600605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก ครั้งที่ 36 สันติอโศก พ่อครูเหนื่อย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข29 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก ครั้งที่ 36 สันติอโศก พ่อครูเหนื่อย

เริ่มเทศน์ 09.00 น. พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันที่อาตมาเริ่มอายุ 84 ได้ 1 วัน ยังไม่ถึงวัน เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมง เพราะอาตมาตกฟากตอนพระกำลังบิณฑบาตกลับเข้าวัด โบราณไม่มีนาฬิกา ก็เลยบอกว่าพระกำลังกลับจากบิณฑบาต เวลาเกิดคร่าวๆของอาตมา ตอนนี้เก้าโมงกว่าก็ราวๆชั่วโมงสองชั่วโมงผ่านมาเท่านั้น อายุยืนยาวมาจนบัดนี้อาตมาก็ยังภาคภูมิใจ ที่ยังคิดได้ทัน ตอนออกมาอายุ 36 ปี เสียเวลาอยู่กับโลกโลกีย์ ยังรับยศสรรเสริญโลกียสุข โง่เงา ดักดานอยู่อย่างนั้น ได้คิดแล้วก็หันหลังกลับ ไม่เอาแล้ว มันเป็นความจริง มันเป็นความรู้ที่ชัดเจนที่อาตมาออกมา ไม่ได้หมายความว่าออกมาอย่างโลกส่วนรวมพาเป็นเลยทำตามเขาไม่ใช่ จริงๆจะออกมาจากโลกนั้น ยังหาที่พักหาที่อยู่ หาที่ทำงานจะทำที่ไหนดี จะเข้าไปอยู่วัด ไปทำร่วมกับวัดนั้นไม่ได้คิด ชัดเจนเลยว่ามันไม่ใช่ ไม่ใช่ที่ของศาสนาพุทธ มันออกนอกรีต ถ้าขืนเข้าไปจะถูกพลังสนามแม่เหล็กของวัด ของความเห็นที่มิจฉาทิฏฐิออกนอกรีตศาสนาพุทธแล้ว อาตมาต้องต่อสู้ตายเลย ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีพลังงานเหลือจะมาทำอะไรได้ คือมันชัดเจน ที่พูดนี้ขออภัยต้องพูดสัจจะความจริง ไม่ได้กดขี่ข่มเหงอะไร แต่เป็นความรู้จริงเป็นวิชาการ ที่พูดนี้ไม่ได้มีจิตรังเกียจรังงอน ตอนนี้พูดความจริงว่าอันนี้ดำ ดำมากดำน้อย ดำปี๋เลยอันนี้ พูดความจริง แต่พูดไปแล้วคนก็ไม่ค่อยเข้าใจ คือเขาไม่ได้เป็นอย่างอาตมาเป็น อาตมาเป็นคนที่มีจิตใจแบบไหนเขาเดาไม่ได้ มีความคิดนึกมีมโนสัญเจตนาอย่างไร เส้นสายของ projection จะฉายออกไปกี่องศา เขาคิดไม่ออกหรอก เดาเอา อาตมาเองอาตมาจึง ชัดเจน และทำอย่างอาตมาเข้าใจว่าอาตมาต้องทำอย่างนี้ ซึ่งมันก็นึกหนัก ตรงที่ว่า โอ้โห เราจะแบก

อ่านต่อ

โลกทั้งโลกนี้ไหวไหม มันเป็นอย่างนั้นเลย เพราะโลกมันกำลังจะคว่ำ เราจะแบกไหวหรือ พูดแล้วดูยิ่งใหญ่ไม่รู้จะทำยังไง

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ชีวิตคือการศึกษา บวร มาถึงวันนี้ อาตมามาทำงานศาสนา สามารถเริ่มต้น พอเริ่มทำงานก็มีประชาชน มีพหุชน น้อยๆ พหุแปลว่ามาก แต่พหุของเรานี้ พหุชนน้อยๆ เข้ามารวมกันเป็น บ้านวัด และเกิดโรงเรียนขึ้น จริงๆแล้วโรงเรียนมันเกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง ถ้าคนเข้าใจแล้วว่าชีวิตคือการศึกษา โรงเรียนก็จะเกิดขึ้นทันที ชีวิตคือการศึกษา ชีวิตไม่ศึกษานั้นไม่ใช่ชีวิต มนุษย์ต้องมีการศึกษา มนุษย์ไม่มีการศึกษาไม่รู้ว่าการศึกษาคืออะไร แล้วก็ไม่ศึกษา การศึกษาก็ต้อง Aim มีทิศทางมีเป้าหมาย มี Goal มี interested ว่าต้องไปจุดนี้ทิศทางนี้ แล้วจะรู้ว่าไปทิศทางนี้ไม่ใช่ง่ายๆ จะไปอย่างไรก็ต้องตะล่อม เหนี่ยวนำไป ดึงไปให้สู่จุดเป้าหมาย Goal ที่เราต้องการให้ได้ ต้องรู้องค์ประกอบต่างๆ ต้องคอมโพส จัดการให้มันมี ภาวะที่นำทางไปสู่จุดนั้นให้ได้ อาตมาพาทำนั้นเกิดหมู่บ้าน เกิดชุมชน อย่างเช่นที่นี่สันติอโศก ตั้งแต่เริ่มแรก เกิดกลุ่มศาลีอโศก ศีรษะอโศก สันติอโศก สีมาอโศก ปฐมอโศก เกิดหมู่บ้านขึ้นมาเรียกว่าเกิดบ้าน แล้วแน่นอนก็มีวัด มีธรรมะ และมีการศึกษาธรรม จึงเกิด บ้าน วัด โรงเรียน โรงเรียนนี้คือ การศึกษาเพื่อที่จะให้เกิดความรู้ตาม Goal ตามเป้าหมาย ตามจุดหมายที่เราต้องไปให้ถึง ได้ทำอย่างนั้นเกิดอย่างนั้น เกิดสภาพของบ้านวัดโรงเรียนขึ้นจริงๆ ศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธต้องมี สามเส้านี้ บ้านวัดโรงเรียน แต่ทุกคนนี้ศาสนาพุทธไม่เป็นเช่นนี้ วัดก็อยู่เฉพาะพระ อย่าข้ามเขตไปเลยนะ คือเข้าไม่ได้ สปาร์ค ทนไม่ได้ เพราะมันอ่อนแอ แต่ศาสนาพุทธนั้นไม่อ่อนแออย่างนั้นหรอก สัมผัสสัมพันธ์อยู่ร่วมกันแล้วจะ ออสโมซิส มีจิตวิญญาณ ออสโมซิส ซึมซับไหลเข้าหากันโดยไม่ต้องรู้ตัว มันเป็นคุณภาพมีประโยชน์ แต่สำคัญคือ ตรวจพลังงานที่จะออสโมซิส ซึมซับนั้น หนึ่ง ต้องมีตัวตั้ง ผู้ที่นำพาจะต้องเป็นสภาวะ ความ ควบแน่น คงที่ เป็นหน่วยธรรมะ มีภาวะควบแน่น คงที่ เพื่อที่จะกระจายพลังงานนั้น แล้วก็มีพลังงานนั้นเกิดจริงๆ จึงเรียกว่ามีทั้ง Static Dynamic Static คือตัวตั้งคงที่ Dynamic คือพลังงานจะสะพัดรอบ ทำงานจากต้นทาง เป็นนิวเคลียส เป็นทั้งนิวเคลียร์ 2 สภาพ บวกกับลบ แล้วถ้าเผื่อว่า พลังงานบวกลบ 2 อันนี้ ทำปฏิกิริยา มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ สูงถึงขั้น อัตราคูณ การก้าวหน้าสูง ถึงระดับขั้นคูณ มีตัวคงที่เป็นแกนหลัก แล้วพร้อมที่จะทำงานเต็มที่ สอง พลังงานนั้นต้องมีพลังงานสูงถึงขั้น คูณ สามอันนี้เรียกว่า Coefficient สัมประสิทธิ์ ถ้ามี Coefficient นี้ได้ คือเกิดการก้าวหน้าเกิดการพัฒนาการได้ ถ้าไม่ถึงขั้นนี้จะมีแต่เสื่อมไม่มีพัฒนาการ ไม่ก้าวหน้ามีแต่ถอยหลังและลงเหวไป แต่ถ้ามีพลังงานดังกล่าว พลังงานของธรรมะพลังงานของพุทธธรรม นี่คือสภาพธรรมที่อาตมาอาศัยภาษาทางวิทยาศาสตร์มาประกอบขยายความให้ฟัง ก็ไม่รู้จะเอาภาษาอะไรเป็นตัวสื่อ มันก็ไม่ได้ตั้งภาษามา ก็ต้องอธิบายกันยืดยาว ถ้าใช้ภาษาก็จะสั้น นั่นคือสภาพสามเส้า ทุกอย่างถ้าเกิดองค์รวม สามเส้า จะเกิดปฏิกิริยาอย่างดี เส้าที่สาม เป็นตัวแปร หากไม่มีพลังงานก้าวหน้า มีแต่การเสื่อมถอยสุดท้ายก็สูญหายหมดเกลี้ยงไป แต่ถ้าเผื่อว่า ให้พลังงานที่ก้าวหน้าก็จะเจริญไปถึงที่สุด ทีนี้ ภาวะซับซ้อน คือ ศาสนาพุทธให้เรียนรู้ในจิตของเรา จะต้องรู้ปฏิกิริยา สามเส้านี้ ที่มันจับตัวเป็นกิเลส ซับซ้อนนะ กิเลสเป็นพลังงาน อกุศลจิต หรืออกุศลเจตสิก พลังงานนี้มันก็ สามเส้าของมัน กิเลสก็มี Static และ Dynamic มี Coefficient ของมันเหมือนกัน แล้วเราต้องจับตัว Coefficient ของมัน แล้วทำให้มันถอยหลังลงไป ให้มันเสื่อมลงไป จนหมด ลักษณะ สามเส้าของอะไรต่ออะไรทุกอย่าง ในการเกิดพลังงานร่วมกันขึ้นมา ทำงาน จะเกิดพลังงานสามลักษณะใหญ่ๆนี้ทั้งนั้น พลังงานหนึ่งคงที่ 2 ตัวเคลื่อนไหวทำงานร่วมกันอย่างสำคัญ 3 มีพลังงานพิเศษเป็นตัวแปร จะก้าวหน้าหรือถอยหลัง ผู้ใดสามารถอ่านพลังงานดังกล่าวนี้ได้ คนนั้นคืออาริยะ ปฏิบัติธรรมพัฒนาการไปได้ บรรลุธรรม ถึงขั้นอรหันต์แน่ ยิ่งรู้ชัดและทำได้ด้วย จัดการกับพลังงานกิเลสของเรา แม้กิเลสจะมากก็ต้องชนะ ได้พากเพียรแล้วต้องชนะทุกคน มาพูดให้ตื้นขึ้น สามเส้า ขยายความเป็นบ้าน วัด โรงเรียน ปีนี้เขาทำหนังสือ ต้อนรับเจ็ดรอบ นักษัตรพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ข้างหลักปกว่า ...บ้านคือสังคมทั้งหมด ที่เราอยู่ร่วมกัน วัดคือคุณธรรม คือธรรมะ โรงเรียนคือการศึกษา สามเส้า บ้าน วัด โรงเรียน จะซึมซับหากัน อย่างละเอียดมีสภาวะจริง ความจริง ความรู้ ที่เป็น โลกุตรธรรม ก็จะแทรกซึมเข้าไป ให้กับทุกคน นี้คือสัจจะของ บวร บวรคือบ้านวัดโรงเรียน รายการซึมซับมันมีพลังงานในตัวของมันเอง ถ้าแกนหรือกลุ่มคน เป็นแกนหรือกลุ่มคนที่มีคุณธรรม อาริยธรรม โลกุตรธรรมในคนจริงๆ อย่างในชุมชนสันติอโศก มีทั้งสมณะ สิกขมาตุ คนวัดต่างๆ หรือผู้ที่มาร่วมงานทุกวัน มาร่วมกันจิตใจของแต่ละคน มีจิตโลกุตรจิตจริงๆ โลกุตรจิตนั้นก็จะมีพลังไหลเวียนซึมซับ กระจายเป็นรังสีราศีเป็นพลังงานออกไปสู่ภายนอก มันไม่มีคำพูดไม่มีรูปร่างตัวตน แต่เป็นพลังงานที่แพร่กระจายโดยไม่ต้องคิดไม่ต้องนึก เป็นโดยธรรมชาติ นั่นที่หนึ่ง สองมีเจตนารมย์ ตัวบุคคลมีเจตนารมณ์มีความตั้งใจ พยายามที่จะให้ พยายามจะกระจายออก พยายามสื่อสารออกให้ เผื่อแผ่ออกให้จริงๆด้วย มันก็ยิ่งจริง พลังงานนั้นจะปลูกฝังเผื่อแผ่ต่อคนอื่นได้จริง ยิ่งมีวิธีการถูกต้องผู้รับก็มีความตั้งใจรับผู้ให้ก็มีความฉลาดให้ ก็ยิ่งได้ผล ไม่ฉลาดเลยไม่ตั้งใจเลยก็ไม่ได้ ถ้าตั้งใจบ้างแม้ไม่ฉลาดก็จะได้

สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน พ่อครูบอกว่าเหนื่อย...เปิดงานอโศกรำลึก ปี 2560 อาตมาก็เกิดมาทำงานนี้ ตั้งแต่รู้ตัวอายุ 36 ทำมาจนถึงวันนี้ อาตมาเลิกที่จะไปหาลาภยศ หาสรรเสริญ หาความสุขโลกีย์ แม้หาอัตตามาบำเรอ สร้างอัตตาตัวเองอีก อาตมาชัดเจนว่าไม่มีแล้วทำได้แล้ว อาตมาอวดหรือบอกไปจนหมดแล้ว ไม่ได้มาอวดอีก ที่พูดนี้พูดรายละเอียดของสัจธรรม มาถึงวันนี้ได้ผลพอสมควร ได้รู้ความจริงว่าสังคมพุทธศาสนาในเมืองไทย มีคนสนใจมีคนที่จะรับได้เท่านี้ เท่านี้ เท่านั้น! นอกนั้น ก็ หนึ่ง ไม่แยแสเลย สอง แยแสเหมือนกัน แล้วก็ตัดสินว่า เฮ้อ ! ไม่ใช่ อย่างนี้ไม่ใช่พุทธ สาม รู้ว่าพุทธเหมือนกัน แต่คงเป็นพุทธที่แปลกๆ สี่ มีอะไรดีเหมือนกันเข้าท่า มีการสนใจเพิ่มขึ้นพอสมควร ห้า ก็คือพวกคุณ เข้ามาเอา ก็มีคนอยู่ในประเทศได้เท่านี้

ซึ่งอาตมาเอง ขอบอกอีกครั้ง ซึ่งบอกไปแล้วไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง ศาสนาพุทธยืนยาวมาถึง 2600 ปีนี้ ณ ปัจจุบันนี้ มันได้เสื่อมสูญไปหมดแล้ว นอกจากเสื่อมสูญแล้วเพี้ยนผิดไป พากันออกนอกลู่นอกทาง ปรุงแต่งคำสอนวิธีการลงไปทับถมศาสนาพุทธอีกเยอะ จนยากมากเลย ที่จะชะล้างทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่มาห่อหุ้มศาสนาพุทธนี้ ลำบากลำบนจริงๆ แต่ไม่มีทางเลือกที่จะต้องทำ พูดจริงๆ มาถึงปีนี้วันนี้อาตมารู้สึกเหนื่อย ธรรมดาก็ไม่เคยเกิดอาการอย่างนี้ อาการเหนื่อยนี้ เห็นว่าไม่ดีแน่ๆ นี่เป็นความรู้สึกนะ ไม่ใช่เรื่องของร่างกายเหนื่อยนะ พลังงานทางจิต มันสุดเหนื่อย ถ้าเหนื่อยที่หนักหนาสาหัสกว่านี้มันจะเหนื่อยหน่าย ถ้าอาการถึงหน่ายแล้ว อาตมาว่าไม่รอดๆๆ อาการน่าเป็นห่วงตายแน่ๆไม่ดี เพราะฉะนั้นก็เลยต้องบอกสิ่งเหล่านี้แก่พวกเรา ให้พวกเรารับทราบว่าอาการของอาตมามันชักอาการน่าเป็นห่วง บอกให้พวกเรารู้ ทีนี้บอกไปแล้วจะเกิดผลดีได้อย่างไร พวกคุณก็จะต้อง ขมีขมัน กระตือรือร้น ช่วยอาตมา คนละไม้คนละมือขึ้นมาอย่างแท้จริง ที่พูดนี่ก็พูดความจริง พูดสัจธรรมออกไป ก็ไม่ใช่เชิงขอร้อง แต่จะบอกว่าให้อาตมาใช้คำพูดนี้ไปแล้ว หมายถึงว่าอาตมาขอร้องก็ได้ อาตมาก็ไม่มีปัญหา ขอร้องว่า น่าจะช่วยอาตมาบ้าง เพราะอาตมาก็อายุยาววันยาวคืน อายุก็ยืนยาวไปตามการหมุนของโลก

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สืบทอดDNAพุทธ อาตมาบอกแต่ต้นว่า อาตมาเข้าใจแล้วว่าชีวิตควรจะมาทำงานอะไร ก็มาทำงานที่ตั้งแต่ รู้อายุ 36 จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ได้ถอยไปไหน แล้วก็ชัดเจนว่า เราคืออาตมานี้ มันได้ทำงานนี้มาไม่รู้กี่ชาติแล้ว อันนี้ก็พูดไป เป็นอจินไตย คนจะรู้ตามอาตมาไม่ได้หรอก แต่ไม่ได้พูดเพื่อหาเสียงหลอกให้พวกเราเชื่อ เป็นเรื่องจริงที่เป็นจริงอย่างนั้น ถ้าใครเชื่อว่าศาสนาพุทธมีความสืบต่อ มีความต่อเนื่องด้วยจิตวิญญาณ พลังงานจิตวิญญาณนี้มันสืบเนื่องเป็นกรรมวิบาก เรียกตรวจภาษาชัดชัดๆว่ากรรมพันธุ์ แต่ไม่ใช่สรีระ สืบเนื่องทางจิตวิญญาณจึงเรียกว่า กรรมพันธ์ุ คนไทยเอาคำว่ากรรมพันธ์ุ ไปเรียกการสืบต่อทาง DNA หรือยีน ซึ่งผิด เพราะว่า DNA หรือยีนส์ เป็นการเชื่อมต่อสืบทอดทางพีชนิยามเท่านั้น สืบต่อ speciesแล้ว Breed ทางวัตถุธาตุ ไม่ใช่ทางจิต ลูกไม่ได้เอาวิญญาณพ่อแม่มาสืบทอด ไม่ได้สืบทอดกรรม มีแต่สรีระที่ได้สืบทอดมา สืบตระกูล สืบชาติทางดินน้ำไฟลม กับการสังเคราะห์สังขารแบบ พีชนิยาม พีชธาตุ เหมือนพืช มันไม่มีวิญญาณ มันมีธาตุดินน้ำไฟลมส่วนไหนอย่างไรมันก็มา มันมีต้นทุนอะไรของพ่อแม่เท่าไหร่มันก็ถ่ายเทมาให้ลูกหลาน หรือตามกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด แต่ไม่ใช่ทางจิตวิญญาณ ทางกรรมที่ของใครของมัน พ่อของพ่อของลูกพ่อของลูก การเคลื่อนไหวสืบทอด ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ใช่กรรม แต่การเคลื่อนไหวของจิตวิญญาณคือกรรม การเคลื่อนไหวของจิตวิญญาณขั้นจิตนิยาม จึงเกิดกรรมวิบาก เกิดเวทนา เกิดวิญญาณ ขั้นพีชธาตุ เป็นชีวะ ยังไม่มีเวทนาไม่มีกรรมวิบากอะไร นี่เป็นสัจจะของศาสนาพุทธ อุตุนิยาม พีชนิยาม กรรมนิยาม แล้วทรงไว้เรียกว่า ธรรมนิยาม รวบรวมไว้ เมื่อเกิดสภาพที่อธิบายไว้ คร่าวๆนี้ ก็จะเกิดการขยายตัว อย่างไงๆก็พยายามขยายตัว ทั้งเจตนาหรือผลักดัน ทำงานสร้างสรรค์ประกอบการ มันก็เกิด พวกเราไม่หยุดหย่อน แม้จะได้อาศัยงานทางโลกเช่น งานกสิกรรม งานพาณิชย์ สื่อสาร ทางเทคนิคของมนุษย์ เราก็เอาธรรมะเอาการเผยแพร่ธรรมะใส่เข้าไปร่วมเข้าไป รวมเข้าไปอยู่ในงานการศึกษา งานการเกษตร ร่วมอยู่ในงานวิศวกรรม งานพาณิชย์ ร่วมในงานต่างๆทางโลก เราก็เอาธรรมะร่วมไปทั้งหมด ร่วมไปทุกอย่าง จึงเรียกว่า บุญนิยมทุกแขนง สิบกว่าแขนง งานบางอย่างเราไม่ไปทำเช่นงานอบายมุข สนุกบันเทิง งานกีฬา หรืองานการเมือง เราก็ทำงานการเมือง แต่ไม่ได้ทำแบบเขาแบบโลกๆ ที่ไปสร้างอำนาจให้เป็นที่ยอมรับของสังคม หรือ ได้อำนาจมาจากสังคม แต่ของเรานี่ จะเรียกว่าการเมืองก็ยิ่งใช่ เป็นงานการเมืองที่อิสระเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ไม่ได้บังคับใคร แล้วเราก็สร้างพลังงานที่เป็นธรรมาธิปไตย แล้วเขาจะยอมรับเอง เป็นอำนาจอธิปไตยที่เกิดจริง มันมีจริงเกิดจริง ใครจะรับหรือไม่รับมันเป็นอำนาจด้วยตัวมันเอง อาตมามั่นใจว่าอโศกเราอยู่ได้เพราะว่าธรรมาธิปไตย อยู่ได้เพราะว่าอำนาจของธรรม แล้วก็เป็นธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมะหล่อเลี้ยงรักษาเราไว้ ไม่มีอำนาจทรัพย์สินเงินทอง อำนาจบาตรใหญ่อะไรอื่น ไม่มีอำนาจเครื่องยศศักดิ์ (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) ไม่มีอำนาจทางทรัพย์สินเงินทอง เป็นอำนาจ ไม่มีอำนาจทาง ยศศักดิ์ อำนาจทางตำแหน่งหน้าที่ ยิ่งอำนาจทางสรรเสริญไม่มีเลย อโศกมีแต่อำนาจทางถูกนินทา ว่าร้าย อำนาจที่จะมายกย่องสรรเสริญนั้นไม่มีใครช่วย ไม่มี มีแต่คนรู้ว่าก็ดี แต่เขาเฉยๆ ไม่ช่วย อาตมาดูแล้วไม่มีใครช่วยอโศก ไม่มีใครโปรโมทอโศก ไม่มีใครส่งเสริมอโศก ให้อโศกทำเองอาตมาว่า นั่นเป็นสิ่งยอดเยี่ยมเขาทำอย่างนั้นก็ดี มันยอดเยี่ยม ถ้ามีคนช่วยอโศกเยอะอโศกจะเจริญ แต่ฟ่าม เจริญเร็วแต่ฟ่าม ระดับความนิยมแต่เนื้อไม่เจริญแต่นี่ เขาไม่ส่งเสริม ไม่โปรโมตอโศกเลย อโศกต้องพากเพียรต้องแน่นแข็งวิเศษ คนอื่นจะเจริญหรือไม่ก็ตามอโศกเองเจริญด้วยตัวเองก่อนเขา นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด ก็พากเพียร โดยเฉพาะอาตมาเองรู้ดีว่าตนเองได้อันนั้น เขายิ่งไม่ช่วย เหมือนเราเลี้ยงเด็กโดยให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง เด็กจะแข็งแรง ถ้าช่วยเด็กมาก เด็กจะอ่อนแอ ต้องขอบคุณเขาที่ไม่โปรโมทเรา ดีไม่ดี ถีบเราอีกต่างหาก ไม่เป็นไร เราจะพยายามพากเพียรอุตสาหะ เอาความจริงนี้ ออกเปิดเผย ออกแจกจ่าย แต่ผู้ที่ควรจะได้มันก็เป็นไป สรุปแล้ว มนุษย์นี้ถ้าไม่มีธรรมะ เสียชาติเกิดมา ในร่างกายเป็นมนุษย์เกิดมาแล้วซวย คนที่ไม่ใส่ใจธรรมะโดยเฉพาะธรรมะอันประเสริฐธรรมะอาริยะของพระพุทธเจ้า เกิดมาแล้วไม่ใส่ใจเลย ซวยจริงๆ เกิดมาแล้วเสียชาติเกิด ถ้าไม่มีใครหยิบยื่น ไม่มีใครมีเชื้ออริยธรรมนั้นก็แล้วไปเถอะ แต่นี่มีแท้ๆ บอกด้วยว่านี่เป็นอาริยธรรม เขาก็ไม่เชื่อ บอกว่าไม่ใช่ โง่ต่อเลย แทนที่จะเฉลียวฉลาดเห็นจริงว่าใช่ ก็บอกไม่ใช่ ตัดสินเองอีก อย่างเขามีอาจารย์แม้ผิดๆ เขาก็ยังเอาได้ไม่เท่าไหร่หรือไม่ได้เลย ถึงน่าสงสารและน่าเวทนามาก คำว่าน่าเวทนาเป็นภาษาไทย ของศาสนาพุทธเกิดมาต้องพัฒนาเวทนา ถ้าเกิดมาแล้วไม่พัฒนาเวทนา คนนั้นก็สูญเปล่า โมฆบุรุษ ถ้าคนไหนเกิดมาแล้วรู้อาการเวทนา แล้วพัฒนาเวทนาให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา จนถึงที่สุด ฐานสูงของการพัฒนาที่เรียกว่า เนกขัมสิตอุเบกขาที่เป็นฐานนิพพาน ฐานนิพพานอรหัตตผลคือเนกขัมสิตอุเบกขา

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_อุเบกขา) ตอน อุเบกขาเจริญด้วยองค์คุณ 5 อุเบกขาจะเจริญด้วยองค์ 5 เจริญด้วย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปริสุทธาคือ ทำให้กิเลสไม่มีในจิตได้แล้ว คือความสะอาดของจิต แม้จะทำได้ชั่วคราวก็ตาม แต่ถ้าทำได้และมีน้ำหนัก มีความควบแน่น ตามจริงที่ใครสามารถทำได้ เป็นปริสุทธา จิตนี้จะเป็นฐาน เป็นหน่วยคงที่ ปริสุทธาสะอาด ทำให้จิตนี้ไม่มีกิเลสเข้าไปทำงาน หยุดได้ เสร็จแล้ว คุณก็ต้องมีชีวิตอยู่ ศาสนาพุทธไม่ได้ไปนั่งหลับตานี้อยู่ที่ไหน เนกขัมสิตอุเบกขา ไม่ใช่เคหสิตอุเบกขา นักปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแยกอาการ เนกขัมสิตะกับ เคหสิตะ ไม่ได้ คนนั้นเดาเอาไม่ชัดเจน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาชัดเจนแจ่มแจ้ง มีผัสสะเป็นปัจจัยแยกเวทนาได้ มี สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ แยกแยะได้ ว่าตอนนี้ปริสุทธา เป็นหน่วยคงที่ static แล้วมี dynamic มีตัวแปรทำให้ก้าวหน้า ขั้นคูณ ถ้าบวกนี้จะเดินหน้าไม่ค่อยดี คนถึงได้ให้พยายามอ่านกิเลสตนเองให้ลดลงอย่างก้าวหน้าระดับคูณเลย ถ้าแค่บวกไม่ค่อยเจริญ ต้องให้คูณให้ได้จึงพัฒนาขึ้นได้ ถ้ายิ่งยกกำลังเลยก็ยิ่งสมบูรณ์แบบ อย่างที่ไอน์สไตน์ตั้งสูตรว่า E=mc2 ถ้าสามารถยกกำลังได้สูงสุดแล้ว ถ้าแค่บวกออกไม่ได้ สั่งงานที่ดึงดูดมันเยอะ แล้วมีปริโยทาตา คือต้องก้าวหน้าขึ้นมีพัฒนาการ แล้วต้องปรับที่มุทุภูตธาตุ คือตัวจิตที่มีอาการ แววไว แววไวทั้งเชิงปัญญาคือรู้ แววไวทั้งเชิงเจโตคือจิตปรับเปลี่ยนได้ง่าย ไม่ใช่จิตใจแบบตอแหล แต่ปรับเปลี่ยนตามปัญญาที่แววไว คนที่เข้าใจธาตุมุทุได้ จะรู้จักความเจริญของการปฏิบัติธรรม เรียกเต็มว่ามุทุภูตธาตุ เป็นธาตุที่มีพลังงานประจำของตัวมันเอง จะมีพลังงานบวกและเป็นนิวเคลียสของจิต ผู้ที่รู้พลังงานนี้หลายแยกพลังงานบวกลบได้ พร้อมทั้งทำให้เกิดพลังงานตัวแปรบวกหรือคูณให้ก้าวหน้า ปริโยทาตา คือมีพลังงานก้าวหน้าอยู่ ตัวตั้งปริสุทธา ตัวก้าวหน้า เป็นสัมประสิทธิ์ ตัวมุทุ คือตัวเคลื่อนแล้ว ถ้ามุทุมีพลังงานเคลื่อนได้อีกเท่าไหร่ ก็เป็น กัมมัญญตา เป็นความเจริญของกรรม การกระทำกรรม ผู้นี้ต้องมีพัฒนาการกรรม กายกรรม วจีกรรม โดยเฉพาะมโนกรรม มีการพัฒนากรรมที่ควบคุมด้วยอัญญา อัญญาคือความรู้โลกุตระ เป็นความรู้ของศาสนาพุทธผู้รู้คนแรกคืออัญญาโกณฑัญญะ เกิดความรู้ใหม่ ในจิตคน ธรรมดามันเกิดไม่ได้ ความรู้ของคนมันมีแต่โลกียธรรมแต่พอพระพุทธเจ้านำเอาโลกุตรธรรมของท่านมาเปิดเผย อัญญาโกณฑัญญะเป็นบุคคลคนแรกในยุคพระสมณโคดม 2600กว่าปีผ่านมา พระพุทธเจ้าถึงอุทานว่าอัญญา สิ วัตโพ โกณทัญโญ โกณฑัญญะได้เกิดธาตุรู้นี้แล้วหนอ คือตื่นจากความรู้ของปุถุชน เป็นธาตุรู้ตัวใหม่ที่อุบัติขึ้นได้ อัญญะคืออื่น แต่ธาตุรู้อันนี้แหละที่เป็นโลกุตระเจริญขึ้นเป็นอัญญา อัญญา แปลว่า ความรู้ของโลกุตระของอาริยธรรม แล้วพัฒนาเป็นปัญญา อาตมาอาศัยพยัญชนะ อาศัยอักษร คำพวกนี้ด้วย มาขยายสภาวธรรม ตามที่อาตมามีสภาวะ ไม่ใช่อธิบายตามตำรามา ประเด็นอัญญะ อัญญานี้ น่าจะไม่มีนักรู้ของศาสนาพุทธคนไหนพูดกัน ต่อให้จบด็อกเตอร์ห้าใบก็ไม่ได้ เพราะเป็นความรู้เฉพาะตน ซึ่งไม่ใช่รู้กันได้ง่ายๆ ที่อธิบายนี้ไม่ใช่รู้ได้ง่าย ถ้าตนของตนใดรู้และเข้าใจได้ก็เป็นกุศลอย่างยิ่ง ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงลึกซึ้งมาก ถ้าเกิดอัญญะคือธาตุรู้ใหม่ อื่นที่ต่างจากโลกียะ จะมีคุณสมบัติที่ต่างกัน แต่ก่อนตั้งหน้าตั้งตาชอบที่จะล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข พอมีจิตตัวใหม่นี้ก็จะค่อยๆลด ไม่ใช่ไม่ทำเลย ถ้าได้ก็ดี แต่ไม่ใช่ว่าหยุดทำงาน หลงผิดไปนั่งหลับตาไม่ทำงานการ อย่างนั้นลงทะเลยะเยือกเย็นเลย ศาสนาพุทธต้องทำสัมมาอาชีพ ทำงานเลี้ยงตน เป็นคนไม่ทำงานเลี้ยงตนอย่างนั้นไม่ใช่คน สัตว์เดรัจฉานยังสามารถเลี้ยงตนเองได้ แล้วได้ผลผลิตก็แจกจ่าย ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เอาผลผลิตไปเอาเปรียบผู้อื่นอีก อย่างนั้นทุนนิยม เลวสุด สัตว์เดรัจฉานยังไม่สามารถทำระบบทุนนิยมได้เลย ระบบทุนนิยมจึงเป็นระบบที่เกิดขึ้นเพราะคน อดัม สมิธ เกิดก่อนอาตมาเกิด 211 ปี เขาถือว่าเป็นบิดาแห่งทุนนิยม ต้นหลักสูตรทุนนิยมสามานย์ตัวหลัก คือ มีม็อตโต้ว่า Maximize Profit คือ เอาเปรียบให้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โอ้โห หน้าเลือดขนาดหนัก ซึ่ง ตรงกันข้ามกันกับศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้นเสียเปรียบไม่ได้ ให้เป็นที่สุดเลย "เสียเปรียบ" มีที่สิ้นสุด แต่ "เอาเปรียบ" ไม่มีที่สิ้นสุด ...พ่อครู 5 มิ.ย. 2560 อโศกรำลึก เพราะมัน เป็นปากกรวย โลภไม่สิ้นสุด แต่เสียเปรียบ เสียสละไปทางก้นกรวย มีที่สุดคือสูญ แต่ไปเอาเปรียบบานเป็นปากกรวยมีแต่บานทะโร่ไม่สิ้นสุด ผู้ที่มาศึกษาศาสนาพุทธจะเป็นคุณแก่โลก เป็นประโยชน์แก่ตนและเป็นคุณแก่โลก จะไม่เป็นตัวเบียดเบียนทำร้ายทำลาย สัตว์หรือมนุษย์หรือโลก จะกลายเป็นตัวที่มีประโยชน์ต่อโลกเขาด้วยซ้ำ นี่คือศาสนาพุทธ มุทุ คือตัวจิตที่ยิ่งใหญ่ แล้วจะทำงานอย่างมีอัญญา เป็นกัมมัญญตา จะทำงานอย่างไร จะสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งที่ เปื้อนโลกีย์หยาบอย่างไร แต่จิตนี้ เป็นจิตไม่ดูดซึมซับโลกีย์ ยังผ่องใสผ่องแผ้วสะอาดอย่างเดิม ปภัสสรา จะถูกโลกียะย่ำยีอย่างไรก็อสังหิรัง ไม่เปลี่ยนแปลง อวิปริณามธัมมัง ไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีการเป็นอื่น อสังหิรัง ไม่มีอะไรล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงไปจากอันนี้ได้ อสังกุปปังไม่กลับกำเริบ เป็นพลังงานจิตที่มั่นคงถาวร จะสมบุกสมบันกับโลกหยาบคาย อย่างไร จะเอาให้ตายอย่างไรก็ไม่ตาย จะบริสุทธิ์สะอาดอยู่อย่างเดิม ทำให้จิตเป็นอย่างนี้ได้ คนมีจิตมีคุณสมบัติอย่างนี้ได้ อยู่กับโลกจึงมีจิตปภัสสรตลอด แล้วมีประโยชน์ต่อโลกช่วยเหลือโลกอุ้มชูโลก ไม่ต้องห่วงตัวเองเลย อย่างอาตมาเป็นคนไม่ห่วงตัวเองมากไป จนคนข้างเคียงต้องให้สัญญาณว่า กิน ขี้ เยี่ยว นอน ไป มา แต่ทำงานไม่บอก ห้าม พักบ้าง เอาแต่ทำ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ออกจากทุนนิยมสามานย์ อดัม สมิธ เกิด 5 มิ.ย. 2266 เอา 2477 ไปลบ ได้ 211 ปี ก็น่าสงสาร เอาโลกีย์มาเป็นวิชาการมาใช้ ให้คนเอามาใช้ จนคนก็เอาทุนนิยมมาใช้เลยได้ฉายาว่าทุนนิยมสามานย์ ก็รู้กันอยู่ แต่คนที่อยู่ในระบบทุนนิยม ไม่ยักจะออกจากระบบทุนนิยม จมอยู่ในระบบนั้น พูดกันก็พอรู้แต่ไม่ศึกษาไม่ออกจากระบบ พวกเราเป็นพวกที่ออกจากระบบทุนนิยม ชาวอโศกเราได้มาพัฒนาการตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า มารื้อฟื้นเอาความรู้ความจริง หลักวิชาการของพระพุทธเจ้า ฟื้นคืนมา จนเราสามารถพิสูจน์ได้ ถึงขั้นจุดสำคัญของศาสนาพุทธก็คือ เกิดชุมชนสาราณียธรรม 6 ชาวอโศกเราทำสำเร็จ อยู่ด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีลาภก็รวมกันเป็นลาภธัมมิกา(สาธารณโภคี) แล้วมีศีลสามัญตากันทั้งชุมชน อย่างต่ำศีล5 ใครจะศีล 8 10 ก็เชิญ เป็นได้ทั้งชุมชน และมีทิฏฐิสามัญตา มีเป้าหมายเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่าใครจะเดินไปได้เท่าไหร่เท่านั้นเอง เมื่อองค์ประกอบองค์รวมมี สาราณียธรรม 6 อยู่แบบองค์รวมมีบ้าน วัด โรงเรียน จึงเกิดพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ เอกีภาวะ ถึงวันนี้แล้วศาสนาพุทธเป็นมาสองพันเจ็ดร้อยปี ก็ยังทำได้อยู่พระพุทธเจ้าข้า แม้จะไม่สวยงามเต็มรูปร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ได้ไม่น้อย เช่นคนอยู่ในชุมชนชาวอโศก ไม่ต่ำกว่า 60 ถึง 70 % ไม่ต่ำอะไร จิตที่ระลึกถึงกันก็ไม่ต่ำกว่า 80% ความรักก็เป็นมิติที่สูงส่งขึ้น สังวรระวัง เคารพกัน ด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ แม้แต่สมมุติ มีการสังคหะ มีการเกื้อกูลกัน แจกจ่าย นี่แตงโมจะมาอีกกี่ตัน ขนมา มาแจก ทำอยู่ตลอดเวลา สังหคะ เอาไปแจกที่อื่นได้ด้วย สนามหลวงบ้าง ช่วยกันอย่างนี้เป็นต้น ไม่วิวาทกัน ชาวอโศกไม่มีคดีความ ชกต่อยกัน อย่างเก่งก็ปากหอก ข้างนอกนั้นจัดจ้านมากกว่าเยอะ พวกเราไม่ อวิวาทะ สามัคคียะ สามัคคีกันจนเกิดเป็น เอกีภาวะ จนคนข้างนอกเขาบอกว่าพวกนี้มันเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่นจริงๆ เราสนิทกันด้วยสัจธรรม ของจิตวิญญาณ น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน เพราะทุกอย่างมีธรรมชาติของการควบแน่น static ลักษณะพลังงานบวก รวมตัวกันเป็นธรรมชาติ ของนิวเคลียร์ Fusion มันจะหลอมละลายอันอื่น แล้วจะรวมตัวกันเป็น Fusion หลักวิทยาศาสตร์และพุทธศาสตร์ ก็ตรงกัน วันนี้เป็นวันข้าว และวันชาวนาแห่งชาติ ก็ต้องตระหนักคุณค่าของข้าว และเชิดชูชาวนาไทยที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ แล้ววันนี้ก็เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกอีกด้วย และเป็นวันเกิดของสมณะโพธิรักษ์ด้วย เราปฏิบัติมีจารีตประเพณีวิธีการ ในการรวมตัวกันเผยแพร่ให้ความรู้ ประพฤติปฏิบัติร่วมกัน เรามีพร้อมทุกอย่าง ไม่ใช่มานั่งฟังทำเฉยๆ แล้วก็ปัดตูด ให้คนข้างหลังได้เก็บหางหนัก ก็ร่วมกันทำทุกอย่าง เมื่อคืนเด็กๆก็ทำกันถึงดึกดื่นๆ พวกนี้ชอบเล่น พอเวลาใกล้มาก็เร่ง พวกนี้นิสัยเสีย ชอบให้จุดตูด ก็ดีนะมีมวลชน ประชาชนสนใจในเรื่องที่มีความสำคัญในความสำคัญ ถึงสาระที่มนุษย์ควรจะใส่ใจ เอาเวลาทุนรอนมาให้ คนที่รู้จักสาระเป็นสาระ รู้จักสิ่งที่ควรทำดีก็เป็นประโยชน์มากแล้ว โลกไม่ขาดจากสิ่งเหล่านี้ก็ดีมากแล้ว คนเขาไม่แยแสเป็นธรรมชาติก็แล้วแต่เขา คนไม่รู้คนโง่ก็ธรรมดา คนฉลาด คนที่มีปัญญารู้ก็มารับเอา สำหรับวันนี้เวลาที่เขาให้อาตมาเทศนาก็หมดลงแล้ว ก็ขอจบลงเท่านี้ขอขอบคุณทุกคนที่มาฟัง เจริญธรรม...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน