจนพืชก็มีเพศ ถ้าเป็นวัตถุก็รู้ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ พระพุทธเจ้าสามารถผสมพันธ์ของจิตวิญญาณไม่ใช่แค่สัตว์ชั้นต่ำ แต่แม้จิตวิญญาณชั้นสูงเรียกว่าปรมัตถ์ เรียกว่าอาริยธรรม จากความหมายธรรมะสองนี่แหละ พันธุ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือไม่สมสู่ ไม่เสพรส แต่ร่วมกันสร้างสรร ไม่เสพรสที่จะทำให้เกิดเชื้อสายทางรูปธรรมอีกเลย แต่ให้เกิดแต่เชื้อสายทางนามธรรมเท่านั้น ทางจิตวิญญาณเท่านั้น จึงเกิดความเป็นเพศแม่ เพศพ่อขึ้นมาเป็นมาตา ปิตา ร่วมกันสร้างเป็นธรรมะสอง ร่วมสร้างให้เกิดความไม่ผลัก ไม่ดูดแต่ร่วมสร้างสรรอย่างมีภูมิปัญญาพิเศษ เป็นเนกขัมสิตะ อย่างถาวรไม่ใช่แค่พักยก สร้างสภาวจิตตนให้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาได้ กลางๆได้ ไม่สืบเชื้อทางวัตถุธรรมหรือมหาภูตรูปอีกแล้วแต่สืบเชื้อนามธรรมเป็นมหาภูตรูป เป็นความวางไม่สมสู่กันทางวัตถุแต่สัมพันธ์กันให้เกิดลูก เป็นสัตว์วิสุทธิเทพ เป็นพรหมสัตว์ สัตว์ที่มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีจิตที่สร้างและช่วยไม่ทำร้ายใคร การช่วยที่ลึกซึ้งที่สุดคือ ช่วยกำจัด หรือทำลาย หรือขจัด หรือฆ่า แต่ฆ่าโดยวิธีปล่อยให้เขาไม่มีพลังงานไปร่วมเชื่อมต่อพัฒนาจนเขาฝ่อตายไปเอง นี่คือการฆ่าหรือกำจัดที่ดีที่สุด คือพยายามรวบรวมพลังงานมาอยู่ในส่วนหนึ่งของบัณฑิต แล้วไม่มีพลังงานไปร่วมกับหมู่พาล แยกหมู่พาลกับบัณฑิตออกได้ หมู่พาลเขาก็ทำไปรุนแรงเราไม่ร่วม จนรวมพลังงานหมู่บัณฑิตได้ ช่วยเขาให้รู้ให้หยุดชั่ว หยุดเลวร้ายให้เขารู้สิ่งที่เขาควรเป็น ช่วยได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น คนพาลไม่รู้ส ิ่ งควรหรือไม่ควร เขาก็จะสร้างทั้งส ิ่ งควรและไม่ควร หนักเข้าเขาจะสร้างสิ่งไม่ควรหนัก แต่ผู้รู้จะสร้างสิ่งควร ไม่มีอกุศลเลย โดยสัจจะของธาตุมนุษย์ลึกๆจะรู้ความจริงนี้ แต่กิเลสมันแรงกลบความรู้หมด มีตัวไม่รู้ออกมาทำงานมากกว่า แต่เขาก็พอรู้มีตัวรู้เป็นเชื้อบ้าง คนไหนที่เขารู้จนเขาหยุดเองหรือพวกพาลจะทำลายกันเอง ก็มี บัณฑิตก็จะช่วยคนพาลได้ มีลักษณะจริง มีความซื่อสัตย์สุจริตจริง ในมหาจักรวาลนี้ยังมีพลังงานที่ดีนี้อยู่ ผู้สร้างจิตวิญญาณให้มีพลังงานดังกล่าวจึงได้ชื่อว่าผู้วิเศษสุด ความรู้เหล่านี้ยังตกทอดมาถึงบัดนี้ อาตมารับมาแล้วก็ส่งต่อให้พวกคุณ อาตมาพาพวกคุณปฏิบัติให้เกิด อาตมาก็มาทำในลักษณะแม่ แล้วมีอะไรเป็นพ่อ พ่อคือความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ท่านทำไว้ให้ อาตมาก็ใช้เชื้อเดิมกับความสามารถของอาตมา ทั้งกายกรรม วจีกรรม ผสมส่วนของรากเหง้าเป็นต้นรากเลย Origin หรือเรียกว่า Genesis อาตมาก็นำมาสังเคราะห์ให้เกิดจิตวิญญาณใหม่เป็นโอปปาติโยนิ ด้วยธรรมะสอง คือพ่อและแม่ ก็ได้จิตวิญญาณใหม่ โดยผู้สร้างเรียกว่าพระพรหม มีพลังงานตรีมูรติ คือพลังงานผู้สร้าง พลังงานผู้ปราบ กับผู้ประนีประนอม ในสังคมโลกนี้ก็มีการใช้พลังงานสามอย่างนี้ทั้งนั้น สร้างสิ่งมีพลังมากำจัดสิ่งร้ายเลวออก หรือจะให้ไม่ทะเลาะกันแตกคอกัน สร้างสรรสิ่งควรก็มี ทั้งทางวัตถุหรือชีวะแล้ว จนเป็นคน ก็ตาม จนเป็นหลักการสังคม จะเรียกว่าพลังงานศิวะ ราม พรหม ก็ได้ ทำโดยมีเจตนาเลยก็มี ทำโดยที่ว่าไม่มีเจตนาแต่ว่ามีเหตุปัจจัยครบ เราก็ทำไปได้ สรุปแล้วเร ิ่ มต้นที่เราควรเรียน คือเรียนความเป็นพ่อ แม่ ที่เป็น 1 กับ 2 เพื่อสร้างอีกสิ่งคือ 3 ทั้งนามธรรมและรูปธรรมจะเกิดสามเส้า จับตัวกันก็จะเกิดการหมุน โคจร ดำเนินไป เคลื่อนที่ ไปได้กว้างไกล รอบ ถ้ามีสองส ิ่ งจะไปได้ไม่ไกลได้แค่ยาวกับกว้าง เร ิ่ มต้นก็ต้องมี พ่อ แม่ ลูก ถ้าตระกูลใดมีสามส ิ่ งนี้ที่เจริญ สังคมนั้นวิเศษ แล้วพ่อแม่ลูกที่เจริญเป็นเช่นไร อาตมาเป็นพ่อ แล้วมีผู้มีความรู้โลกุตรธรรมตั้งแต่นักบวช หรือฆราวาสที่มีคุณธรรม โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ก็ช่วยกันเป็นแม่ อาตมาเป็นพ่อ ลูกก็คือทุกคนที่มาร่วมกันสร้างสรร มีจิตวิญญาณที่รู้ในตรีมูรติ ต้องมีสามอย่างในคติ ในโลกที่โคจรอยู่นี้ โดยเป็นพ่อเป็นแม่ที่ข้ามขั้นกามนิยม ไม่มาร่วมสมสู่ทางเพศที่เป็นรสอร่อย รสอันนี้ไม่แล้ว จะมาสร้างลูกส ิ่ งที่เกิดทางจิตวิญญาณถ่ายเดียว ไม่ต้องไปรับผิดชอบการสมสู่เป็นตัวตนขึ้นมา เอาแต่จิตวิญญาณ เป็นนักผสมพันธ์ุทางจิตวิญญาณ เป็นก รร มพันธุที่แท้จริง ไม่ใช่แค่สรีรพันธ์ุ แม้แต่ชีวะที่เป็นพีชะก็มีพันธุ์ของมัน จนเป็นสัตว์ก็มี แต่ว่าเป็นรูปธรรม จนมาเป็น คนที่พัฒนาแล้วไม่ต้องสืบพันธ์ทางรูปธรรมแต่สืบพันธ์ุทางนามธรรม นามธรรมจะเกิดพันธุ์ได้ด้วยกรรม เรียกว่ากรรมพันธุ์ แต่ที่เขาเรียก genetic ว่ากรรมพันธุ์นั้นผิด พวกดินน้ำไฟลม ที่เป็นพีชะมันก็ผสมกันโดยธรรมชาติสัตว์ก็ได้ ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย ก็เป็นได้แต่พอมาเป็นอาริยะในระดับรู้แล้ว อนาคามีเป็นต้นไปไม่ต้องผสมพันธุ์แล้ว เป็นสกิทาคามีก็รู้แล้ว ให้คนอื่นเขาผสมแล้วเอาลูกเขามาสร้างนามธรรมให้เป็นพรหมสัตว์ โดยหน้าที่ที่จะผสมพวกนี้ตั้งแต่พืช สัตว์ก็ทำเป็นแล้วหยุดไม่ได้ ถ้าไม่มีความสามารถพิเศษจนเป็นอนาคามีก็หยุดเลิก สกิทาคามีก็ลดละลง ไม่ต้องผสมพันธ์ุทางวัตถุ มีแต่ผสมพันธุ์ทางนามธรรมให้เกิดลูกทางจิตวิญญาณ คนที่เจริญแล้วก็จะหยุดสืบพันธ์ุทางรูปธรรม จะได้เวลา ทุนรอน แรงงาน กลับคืนมา เราก็จะเอาสิ่งที่เขาทำนั้นมาสร้างสรรได้อีกเยอะ ยิ่งคนเป็นโสด ยิ่งทำประโยชน์ได้เยอะ แต่คนมีลูกแล้วไม่รับผิดชอบนั้นเลว ต้องสอนให้เขาดี หากสอนให้เขาเลวก็เป็นพ่อแม่ที่เลวแล้ว ไม่รับผิดชอบไม่ได้ ผิดแล้วสามัญเดรัจฉานก็รับผิดชอบ เมื่อมีต้องรับผิดชอบเป็นชิ้นส่วนของเราหากเขาไม่ดี เรารับผิดชอบด้วย เราเป็นผู้สร้างมา หากสอนผิดก็ยิ่งเลวร้ายซับซ้อน หากคนโสดก็ย่อมยินดีในการไปช่วยสร้างลูกคนอื่นให้ดี แต่เราไม่ต้องรับผิดชอบเพราะว่าเราไม่ใช่พ่อแม่เขา อาตมาก็พยายามสร้างคนให้ดีแต่คนก็ไม่ค่อยเชื่อถือให้สร้าง เพราะมาสอนให้คนจน หัดจน หัดเอาน้อยมีน้อยแต่สร้างสรรเสียสละมากๆ แต่คนไม่เข้าใจ ไปเข้าใจว่าต้องได้มากโลภมาก คนที่อยู่ในแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน สุดยอดเลย เป็นคนที่จะมีคุณค่าประโยชน์แก่โลกมากที่สุด วงการศาสนาพุทธทั้งโลกไม่เป็นโลกุตระแล้วแต่พอได้ยินท่านพุทธทาสที่ได้พูดเรื่องโลกุตระก็ดีแต่ท่านก็ได้แบบท่าน อาตมาก็มาต่อยอดโลกุตระให้ชัดเจน จนสามารถผสมพันธ์ุโลกุตรพันธ์ุได้ แม้หลายศาสดาหลายลัทธิก็ทำได้แต่ละฐานะของศาสดา ส่วนพระพุทธเจ้านั้น ไม่เอาแล้วแบบกัลยาณธรรม แต่ท่านเอาแต่นามธรรม จะได้คนมีแต่อิสรเสรีภาพ จะรู้คนได้กว้างที่สุด จึงมีลัทธิตั้งตนเป็นคนโสดที่ชัดเจน แล้วล้างเหตุที่จะทำให้มีความอยากจะต้องได้เสพรสทางสัมผัสเสียดสีที่เป็นอารมณ์สมสู่ มีการร่วมเพศ หรือมีความรู้สึกกามารมณ์ ลดเหตุของกามารมณ์ได้ จนหมดฤทธิ์แรงของกามารมณ์ อนาคามีเป็นผู้หมดกามารมณ์ โดยไม่ต้องกดข่ม เป็นฌา น ใช้ศัพท์ไทยว่า ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบากหรือไม่ต้องทน พระพุทธเจ้าสอนให้ลด แม้แต่มีภาวะระริกระรี้เป็นรูปราคะก็ลดเหตุในรูปภพ จนเหลืออรูปภพ ไม่มีจิตอยากไปสมสู่ทางรูปธรรมสิ้นเกลี้ยงแต่ทางนามธรรมรู้ว่าตนมีเชื้อ อย่างอนาคามีก็มี ต้องทำต่อ จนหมดรูปราคะ อรูปราคะ เป็นอรหัตตมรรค เหลือแต่อนุสัย อาสวะนั้นแม้แต่กามราคะ กับกามราคานุสัยก็หมดได้ ปฏิฆานุสัยก็หมดได้ จนมีความรู้ใหม่เรียกว่าทิฏฐานุสัย หมดทิฏฐาสวะเหลือทิฏฐานุสัยแล้วก็ถึงรอบอนุสัยสุดท้ายเหลือวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย ภวราคานุสัย จนถึง อวิชชานุสัยสุดท้าย ต้องทำความเข้าใจในอนุสัยสุดท้ายแล้วล้างไป จึงรู้ว่าจะไม่ให้เกิดความสูญเสียอย่างไร ลดมานานุสัย เป็นส ิ่ งสูญเสียออกไปก็ทำจนหมดภวราคานุสัย กับอวิชชานุสัย ที่เป็นเทวธัมมา คือมานานุสัย หรือเป็นมนายตนะกับธรรมายตนะสุดท้าย เป็นอจินไตยของพระอรหันต์ในระดับสูงสุด อาตมายังไม่ถึงขั้นนี้ด้วยซ้ำ เมื่อหมดอนุสัยสุดท้ายจริงๆ นับยอดได้คืออรหันต์ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่าอนุสัยสุดยอดที่เป็นภวราคานุสัยกับอวิชชานุสัยสุดยอด ไม่ใช่อวิชชาสวะนะ คำว่าอาสวะท่านเทียบเหมือนกับน้ำหมักดอง มันมีเชื้อแตกตัวอยู่ มันขยายพันธุ์ได้เร็วละเอียด แตกตัวเองได้ แม้บางทีแตกตัวเองได้ ละเอียดมาก ในนัยะความรู้เหล่านี้ อาตมาศึกษาธรรมพระพุทธเจ้าเลยมาพูดได้ ในตำราไม่มีหรอก แต่อาตมาเกิดมาปางนี้เพื่อพิสูจน์ธรรมะอย่างท้าทาย ตัวคนเดียวเลย ก่อนหน้ามีไอสไตน์ที่เป็นโพธิสัตว์ทางวัตถุ แต่ก็ตายไปแล้ว เหลือในหลวงที่ท่านเป็นโพธิสัตว์แต่ก็ร่วมกันไม่ได้โดยสังคมศาสตร์ เป็นเรื่องต้องห้ามแต่ว่าเรื่องสัจศาสตร์ก็ช่วยกันแน่ โดยรูปใครก็เห็นว่าอาตมาช่วยในหลวงอยู่ แต่ในหลวงจะแสดงออกไม่ได้เลยโดยสังคมศาสตร์ คนไม่มีปัญญาก็จะเห็นส ิ่ งสุดยอดเป็นสุดแย่ อาตมาก็นัยนั้น เขาเห็นว่าสุดแย่สุดโต่ง อาตมาไม่แปลกใจ หากคนส่วนใหญ่เขาไม่เห็นว่าอาตมาบ้า อาตมาก็เกิดผิดยุค เพราะอาตมาต้องมาช่วยคนบ้า คำว่าบ้า ภาษาบาลีเรียกว่า วิปลาส ในพระไตร ปิฎก เ ล่ม 21 ข ้อ 49

พระพุทธเจ้าตรัส ในพระไตรปิฎก เ ล่ม 21 วิปัลลาสสูตร [ 49 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง 1 ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข 1 ในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน 1 ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม 1

สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส 4 ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง 1 ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ 1 ในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าไม่ใช่ตน 1 ในสิ่งที่ไม่งามว่าไม่งาม 1 สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส 4 ประการนี้แล ฯ เหล่าสัตว์ผู้ถูกมิจฉาทิฐิกำจัด มีจิตฟุ้งซ่าน มีความสำคัญผิด มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข สำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตนและสำคัญในสิ่งที่ไม่งามว่างาม สัตว์คือชนเหล่านั้น ชื่อว่าประกอบแล้วในเครื่องประกอบของมาร ไม่เป็นผู้เกษมจากโยคะ มีปรกติไปสู่ชาติ และมรณะ ย่อมไปสู่สงสารก็ในกาลใด พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้กระทำแสงสว่างบังเกิดขึ้นในโลก พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมประกาศธรรมนี้เป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความสงบทุกข์ ชนเหล่านั้นผู้มีปัญญา ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้ว ได้จิตของตน(ควรแปลว่า กลับได้ความคิดเป็นของตัวเอง) ได้เห็นสิ่งไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ได้เห็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์ ได้เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าไม่ใช่ตน ได้เห็นสิ่งที่ไม่งามโดยความเป็นของไม่งาม สมาทานสัมมาทิฐิ จึงล่วงทุกข์ทั้งปวงได้

พ่อครูว่า… 4 นัยะนี้จะเห็นว่าการเห็นทุกข์เป็นสุขนี้จะรู้ได้ง่ายที่สุด ถ้าคุณเห็นว่าอร่อยเป็นส ิ่ งน่ามี น่าได้ น่าเป็น เป็นสุภะ ก็ต้องเป็นทาสมัน ไปแสวงหาอยู่ คนที่มีอาการ 4 อย่างใหญ่นี้เป็นโลกุตรธรรม ทั้ง สัญญาวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส จิตวิปลาสก็เป็นโลกุตรธรรมทั้งสิ้น แต่จะอธิบายแค่โลกียธรรมก็ได้แต่ว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร อย่างท่านพรหมคุณาภรณ์ท่านให้ความเห็นของท่านไว้ วิปลาส มี 3 ระดับ คือ 1. สัญญาวิปลาส (สัญญาคลาดเคลื่อน, หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู - distortion of perception) 2. จิตตวิปลาส (จิตคลาดเคลื่อน, ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร - distortion of thought) 3. ทิฏฐิวิปลาส (ทิฏฐิคลาดเคลื่อน, ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเชื่อถือไปตามสัญญาวิปลาส หรือจิตตวิปลาสนั้น เช่น มีสัญญาวิปลาสเห็นเชือกเป็นงู แล้วเกิดทิฏฐิวิปลาส เชื่อหรือลงความเห็นว่าที่บริเวณนั้นมีงูชุม หรือมีจิตตวิลาสว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง จึงเกิดทิฏฐิวิปลาสว่า แผ่นดินไหวเพราะเทพเจ้าบันดาล - distortion of views)

วิปลาส 3 ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน 4 ด้าน คือ 1. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (to regard what is impermanent as permanent) 2. วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (to regard what is painful as pleasant) 3. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน (to regard what is non-self as a self) 4.. วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม (to regard what is foul as beautiful) วิปลาสคือสัญญาหมายรู้ผิดไปจากความเป็นจริง(ที่เป็นโลกุตระกับโลกียะก็ได้) เช่น ท่านแปลว่าคนตกใจเห็นเชือกเป็นงู ก็แค่เรื่องวัตถุ ไม่ใช่โลกุตระ ใครก็เป็นได้หากตั้งสติไม่ดี ก็ธรรมดา เราก็ต้องพยายามมีสติสัมปชัญญะให้พร้อม รวบรวมสัญญาให้รู้เร็วไวทันถูกต้องสัญญาก็จะไม่ค่อยวิปลาส จนไม่วิปลาสเลย สัญญาสติก็ต้องแววไว หากสัญญาวิปลาสแบบโลกุตระ ก็จะไม่ใช่แบบโลกียะ แต่ถ้าเอามาเป็นแค่โลกียะก็เป็นวิปลาสชนิดหนึ่งแล้ว คนก็เลยพลอยซวยไม่เอาโลกุตระ แม้อาตมาแจกโลกุตรธรรมแต่คนไปบอกว่าเป็นโลกียธรรมเละเทะ คนเชื่อก็เลยซวยเลย ไม่เอา จิตวิปลาส คือจิตคลาดเคลื่อน ท่านอธิบายว่า ความคิดผิดพลาดจากความจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้ามาเป็นอาหาร อันนี้คือโลกียะธรรมดาที่จริงชาวอโศกเอาหญ้ามาเป็นอาหารอย่างดีหลายชนิดแม้หญ้าที่เรียกว่าข้าวก็เอามาใช้กันมานาน ความวิปลาส 3 คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส นั้นเป็นโลกุตระ คือต้องเห็นจิตเจตสิกต่างๆ เช่น ไปเห็นว่าความสุขนี่เที่ยง แล้วก็จะยืนยันยืนหยัดว่าเป็นสิ่งที่ต้องมี ก็ไม่มีปัญญาหรอกที่จะกำจัดความสุขนี้ออกไป เพราะยึดว่าสุขนี้ต้องมี ยึดเป็นตนเป็นของตนเลย อันที่ 4 นั้นอธิบายว่าเมื่อหลงว่าเป็นสิ่งน่ามีน่าได้น่าเป็นก็มีมากอีก 3 อย่างนี้ เช่น เห็นว่าเที่ยงต้องอยู่กับเรานิรันดรก็ยึดถือต่อไป แล้วก็ดันหลงว่ามันเป็นสุขอีก แล้วก็ไม่เอาทุกข์อีก แต่สุขกับทุกข์เป็นเทวธัมมา ต้องล้างทั้งสุขและทุกข์ ที่เป็นธรรมะสองให้เป็นหนึ่งให้ได้ ศาสนาพุทธสอนให้หมดแม้ 1 ที่เป็นปุงลิงค์ให้เป็นนปุงสกลิงค์เลย ต้องรู้ว่า ที่เห็นว่าเที่ยง เท ี่ ยงแล้วก็เห็นว่าสุข สุขตัวนี้คือสภาวะที่เป็นตัวตน แต่มันไม่เที่ยง มันเคลื่อนไว สุขเป็นรสอร่อยอัลลิกะ แต่ปัญญาคุณรู้ว่าทีไรมันก็อร่อย สุข เพลิดเพลินทุกที รสนี้เกิดทุกทีแสดงว่าเป็นตัวตน ก็อยากให้อยู่นานๆไม่ปล่อยฝังอยู่ตลอดไป แล้วสองมันไม่ใช่สุข ผู้ใดเห็นว่าไม่ใช่สุข ก็มาหัดล้างจนหมดตัวตน หมดตัวตนก็จะรู้ว่าไม่ใช่สิ่งน่ามี น่าได้ น่าเป็น สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นสุภะเลย สุภะแต่เพียงสมมุติว่าน่าได้ตามคนอื่นเขายึด เราหมดความน่ามี น่าได้ น่าเป็น แล้วแต่เรายังมียังทรงสภาพก็ร่วมกับเขา เราก็รู้ว่าเขายึด เราอยู่เมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตามเข้าบ้าง ถ้าไม่ทำตามก็ถูกแตะออกไป ต้องมาลดเหตุแห่งความสุขลง ความเหลือตัวตนก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะดับเหตุที่จะให้เกิดสุข พอลดลงได้ ความเที่ยงก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ เพราะความสุข ความเป็นตัวตนไม่เที่ยง พอลดเหตุได้ก็เที่ยง จนเที่ยงแท้สูงสุดคือนิพพาน คือ 0 นอกนั้นไม่มีอะไรเที่ยง ความไม่มีคือนิพพาน ถ้ามีเมื่อไหร่ก็ไม่เที่ยง ต้องมาเข้าใจ 4 หลักนี้คือ ไม่เที่ยง ความทุกข์ ความเป็นตัวตน ความงาม สิ่งเหล่านี้เห็นผิดก็วิปลาสทั้งนั้น ชี้หน้าได้เลย เป็นมนุษย์วิปลาสทั้งนั้น แต่ข้างนอกย ิ่ งอภิมหาบรมวิปลาส พวกเรานี้ดีกว่าพวกที่หยาบหนากว่าเราอีกเยอะ ไม่ได้ไปยกตนข่มใคร แต่ว่าสาธยายวิชาการอยู่ คำว่าวิปลาสจึงย ิ่ งใหญ่ที่สุดที่ต้องรู้ว่า วิปลาสคือคนบ้า คุณบ้าจนคุณสัญญากำหนดหมาย คนเขากำหนดหมายว่าอย่างไหนควรหรือไม่ควร คุณก็ไม่รู้ สัญญาในปัจจุบันขณะนั้นเขาวิปลาส แล้วพลังงานตัวคนนี่เป็นมโนปุพพัง คมาธัมมา จิตเขามีความยึดความรู้แบบนี้ เขาก็ทำออกมาตามนั้น แล้วทิฏฐิคือความรู้ปัจจุบัน เขานึกว่าเขาเป็นตัวถูกต้องที่สุด เขาแสดงความจริงที่สุด เขาจริงใจนะ เขาไม่รู้หรอกว่าไม่ควร หากใครรู้ว่าไม่ควรก็ไม่แสดงออก ยิ่งอาการเลยในตนก็ต้องรู้ คนที่ 1 สัญญากำหนดไม่ได้ จิตเขาไม่เข้าใจสมบูรณ์และปัจจุบันเขาไม่รู้องค์ประกอบเลย ทิฏฐิปัจจุบันเขาก็ไม่รู้ น่าสงสารเขาก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ เมื่อรู้ว่าไม่น่าเป็นก็ทำใจให้ไม่เป็นได้ก็เป็นเจโตได้สำเร็จ หากทำไม่สำเร็จก็ต้องหัด ต้องกำหนดถูกในสัญญาแล้วให้เป็นอุภโตภาควิมุติ หากยังไม่ได้ต้องใช้สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน จนกว่าจะสั่งสมเป็นอุภโตภาควิมุติ มีเจโตวิมุติอันไม่กลับกำเริบและเป็นปัญญาวิมุติด้วย ในวิปลาส 3 และ 4 นี้ พวกเราก็เอาไปศึกษาฝึกฝนให้จิตเราเป็นผู้ทำความเกิด โอปปาติกโยนิให้จิตวิญญาณเกิดสะอาดจากความวิปลาส ตั้งแต่อบายมุข ของมัน ไม่น่ามี ไม่น่าได้ ไม่น่าเป็นเลยแต่ไปหลงว่าสุข น่าได้ น่ามี น่าเป็นก็เลย เสียเวลาทุนรอน แรงงาน ความคิด เช่น ติดอบายมุขบันเทิงการละเล่น การพนัน เสียเวลาเล่นหุ้น หุ้นนี่เป็นการพนันของคนขี้โลภ ทุนนิยมเลวร้ายมาก เพราะสร้างอำนาจด้วยทุน มนุษย์ตกเป็นทาสอำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขก็ยอม ไปเล่นการพนันหุ้น รวมเงินก้อนโตไปตีคนอื่นแล้วเป็นนายทุน ไปชื่นชม romanticism หรือ sadism คนละขั้วกัน กับการโลภให้ตัวตน เช่น เสี่ยงทายเล่นหุ้นเล่นการพนัน ประกันชีวิต อะไรที่เป็นแนวคิดได้เปรียบแบบทุนนิยมทั้งสิ้น สามอบายมุขใหญ่ คือ 1 . romanticism 2 . Sadism 3 . Capitalism คือทุนนิยม สามซึ่มนี่ คืออบายมุข เขาไม่เข้าใจ ว่าโลกทุกวันนี้จมอบายมุข 3 นี้หนักมาก อาตมางงที่เขาซื้อตั๋วราคาเป็นล้านบาทไปดูมวย เสพแค่นิดเดียวแล้วก็สั่งสมเป็นอนุสัยอีก ซวยจริงมหาซวยเลย ไปดูความรุนแรงกัน คนรู้แล้วก็มาลดลง การลด capitalism นั้นง่ายกว่าอันอื่นเพราะเป็นการลดทางวัตถุ ชาวอโศกเราไม่แย่งชิงลาภ ข้างของเงินทอง แม้โลกธรรมก็ลด เหลือแต่ 1 . romanticism 2 . Sadism แต่ไม่จัดจ้านนัก ในอนาคต อโศกจะเป็น Land lord แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้แบบคนเดียวแต่เจ้าของจะเยอะ แต่ใครคนใดคนหนึ่งไม่มีสิทธิ์แยกไปเป็นของตน แผ่นดินกองกลางจะเยอะ แม้แต่กองสมบัติวัตถุกองกลางก็ตาม ไม่มีใครแบ่งออกไปได้ของตน แม้คนมีลูกหลานก็มาอาศัยได้ แต่ถ้าคนมีปัญญาไม่ต้องมีลูกหลานทางวัตถุหรอก แต่มีลูกหลานทางจิตวิญญาณเป็นเชื้อแท้ของพุทธเป็น จิตที่บริสุทธิ์ด้วย เห็นพรหม เป็นความรักในมิติที่ 7 คือตัวผู้รู้เป็นความรักมิติที่ 9 ความรักนั้นยืนอยู่บนฐาน 9 พระพุทธเจ้าจึงเป็น ปางหรืออวตารที่ 9 เป็นปาง 9 ปาง 8 หรือปาง 7 ผู้เป็นปาง 8 คือผู้ศึกษาสะสมความเป็นเจ้าของจิตวิญญาณความรักบริสุทธิ์ ไม่เห็นแก่ตัวเป็นปิยกรณะ ไม่ใช่ความรักอย่างเปมัง หรือความรักอย่างกามราคะ เป็นความรักที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ประสงค์ให้เกิดความสงบสุข ให้เกิดให้มากพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อยู่กันอย่างอบอุ่น พึ่งแก่เจ็บตายกันได้ จะเป็นคนมีพฤติกรรมดังกล่าว พึ่งแก่ เจ็บตายกันได้ มีคุณสมบัติองค์ 7 เป็น ผลของสาราณียธรรม 6 คือ พุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล. 22 ข. 282-283 )

ยุคที่มีความเลวร้ายและความดีพอประมาณก็จะมีคนมาต่อเชื้อศาสนาพุทธจะช่วยคนได้ประมาณหนึ่ง อาตมามั่นใจว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญาตาม สัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ในมหาจัตตารีสกสูตร สุดยอดในความรู้ของมนุษย์ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบดีที่สุดเท่าความรู้นี้ เพราะมนุษย์เดี๋ยวนี้เห็นแก่ตัวมาก คนที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือคนที่ฆ่ากันด้วยเกสรดอกไม้ หรือฆ่ากันด้วยหยาดน้ำผึ้ง เลวที่สุด คือฆ่าคนอื่นด้วยเกสรดอกไม้และหยาดน้ำผึ้ง ทำให้คนอื่นรู้สึกว่า ได้รับหยาดน้ำผึ้งหรือดอกไม้แต่แท้จริงคือการฆ่า นี่คือการฆ่ากันอย่างเลือดเย็น หลอกจนไม่รู้ว่าอันนี้ร้อนแรงร้าย หลอกลวงพรางสูงสุด ประเทศไทยที่เดือดร้อนทุกวันนี้เพราะหลงหยาดน้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ที่เป็นยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดคือสิ่งที่ต้องเข้าใจแล้วอย่าทำ คนไม่รู้ก็หลอกสร้างน้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ ที่ตนสร้างหลอกคนอื่นโดยตนไม่รู้แต่หลอกตนเองเป็นหลัก คือ Triple โง่ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน