600705_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปาฏิหาริย์แห่งกายสัมประสิทธิ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
600705_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องปาฏิหาริย์แห่งกายสัมประสิทธิ์ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไท… วันนี้วันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2560 เป็นวันคล้ายวันเกิดของลุงจำลอง ศรีเมือง เกิดหลังพ่อครู 1 ปี 1 เดือน ลุงจำลองเป็นบุคคลที่มีศีลมั่นคงและทำคุณประโยชน์กับมวลมนุษยชาติให้พ้นภัยในหลายๆเรื่อง เป็นตัวอย่างของผู้เป็นผู้นำที่ดี เป็นบรรพชนที่ควรยกย่อง ทำงานเพื่อสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ แม้แต่บ้านตัวเองก็ยังไม่มี อาศัยส่วนกลางที่อยู่ คนอย่างนี้เป็นคนที่หาได้ยากในสังคม ได้เสียสละเพื่อประชาชนโดยไม่มีอะไรแอบแฝง ไม่เอาตำแหน่งลาภยศสรรเสริญอะไรทั้งสิ้น สำหรับพ่อครูก็ได้แสดงธรรมให้แก่พวกเราอย่างสม่ำเสมอ มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย พ่อครูบอกว่า ใครที่หลงสวรรค์แม้แต่นิดหนึ่งก็มีนรกนิดหนึ่ง สวรรค์ คือ สว + รร + ค์ ก็เป็นของที่ไม่น่าไปยินดี นรกเป็นความเร่าร้อน แต่คนมักหลงสวรรค์ลวงอยู่เสมอ สวรรค์โลกีย์เสพกามก็เห็นทุกข์ได้ง่าย แต่สวรรค์เห็นภพในตัวก็ไม่ง่ายเพราะอร่อยคนเดียว ปั้นคนเดียว ไม่มีใครรู้เรื่องด้วย มันเป็นอัตโนมัติ ตามที่แต่ละคนจะกำหนดหมาย เราก็อร่อยไปกับมันก็เกิดความทุกข์ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยและไม่เป็นเรื่องจริงอีกต่างหาก บ้าบอคอแตก ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ สู้ตัดสวรรค์แบบนั้น แล้วอยู่กับความเป็นจริง ทำงานกับมนุษยชาติดีกว่า พ่อครูอยู่กับปัจจุบันเป็นหลัก มีความเบิกบานแจ่มใสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าท่าน นี่ผลไม้ลูกโต พ่อครูว่า… นี่มะนาว จากที่ไหน? กระท้อน ลูกใหญ่ๆ บอกแล้วว่าอย่าใช้ปุ๋ยงอกงาม..นี่ขนาดเราไม่โฆษณานะ
SMS วันที่ 3 กรกฎาคม 2560
_3867 · นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรบ้านราชฯนร.สสข.กับธรรมาธิปไตยตามแบบฉบับโลกุตระธ.เพื่อปย.สุขปวงชน สร้างระบอบการบ้านการ
อ่านต่อ
เมืองที่มีประสิทธิภาพวิเศษในสังคมโลกต้องสร้างด้วยความไม่มีอัตตา!จึงจะได้ธรรมาธิปไตยอย่างแท้จริง! ธรรมาธิปไตยแบบโลกุตระธ.เป็นพหุชนหิตายะ,โลกานุกัมปายะอันพร้อมคุณวิเศษของๆปริสุทธา,ปริโยทาตา,มุทุ,กัมมัญญา,ปภัสรา!ทำได้ด้วยคนสิ้นอัตตา!พ่อครูเคยสอนฯ กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.หลวงปู่วิชิตอวิชชา!ผู้พิชิตกามาสวะภวาสวะอวิชชาสวะด้วยโลกุตระธ.46 ขอบคุณบุญนิยมทำให้จิตน้อมรำลึกระบอบบูรณาญาสิทธิราชจากราชาธิปไตยจากบุรพกษัตริยาธิราชเจ้าเป็นระบอบที่รักษาอธิปไตยช.ศ.กษ.ปชช.คงราชอาณาจักรไทยดียิ่งกว่าระบอบการเมืองใดในโลก!ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในทุกรัชสมัยฯจรธ. พ่อครูว่า… ประเทศอังกฤษเป็นต้นตำรับของประชาธิปไตย 2 ขา จนกระทั่งแยกไปเป็นอเมริกามีประชาธิปไตยขาเดียวที่ไม่มีกษัตริย์ อาตมากำลังสาธยาย ประชาธิปไตย 2 ขา มีทั้งหมด 77 ข้อแล้ว ดีที่สุดในโลก วันนี้จะได้กล่าวถึงหรือไม่ก็ยังไม่รู้ก็ค่อยๆศึกษาไป อาตมายังไม่จบง่ายๆ ยังรู้สึก fresh และ active พอได้ ถ้าไม่มีกรรมตัดรอนก็คงไปได้เรื่อยๆ
SMS จากเฟซบุ๊ค สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน สวดมนต์เป็นหมู่อย่างไรไม่ต้องอาบัติ _เอกีภาวะ วิชชาราม · พ่อครูเจ้าขา สู้ สู้ (ดีใจจังที่ชาตินี้ได้เจอพ่อครู) น้อมกราบนมัสการ เจ้าคะ อยากเรียนถามท่านพ่อครูที่ท่านว่าการสวดมนต์นั้นจะสวดเป็นกลุ่มมากๆๆนั้นไม่ได้อย่างเช่นสวดมนต์ข้ามปีที่มาสวดกันเป็นร้อยๆๆคนนั้นนั่นไม่ใช่ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวในพระไตรปิฎกนั้นแต่การที่เรามาสวดมนต์ในโบถส์หรือในศาลานั้นก็มีคนตั้งแต่50-60ขึ้นไปก็เหมือนกันกับที่คนเป็นร้อยไม่ใช่หรือค่ะเพียงแต่จำนวนน้อยกว่าครึ่งเท่านั้นเองคือข้าพเจ้าฟังและติดตามรายการท่านพ่อครูมาตลอดก่อนที่ท่านพ่อครูจะเริ่มเทศน์นั้นท่านพ่อครูก็มีการสวดเพื่อเคารพและอัญเชิญพระพุทธเจ้าก่อนที่ท่านพ่อครูจะเริ่มเทศน์ข้าพเจ้าก็สงสัยอยากให้ท่านพ่อครูอธิบายให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจได้ไหมค่ะ พ่อครูว่า… การสวดมนต์เป็นหมู่ มีในพระวินัยว่าห้ามทำต่อหน้าสาธารณะต่อหน้าฆราวาสโดยเฉพาะเอาธรรมบทมาสวด ธรรมบทต่างกับประณามคาถาที่แปลว่า บทสวดยกย่องเชิดชู อย่างที่เราสวดกัน พุทธัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ พาหุง 8 ก็ตาม เป็นคำแต่งขึ้นเพื่อเชิดชูบูชา อันนี้ไม่มีข้อห้าม จะสวดร้อยคนล้านคนพร้อมกันก็ได้ เป็นการแสดงออก สังคมศาสตร์และจิตศาสตร์ ว่าเราเคารพผู้ที่ควรเคารพยกย่อง เป็นสังคมศาสตร์ที่ดี ยิ่งเกิดจากจิตศาสตร์ที่แท้ของเราก็ยิ่งดี ก็ต้องทำ แต่ถ้าไม่ใช่ประณามคาถา แต่เอาคำสอนของท่านไปสวด เป็นหมู่แล้วได้ค่าจ้าง เป็นการสวดหากิน เอาคำสอนไปเป็นสินค้า ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งสุดยอด แต่กลับเอาไปค้าขายหากินก็อกตัญญู แย่ ไม่ดี เลวไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้นไม่ควรทำ ฟังให้ชัด สมณะฟ้าไทว่า...ในศีลของพระภิกษุห้ามรับเงินรับทองอยู่แล้ว พ่อครูว่า...ให้ชัดๆแยกให้ออก ว่า ถ้าไม่ใช่บทมนต์คำสอนพระพุทธวจนะ ที่ตรัสไว้ในสูตรไหนๆ อันนั้นเป็นประณามคาถา คนไทยเข้าใจผิดคำว่าประณาม เป็นว่าดูถูกดูแคลน แต่แท้จริงประณามแปลว่ายกย่องเชิดชู ก็แล้วแต่ยึดถือกัน ประเด็นที่หนึ่ง ประณามคาถา สวดพร้อมกันกี่คนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ แต่พระพุทธเจ้ากันไว้ว่าอย่าเอาพระธรรมคำสอนไปสวด เพื่อหากิน ไปสวดรับนิมนต์แล้วตั้งราคาไว้ด้วย อย่างนี้ไม่ควรน่าเกลียด(พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) อีกอันที่เอาคำสอนพระพุทธเจ้าไปสวดเป็นหมู่ต่อหน้าฆราวาส แต่ถ้าเอาไปบรรยายคนเดียว ขยายความไปอย่างนั้นได้ แต่ถ้าสวดพร้อมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปไม่ได้ ทีนี้ คำสอนพระพุทธเจ้ากับประณามคาถา ต้องชัดเจนว่าคนละอย่างกัน ไม่ใช่อันเดียวกัน คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเพื่อละหน่ายคลาย ลดกิเลส เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์จริงๆ เป็นโลกุตรธรรม มันจึงไม่ใช่บทมนต์คาถาคำความที่หมายแค่ยกย่องเชิดชู ที่บอกว่าอาตมาพาสวดคือพาสวดประณามคาถาเท่านั้น สวดพร้อมกันร้อยคนพันคนก็เคยทำ แต่ไม่ได้ผิดพระวินัย ถ้าจะสวดแม้จะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า สวดแบบสังคีติหรือสังคายนา คือสวดในหมู่ภิกษุ เพื่อท่องจำไว้(สังคีติ) สืบทอดไว้ เพราะในยุคพระพุทธเจ้าไม่มีตัวหนังสือบันทึกไว้ ก็เลยบันทึกใส่ความทรงจำ สังคายนาคือสวดเพื่อตรวจสอบ ใครจะสวดก็สวดไป คนอื่นก็นั่งฟัง หากอันไหนไม่ตรงกับคนที่ฟังก็ตรวจสอบกันให้ลงตัวว่าเอาอันไหนกันแน่ที่ถูก ทุกวันนี้สวดกันไปเป็นเรื่องลึกลับ ไสยศาสตร์ เพื่อแคล้วคลาดจากอันตราย สวดเพื่อหายจากเจ็บป่วย สวดเพื่อจะบันดาลอะไรก็ได้ อย่างเช่นธรรมกายพากันสวดเป็นล้านเที่ยว แล้วเป็นอย่างไรอาจารย์หายหรือยัง อาจารย์โผล่มาได้หรือยัง ถ้าสวดแล้วพ้นพิษภัยได้ ก็ไม่ต้องซื้ออาวุธเลย อาตมาเคยเล่นไสยศาสตร์มา ทำให้หนังเหนียวก็ได้แต่ไม่เที่ยง ได้ชั่วคราว บางทีพลาดกันก็มีดบาดเลย ทุกวันนี้อาตมาไม่ได้ทำ ไม่หนังเหนียวแล้ว เหยียบหนามเข้าไปก็เข้า ไสยศาสตร์เป็นสิ่งมีได้ชั่วคราว สมบัติผลัดกันชม แม้แต่ในโลกก็มีลาภยศสรรเสริญ เสพรสสุข ก็ได้ชั่วคราว จะรักษาไว้ให้นานเท่าไหร่ ก็ได้ไม่นาน ไม่ใช่สัจจะที่คุณจะไปพึ่งพาได้ ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม พิสูจน์ให้ดี นัยยะละเอียดลึกซึ้งๆพวกนี้อย่าไปหลง เราอย่าไปเสียพลังงาน เสียเวลา แคลอรี่กับเรื่องพวกนี้เลย เอามาทำการงานที่ดีๆดีกว่า ทำให้ผลไม้นี่ลูกโตใหญ่ดีกว่า
พวกเรามีใจให้เผื่อแผ่เกื้อกูลกัน อย่างคนที่มาที่นี่ แต่พวกเราไม่เก่งในการปฏิสันถาร ไม่เมคเฟรนด์เลย ก็ต้องฝึกกันไป คนมาเที่ยว มาพักผ่อน มีแก่งหินน้ำไหล สะโพ ให้เล่น มีแก่งที่จะทำอีกหลายแก่ง แก่งตำอิด ติดราม สามใส ไผใหญ่ ไทบ้าน มีชื่อไว้แล้วแต่ยังไม่ได้สร้างอีกหลายแก่งbb แก่งสะโพนี้อาตมาตั้งชื่อล้อแก่งสะพือ ก็เป็นน้ำไหลผ่านกรวดทราย แล้วไหลไปที่แก่งตำอิด (แปลว่าแก่งที่หนึ่ง แก่งแรก) ก็ยังไม่เกิด ทำท่อให้ไหลอยู่ใต้ถนน เขายังไม่ยอมให้เป็นแก่ง แต่ถึงเวลาก็น่าจะเป็น แก่งติดรามคือใกล้เรือรามรักษ์ อยู่ข้างเรือรามรักษ์ตรงสะพานเชื่อมรัตน์ เราจะอยู่อย่างสาธารณโภคี มีการosmosis แม้เขาไม่เอาเราก็จะให้ ซึมซับไปเราจะสร้างสังคมมนุษยชาติที่ดี เรามีถิ่นฐานอย่างนี้แหละ หมู่บ้านราชธานีอโศก เป็นหมู่บ้านที่น่าสงสาร เป็นหมู่บ้านที่ต้องซื้อด้วยเงิน สาธารณะเขาก็มาฟ้องอยู่เรื่อยเลย เราก็ว่าเราเอาแค่ที่มีเอกสารสิทธิ เราก็เสียสละไป ที่ได้ก็เก็บเล็กผสมน้อยซื้อไป ทั้งหมู่บ้านนี้ แผ่นดินต้องซื้อเอา ไปหมู่บ้านอื่น แผ่นดินเขาเป็นธรรมชาติของเขาไม่ต้องซื้อหา แต่เราต้องซื้อเอา เราไม่อยากเป็นตัวเป็นตน แต่มันจำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น มีเรือไฟฌานที่เป็นอนุสรณ์แห่งความประมาท เกิดจากเม็ดสะเก็ดไฟที่ เชื่อมเหล็กแล้วไปตกที่ซอกไม้ แล้วมันไหม้ไม่รู้ตัว ก็กินไปทั้งหมดหัว ค่าซ่อมเรือลำละเป็นล้านบาทเลย พูดไปก็เหมือนคุยตัว อวดร่ำรวย เราไม่รวยแต่ทำไมเราต้องมาดูแลเรือ และเรือนี้กินลึกถึง นาวาบุญนิยมสอดคล้องเป็นเรือโนอาห์อีก เป็นเรื่องสัจจะของมหาจักรวาล เอกภพ เราก็มีตระกูลนาวาบุญนิยม เป็นไปตามธรรม สื่อธรรมะพ่อครู(บวร_สัมประสิทธิ์) ตอน Karma and time of Continuum. _ที่นี้มาถึง ตุ๊ก.อัศวิน....(กราบ)นมัสการพ่อครู ขอกราบเรียนถาม..Technology know how..เพื่อให้เกิด..Coefficient..เจ้าค่ะ จักได้มุ่งมั่น..น้อมนำไปเป็นแนวทางการปฎิบัติ..เจ้าค่ะ ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง พ่อครูว่า...เทคโนโลยีเป็นหลักการความรู้ที่เอามาใช้ได้ ส่วน know how ต้องมารู้ว่ามันจะทำอย่างไร ขอรู้อันนี้ เพื่อให้เกิด Coefficient (n) หากเป็น Coefficiency (adj) Coefficient หมายความว่า E=C(mc 2 +A) แต่ก่อนมีแค่สูตร E=mc 2 +A ไปเทศน์ที่วิทยาลัยแพทย์ อาตมาตั้งชื่อว่า วิชาแพทย์เป็นเดรัจฉานวิชา ทีนี้คนมาฟังเต็มห้องเลย ก็เทศน์ E=mc 2 +A ก็เทศน์ว่า คือวิชาที่เป็นเพียงหาเลี้ยงชีพเท่านั้น เหมือนสัตว์ทั่วไป ไม่ใช่ ความรู้ที่พาหลุดพ้นทุกข์ Co คือร่วมกัน efficient คือสมรรถนะ มีพลังงานหลัก เป็นตัวตั้ง บวกกับลบ และมีพลังงานอีกอันที่เป็นตัวแปร Coefficient เป็นตัวแปรที่ทำให้พลังงานเพิ่มเติมแข็งแรงก้าวหน้าอีก จึงต้องมีพลังงานในระดับ มีเงื่อนไขว่าระดับคูณ เป็นต้นไป อัตราก้าวหน้าของพลังงานมี บวก คูณ ยกกำลัง แต่ Coefficient จะต้องเป็นพลังงานระดับคูณเป็นต้นไป คุณต้องสร้างให้ได้ ถ้าสร้างไม่ได้ก็ไม่เกิด สร้างไม่เป็นก็ไม่ได้ ต้องสร้างให้ถึงขีด คูณ หากไปถึงยกกำลังก็ยิ่งจะชัดเจน เป็นพลังงานที่จะทำให้เกิดการก้าวหน้า เป็นอัตราก้าวหน้า ไปเรื่อยๆ ก็ด้วยอันนี้ อันนี้เป็นพลังงานทางจิต ไม่ใช่พลังงานทางกาย จิตต้องรู้ว่าจะใช้พลังงานอย่างนี้ เป็นนิวเคลียส มีบวก ลบ แล้ว ต้องมี Coefficient เติมเข้าไป แล้วทำให้ตัว constant เติมเข้าไปอีก ตัว status ไม่เที่ยง ต้องมีปัจจุบัน status quo status quo ตัวสะสมเป็นพลังงานคงที่ constant ในปัจจุบันนั้น เมื่อได้ก็สั่งสมเป็นตัว static แล้วก็ kinetic มีพลังเคลื่อนที่ใหม่ เป็น coefficient แล้วตกผลึกมา แล้วมาผนึกเป็น static เป็น constant เสริมเจริญขึ้นไม่หยุดไม่จบ ถ้าคุณไม่หยุด Coefficient ผู้ที่จะพอไม่ต่อแล้ว ก็คือตัดสันตติตัวนี้เรียกว่าตัดความสืบต่อ ไม่connect ต่อไม่เอาแล้ว จะตัด สิ่งที่ทำปัจจุบันต่อไปเรียกว่า Continuing ส่วนทำแล้วเกิด Coefficient ต่อไปเรียกว่า continuum ซึ่งของไอน์สไตน์เขาได้สูตร Relative นี้ว่า Space and time of Continuum. จะมีตัวนี้เป็นตัวแปร คุณจะต้องทำ continuum ให้เป็น Coefficient เป็นพลังงานทางจิตวิญญาณก็เป็นกรรมและกาละ คือ Karma and time of Continuum. คนเราอยู่ที่ กรรมกับกาละ และคุณต้องพัฒนาอันนี้ ถ้าจะไปต่อต้องทำ Continuingให้เป็น Continuum. ถ้าไม่ต่อก็ตัด ไม่มีทศนิยมแม้ .00001 ก็เป็น 0 ทุกอย่างก็จะเสื่อม คือ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่มีอุปจยะอีก อุปจยะในลักขณรูปนี้ ที่มี อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา แต่ถ้าคุณไปถึงชรตา แต่ถ้าฮึดอีกก็ไม่ อนิจจตา จะต่อไปอีกได้ ลักษณะ 4 อย่างนี้ถ้าทำไม่ถูกก็จะไม่ได้ ในอุปาทายรูป 24 ต้องทำให้ได้อย่างนั้นแล้วจะไปรอด พูดไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(บวร_สัมประสิทธิ์) ตอน พลังงานโสตาปันนะไปถึงระเบิด _ดวงศีล… (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เมื่อกระทบผัสสะจึงเกิดกาย.กายคือธรรมะ2 มีรูป(อิตถีภาวะ,เคหสิตเวทนา)กับนาม(ปุริสภาวะ,เนกขัมมสิตเวทนา)ทำธรรมะ2 ให้เป็น1(ปุริสภาวะ)ทำธรรม1ให้เป็น 0 (ส่วนแห่งบุญระดับโสดาบันสกิทาอนาคา,ระดับอรหันต์ก็หมดบุญสิ้นบุญสิ้นบาป)ซึ่งส่วนแห่งบุญและหมดบุญคือ coefficient จะเป็นฐานเป็นพลังเสริมเร่งให้เราบำเพ็ญเจริญสูงขึ้นต่อไปอีกถูกต้องใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...นปุงสกลิงค์ไม่มีเพศแล้วคือ 0 แต่ปุงลิงค์คือเพศชายคือ 1 ถ้าจะแพร่เชื้อ มีแค่ 1 ไม่ได้ ทำตั้งแต่ โสตาปันนะ ให้ก้าวหน้าเป็นอวินิปาตธรรม อย่าให้ตกต่ำ สูงเจริญเป็นนิยตะเที่ยงแล้ว และก็เป็นสัมโพธิปรายนะคือความหมายของ Coefficient ขั้นต้น เป็นพลังงานที่ไปสู่ที่สูงที่สุด ถ่ายเดียว =อัญญะ แล้วคุณก็ก่อให้ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นที่หวังได้จะตรัสรู้ สัมโพธิปรายนะ แล้วเป็นสกิทาคามี มีสกิทาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ไปหา อนาคามี ของอนาคามี มี อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะของอนาคามี ไปหาอรหันต์ได้ ศาสนาพุทธยุคนี้เสื่อมแล้ว ไม่สามารถทำไฟฌานที่มีพลังงาน สลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะให้สลายไปได้ อย่างที่อาตมาเทียบกับระเบิดปรมาณู ระเบิดไฮโดรเจน เท่ากับเครื่องมือประหาร เท่ากับบุญ มีหน้าที่สลายพลังงานกิเลส เป็นไฟฌาน ทำลายกิเลสได้ ทำได้เสร็จก็หมดหน้าที่บุญ ทำหน้าที่เหมือนระเบิดปรมาณู ระเบิดแล้วก็จะเก็บเศษระเบิดหรือพลังงานระเบิดมาประกอบเป็นระเบิดใหม่ไม่ได้ พลังงานนี้มีฤทธิ์เดชสามารถสลายอาสวะอนุสัยได้ แต่จะไปเก็บเศษระเบิด เก็บกัมมันตรังสี มาใช้ไม่ได้แล้ว เก็บพลังงานนี้มาก็ไม่ได้ อันนี้อาตมาว่าชัดเจน เปรียบกับระเบิดปรมาณู ในยุคพระพุทธเจ้าเทียบกับพวงมะม่วง ที่หล่นมาแล้วแตกกระจาย เอามารวมติดเป็นพวงอีกไม่ได้ เอามาต่อกันไม่ติดอีกแล้วของพระพุทธเจ้าเทียบกับพวงมะม่วง ต่อมาอาตมาเทียบกับธาตุน้ำ H 2 Oก็ยังไม่ชัด เท่ากับเทียบระเบิดปรมาณู ก็นึกถึงคุณ คิมจองอึน อาตมาก็ยังไม่เชื่อว่าเขาทำระเบิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ คุณทำได้แค่ลำลอง ทำจริงไม่ได้ ก็ทำแค่ขู่ไป
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กาย และ มูลกรรมฐานห้า เข้าสู่คำว่า กาย กายคือองค์รวมของสองธรรมะหรือสองธาตุ ธาตุ ปุริสภาวะและอิตถีภาวะ ทำงานแล้วปุริสภาวะต้องเหนือกว่าอิตถีภาวะถึงก้าวหน้า เป็นนปุงสกลิงค์ได้ก็ก้าวหน้า แต่มันห้ามไม่ได้ไม่ให้มีอิตถีภาวะ มันเป็นตัวต้าน แต่ทางวิศวกรรมมันทำให้เกิดพลังงานทดได้อีก วิศวกรจะชัดเจน ไม่เกี่ยงพลังงานต้านจะทำให้เกิดพลังงานทดก้าวหน้าได้มาก เป็นเรื่องที่ผู้รู้ทำได้ พลังงานทางวัตถุก็ว่าไป แต่พลังงานทางจิตก็นัยยะคล้ายกัน กายต้องมีองค์รวม นามกับรูปเสมอ รูปอย่างเดียวเป็นกายไม่ได้ นามอย่างเดียวเป็นกายไม่ได้ เขาต้องหมาย กายว่าเอานามเป็นหลัก ไม่เอารูปเป็นหลัก แต่ทุกวันนี้สากลเข้าใจว่ากายคือรูปเป็นหลัก ไม่มีนามธรรมเป็นประธานที่จะไปจัดการธรรมะสองหรือสามสี่ห้าหก...ถ้าไม่มีนามก็ไม่มีความเป็นกาย ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.๑๖ ข.๒๓๐ มันทำงานร่วมกันเรียกว่าพลังงานจิต เป็นพลังงานจิตนิยาม เป็นมโนบ้างวิญญาณบ้าง กายมีนามธรรมเป็นหลักในการเรียนรู้ เช่นมูลกรรมฐาน 5 อาตมาแยก กรรมฐานขั้นต้นที่อุปัชฌาย์ต้องให้แก่ลูกศิษย์ตอนบวช อุปัชฌาย์เหมือนพ่อดูแลลูกจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง มูลกรรมฐาน 5 เหมือนภายนอก ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นภายนอกทั้งนั้น ถ้าผมขนเล็บฟันหนัง ขาดจิตวิญญาณ ไม่มีเส้นประสาทไปร่วมก็ไม่ใช่กาย ผมจะยาวเท่าไหร่ แต่จุดที่ไม่มีเส้นประสาทแต่รับรู้ จิตวิญญาณรับรู้ไม่ได้ ตัดก็ไม่รู้สึก พลังงานที่จะเป็นเวทนาไม่มี มีแค่สัญญากับสังขาร มันยาวขึ้นได้เป็นชีวะแค่พีชะ เหมือนมนุษย์พืชที่จิตไม่มีแล้ว มีแต่พลังงานพีชะทำงาน มนุษย์พืช ไม่มีบาปเวรภัยอะไรกับใครได้เลย มนุษย์พืชก็ฉันเดียวกัน ถ้ากายเป็นจิตมโนวิญญาณมันเป็นเราเป็นของเราเป็นนามธรรม ก็ยังพิจารณาว่าไม่ใช่เราอีก ดังนั้นแค่รูป ก็ไม่ไปยึดเป็นเราเป็นของเราอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ ได้แค่กายว่าคือรูปวัตถุ กายจึงได้เสื่อมไปจากศาสนาพุทธ สรุปแล้วมูลกรรมฐาน5 นี้คืออุปัชฌาย์จะได้นำไปสอนศิษย์ว่า อะไรคือกาย ในผมขนเล็บฟันหนัง กายนี้หยาบกว่าไปยึดเป็นเราอีก แม้จิตมโนวิญญาณไม่ใช่เราคุณค่อยทำอันนี้ต่ออีก เป็นลำดับต่อไป ถ้าไม่รู้จักกายก็อย่าหวังว่าจะปฏิบัติได้ ไม่รู้หยาบ กลาง ละเอียด ปฏิบัติธรรมอย่างเป็นลำดับไม่ได้ ข้างนอกตั้งแต่โอฬาริกอัตตา ก็จัดการไม่ให้ยึดถือ เห็นเป็นธรรมชาติธรรมดาไม่เป็นเราเป็นของเราได้ ล้างได้แล้วก็ไม่ยึดติด แต่ก็อยู่กับกามกับอัตตา แต่คุณมีวสวัตตี มีพลังเหนือ อุตรจิต เหนือมันได้ มันทำอะไรจิตเราไม่ได้ เป็นคุณธรรมอันวิเศษที่ผู้ทำได้จะเข้าใจเป็นปัจจัตตัง ทำได้อย่างมั่นใจชัดเจน เราจะต้องแยกเมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดไม่ใช่กาย แม้เป็นจิตก็อย่าไปยึด ยึดเป็นเราเป็นของเราไม่ ก็ค่อยลดละปล่อยวางสิ่งเหล่านี้อีก ทุกวันนี้วงการศาสนา ความรู้อันนี้ไม่เหลือแล้ว เป็นมิจฉาทิฏฐิ ว่ากายคือธาตุสี่ ภายนอก ดินน้ำไฟลมอากาศ แค่ธาตุ5นี้ ไม่เกี่ยวกับจิต มโน วิญญาณเลย สมณะฟ้าไทว่า...กายพ่อครูธิบายว่าคือธรรมสอง ไม่ใช่แค่ดินน้ำไฟลม อากาศ เคยถูกครอบงำมาตั้งแต่เด็ก พ่อครูว่า..มาจากชาติก่อน คนเราก็โง่มาก่อน
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน สัมประสิทธิ์ปาฏิหาริย์ให้ขยายอายุขัย ผู้ใดเข้าใจอย่างนี้ จะสามารถทำ Coefficient คืออัตราการก้าวหน้าอันแสนเก่ง เมื่อทำได้ก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์ ให้เกิด แล้วมันก็มี เงื่อนไขสำคัญว่า คนที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอย่างจริง จะซื่อสัตย์สุจริตไม่ทำชั่ว ไม่ทำความไม่ดีอีกเลย ทำแต่ดีๆๆ ไม่ทำเพื่อตัวตนด้วย ทำเพื่อผู้อื่นๆ ทำแต่ดีๆ นี่คือยอดคน สุดยอดคน จะเกิดอีกกี่ชาติ จะอยู่ในโลกไหน คนๆนี้ไปเลย อนุโมทนา คิดเพื่อผู้อื่น ถ้าไม่คิดก็สบายไม่เสียพลังงาน อาตมาก็จะสร้างปาฏิหาริย์อันนี้อยู่ ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเก่งเท่าไหร่ จะพิสูจน์ความจริง ว่าเราจะอยู่ให้เกินร้อย ร้อยห้าสิบเอ็ด ตัวเลขนี้ไม่ได้ตั้งเอง ผู้อยากรู้ก็ติดตามกันเอง ว่าตัวเลขนี้มาจากไหน จะมาพูดด้วยความมั่นใจ อายุขัยอาตมาแค่72 แต่นี่เลยอีกนักษัตรแล้วคือ 84 อายุรอบนี้ จะต้องสร้าง Coefficient ให้ออกจากนักษัตรนี้ ถ้าพ้นแล้วจะเกิดพลังงานทด จะมีรอบใหม่เกิด พลังงานนี้ทางวิศวกรรมก็รู้ มันจะเกิดอย่างนั้นจริง ถ้าอาตมาไปถึง85 ด้วยดี แล้วสร้างพลังงานอย่างที่อาตมาเข้าใจ มี static dynamic มีตัว เสริม kinetic ที่เสริม จะให้เกิดอัตราการก้าวหน้า ระดับคูณ ถึงยกกำลัง ถ้าทำได้ อาตมาเกินมา 1 นักษัตร หากได้อีก 2นักษัตรก็เป็น 96 ปี 96นี้คงได้ฉลองกันน่าดู คงหนักกว่า ปี 84 สมณะฟ้าไทว่า..พ่อครูเอาอะไรเป็นเกณฑ์ว่ารอบนี้ยาก พ่อครูว่า...เหมือนคุณจะออกจากแรงดึงดูดของโลก ก็ต้องใช้พลังงานนั้น ถ้าออกได้แล้วรอบโลกนั้นเบากว่า เหมือนกันตอน 84 นี้น่าดูเลย นี่เพิ่งรอบนักษัตรที่1 ถ้ารอบนี้ไปได้ก็จะไปได้พอสมควร จะพยายามถึง 96 เมื่อหลุด 96ได้ก็ไปเกิน100แหงๆ ไปอีกรอบเป็น 108 ปี นักษัตรที่3 เป็นสามเส้า ทีนี้จะหนักอีกมากถ้า หลุดจาก 108 คิดดูว่า statusของผมจะเท่าไหร่ มันจะ150เป็นอันหวังได้ ถ้าเลย 108 ไป จะเป็น 120 จะฉลุยมากกว่านั้น จะมี status มี constant นี่คือ การพิสูจน์ความจริง ไม่ได้พูดด้วยระเริง เล่นลิ้นหรือนิทานตลก ใครฟังอย่างเพ้อฝันก็ว่าไป แต่พวกเราไม่ใช่ เป็นการศึกษาจริงๆ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ด้วยเรา เป็นปัจจัตตัง มันน่าพิสูจน์ไหม? สมณะฟ้าไทว่า...พวกผม ถ้าเป็นโสดาบันก็ต้องพัฒนาให้แรงพอ พ่อครูว่า..จะไปแต่ละรอบพ้นจากรอบต้องใช้พลังงาน Coefficient ตัวต้นคืออัญญา แล้วเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละไป ดับ
_จากหินไท ให้ข้อมูล ..อุบลคนอายุยืน
นางสี แสนทวีสุข 111ปี 71 หมู่1 ต.ดอนมดแดง อ.ดอนมดแดง นายทา ทองชาติ 110 ปี 12หมู่ ต.โสกแสง อ.นาจหลวย 3. นายลด มะหัน 110 ปี 39 หมุ่8 ต.ห้วยข่า อ.บุณฑริก 4. นายวันดี ปัสสาสิงห์ 111ปี 74หมู่5 ต.สระสมิง อ.วาริน 5. นายมา ทีอุทิศ 114ปี 47หมู่11ต.หัวนา อ.เขมราฐ
พ่อครูว่า...อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานีทั้งนั้น มีผู้หญิงคนเดียวผู้ชาย 4 คน อาตมาก็จะลองพากเพียรดู ถ้าอายุยืนยาวแต่สุขภาพร่างกายไม่ไหวมันก็ไม่น่าอยู่ คงทำประโยชน์อะไรไม่ได้ เป็นภาระผู้อื่น กระดิกก็ปวด สมณะฟ้าไทว่า..ถามนายสิบตั๊บโต เขาว่าคนอายุมาก จะเป็นเส้นเลือดในสมอง ตีบแตกมาก เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตมาก พ่อครูว่า..เราก็พูดถึงวิชาการ ไม่ใช่ว่าจะหลงระเริงแต่เราค่อยๆทำไป
_amnuay ......ทุกวันนี้คนใส่บาตรไม่ถอดรองเท้า พระเองก็ไม่สนใจที่จะบอกควรไม่ควรเพราะหวังในลาภสักการะ อีกหน่อยคงเป็นเช่นนี้หมด จะปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้หรือควรทำอย่างไรครับ พ่อครูว่า...อาตมาก็ว่าในยุคนี้ คนนี้เขาก็ถือกันว่าไม่ใส่รองเท้าจะดี แต่ทุกวันนี้อาตมาก็ใส่รองเท้ามากขึ้นแต่อาตมาใส่รองเท้าแล้วไม่ค่อยติดเท้าเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายต้องหมายถึงธรรมะสอง มาทวนคำว่ากาย กายไม่ใช่ ดินน้ำไฟลมอย่างเดียว ในพจนานุกรม คำว่า กาย แปลว่าหมู่ ฝูงหรือองค์ประชุม กายไม่ใช่แค่1 แต่เป็นองค์รวม หรือถ้านามธรรมก็คือหมวดแห่งเจตสิกธรรม คือหมวดของอาการจิต เช่น เวทนาเรียกว่ากาย สัญญาเรียกว่ากาย สังขารเรียกว่ากาย หรือทั้งสามก็เรียกว่ากาย ในท่านเจ้าคุณประยุทธ์ปยุตโต ท่านแปลว่า กอง หมวดหมู่ ที่รวม ชุมนุม เช่นสัตวกายก็คือรวมมวลสัตว์ทั้งหลาย พลกายคือรวมพลทหาร รถกายคือกองทหารรถ ธรรมกาย คือที่รวมหรือชุมนุมแห่งธรรม แล้วท่านแยกกายอีกว่า 1 ที่รวมแห่งอวัยวะทั้งหลายหรือชุมนุมแห่งรูปธรรมคือร่างกายหรือรวมเป็นรูปกาย พ่อครูว่า รูปกายคือกายที่ถูกรู้ แปลว่ามันต้องมีตัวรู้หรือนามธรรมไปรู้ เพราะแค่พีชะ อุตุ รู้ตัวเองไม่ได้ จะเป็นรูปกายโดยไม่มีนามไม่ได้ ร่างกายนี้ มีรูปกาย ต้องมีนามไปรู้ด้วย กายขาดนามไม่ได้ มีแต่รูปไม่เป็นกาย สิ่งที่ถูกรู้ คนละชิ้นเลย ก็อยู่คนละส่วน แม้ส่วนเดียวกันต้องมีนามเข้าไปรู้ 2 ท่านแปลว่าที่ประชุมของนามธรรม เพราะนามถูกรู้และเป็นตัวรู้ได้ รูปจิตอรูปจิตเป็นรูป ส่วนญาณปัญญาเราก็คือนามเข้าไปรู้ 3 กายปัสสัทธิ ท่านแปลว่า ความสงบเย็นแห่งกองเจตสิก พ่อครูว่าอันนี้ท่านแปลถูก เจตสิกคือนาม กายปัสสัทธิไม่ได้หมายถึงวัตถุดินน้ำไฟลมสงบ ความเคลื่อนไหวร่างกายสงบ ไม่หายใจคือกายปัสสัทธิ ไม่ใช่ แต่กายปัสสัทธิคือความสงบของเจตสิก ท่านแปลอีกว่าบางทีเรียกว่านามกาย แต่บางที นามกายหมายถึงนามขันธ์ทั้ง 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นอกจากความหมายพื้นฐานสองอย่างนี้ ยังมีความหมายตามสภาพแวดล้อมอีก เช่น กายสัมผัส หมายถึงกายินทรีย์ที่รับรู้โผฏฐัพพะ เป็นการสัมผัส กายทุจริต ตัวทุจริตนี้ ถ้าหมายเอาแค่กายคือร่าง ร่างเองนี้ทุจริตไม่ได้ ทุกข์สุขไม่ได้ ร่างก็คือวัตถุ ดินน้ำไฟลม แต่ถ้ามีตัวประธานมีจิตเจตสิก เข้าไปนั่นแหละถึงจะรู้สึกสุขทุกข์ได้ กายทุจริต ท่านหมายถึงกายทวารที่ใช้ทำกรรม ทำการต่างๆ พ่อครูว่าใช่ กายกรรม วจีกรรมก็ต้องมีจิตเป็นประธาน หากพลังงานจิตคุณตก drop ไปแล้วไม่มีเวทนา เหลือแต่สัญญาสังขารก็ทำอะไรไม่ได้ สัญญากับสังขารอยู่ในร่างคนก็ยังยึดเป็นเราเป็นของเรา คนที่เล่นสมถะมาก จะยึด พวกฤาษีตายอย่างสมถะแค่จิตติดยึด พลังงานจิตมันหมดไปแล้วเหลือแต่พลังงานพืช ไม่สามารถทำให้เป็นสัตว์ได้อีก แต่ยังมีพลังงานเหลือ เล็บก็ยาวได้ผมก็ยาวได้ เขาก็เลยหลงว่าเป็นยอดอาจารย์หลงกราบเคารพอีก เพราะว่าไม่ชัดเจน นิยาม 5 นี้ ตัวเองทำสมถะ ยึดเองเป็นเหตุ แล้วเหลือพลังงานเป็นพืช ร่างมนุษย์แต่พลังงานเป็นพืช ไม่มีเวรภัยไม่มีพยาบาท เวทนาแล้ว สมณะฟ้าไทว่า...ผมเห็นเขาเอาคลิปปลาที่ถูกแล่เนื้อแล้วมันยังดิ้นได้ พ่อครูว่า...เป็นพลังงานที่เป็นโมเมนตัม ไม่เป็นกายแล้ว ก็ตัดออกไปแล้ว ตัดเล็บออกไปแล้วก็ไม่เป็นกาย พวกนี้ไม่มี Coefficient ก็มีแต่จะชรตา ถ้าเข้าใจกายจะสร้างกายปาคุญญตา กายปัสสัทธิ คือจิตคุณไม่มีกิเลส แต่จิตคุณแคล่วคล่องว่องไว ไม่ใช่จิตแข็งทื่อ ร่างก็คล่องแคล่วได้มือไม้ออกท่าทางอย่างแคล่วคล่อง ทั้งเวทนา สัญญาสังขาร แคล่วคล่อง คือกายปาคุญตา ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ แปลว่าทำธรรมชาติ คือสัญญา สังขาร วิญญาณให้แคล่วคล่องอย่าง โสภณจิตได้ อาตมายังไม่เอาเจตสิกต่างๆมาสอน คุณรู้อุปาทายรูป 24 ให้ดีเถอะ คุณรู้ดีแล้วไปอ่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive