600604_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข29 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600604 วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและสมณะเพาะพุทธ สันติอโศก ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ

สมณะเพาะพุทธว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2560 ที่สันติอโศก อาตมานึกถึง วันเกิดองค์ทะไลลามะเกิดวันที่ 4 มิถุนายน 2478 พล.ตรีจำลอง เกิด 5 ก.ค. 2478 เท่ากันกับองค์ทะไลลามะ ท่านดำรงตำแหน่ง ได้รับการสถาปนาเป็นทะไลลามะ ปี 2493 ตราบจนถึงปัจจุบัน เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2532 (1989) เป็นผู้นำจิตวิญญาณและเป็นผู้นำสูงสุดของทิเบต เคยมีคนถามว่า เนื่องจากชาติใหญ่เข้าไปกระทำย่ำยีทิเบต ท่านรู้สึกโกรธเขาไหม ท่านตอบว่าโกรธ แต่ไม่เกลียด วันพรุ่งนี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ยังเป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ก่อนมาได้หยิบหนังสือที่พ่อครูได้เทศนาไว้ พ่อท่านพูดถึงเรื่อง อดีต ปัจจุบัน อนาคต โดยบอกว่า อดีตไม่มีความจริงมีแต่ความจำและความรู้ อดีตจบสิ้นไปแล้ว ไม่มีความจริง ส่วนความจริงนั้น จะอยู่กับปัจจุบันและอนาคตเพียงเท่านั้น พ่อท่านเทศน์ถึงศรัทธา 3 คือ เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น โดยยกพระบาลีคือ ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ ผมก็ปรารภกับพ่อท่านด้วย ขณะอ่านหนังสือฝนตกหนักที่ BTS เอกมัย ผมก็ปรารภในใจว่า เชื่อถือคือศรัทธาระดับปุถุชน เชื่อฟังคือแบบกัลยาณชน และเชื่อมั่นคือระดับอาริยะชน (พ่อครูตอบว่าใช่) เวลาฟังพ่อท่าน ไม่ได้จบแค่ฟัง แต่ฟังแต่คิดต่อว่า น่าจะเป็นเช่นนี้เช่นนั้นแล้วจดไว้ อันไหนของพ่อท่านใส่ไว้ว่า PR ส่วนของท่านจันทร์ใส่ว่า PJ การฟังโดยตรงมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ส่วนจะพกหนังสือที่พ่อท่านเทศน์ไว้ติดตัวเสมอ และเวลาอ่านไตร่ตรองก็คิดต่อจากพ่อท่าน มีพุทธสามระดับ พุทธระดับแรกคือ พุทธศาสนิกชน คือปุถุชน ส่วนพุทธมามกะน่าจะคือ กัลยาณชน และพุทธบริษัทน่าจะเป็นระดับ อาริยชน ระดับศรัทธาน่าจ

อ่านต่อ

ะปริยัติ ส่วนศรัทธินทรีย์น่าจะเป็นปฏิบัติ ส่วนศรัทธาพละน่าจะเป็นปฏิเวธ วันนี้พ่อท่านนำบทกวี นัยปกเราคิดอะไร 324 มาอ่าน

ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ

(1) ดีสุดของระบอบแท้ คือใด เป็น“ประชาธิปไตย” เลิศหล้า ซึ่งประกอบเงื่อนไข หลายหลัก ต้องไม่ต่ำกว่า“ห้า” นั่นแล้จึงจริง (2) สำคัญยิ่งหนึ่งนั้น มีกษัตริย์ เป็นประมุขคู่รัฐ ชาติเชื้อ ฝึกพระจริยวัตร สืบสันต-ติวงค์แฮ ทศพิธราชธรรมเกื้อ ราษฎร์พ้นภัยผอง (3) “สองขา”รัฐศาสตร์พร้อม อธิปไตย หากขาด“ขา”หนึ่งใด วิ่นแท้ ประชาราชสมาศัย ทั้งรูป นามเฮย ครบเลือด,วิญญาณแล้ จึ่งถ้วนการเมือง (4) เฟื่องประชาธิปัตย์ขั้น “หนึ่งขา” แค่“เลือกตั้ง”กษัตรา ก็ได้ เป็นใหญ่แค่ครั้งครา คัดสุ่ม เอาเลย แล้วใหญ่ในรัฐไซร้ ยิ่งผู้ใดเทียม (5) ไม่เจียมเลยนั้นแค่ “วิธีการ” ใช่“กฎมณเฑียรบาล” สืบสร้าง “ทศพิธราชธรรม”ขาน ก็บ่ ได้ฮา ปกปักรักราษฎร์อ้าง เอ่ยบ้างมีฤา (6) “สองขา”คือทั้งเลือด, วิญญาณ ก่อกษัตริย์ขึ้นบริหาร ทวิไท้ ต่างจากท่านประธาน อธิปติ มากแล ใหญ่ปุ๊บแต่ล้วนไร้ ชาติเชื้อกรรมพันธุ์ (7) รัฐศาสตร์ขั้นเทพนี้ “โลกุตระ” ใหญ่“กฎมณเฑียร”ประ- สิทธิ์สร้าง กับใหญ่ปุ๊บก้าวกระ- โดดปั๊บ ลัดเลย จะ“เพื่อประชา”อ้าง หลอกแท้ธรรมเทียม

“สไมย์ จำปาแพง” 2 มิ.ย. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 324 ประจำเดือนกรกฎาคม 2560]

พ่อครูว่า...(1) ดีสุดของระบอบแท้ คือใด เป็น“ประชาธิปไตย” เลิศหล้า ซึ่งประกอบเงื่อนไข หลายหลัก ต้องไม่ต่ำกว่า“ห้า” นั่นแล้จึงจริง ระบอบคือระบบการปกครอง ระบอบไหนดีสุด มีประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ เผด็จการ สังคมนิยม (2) สำคัญยิ่งหนึ่งนั้น มีกษัตริย์ เป็นประมุขคู่รัฐ ชาติเชื้อ ฝึกพระจริยวัตร สืบสันต-ติวงค์แฮ ทศพิธราชธรรมเกื้อ ราษฎร์พ้นภัยผอง เป็นผู้มี พระจริยวัตร ต้องมีการดูแลควบคุมพฤติกรรมโดยหลักเลย อยู่ในกรอบกฎมณเฑียรบาล ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตยขาเดียว ประชาชนก็คือประธานาธิบดี ประธานาธิบดีก็คือประชาชน เลือกมาปุ๊บปั๊บเลย (3) “สองขา”รัฐศาสตร์พร้อม อธิปไตย หากขาด“ขา”หนึ่งใด วิ่นแท้ ประชาราชสมาศัย ทั้งรูป นามเฮย ครบเลือด,วิญญาณแล้ จึ่งถ้วนการเมือง ถ้าไม่มีประชาชนเลยไม่เป็นประชาธิปไตย (4) เฟื่องประชาธิปัตย์ขั้น “หนึ่งขา” แค่“เลือกตั้ง”กษัตรา ก็ได้ เป็นใหญ่แค่ครั้งครา คัดสุ่ม เอาเลย แล้วใหญ่ในรัฐไซร้ ยิ่งผู้ใดเทียม ประชาธิปไตยหนึ่งขาก็เท่ากับเลือกกษัตริย์มาใหญ่สุดในประเทศ ก็เลือกตั้งเอาก็ได้ แต่กษัติริย์นี้ต้องสืบสันตติวงค์ มาจากเลือกตั้งไม่ได้ ต้องมีมาตรฐาน เช่นทศพิธราชธรรมเป็นต้น (5) ไม่เจียมเลยนั้นแค่ “วิธีการ” ใช่“กฎมณเฑียรบาล” สืบสร้าง “ทศพิธราชธรรม”ขาน ก็บ่ ได้ฮา ปกปักรักราษฎร์อ้าง เอ่ยบ้างมีฤา (6) “สองขา”คือทั้งเลือด, วิญญาณ ก่อกษัตริย์ขึ้นบริหาร ทวิไท้ ต่างจากท่านประธาน อธิปติ มากแล ใหญ่ปุ๊บแต่ล้วนไร้ ชาติเชื้อกรรมพันธุ์ (7) รัฐศาสตร์ขั้นเทพนี้ “โลกุตระ” ใหญ่“กฎมณเฑียร”ประ- สิทธิ์สร้าง กับใหญ่ปุ๊บก้าวกระ- โดดปั๊บ ลัดเลย จะ“เพื่อประชา”อ้าง หลอกแท้ธรรมเทียม

ลองมาอ่านบทความของเปลวสีเงินเมื่อวาน เมื่อสหรัฐ '360 องศา' กับไทย

"ไข้หวัด+ภูมิแพ้" มันเล่นไม่เลิก ตั้งแต่ที่เวียดนามโน่นแล้ว กลับมานึกว่าจะหาย กลับหนัก

ฉะนั้น ช่วงนี้........

ผมคุยเลอะเลือน ก็อย่าว่ากันนะ

เพราะมันซึมเซาเมายา หมดเรี่ยวแรง หูอื้อ กระดูกเหมือนจะล่อน อยากนอนแผ่สองสลึงท่าเดียว

หายใจไม่ออกอีกตะหาก.......

อาการแบบนี้ ตามสิทธิการิยะท่านว่า ถ้าไม่หาย ก็ตายแล!

แต่ถ้าถึงตาย "นายกฯ ประยุทธ์" น่าจะตายก่อนผม

เพราะหลังทิ้ง "ปริศนาการเมือง" 4 ข้อ ให้ทุกคนไปขบคิด (พ่อครูว่า สี่ข้อนี้กระตุกสำนึกปชต.ของประชาชน ถามว่า ใครเป็นปชต. แล้วพร้อมกับการเลือกตั้งแล้วหรือไม่? นายก ฯ ลั่นประชาธิปไตยไทยต้องไม่ล้มเหลวตั้งประเด็นคำถาม 4 ข้อถึงประชาชนก่อนพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง.... (1) ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ (2) หากไม่ได้ จะทำอย่างไร (3) การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง (4) ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร พ่อครูว่า โลกาธิปไตยคือเรียนรู้องค์ประกอบของประเทศ แล้วเรียนรู้อัตตาธิปไตยคือ ตัวเราเองให้บริสุทธิ์ แล้วบริหารจัดการโลก คือประเทศให้เป็นธรรมาธิปไตย ในศาสนาพุทธสอนประชาธิปไตยและทำได้เรียบร้อยแล้ว เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว และก็รับใช้โลก พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสอนประชาธิปไตยสุดยอด ประชาธิปไตยนั้นจะมีคุณลักษณะคือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ นี่คือหลักใหญ่ คือว่าลักษณะใหญ่ของสังคมที่ดี ปชช.มีอิสระ อยู่อย่างพี่น้อง ภราดรภาพ อยู่อย่างสงบเรียบร้อย อยู่อย่างมีสมรรถภาพ อยู่อย่างทำให้เจริญเต็ม ทำอย่างซื่อสัตย์ดีตั้งใจจริง บูรณภาพ นี่คือลักษณะยืนยันความเป็นปชต. )

เท่าที่ดูตามโซเชียลมีเดีย ออกมาวิพากษ์-วิจารณ์ ทั้งกะซวก, ลากไส้, ชื่นชม เป็นปฏิกิริยาสนองตอบปริศนา 4 ข้อ นั้น ครึกครื้น

เป็นความครึกครื้น ในขณะที่ตัวเจ้าของปริศนา เล่นบทเตมีย์ใบ้ ปิดปากไม่พูด-ไม่ให้สื่อสัมภาษณ์มาเป็นเวลา 4-5 วันแล้ว

ปริศนาการเมืองนั้น นายกฯ เจตนาสื่อสารอะไร ผมไม่รู้ แต่ที่เห็น ทุกฝ่ายตีปริศนาในภาพรวมออกมาว่า

นี่คือการส่งสัญญาณ..............

การเลือกตั้งจะยาวออกไปจากกำหนดเดิม

หรือ (ยัง) ไม่มีเลย!?

ก็เลยพล่านกันยกใหญ่ โดยเฉพาะนักเลือกตั้งอาชีพ ดูจะเดือดเนื้อร้อนใจเป็นพิเศษ

แต่ที่พิเศษมากกว่าเพื่อน เห็นจะเป็นพวก นปช.เสื้อแดง

ตั้งแต่ไปป์บอมบ์ลง 3-4 ลูก และคนที่ยืดอก "ผมรับผิดชอบเอง" ก็มีแต่ที ยังไม่เห็นว่ามีท่า ไหนล่ะ...จับใครได้มั่ง?

ตอนนี้ จึงดูเคลื่อนไหวคึกคัก มีน้ำ-มีนวล อยู่ในขวดโหล

โทรทัศน์ช่องแดงทั้ง 3 ช่อง เรียงหน้าออกมาถองรัฐบาลและนายกฯ กันชนิดไม่กลัวจอดำ

คงเห็นนายกฯ "คะแนนตก" จึงขย่มกันยกใหญ่?

ถ้าไม่งั้น ......

ก็คงไปได้ข้อมูลอะไรมาซักอย่าง ลีลาตอนนี้ จึงออกมาเหมือน "อ่านไพ่ขาด"?

ใครจะขาด.........

"มิถุนา-กรกฎา"นี้ เดี๋ยวก็รู้!

แต่ดูเหมือนเดือนกรกฎา นายกฯ ประยุทธ์ อาจไปเยือนสหรัฐฯ ตามคำเชิญประธานาธิบดีทรัมป์

จากที่โทรศัพท์พูดคุยกันเมื่อเดือนก่อน และทรัมป์ออกปากเชิญไว้ ก็รอแค่ตารางเวลาเป็นทางการเท่านั้น

การที่นายกฯ ไปเยือนสหรัฐฯ บ่งบอก "ด้านบวก" หลายอย่างกับไทย

และใครก็อย่านำไปโยงด้านว่า ไปซบอเมริกาแบบนี้ ไม่เกรงจีนจะมองเป็นวันทองสองใจหรือ?

มันคนละเรื่อง...........

ถ้าใครพูดแบบนี้ นอกจากบ่งบอกถึง "ไม่ประสา" อะไรแล้ว ยังบ่งถึงเจตนา "คิดร้าย" ต่อประเทศชาติตัวเองทุกลมหายใจ

ประธานาธิบดีจีน เพิ่งไปเยือนสหรัฐฯ พบปะกับทรัมป์มาหมาดๆ และวัน-สองวันนี้ "นายเหงียนซวนฟุก" นายกฯ เวียดนาม เป็นชาติแรกในอาเซียน ที่ไปเยือนสหรัฐฯ พบปะตกลงทางการค้ากับประธานาธิบดีทรัมป์

เวียดนามกับไทย เป็นประเทศ "ได้ดุลการค้า" สหรัฐฯ การได้ไปพบปะพูดคุยกันที่ทำเนียบขาว

ขี้หมู-ขี้หมา ก็เสมอตัว

ดีหน่อย ที่สหรัฐฯ จ้องเล่นงาน ได้คุยกันก็จะมีความเข้าใจและผ่อนคลาย

มองไม่เห็นทางเสียหายตรงไหน กับที่นายกฯ จะไปพบปะทรัมป์

ที่เสียหาย แนวโน้มน่าจะเป็นพวก "เห็บ" อินทรี.........

ที่หนีคดีไปซุกแผ่นดินเขาอยู่ และใช้แผ่นดินสหรัฐฯ นั้น เป็นฐานซ่องสุม บัญชาการ ป่วนทำลายสถาบันและประเทศไทยอยู่เวลานี้

ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง เรื่องภายในสหรัฐฯ เป็นเรื่องของเขา

เอาแต่ที่เป็นเรื่องของเรา อันเป็นผลสืบเนื่องจากสหรัฐฯ ในบทบาทผู้มีอำนาจคุมโลกนั่นเถอะ

อำนาจเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยนจริงๆ...........

ดูสิ นโยบายสหรัฐฯ ต่อไทย ในยุคโอบามา เป็นนโยบาย "หมาป่ากับลูกแกะ"

สหรัฐฯ ยุคนั้น ประกาศชัด ไม่คบรัฐบาลเผด็จการ ถึงขั้น "ไม่ต้อนรับ" ครม.คสช.

บีบ...ให้รีบเลือกตั้ง เป็นอันดับแรก

ก้าวก่าย-แทรกแซง กิจการภายใน ปลุกปั่น ยุยง-ส่งเสริม ขบวนการต่อต้าน คสช.และสถาบัน

แล้วมาดูนโยบายสหรัฐฯ ต่อไทย ยุคประธานาธิบดีทรัมป์บ้าง

"นายกลิน เดวีส์" ทูตสหรัฐฯ ประจำไทย ให้สัมภาษณ์ VOA ภาคภาษาไทย ที่สหรัฐฯ สัปดาห์ก่อน ในงานเลี้ยงสมาคม US-ASEAN Business Council

"สหรัฐฯ ต้องการเห็นความสมานฉันท์ในประเทศไทย และคิดว่าช่วงเวลาการเลือกตั้งของไทย เป็นเรื่องสำคัญอันดับรองลงมา

ที่สำคัญกว่าเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้ง คือการที่ประเทศไทยสามารถทำให้ประชาชนทุกส่วน มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ และเกิดความปรองดองทางการเมืองในประเทศ"

เป็นไงครับ....

นโยบายสหรัฐฯ ต่อไทยยุคทรัมป์ "หนังคนละม้วน" กับยุคโอบามาเลยมั้ยล่ะ!

จากที่ "บีบ" ทุกครั้ง "ต้องรีบให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว" ยุคโอบามา

เปลี่ยนเป็น "การเลือกตั้งของไทย เป็นเรื่องสำคัญรองลงมา" ยุคทรัมป์

แปลความชัดๆ คือ...........

รัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลเผด็จการ สหรัฐฯ ยุคทรัมป์ ไม่ให้น้ำหนักประเด็นนี้

จะเลือกตั้ง-ไม่เลือกตั้ง, จะช้า-จะเร็ว "เรื่องของคุณ"

ขอเพียงว่า ในสิ่งที่ประเทศคุณเป็น คืออนาคตนั้น ให้เป็นอนาคตที่เกิดความปรองดองทางการเมือง

โดยประชาชน "มีส่วนร่วม" ในการกำหนดด้วยก็แล้วกัน!

สหรัฐฯ กลับลำ 360 องศาแบบนี้ นักเลือกตั้ง โดยเฉพาะ "ระบอบทักษิณ"

ชักตาตั้ง!?

"เลือกตั้งเป็นเรื่องรอง สมานฉันท์คนในชาติเป็นเรื่องหลัก" นี่คือคำตอบสหรัฐฯ ใน 4 คำถาม "ปริศนาการเมือง" ของนายกฯ ประยุทธ์

ได้ยินกันทั่วแล้วใช่มั้ย?

ท่านทูตเดวีส์ บินจากไทยไปรับนโยบายใหม่จากทำเนียบขาวมาแล้ว และส่งสัญญาณให้ไทยทราบ

ก่อนนายกฯ จะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ เดือนกรกฎา!

จะตีความว่า การที่ทรัมป์ส่งสัญญาณ "เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ สหรัฐฯ ไม่เน้น" นั้น

คือสัญญาณ "สลัดทิ้ง" ระบอบทักษิณ?

ผมว่า ไม่น่าใช่

ทรัมป์น่าจะหมายถึง การสลายเงื่อนไขประเทศที่รัฐบาลไม่ได้มาจากระบบเลือกตั้ง เพื่อความเสมอภาคทางการคบหามากกว่า

เวียดนาม ก็เป็นรัฐบาลเผด็จการคอมมูนิสต์ นายกฯ มาจากแต่งตั้ง ยังคบหากับสหรัฐฯ ได้

แล้วต่างกันตรงไหน กับนายกฯ ประยุทธ์ของไทย อันมาจากเผด็จการทหารแต่งตั้ง ที่สหรัฐฯ จะคบหาบ้างไม่ได้?

ไทยซะอีก พูดกันแบบทวงบุญ-ทวงคุณ คือมหามิตรที่สหรัฐฯ เมื่อสมประโยชน์แล้ว ก็ถีบหัวทิ้งครั้งแล้ว-ครั้งเล่า

ดังนั้น ประเด็นที่ท่านทูตยกเป็นเงื่อนไขขึ้นมาพูดครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อนายกฯ ประยุทธ์โดยตรง

แต่เป็นการรองรับเหตุผลฝ่ายเขา ที่เชิญนายกฯ ประยุทธ์ไปเป็นแขกทางการมากกว่า

แต่ก็นั่นแหละ นับเป็น "ท่าทีใหม่" ของสหรัฐฯ มาถูกที่-ถูกเวลา กับบรรยากาศการเมือง

ว่าด้วยเรื่องปริศนา ใน 4 คำถาม นายกฯ ประยุทธ์โยนหินถามทาง ประเด็น "เลื่อนเลือกตั้ง"!

ฟังดูเหมือน สหรัฐฯ สนับสนุนให้รัฐบาล คสช.อยู่ต่อ

ฟังแล้วคิดอีกที........

เอ๊ะ เหมือน "ยุให้รำ-ตำให้รั่ว" ถ้าเลือกตั้งสำคัญอันดับรอง เลื่อนออกไปเท่ากับสร้างเงื่อนไข ให้ฝ่ายนิยมเลือกตั้งลุกฮือ เป็น "ประชาธิปไตยสปริง" มั้ยเนี่ย?

คนที่พูดหน้ามือ-เป็นหลังมือแบบหน้าตาย ยังไงๆ ก็ต้องระวัง การเมืองไม่ว่าระหว่างประเทศหรือภายใน

ประโยชน์ใคร-ประโยชน์มัน เป็นตัวตั้งทั้งนั้น ความหวังดีต่อหน้าใดๆ ท่านว่า เป็นความปรารถนาดีของจิ้งจอกโดยแท้!

เรื่อง "เวียดนามแซงไทย" เห็นจะต้องยกยอดทบไปก่อน วันนี้ ให้เรื่องท่านทูตเดวีส์แซงซักวัน

ความจริง ไม่มีใครล้ำ-ใครแซงใคร ไทยก็โตในฐานหนึ่ง เวียดนามก็โตในอีกฐานหนึ่ง

เวียดนามวันนี้ เหมือนไทยยุคเฟื่องจาก ฝรั่ง-ญี่ปุ่น ก่อนปี 2540 ที่โละเครื่องจักรเก่ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเบาในบ้านเรา

อาศัยแรงงานถูกๆ สิทธิประโยชน์เพื่อส่งออก และกฎหมายยกเว้นเป็นการเอาใจมากมายจากรัฐ

ไทยเราผ่านจุดนั้นไปแล้ว คือจาก 2.0 มาเป็นอุตสาหกรรมหนัก 3.0 ปัจจุบัน และกำลังจะไปสู่ 4.0

ไทย เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง ผ่านยุคสินค้าก๊อบปี้เกลื่อนเมืองไปแล้ว โดยเฉพาะสินค้าพวกการ์เมนต์ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ต่างๆ นานา

เวียดนามวันนี้ อยู่ในยุคสินค้าก๊อป

ถ้าจะแซงไทยได้ มีทางเดียว คืออีก 15-20 ปีข้างหน้า ไทยเข้าสู่ประเทศ "คนชราเต็มเมือง"

ในขณะที่เวียดนามวันนี้ คนเกิดใหม่ วัยรุ่นมีมากกว่า และนั่น จะเติบโตเป็นแรงงานเพื่อประเทศได้เข้มแข็งกว่าและมีมากกว่า นี่คือจุดได้เปรียบ

จุดแข็งเวียดนามคือ ค่าแรงถูก การเมืองนิ่ง ทรัพยากรมีเยอะ

จุดเด่น คือ ส้วมสะอาด-ต้นไม้ใหญ่-วินัยเคร่งครัด-ประชาชนรักชาติ

จุดด้อย พัฒนาคนรองรับการเติบโตสังคมชาติไม่ทัน โดยเฉพาะธุรกิจการบริการ

ถือว่า "ยังอีกนาน" และไม่ใช่พื้นฐานนิสัยที่จะฝึกให้คนเวียดนามเข้าถึง "จิตบริการ" ได้ง่ายๆ ในฐานะคนเกิดมากับสงคราม

นั่นคือ ถึงอย่างไรก็สู้ไทยในด้านบริการ-การท่องเที่ยวไม่ได้ แค่จะแก้ปัญหา คนเวียดนาม "หน้ามึน" อย่างเดียว

ก็ "มึน" แล้ว!

พ่อครูว่า...คนหน้ามึนคือประมาณ ธัมมชโย คือหน้าด้านยกกำลังสามกำลังห้า คือไม่รู้สีรู้สาอะไรใครจะว่าอะไร วันนี้มีเด็กๆมาร่วมฟังด้วย ก็ดี เขามีคำถาม จะได้ตอบคำถามเขาด้วย ก่อนจะตอบคำถามนักเรียน ที่ได้มาช่วยจัดงาน แม้ที่สุดช่วยขนแตงโมลงจากรถ 6.5 ตัน มีทั้งแตงไทย แตงโม

SMS วันที่ 2 มิถุนายน 2560

3752กราบเคารพอย่างสูงที่หลวงพ่อให้ความสว่าง อำนาจ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นั่งดูลมหายใจมิใช่มรรคมีองค์ 8 1614การยึด"อานาปานสติ"มาสอนคน(พุทธวจนะ)***แต่ปฏิบัติไปสู่การนั่งหลับตาเข้าสู่ภวังค์เช่นเดียวกับกสิณอื่นๆแต่บอกว่านี้คือมรรคองค์แปดทางสู่ความหลุดพ้น!**ขอให้พ่อครูช่วยวิเคราะห์ประเด็นนี้ครับผม!/เย็นยิ่ง พ่อครูว่า...การเอาลมหายใจเป็นกสิณ อานาปานสติคือให้จิตนิ่งจดจ่อกับลมหายใจ ก็เหมือนกสิณอื่นๆ ดิน น้ำ ไฟ ลม แต่บอกว่านี่คือมรรคมีองค์ 8 มันจะมีมรรคมีองค์ 8 ที่ไหน อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะไม่ได้ทำเลย เขาไม่ได้เข้าใจพยัญชนะว่าเป็นสภาวะอย่างไร อาตมาวิเคราะห์เรื่องนี้ตลอดเวลา ตอนพระพุทธเจ้าออกบวช เขาปฏิบัติอานาปานสติคือนั่งสะกดจิตกับลมหายใจเข้าออก เต็มป่า เหมือนยุคนี้เลย ไปเจออาฬารดาบส อุทกดาบส พระพุทธเจ้าก็บอกว่าไม่ใช่ พระพุทธเจ้าตีทิ้ง แต่เขาหาเรื่องใส่ความ แปลงสาร ศาสนาพุทธในเมืองไทยนี้ยึดถือนั่งหลับตาเป็นภาคปฏิบัติสมาธินั้นมาหลายร้อยปีแล้ว มันเสื่อมมากแล้ว การปฏิบัติธรรม ขออธิบายวิชาการศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธปฏิบัติลืมตามีสัมผัสเป็นปัจจัย เป็น concentration อย่างหนึ่ง ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น เป็น supraconcentration ในการคิดพูดทำ มีโพชฌงค์ 7 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลัก การปฏิบัติจะต้องมีปัญญาเป็นตัวหลัก เกิดจากองค์ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ แต่เขาตีไม่แตกคำสอนของพระพุทธเจ้า เลยบื้อทื่อไปหมดเลย แต่ดันยึดสิ่งไม่ถูกมาเป็นสิ่งถูกอีก อาตมาพูดนี้เหมือนอวดตัวตน พูดมา 46-47 ปีแล้ว เหมือนผู้ใหญ่ว่าเด็กๆ ทำไมไม่รู้จักแก้ไขปรับปรุง ไม่มีปรโตโฆษะ โยนิโสมนสิการ ไม่รับฟังคนอื่นเอาไปแก้ไขตัวเอง จะทำโยนิโสมนสิการไม่เป็น หมายความว่าคุณจะทำใจในใจไม่ถูก ไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่สามารถปฏิบัติ ไม่สามารถปฏิเวธ แต่คุณทำใจในใจอโยสิโสฯ คือพวกนั่งหลับตาสมาธิ แล้วก็ไม่มีปรโตโฆษะ คุณจะโยสิโสมนสิการต้องมี คบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ถ้าไม่ได้คบสัตบุรุษ ก็ต้องรู้ว่าใครคือสัตบุรุษ อาตมาประกาศตนเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์นะ เมื่อคุณคบสัตบุรุษบริบูรณ์ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) ถ้าไม่ได้คบสัตบุรุษบริบูรณ์ก็จะไม่สามารถโยนิโสมนสิการบริบูรณ์ คนที่ได้ฟังธรรมะจากสำนักงานอื่นๆมา แล้วเคยฟังสำนักไหนที่อธิบายอย่างที่อาตมาอธิบายไหม สำนักอื่นทำใจอย่างไร ให้นั่งหลับตา เดินหนอ ย่างหนอ แต่ทั้งที่ธรรมะพระพุทธเจ้ามีมากมาย อาตมาสาธยายก็หาว่าพูดมาก แต่ให้นั่งหลับตาสะกดจิต ทั้งที่ ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา ทุททสา แต่ให้นั่งหลับตาอีก เมื่อไหร่จะเข้าใจกัน อย่างเขาเรารู้ และเป็นได้ด้วย อย่างนั่งหลับตาของคุณอาตมานั่งมามาก อาตมาเคยนั่งที่วัดอโศการาม นั่งเจโตสมาธิ ยุงทะเลมากัดมาก นั่งสะกดจิตให้มันกัด พอเสร็จแล้วมันเป็นรอยกัดของยุงเต็มเลย ยุงรุมกันเต็มเนื้อเต็มตัวก็ทนได้ เป็นต้น ที่พูดนี้เป็นประสบการณ์อาตมาผ่านมา อาตมารู้ทั้งสองอย่าง แบบโลกียะ กับแบบโลกุตระที่ ปฏิบัติตามแบบสัมมาสมาธิ ให้มาลองแบบนี้บ้าง ปรโตโฆษะบ้างจะได้โยนิโสมนสิการ แต่แบบนั้นมันอโยนิโสมนสิการ ของพระพุทธเจ้านั้นมีปัญญา รู้โลกกว้าง โลกวิทู อาตมาว่าหนักนะ แต่ไม่สะดุ้งสะเทือนเลย เปิดโทรทัศน์ช่องไหนก็พานั่ง ไม่ได้เกิดกายปาคุญญตา ไม่ได้เกิดกายกัมมัญญตา ที่แปลว่า ความคล่องแคล่วแววไวของเจตสิกคือ เวทนา สัญญา สังขาร ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องไม่รับรู้ไม่แววไว แต่นี่ สัญญา เวทนา สังขารก็ว่องไว ศึกษาให้ตรงคำสอนของพระพุทธเจ้าบ้าง แต่นี่สอนกันทำกันตรงข้ามกับคำสอนพระพุทธเจ้า 360 องศา

มาตอบปัญหาเด็กก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ว่าด้วยการเลือกตั้งกับพรรคเพื่อฟ้าดิน _ว่าด้วยการเลือกตั้ง หลวงปู่คิดว่าเด็กสัมมาสิกขาในวันนี้สามารถเป็นนายกในอนาคตได้หรือเปล่า ตอบ...ทำไมคิดไกลนัก มีผู้บอกว่าอยู่ให้จบม.6 ให้ได้ก่อน แล้วก็จะได้เป็นนายกหรือเปล่าก็ค่อยทีหลัง _แล้วพรรคการเมืองของเรา มีโอกาสไปสู่สายตามวลชนจนได้รับเลือกไปรับใช้ประเทศชาติได้ไหมกี่เปอร์เซ็น ตอบ...พรรคการเมืองของชาวอโศก เราตั้งพรรคมาไม่ได้ตั้งมาอย่างที่พรรคการเมืองทั้งหลายตั้ง เขาตั้งนั้นมีความมุ่งหมาย เจตนารมณ์ ความคิดความเข้าใจ ว่า พรรคการเมือง ตั้งมาเพื่อเข้าสู่สภาเพื่อเข้าสู่การได้อำนาจ แต่ว่าพรรคเพื่อฟ้าดินนี้ไม่ได้คิดเลย ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อจะเข้าสู่สภา ตั้งขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองเพื่อจะทำงานกับประชาชน เปิด 2 หูฟัง กรุณาเปิด พรรคการเมืองของชาวอโศก ชื่อพรรคเพื่อฟ้าดิน ตั้งขึ้นมาไม่ได้มีเจตนารมย์เพื่อจะเข้าสู่สภา หรือการไปแย่งอำนาจพรรคอื่นๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อรับใช้ประชาชน เป็นประเด็นหลัก ขึ้นมาทำงานกับประชาชน ทำงานกับประชาชนก็ไม่เคยติดป้ายหาเสียง หลายพรรคไปทำงานกับประชาชน ก็ติดป้ายไว้หาเสียง แต่เราทำนี่ช่วยประชาชน แล้วรายงานกกต.ไปเท่านั้น แต่ไม่ได้โฆษณา เป็นพรรคการเมืองที่ต่างจากแบบโลกเขาจริงๆ เขาถามว่า ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตไหม.. ก็ควรจะเป็นอย่างยิ่ง จะได้หรือเปล่า โอกาสนั้นมีแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ถ้าคนไทยมีภูมิปัญญารู้ว่า พรรคการเมืองนั้นเขารวมตัวกันขึ้นมาเพื่อจะเข้าไปทำงานรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อไปสร้างอำนาจ หาเงินหาทอง อย่างที่เขาเป็นกัน แต่ไปรับใช้ประชาชนจริง ถ้าประชาชนรู้ว่าพรรคนี้เป็นอย่างนี้จริงๆ เมื่อนั้นแหละจะได้ไปสู่สายตาประชาชนเพราะประชาชนมีปัญญารู้ของจริง เราทำจริงอยู่ไหม..ก็ทำ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะเพาะพุทธว่า...พรรคเราตั้งมาเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ติดป้ายหาเสียง

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ 10) ตอน พ่อผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณ _ดิฉันขอเรียกพ่อท่านว่า พ่อท่าน เหมือนพ่อท่านเป็นพ่อผู้ประเสริฐ ขอกราบขอบพระคุณจะพยายามเป็นลูกที่ดี พ่อครูว่า... จริงๆแล้วคำว่า พ่อผู้ให้กำเนิดเชื้อสรีระ ก็สำคัญ ถ้าอย่างคนทั่วไป ตีตัวเอง เป็นเจ้าของจิตวิญญาณ ธาตุรู้ ความรู้หรือความไม่รู้ แล้วก็มีคนหนึ่งมาเป็นผู้ที่ร่วมทำให้จิตวิญญาณ ธาตุรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดใหม่ เกิดมีความรู้ที่ดี โดยเฉพาะเป็นโลกุตระ ก็นั่นแหละ คือการร่วม ทำให้เกิด โอปปาติกโยนิ เกิดขึ้น นี่คือการเกิดโอปปาติกโยนิ เป็นพ่อที่แท้จริง ผู้ใดสามารถทำจิตใจตัวเองให้มาศึกษา พยายาม ตัวเองเป็นเจ้าของจิตวิญญาณ ศึกษาเพื่อให้เกิดการร่วมรู้ร่วมสร้าง ทำให้จิตวิญญาณเปลี่ยนแปลง จิตวิญญาณตัวเองเกิดใหม่ เป็นอีกอันหนึ่ง วิญญาณแตกตัวใหม่ โดยเฉพาะเป็นโลกุตระชน เป็นโลกุตระบุคคล เป็นจิตชนิดใหม่ อันนี้เป็นการกอบกู้ เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โอปปาติกโยนิ สามารถทำให้จิตใจเป็นตระกูลจากปุถุชน ตระกูลโลกีย์ เปลี่ยน DNA ของจิต มาเป็น DNA ตระกูลใหม่ เป็นตระกูลโลกุตระ กลับกันกับตระกูลเก่า ไม่มีใครอยากได้นรก อยากได้สวรรค์ทั้งนั้นแต่นั่นแหละคือนรก ศาสนาพุทธนั้นคือหมดนรกหมดสวรรค์ ทางที่จะไปสู่ความหมดนรกและสวรรค์คือไปสู่ก้นกรวย แต่ทางไปสู่สวรรค์อย่างเช่นธรรมกาย บานทะโร่ ก็มีแต่นรกเต็มเบ้า แต่ถ้าไปอีกทางหนึ่งหมดนรกและสวรรค์ก็ไปสูญ หมดนรกสวรรค์นี่คือศาสนาพุทธ ศาสนาธรรมกาย จึงเป็นศาสนาที่กบฏต่อศาสนาพระพุทธเจ้าอย่าง 180 องศา ตรงกันข้ามอย่างยิ่ง

สื่อธรรมะพ่อครู(ไอน์สไตน์) ตอน E=mc 2 เปรียบกับ bomb of love _กราบนิมนต์พ่อครูอธิบาย E=mc 2 เปรียบกับ bomb of love. แล้วทำให้เป็นรูปธรรมและนำสู่การปฏิบัติอย่างไร พ่อครูว่า ของอาตมา E=mc 2 +A เป็นนามธรรม E=mc 2 เป็นพลังงานนิวเคลียร์สูงสุดเป็นแยกนิวเคลียสออกเป็น 2 ลักษณะเป็นธรรมะ 2 นิวเคลียร์ฟิวชันกับนิวเคลียร์ฟิชชัน แล้วมันก็ทำงานสังเคราะห์สังขารกันเป็นพลังงาน E ในมวลของ หน่วยในนิวเคลียสมี นิวเคลียร์ฟิวชันกับนิวเคลียร์ฟิชชันคือบวกกับลบ หากมันเคลื่อน C

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน