600301_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก อาวุธที่ยิ่งใหญ่กว่าอาวุธใดคือบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600301 เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก อาวุธที่ยิ่งใหญ่กว่าอาวุธใดคือบุญ พ่อครูว่า… วันนี้วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560 ขึ้น 10 ค่ำเดือน 4 ปีระกา อาตมา ก็ลีลามาถึงศีรษะอโศก อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อจะนำพากัน แนะนำให้รู้ ขยายความสาธยาย ความรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า ให้คนเราเข้าใจ ในฐานะที่เราเป็นเมืองพุทธ เป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ ความเป็นพุทธศาสนาของประเทศไทยในทุกวันนี้ มี พลวัตสามเส้า แห่งความเป็นพลังพุทธ ที่เกิด สัมประสิทธิ์ทางวิญญาณ หรือว่าคุณวิเศษ ของความเป็นประชาธิปไตย อย่านึกว่า ธรรมะหรือศาสนาไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยนะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลย ศาสนาหรือ ธรรมะอันเกี่ยวเนื่องด้วยจิตวิญญาณ เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ความเป็นศาสนาของประเทศไทยทุกวันนี้มี พลวัตสามเส้า แห่งความเป็นพลังงานของพุทธ ที่เกิดเป็นพลวัต Dynamic อยู่ อย่างมีสัมประสิทธิ์ทางจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย เป็น cyclic order แห่งความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ที่ประกอบด้วย คณะบริหารกับศาสนา ที่มีเพชรพุทธ เป็นศิลปะโลกุตระ แสดงปรากฏการณ์อยู่ในโลกขณะนี้ปัจจุบันนี้ทั่วโลก เมืองไทยก็มีสิ่งนี้ดำเนินอยู่เป็นปรากฏการณ์ ให้โลกได้รู้ได้เห็น ทุกวันนี้สื่อสารมวลชน เป็น Globalization จะได้เห็นเป็นตัวอย่าง แสดงบทของประชาธิปไตยอยู่อย่างสวยมาก แสดงความงดงามสูงส่ง เผยแผ่อย่างสง่าผ่าเผย ที่จะหาดูได้ยากมากที่สุดเลย ในโลกยุคไหนๆก็สู้ไม่ได้ เป็นแต่เพียงว่าขณะนี้มีบุญเกิดแทรกอยู่ในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปราบผีบุญ กำลังปราบกบฏผีบุญ โลกก็จะได้ดูธรรมาธรรมะสงคราม ที่สวยงามมาก คือไม่รุนแรงไม่ปะทะ สุภาพเรียบร้อย ทั้งฝ่ายธรรมกายเอง กับทางฝ่ายที่กำลังปราบกำลังจัดการ สุดยอดเป็นมหาภารตะยุทธยิ่งใหญ่ ยิงก
อ่านต่อ
ันด้วยเกสรดอกไม้ รบกันด้วยดาบอาบน้ำผึ้งสุดยอด หาดูไม่ได้ง่ายๆในโลก ซึ่งมีคุณภาพของความเป็นประชาธิปไตย 2 ขา กำลังเป็น Phenomenal ที่เกิดในประเทศไทย ในปัจจุบันนี้โลกตรงข้ามกับประเทศไทยคืออเมริกา ก็เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยขาเดียว เขาก็แสดง ปรากฏการณ์ phenomenal เช่นกัน ที่ไทยนี่ยังไม่มีการเลือกตั้ง เรื่องการเลือกตั้งในประชาธิปไตยเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่ต้องเลือกตั้งเพราะว่าคนมันไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าประชาชนพลเมืองในถิ่นนั้นเป็นประชาธิปไตยแล้ว มันไม่ต้องเลือกตั้ง มันจะจัดสรรผู้ที่ควรจะอยู่ในหน้าที่ตำแหน่งไหน มันจะมีจิตวิญญาณจัดสรรกันเอง ต่อให้ไปเลือกตั้ง ก็ไม่มีผิด เช่น สมมติให้ฟังเป็นรูปธรรม เอาชุมชนศีรษะอโศก ถ้าให้ลงเลือกตั้ง ใครควรเป็นผู้ใหญ่บ้าน ใครควรเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ใครควรเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ ใครควรจะเป็นอะไร มันก็จะเลือกได้เลย เพราะมันรู้กันว่าใครเหมาะสม เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเลือกตั้ง เพราะโดยพฤตินัย โดยสัจจะความจริงประชาชนรู้อยู่แล้ว และคนที่ปฏิบัติจริงก็มีคุณสมบัติมีความเหมาะสม เป็นอยู่แล้วทำได้อย่างเป็นประโยชน์คุณค่า ทุกคนรู้เห็นและชัดเจน ไม่ต้องเลือก มันจึงเป็นจริงของมันเอง ที่มันมีของจริงอยู่แล้ว แต่ที่เขาต้องเลือกตั้ง เพราะคนไม่ได้มีคุณสมบัติ มีคุณภาพคุณธรรมที่จะไปทำสิ่งนั้น แต่ตนเองอยากได้อำนาจลาภยศเงินทอง จึงเละไปหมด แล้ววิธีการเลือกตั้งก็มีกลเม็ดกลยุทธ์ ในนั้น เพื่อที่จะแย่งชิงกัน สรุปว่าที่ต้องเลือกตั้ง เพราะคนมีกิเลส สังคมใดที่ต้องมีการเลือกตั้งเพราะคนมีกิเลส สังคมใดไม่ต้องเลือกตั้งเลย แต่ละคนทำหน้าที่ ให้ประโยชน์ในสังคมนั้นก็ไม่ต้องแย่งชิงกันเลย ไม่เบ่งอำนาจไม่ข่มกัน เป็นสัจจะ ในสังคมของชาวอโศก เราทำได้ดีประมาณหนึ่ง จึงเกิดความเคารพการรู้จักหน้าที่ไม่แย่งชิงกัน ทุกคนก็ช่วยเหลือกัน ทำงานกันคนละขนาด คนละความสามารถความรู้หน้าที่ สร้างสรรค์ทำงานไป จึงมีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ ไม่อดอยากขาดแคลน เศรษฐกิจชั้น 1 อาตมากล้าพูดเลยว่า เศรษฐกิจของชาวอโศกนี้เป็นเศรษฐกิจชั้น 1 ของโลก เพราะเป็นเศรษฐกิจที่ ไม่เป็นภัยต่อโลก เพราะไม่สะสมกอบโกย ไม่เอามากักตุนไว้เยอะ ไม่เป็นพิษภัยต่อส่วนรวม ข้างนอกชาวโลกอีกเยอะแยะ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีมาก มีแต่พอกินพอใช้พอเพียง พอดีๆพอแล้ว นี่เป็นสุดยอดแล้ว ทฤษฎีของในหลวงที่ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ออกมานี้ ขอพูดตรงๆข้าราชการผู้บริหารยังไม่เข้าใจเนื้อหาสาระแท้ของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะตัวผู้บริหาร ก็ยังไม่เคยพอ มีแต่ขี้โลภกักตุน จึงไม่เกิดประสิทธิผลประสิทธิภาพ ในการทำให้เกิดความพอเพียง หรือจริงๆแล้วสูงขึ้นเลย เรามี 0 บาทก็พอ แล้วจะอยู่ได้อย่างไร มี 0 บาทก็อยู่กับส่วนรวมส่วนกลาง มีสวัสดิการสังคมที่มีอยู่มีกินมีใช้ ไม่ได้อดอยาก เช่น ชาวอโศกทำ ชาวอโศกจึงเป็นนักประชาธิปไตยสูงสุดที่ทำได้ในโลก ยิ่งกว่าประเทศใดๆในโลก ขออภัยวันนี้พูดใหญ่พูดโต ไม่เจตนาพูดเช่นนี้แต่ความจริงมันพาไป ก็เลยพูดมาถึงจุดนี้กัน ประชาธิปไตย 2 ขา กับประชาธิปไตยขาเดียว จะได้พิสูจน์ยืนยันกันไปอีกพอสมควรเลย อย่าเพิ่งรีบตายกันนะ รอดู ความเป็นประชาธิปไตยขาเดียวของโลก กับความเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ประชาธิปไตยที่เริ่มเกิดครั้งแรก เอาทฤษฎีประชาธิปไตยมาประกาศ เกิดขึ้นมาให้แก่มนุษยชาติ เกิดที่ประเทศไหน? ประชาธิปไตยประเทศใดเป็นต้นแบบต้นเรื่อง ที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เริ่มต้นมีประชาธิปไตยมา ณ วันนี้ ประชาธิปไตยของอังกฤษก็ยังคงเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ก็ยังอยู่อย่างสงบอบอุ่น มันแปลกแยกออกไปจากพลเมืองอังกฤษเป็นหลัก ไปที่อเมริกา ไปยึดแผ่นดินอเมริกา ก็จากคนอังกฤษไป แต่มันกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยขาเดียว ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงวันนี้ สองร้อยกว่าปีแล้ว เกือบ 300 ปีแล้ว แต่ประชาธิปไตยสองขานั้นเกิดก่อน เพราะประเทศอังกฤษมีก่อนอเมริกา ถามว่าความเป็นประชาธิปไตยขาเดียวผ่านมา 200 กว่าปี พวกเราใช้ปัญญาใช้ปฏิภาณ ตอบดูสิ ว่าความสงบเรียบร้อยอบอุ่น ความอยู่ดี ของสังคมประเทศอังกฤษกับอเมริกา ใครอบอุ่นกว่ากัน ….อังกฤษ ใครอยู่ดีกินดีสามัคคีกว่ากัน ก็อังกฤษ สรุปแล้วควรจะเป็นอย่างอเมริกาหรืออังกฤษ ..อังกฤษ พิสูจน์มาแล้ว 200 กว่าปี ยังไม่นานเท่าไหร่เลย นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ ที่อาตมาหยิบมาให้ใช้วิจารณญาณการศึกษา เมืองไทยเป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประชาธิปไตย 2 ขามีทั้งจิตวิญญาณและสิ่งที่เป็น อุตุนิยาม มีทั้งธาตุวิญญาณ ธาตุรู้ที่เป็นตัวบงการเป็นตัวจัดการ อุตุ จัดการวัตถุทุกสิ่งทุกอย่าง
พาไปจนกับพาไปรวยอย่างไหนที่ไปรอด? มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีจิตวิญญาณ มีธาตุรู้ที่ดี และ ยอดรู้ยอดเลว คนจะเลวได้หนักมากคือคนฉลาด หากคนเลวไม่ฉลาดจะเลวไม่ได้หนักหนาสาหัสหรอก อาตมานี่ยอมแพ้ธัมมชโย ว่าอาตมาเลวสู้ไม่ได้ เพราะรู้ไม่มากเท่า ฉลาดไม่มากเท่า ไม่ได้พูดประชดหรือเล่นลิ้น อาตมาฉลาดสู้ธัมมชโยไม่ได้ สู้ไม่ได้จริงๆ แม้จะแข่งกัน 2 ขั้ว คนหนึ่งมุ่งพากันมาจน อีกคนหนึ่งมุ่งพากันไปรวย อาตมาพาคนมาจน อโศกกับธรรมกาย เกิดปี 2513 ปีเดียวกัน เหมือนกัน ทำงานกันมาอย่างคนละทฤษฎี คนละทิศทาง คนละเป้าหมาย อโศกพามาจนให้หมดเนื้อหมดตัว จนอย่างแสนสุขแสนสงบ ส่วนธรรมกายนั้นพาให้ไปรวย รวยไม่มีที่สิ้นสุดเลย แต่ คนจนนี้มีที่สิ้นสุด เพราะจนสูงสุดก็คือสูงเป็นจุดจบ แต่รวยนี้ไม่มีจุดจบ รวยเป็นปากกรวย บานทะโร่ไม่มีที่จบ ส่วนจนนี้มาหาก้นกรวย แล้วมีที่จบ อโศกพามาให้จบได้ ด้วยการมี พุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6 เป็นสังคมที่มีศีลทุกคน เริ่มตั้งแต่ศีล 5 เป็นลำดับ ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล ส่วนในชุมชนอโศก เรียกว่าบรรลุมหาศีล ที่ว่าบรรลุมหาศีล จะเรียกว่า มีศีล
พระอรหันต์ คือ คนมีความไม่มี ศีล คือ ข้อที่ให้เลิก เว้น หยุด เมื่อเลิก เว้น หยุด งดได้ คือ ไม่มีก็เลยยากที่จะบอกว่ามีศีล หรือ ไม่มีศีล ศีลท่านให้เว้นขาดเลิก เมื่อเราทำได้ สามารถกำจัดสิ่งที่ท่านให้เลิกขาดงดเว้นก็ไม่มี ภาษาจะบอกว่ามีศีลก็ซับซ้อน ไม่มีได้ตามที่ท่านให้ไม่มี ก็เลยสำเร็จ แต่เรียกว่ามีอีกก็ไม่ได้ ทำให้ไม่มีได้ตามที่ท่านให้มี เราก็ปฏิบัติไม่มีได้ ตามที่ท่านให้เลิก ให้เว้น ให้ขาด เราก็ทำสำเร็จ อยู่ในโลกแห่งความ ไม่มี และ ไม่ ไม่มี มี คือไม่มีความมี เราทำความไม่มีให้ได้ อย่างเช่นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าสอนสิ่งที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ให้ล้างออกให้หมด เมื่อล้างได้หมดพระอรหันต์ก็ไม่มี แต่มีพระอรหันต์ พระอรหันต์ คือ คนไม่มี สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านให้ไม่มี ท่านทำความไม่มีนั้นหมดเกลี้ยง ท่านเลยมีสภาพที่สะอาด บริสุทธิ์บริบูรณ์ บรรลุธรรมแล้ว แต่ท่านยังไม่ปรินิพพาน เป็น ปริโยสาน ที่เป็นการสลายอัตภาพ ไม่เหลืออีกเลย พระอรหันต์แม้แต่จะดับร่างกาย ทำกาละในร่างกาย ดินน้ำไฟลมนี้ไปให้ร่างกายตาย ถ้าท่านยังไม่ตั้งจิตสลาย ซึ่ง ศาสนาพุทธนั้น มีทฤษฎีคำสอนที่สามารถสลายจิตนิยาม ขั้นหมดสิ้นอัตตา ไม่มีอะไรตกค้างในมหาพิภพมีอีกเลย แยกธาตุไปหมด ไม่มีธาตุรูป ธาตุนาม ของอัตตานั้นตกค้างเหลืออีกเลย ของผู้นั้น เหมือนกับแยกธาตุน้ำ h 2 O ให้กลายเป็น ธาตุ oxygen กับ hydrogen เป็นแก๊ส ซึ่งไม่มีลักษณะของธาตุน้ำ อาโปธาตุ แล้วมันจะไม่จับตัวกันง่ายๆเลย นี่คือสุดยอดแห่งความรู้ สุดยอดแห่งวิชาการของพระพุทธเจ้า ที่สามารถที่จะมีความรู้ ลึก
แยกธาตุจิตวิญญาณ ธาตุจิตวิญญาณนี้ละเอียดกว่า แก๊สหรืออากาศ ทางฟิสิกส์ วัตถุศึกษาได้แยกแยะได้ละเอียดลึกซึ้ง ถึงขั้นสุดยอด ทางวัตถุเล็กที่สุดเรียกว่านิวเคลียส เขาก็รู้ได้ว่าในนิวเคลียสมี นิวเคลียร์ตัวบวก กับตัวลบ 2 สภาพจับตัวกันอยู่ ผู้ใดสามารถควบคุมได้ ก็เอาพลังงานนิวเคลียสมาทำงานได้ ควบคุมธาตุบวก กับ ลบ ธาตุบวก จะเป็น static ส่วนธาตุลบจะเป็น kinetic ยิ่งเล็กยิ่งวิ่งเร็ว แรง ไอน์ไสต์ค้นพบ นิวเคลียส แต่ไอน์สไตน์ ไม่เอาไปใช้ในทางเป็นโทษ มันเป็นพลังงานที่แรงมาก มันรวมตัวกันในส่วนเล็กที่สุด มีธาตุ 2 ตัวสุดท้าย ที่เรียกว่านิวเคลียร์ ธาตุนิวเคลียส ที่มีบวกลบจับตัวเป็น cylcic ที่เป็นกรอบ ถ้าระเบิดกรอบนี้ไม่ออก มันก็จะอยู่อย่างนั้น ในธาตุของมันเอง หากไม่มีตัว catalyse แล้ว ไม่มีตัวจุดระเบิด มันก็จะอยู่ด้วยกันไป กลมกลืน harmonyไปก็ได้ แต่ถ้าใครมาจุดชนวนให้มันแตก ทะเลาะ ขัดแย้งกัน มันจะเกิดระเบิด เกิดแรงมากเลย อันนี้ คนทำได้ เอาสสารนี้ เอานิวเคลียสมาทำเป็นระเบิดนิวเคลียร์ ไอน์สไตน์ค้นพบจุดนี้ได้แล้ว เป็น E=mc 2 เป็นพลังงานที่มีมวลกับความเร็ว ทำความเร็วให้ได้มากที่สุด มากเท่าไหร่ ยิ่งความเร็วสูงสุดก็คือความเร็วแสง ถ้าใครทำได้ยิ่งกว่านั้นเลย เรียกว่า ยกกำลังเลย ทำให้เป็นพลังงานคูณยกกำลัง ก็จะเกิด E มากขึ้นเท่านั้น นั่นคือความรู้ที่ไอน์สไตน์ค้นพบ นั่นเป็นเรื่องของวัตถุ ในนามธรรมหรือจิตวิญญาณของคนมีลักษณะเดียวกัน เป็นสองเส้า สามเส้าเช่นกัน เป็นพลังงานบวกลบ แต่ยิ่งกว่านั้นจิตวิญญาณ มีเจ้าของเป็นตัวควบคุม จิตนิยาม เป็นตัวประธานและบงการ ธาตุบวกลบ แยกความต่างได้เรียกว่าเพศ หรือลิงค ธาตุบวกเหมือนเพศชาย ปุริสภาวะ ธาตุลบ เพศหญิง อิตถีภาวะ โดยมีประธาน จิตนิยามเป็นเจ้าของพลังงาน จึงจัดการกับบวก ลบ เมื่อพลังงานเกิด cyclic order ของพลังงานพีชนิยาม พลังงานของพืช มันมีตัวตนของพืช เรียกว่าพลังงาน สามเส้า ควบคุมทำงานให้เป็นพืช พืชแต่ละตระกูลก็รู้ธาตุของตัวเอง ว่ามีอะไรจะหาธาตุอะไร มาทำให้เป็นตัวเองได้ ไม่ไประรานไม่เป็นเบียดเบียนทำร้ายใคร ไม่มีความรู้ที่จะไปแย่ง รุกราน ทำร้ายสิ่งอื่น ไม่ใช่ ธาตุประธานคือ i อีกสองธาตุคือ he กับ she ธาตุพีชนิยาม ก็จะมีสามเส้า แยกเป็นตระกูลต่างๆไป สร้างสรรค์อยู่ในโลกแต่ละลูกเป็นธรรมชาติ หมุนเวียนเป็นธาตุดินน้ำลมไฟ พีชะ เป็นอัตโนมัติในตัวเอง สร้างตัวเองอยู่ในพื้นดิน แม่น้ำ อากาศ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติเป็นสัจจะสาระ ที่ศาสนาพุทธ รู้และเข้าใจ จะตรงกับทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ ก็พูดด้วยความจริงใจตามภูมิ ตามที่ตัวเองรู้ยังมั่นใจว่าเป็นความรู้ความถูกต้องเป็นสิ่งที่จริง จนกระทั่งถึง จิตนิยาม จิตนิยามสามเส้านี้อาละวาด ออกมาเป็น 4 5 6 7 แทนที่จะเป็นแค่สามเส้า แทนที่จะไม่ไปวุ่นวายทำร้ายเบียดเบียนอันอื่น เมื่อมาเป็นจิตนิยาม มันต้องการ เบ่งตัวเอง แสดงอำนาจยิ่งใหญ่เหนืออันอื่น จึงเป็น พลังงาน ที่เป็นพิษภัยต่ออันอื่นเรียกว่า อวิชชา* สิ่งที่ปรุงแต่ง เป็นวงวนสามเส้า เรียกว่า สังขาร* จิต มโน วิญญาณ ทำงานอยู่ เมื่อเริ่มต้นทำงานโดยไม่มีธาตุรู้ ก็จะเป็นตัวของตัวเองที่แรงตามลำดับ ยังเป็นชีวะ ที่มีเซลล์น้อยก็อาละวาดเบียดเบียนน้อย แต่เมื่อเซลล์จิตนิยามมากขึ้น ก็อาละวาดแรงขึ้นๆ ถ้าอยากจะศึกษา ก็ให้ไปศึกษาจิตนิยามในน้ำ มีหลากหลาย พีชนิยามก็เกิดจากน้ำ พอมาเป็นจิตนิยามก็จะมีมากกว่าสามเส้า ไปจนไม่มีที่สิ้นสุด อวิชชาจะทำให้แย่งชิงเบียดเบียน มาเป็นตัวกูได้ใหญ่พิสดารมหาศาลใหญ่ขึ้นได้เรื่อยๆ สัตว์ในแม่น้ำในมหาสมุทรจึงใหญ่ เช่นปลาวาฬเป็นต้น ในยุคหนึ่งมันจะต้องพัฒนาขึ้นมาบนบก แล้วใหญ่บนบกเป็นไดโนเสาร์ สุดท้ายก็จะตายเองในยุคจูราสสิคพาร์ค เพราะว่ามันสร้างสิ่งที่จะหมุนเวียน สังเคราะห์สังขาร ในองค์ประกอบของแผ่นดิน มันไม่พอเพียง กับสัตว์บก ที่เกิดมาในยุคนั้น ก็ล้มละลายไปแล้ว ภาคพื้นดินมีน้อยกว่าพื้นน้ำในโลก แต่สัตว์น้ำยังมีในโลก สัตว์โลกในระดับใหญ่เป็นสัตว์บก เป็นไดโนเสาร์นั้นก็สูญพันธุ์ไปแล้ว สัตว์น้ำที่ใหญ่โตยังปลาวาฬก็ยังมีอยู่ยืนยันในโลก สาถ้าเข้าใจนิยามชีวิตทั้งหลาย ก็จะสังเคราะห์สังขารกันอย่างนี้ ด้วยอวิชชาที่เป็นจิตนิยาม ก็จะวนเวียนกันไป สัตว์ปลาวาฬที่ใหญ่ที่สุด กินสัตว์เล็กที่สุดเรียกว่าแพลงตอน ปลาวาฬที่กินสัตว์อาละวาดมากดุมากก็จะใหญ่ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใหญ่เท่าปลาวาฬที่กินชีวะที่เล็กในน้ำ จะเป็นธรรมชาติที่หมุนเวียนกันในนั้น ขอสรุป โครงสร้างการหมุนเวียนที่อวิชชา ไม่รู้ แล้วเบียดเบียนกัน การเบียดเบียนกันและกันเป็นสิ่งเลว ผู้ที่รู้แล้วว่าเป็นสิ่งเลว เป็นปัญญา เป็นธาตุรู้ของจิตนิยาม เมื่อไม่รู้ก็แย่งชิงกันเป็นใหญ่ ผู้ที่สร้างจิตวิญญาณ ให้เป็นธาตุเกื้อกูลผู้อื่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นคุณธรรม คุณวิเศษ คุณสมบัติที่สุดยอด ไม่ทำร้ายใคร มีแต่ให้กับใคร มีแต่ความเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นรับใช้ผู้อื่นอย่างสูงสุด ความรู้อันนี้ทุกวันนี้ รู้ดีหมดแล้ว ผู้ที่เกิดมาเป็นผู้รับใช้มวลชน ได้มากที่สุดเรียกว่า พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โล ก ช่วยโลก) บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวพระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่า นี่คือบุคคลที่เป็นยอดนักประชาธิปไตย เป็นคนที่ทำให้มวลชนเป็นอยู่สุข ความสุขนี้ลึกซึ้ง จริงๆแล้ว ความสุขเป็นของเท็จ เป็นความหลอกลวง ผู้ใดไม่ติดในสุขและทุกข์ ก็ไม่เบียดเบียนใครไม่แย่งกับใคร เพราะความสุขก็ไม่เอาความทุกข์ก็ไม่เอา ก็ไม่ไปเบียดเบียนแย่งใคร คนนี้จึงมีชีวิตที่รู้ดีเข้าใจดี มีพลังงาน รู้การอยู่การกิน รู้ชีวิตว่ามันไม่มีอะไรมาก สังขารนี้เลี้ยงไว้ด้วยเหตุปัจจัยไม่มาก อาหารเครื่องนุ่งห่มที่อยู่ยารักษาโรค บริขาร ที่จะทำประโยชน์ให้แก่คนอื่น ทุกวันนี้มีบริขารถึงขั้นเทคโนโลยีเราก็ต้องใช้ แว่นตาก็กลายเป็นบริขาร แต่ก่อนนี้ก็ใช้ปากกา ยังไม่มีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ก็ใช้ปากกาเขียน แต่ปากกาก็เป็นบริขารสำคัญน้อยลง ใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น จิตวิญญาณนั้นรู้แล้วว่า เอาเปรียบคนอื่นนั้นเลว รับใช้ผู้อื่นมันดี นี่เป็นยอดแห่งปรัชญายอดแห่งคติ ที่รู้กันทั่วโลกแล้ว แต่คนก็ไม่วาย ที่จะขบถต่อสัจจะที่ว่านี้ ยังทำการเบียดเบียนแย่งชิงผู้อื่น จะเป็นใหญ่ จะมีอำนาจ จะร่ำรวย แย่งชิงที่จะครอบครองแผ่นดิน แผ่นน้ำ อากาศ จะครอบครองไปหมด ทุกวันนี้มีไหม ...ก็ยังมีอยู่ ก็ รู้หรือโง่ก็ไม่รู้ ถ้าทำทั้งที่รู้ล่ะ คนที่ทำทั้งๆที่รู้ก็ได้ เพราะว่าโง่ แต่คนที่รู้อยู่ว่าไม่ดีแต่ยังทำ ขอถามคำ การเป็นพลเมืองของประเทศ ดื้อด้านดึงดันต่อกฎหมาย ต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ เขาเป็นคนชั่ว คนที่มีปฏิภาณปัญญาก็จะพอรู้ ธัมมชโยเขาจะพอรู้ไหม ก็พอรู้ ถ้าคนไม่รู้กฎระเบียบหลักเกณฑ์วัฒนธรรมของประเทศว่าเราควรต้องยอมรับทำตาม คนนั้นก็อยู่กับสังคมประเทศนั้นไม่ได้ เป็นธรรมชาติเลยทั่วโลกก็เป็นอย่างนี้ ตั้งแต่สมัยโบราณที่มีเผ่า ก็ต้องตามระเบียบวัฒนธรรมของเผ่า คนที่ไม่ตามวัฒนธรรมระเบียบของเผ่า เขาก็ฆ่าให้ตายหรือไล่ออกไป ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน ตั้งแต่วัฒนธรรมของสัตว์หมู่นี้ หมู่เสือ ไฮยีน่า ฝูงควาย ถ้ามีอะไรแตกต่างจากพวกเขาก็ขับออก มันเป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่ง โดยธาตุจิตวิญญาณก็ต้องทำร่วมกัน ถ้าจิตวิญญาณมันวิตถารแตกแยก สัตว์เดรัจฉานมันไม่ฟังมันก็กำจัด ประชาชนเป็นคนแล้วก็ต้องจากไปตามควร เอาไว้ก็ไม่ไหว เพราะมันเป็นคนบ้า ไม่เหมือนเขา คนก็เลยเอาไปขังหรือไปรักษา เอาไปดูแลช่วยเหลือกัน ให้หาย แต่คนบ้าตาใส หมายความว่ามันเห็นรู้ แต่กูจะบ้า คนชนิดนี้สุดเป็นภาระ แล้วคนบ้าตาใสนี้มีพลัง ดื้อดึงดัน จะอยู่ในนี้ กูจะขัดแย้งกับพวกแกนี่แหละ นี่คือภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ มันเป็นวิบากของประเทศ พูดไปแล้วก็เป็นวิบากดี คือมันเป็นตัวเลวร้ายที่สุด ที่จะทดสอบประเทศ ทดสอบผู้ที่เป็นมวลของประเทศ ผู้ดูแลบริหารประเทศ รักษาความสงบของประเทศ ก็จะต้องจัดการสิ่งที่มานิวแซนด์ ที่วุ่นวายนี้ให้เรียบร้อยลง ให้หยุด วิธีหยุดสูงสุดก็คือจะต้องจับ ไปเข้า ถ้าเข้าคุกแล้วก็ยังไม่พอ เลวร้ายที่สุด สุดยอดแห่งที่สุดจึงต้องประหารชีวิต เพราะว่าอยู่ในคุกก็ไม่เหมาะสม อย่างร้ายผู้จะเอาไว้ ก็คือให้อยู่ในคุกตลอดชีวิต แต่นี่มันเกินกว่าอยู่ในคุกตลอดชีวิตก็เสียเวลาเปล่า ไม่มีทางแก้ไขได้คนนี้ก็ประหารชีวิตไปเสียเถอะ ชาติหน้าจะได้พัฒนาตัวเองใหม่ ไม่งั้นจะเสียเวลา อาจทำให้สร้างวิบากเพิ่ม ก็ให้ประหารชีวิต หรือให้เป็นการเข็ดหลาบเสีย ก็ช่วยให้รีบตายไปเกิดใหม่ คนเราตายนี้มันน่ากลัวนะ ถูกฆ่านี้น่ากลัวนะ ถ้าตายเองโดยอายุขัย ด้วยวิบากโรคภัยไข้เจ็บ ตายเองก็ไม่มีใครฆ่า มันก็เป็นไปตามวัฏจักร แต่คนฆ่าแล้วโง่ ไม่สำนึกก็ไม่แก้ไขตัวเอง แต่คนไหนสำนึกผิด ก็เข็ดหลาบที่จะทำชั่ว จะทำให้สำนึกมีอาฆาตแค้น แล้วก็ทำชั่วให้หนักขึ้นอีก คนพวกนี้คือ พวกผีบุญ ที่แก่เกินแกง ไม่รู้จะแก้อย่างไรใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ มีแต่เลวร้าย อาตมาพยายามอธิบายแต่ไม่ง่าย อธิบายเรื่องของมนุษยชาติที่อยู่ในสังคม เป็นความซับซ้อน เอาสภาวะที่ดูดี มากลบเกลื่อน หลอกคนชนิดหนึ่ง ที่โง่ด้วยกันมาเป็นบริวาร เป็นกำแพงมนุษย์ป้องกันตัวเอง นี่เป็นวิธีการ เขาก็ทำได้สำเร็จ ซึ่ง มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร นอกจากบำเรออัตตาตัวเอง คนเหล่านี้สร้างวิบากอัตตาใส่ตัวเอง หนักหนาสาหัส แล้วมีแต่สภาวะกรรมที่ซับซ้อน ที่มันยิ่งทรัพย์ทวี ไปในเรื่องความชั่วของบาปอกุศล ซึ่ง ตัวเองก็ไปหลงอกุศลเป็นอกุศลซับซ้อน
concept ของศาสนาพุทธ คนที่ชั่วนี้ไม่รู้แม้แต่ต้นทางแห่งความชั่ว ต้นทางแห่งความชั่ว ก็คือคนไม่รู้จักสวรรค์ ว่าสวรรค์นั้นคือนรก นี่คือต้นทางแห่งความชั่ว ไชยบูลย์นี้โง่สนิทอีกหลายชั้น เขาไม่รู้ว่าเขาโง่ หลงสวรรค์ติดสวรรค์ จึงหลงสวรรค์เพ้อพกฝันเฟื่องอยู่กับสวรรค์ ซึ่ง สวรรค์จริงๆนั้น ผู้ที่รู้ยิ่งรู้จริงอย่างพระพุทธเจ้าแล้ว บอกว่าสวรรค์ไม่มี สวรรค์นั่นแหละคือนรก ผู้ใดมีจิตต้องการสวรรค์นิดนึงขึ้นมา ผู้นั้นเริ่มมีนรกขึ้นมาทันที ผู้ใดไม่ตั้งจิตมีภพเลย ไม่ต่อความเป็นภพเลยได้ อย่างเด็ดขาด อย่างเก่งที่สุด absolute ผู้นั้นแหละคืออรหันต์ ผู้ที่รู้จิตรู้ใจตัวเอง รู้อาการของใจ ใจเรานี้ถ้าเริ่มไปเป็นสวรรค์ เริ่มไม่เป็นกลาง สวรรค์ คือสิ่งที่ได้มาให้แก่ตัวเอง นี่เป็นสวรรค์ของชาวปุถุชน สวรรค์ของชาวนรก เพราะเขาหลงสวรรค์เขาจึงมีนรก ผู้ที่ไม่เอาแล้วสวรรค์เรียกว่า อสังสัคคะ ไม่ทำสวรรค์ เป็นผู้ที่ไม่สร้างสวรรค์อีกแล้ว มีแต่สร้างคุณค่าประโยชน์ ไม่ต้องบำเรออัตตา ไม่ต้องมาโอ๋ อัตตาตัวเองเลย เพราะไม่มีอัตตาจะโอ๋ จึงเป็นคนที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อมนุษยชาติ 1. เป็นคนที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อตน คือ เป็นผู้ที่พึ่งพาตนเองได้ อัตตาหิอัตโนนาโถ ทำอยู่ทำกินไม่เบียดเบียนใครจริงๆ สัตว์เดรัจฉานทุกตัว มันจะช่วยตัวเองมันจะหากินของมันเอง มันจะเบียดเบียนใครก็ต่อเมื่อ มันไม่รู้ มันอวิชชา สัตว์เดรัจฉานถ้ายังกินแค่พืช สัตว์เดรัจฉานนั้นไม่มีวิบาก เพราะพืชมันไม่ใช่สัตว์ที่มีกรรมวิบาก มันไม่ใช่วิญญาณ ไม่มีกรรมครอง ไม่มีวิบาก เป็นอนุปาทินกสังขาร เป็นสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง พืชมันก็สังเคราะห์ตัวเอง เลี้ยงตัวเองไปตลอดกาล ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร มันจึงไม่มีวิบาก มีแต่สัตว์ไปกินมัน เอามันไปเป็นอาหาร ส่วนตัวมันเองไม่ทำร้ายใคร ยิ่งอุตุนิยาม ดินน้ำไฟลมมันไม่มีวิบากกับใคร เป็นธาตุสามัญที่เป็นธาตุขั้นต้น อันอื่นเอาไปใช้สังเคราะห์สังขารกันไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ธาตุพีชะ จึงเริ่มต้นสังเคราะห์ตัวเองด้วย ISH ทำงานเป็นสามเส้า เกิดแตกเผ่าพันธุ์ไปในโลกสารพัดตระกูล จนมาเป็นจิตนิยามเซนสัตว์โลกก็เริ่มมีอวิชชาเห็นแก่ตัวเอง จะให้เป็นตัวตนที่ใหญ่ หนักเข้าร้ายกาจเข้า สูงสุดก็เบียดเบียนผู้อื่นได้สูงสุด นั่นคือสัตว์เดรัจฉาน เมื่อพัฒนามาเป็นสัตว์มนุษย์ก็มีความรู้ 2 อย่าง ความรู้อย่างหนึ่งเรียกว่าโลกียะ ความรู้อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าโลกุตระ ผู้ตรัสรู้โลกุตระเรียกว่าสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม เป็นศาสนาที่เข้าใจความเป็นพระเจ้า และไม่หลงยึดมั่นถือมั่นในความเป็นพระเจ้า ทำพลังงานที่เป็นพระเจ้า ที่เป็นคุณลักษณะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ได้สูงสุด เป็นพลังงานที่มีชีวิตอยู่ด้วยเมตตา ทำงานรับใช้มนุษยชาติ มีความกรุณาคือลงมือทำ เป็นจิตใจที่เมตตา ช่วยเหลือผู้อื่นเห็นทุกข์ของผู้อื่น ส่วนตัวตนนั้นหมดทุกข์ หมดสุขแล้ว ก็เลยมีหน้าที่ช่วยผู้อื่น แม้จะไม่มีอะไรเลย เป็นคนสูญ เป็นคนไม่มีทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชาน ทำแต่งานช่วยเหลือผู้อื่น คนนั้นก็อยู่รอด ชีวิตนี้เนื่องด้วยผู้อื่น ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา มีชีวิตให้ผู้อื่นเลี้ยงไว้ ทำงานรับใช้ผู้อื่นไปโดยที่ตัวเองไม่ต้องกังวลจะกินจะอยู่จะมีจะเป็นอะไร จะมีคนบริการคนอื่นช่วยอนุเคราะห์ช่วยเหลือพิสูจน์ได้เลยในสังคมมนุษย์นี้ แม้จะอยู่ในสังคมที่ เลวร้าย ก็ยังพิสูจน์ได้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ต่อให้คุณเป็นคนที่ไม่ทำงาน มันก็อยู่ได้ ประเทศอื่นเขาไม่เอาเลยเอาไปดัดสันดาน เมืองไทยนี้เลี้ยงดูกันไป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เรื่องคุณธรรมขั้นโลกุตระ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่มีความรู้ถึงพลังงานระดับจิตนิยาม แล้วสร้างพลังงานที่จะเป็นของตัวเองที่เป็นประธาน ให้มีคุณสมบัติเหมือนกับ พีชนิยาม คือเป็นจิต หรือเป็นพลังงานชีวที่เป็นพลังงานชีวที่ไม่ทำร้ายใคร ในคุณสมบัติพิเศษคือ พีชะ เป็นคุณสมบัติที่ไม่ทำร้ายใครได้สำเร็จ พระพุทธเจ้าสามารถรู้จัก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม สามารถทำจิตตัวเองอย่างมนสิการให้มีคุณสมบัติสุดยอดคือเป็น พีชนิยาม สร้างตัวเองให้อยู่ได้อย่างสมดุลพอดี พลังงานที่เหลือจากสร้างนี้ก็ทำให้มีคุณสมบัติพีชะ ไม่เบียดเบียนใครไม่สร้างกรรมวิบากให้แก่ตัวเองอีก มีแต่คุณค่าประโยชน์มีแต่รับใช้ต่อผู้อื่น เมื่อทำจิตนิยามของตัวเองให้มีคุณสมบัติแบบพีชนิยามได้ เลี้ยงตัวเองได้พอสมคว รส่วนเหลือพลังงานของจิตนิยามช่วยเหลือ จึงเป็นส่วนเกินของตัวเองที่กินที่ใช้ แล้วก็สร้างสรรโดยที่ไม่เอาไปอยู่เฉยๆ เหมือนลัทธินั่งหลับตาสมาธิ อยู่ตัวคนเดียว ไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคมช่วยเหลือสังคม อยู่กับสังคมตามลำดับ เป็นอัศจรรย์ โสดาบันก็ช่วยคนได้มากระดับหนึ่ง หิตายะ ทำประโยชน์แก่ประชาชน ชนหิตายะ เริ่มต้นเป็นอนุหิตายะ จนมากขึ้นเป็น พหุชนหิตายะ เก่งขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติมากขึ้น นี่คือลักษณะจริงของสภาวะพลังงานจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบแล้วจัดการได้ สุดท้ายเป็นพลังงานจิตนิยามที่มีคุณสมบัติแบบ พีชนิยาม มีส่วนพลังงานเหลือที่ทำงานเสียสละ สร้างสรร อุดหนุนจุนเจือ ช่วยเหลือผู้อื่นทั้งสิ้น ตัวเองได้เท่านี้ก็สันโดษ ใจพอ มีปัจจัยแห่งชีวิตพอแล้ว มีบริขารอันพอเหมาะก็พอแล้ว สมาหิตัง พอแล้วจริงๆ แข็งแรงตั้งมั่น พลังงานของตนเองที่เป็นพลังงาน static ตั้งมันเป็นพลังงานคงที่ กินเท่านี้ใช้เท่านี้พอแล้ว พลังงานที่เหลือจึงเป็นพลังงานที่เอาไปใช้ เป็นสัมประสิทธิ์ เป็นพลังงานตัวแปรที่จะเอาไปทำงาน ถ้าคนอวิชชา ก็จะมีพลังงานแห่งตัวกูของกู ไม่รู้ตัวตน มีแต่กลับเบ่งใหญ่เอามาก ก็จะไประรานคนอื่นมาก จนกว่าจะรู้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive