600315_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อสุรกายแก่นในธรรมกายเก๊.docx
เนื้อหาในไฟล์
600315_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อสุรกายแก่นในธรรมกายเก๊
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 15 มีนาคม 2560 ที่บ้านราชฯ แรม 3 ค่ำเดือน 4 ปีวอก ตอนนี้พ่อครูได้เทศนาธรรมะที่ลึกซึ้งเรื่อง กาย บุญ สมาธิ ท่านเน้นย้ำว่า ถ้าเข้าใจและปฏิบัติ กาย บุญ สมาธิ ได้จริง จะเป็นพระอรหันต์ได้แน่ หรือไม่ได้อย่างน้อยก็จะเป็นอนาคามี ฟังแล้วก็เห็นทางจะเด็ดดวงดาวได้ บุญคือพฤติกรรมที่เป็นไปเพื่อทำให้กิเลสสูญสลาย ไม่ว่าพฤติกรรมใดก็ตาม โดยเฉพาะทำใจของเราให้ได้กับเวทนาในปัจจุบัน โดยมีองค์ประกอบของกายที่เป็นองค์ประชุม 2 ทั้งนอกและใน แล้วรู้จักการฆ่า ไม่ให้เกิด กิเลสใดจะไม่ให้เกิดก็ตัดไปเลย ไม่ให้อุปจยะ แต่สิ่งดีเราก็ให้เกิดได้ เป็นพระอรหันต์แล้วจะต่อ ภพภูมิโพธิสัตว์หรือไม่ก็ได้ สิ่งที่จะต้องทำให้เที่ยง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คือกิเลสเป็นสูญ คนมีความเที่ยงก็คือคนไม่ทุกข์ คนไม่เที่ยงก็ทุกข์อยู่ ตอนนี้สมณะเราก็ป่วย ท่านหนึ่งอยู่ที่นครปฐม คือสมณะคมลึก ไปที่ปฐมอโศก แล้วก็ท้องเสีย เข้าโรงพยาบาล แล้วต่อมาเดินเข้าห้องน้ำแล้วล้มไป ตรวจสอบอีกทีว่า เส้นเลือดในสมองตีบ ตอนแรกว่าจะผ่าตัด ตอนหลังว่าจะให้ยาสลายลิ่มเลือด ตอนที่เห็นว่าพูดไม่ได้ ขยับแขนขาขวาไม่ได้ ดูท่านก็แข็งแรงดีตัวใหญ่ แต่วิบากมาไม่บอกเรา พ่อครูเลยบอกว่า สร้างกุศลให้มาก ขยันให้มาก อย่าประมาท ถ้าประมาท เรื่องวิบากกรรมไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะมาตอนไหน มันไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น เราต้องสร้างกุศลให้มาก ทำบุญชำระกิเลสให้ได้มากทุกวันเวลา จนกว่าจะหมดกิเลส แม้แต่โยมยู้ก็ป่วยหนักตอนนี้ไปอยู่โฮ่งปัว มีวิบากมาแทรกแซง วันนี้ที่บ้านราชฯท่อน้ำหลักแ
อ่านต่อ
ตก เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนัก การทำงานของเราก็มีข้อบกพร่องเป็นธรรมดา ค่อยแก้ไขกันไป ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ ก็ช่วยกันประหยัดน้ำกัน พ่อครูว่า...อาตมาก็พยายามจะสื่อภาษา ทั้งภาษาไทยภาษาบาลี ดีไม่ดีวงเล็บต่อขยายความด้วยภาษาอังกฤษ ถ้ารู้มากกว่านี้คงจะต้องวงเล็บภาษาอื่นๆมากกว่านี้ เพื่อที่จะให้พวกเราได้เข้าใจในสัจธรรมความจริง
กรรมชั่วแม้คิดก็เป็นวิบาก ในชีวิตนี้ เรามีกรรมกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นความประพฤติ อยู่ทุกกรรม แม้แต่มโนกรรม การกระทำที่จิต จิตมีอาการคิดนึก เกิดเป็นภพ มันเป็นกรรมการกระทำทั้งนั้น ทำแล้วมันก็บันทึก แล้วก็เป็นวิบาก สั่งสม เพื่อจะเป็นต้นทุนในการออกฤทธิ์ ในอนาคตต่อไปเรื่อยๆ เป็นต้นทุนที่สั่งสม แล้วก็จะเกิดอันที่เราไม่รู้ จะเกิดอีก พลังงานจิตทำให้เกิดกายกรรมวจีกรรมต่อไป ก็เกิดมาจากต้นทางคือ มโนปุพพัง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้ เพราะฉะนั้นจะต้องศึกษาสำคัญที่จิตของเรานี่แหละ ที่จะดำรินึกคิดอะไร ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มันจะดำรินึกคิดอะไรต้องตามรู้ให้ทัน เพื่อจะได้ไปจัดการกับตัวนี้ ถ้ามีมิจฉาสังกัปปะเป็นกามพยาบาทก็ดี หรือแม้หมดกามพยาบาท ก็เหลือส่วนที่เรียกว่าวิหิงสา เป็นตระกูล กาม พยาบาท ซ้อนในรูปภพอรูปภพอีกคือวิหิงสา เราก็เรียนรู้อาการจิตตอนนี้ทั้งสิ้น จนทำให้ไม่มีเหตุพวกนี้ได้ จึงจะถือว่าสูงสุดในมนุษย์เป็นพระอรหันต์ ซึ่งในภาษาต่างๆที่ท่านใช้กันมันเพี้ยนไปมากมายในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธหรือศาสนาใดก็แล้วแต่ ในความเป็นมนุษย์สังคม ศาสนามีฤทธิ์มีอำนาจมีพลังสูงมากเลย ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วก็มีสติสัมปชัญญะ สามารถที่จะจัดการจิตของเรา เรียกว่าทำให้เกิดพลังงานจิต พลังงานจิตที่เราทำให้เกิดอย่างควบคุมได้ เรียกว่าตัวแปรของทุกปัจจุบัน ทุกๆกาละ ผู้ที่สามารถเรียนรู้ได้ ควบคุมจัดการได้เรียกว่า อภิสังขาร ก็จะจัดการกรรมกิริยา ตั้งแต่จิต สัมมาสังกัปปะไม่ให้เกิดกาม พยาบาท วิหิงสา แล้วทำให้เกิดตามที่เรามีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ทำให้เกิดอย่างกัมมนิยะหรือกัมมัญญตา เกิดอย่างเหมาะควร มีการประมาณไม่ประมาท(มัตตัญญุตา) เป็นประโยชน์ต่อโลกไม่มีกิเลส ไม่มีกาม พยาบาท วิหิงสา เข้าไปปรุงแต่ง มีแต่กุศลเจตนา ปรารถนาดี เพื่อให้ทุกอย่างดี ไม่ได้เพื่อเห็นแก่ตัวด้วย นี่คือความรู้ที่สุดยอดที่คนเป็นปราชญ์ เป็นศาสดา คือพระพุทธเจ้าท่านค้นพบ แล้วเอามาให้มนุษยชาติเล่าเรียน เป็นงานหลักงานใหญ่ของชีวิต พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เมื่อท่านบรรลุธรรม เป็นพระพุทธเจ้า ท่านไม่ทำงานอื่นเลย ท่านทำงานเพื่อที่จะสอนสิ่งนี้ สอนธรรมะนี้ ให้แก่มนุษย์โลก ท่านสำเร็จสูงสุดท่านทำงานให้แก่โลกเลย เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาตมาเห็นอย่างนั้นจริงๆ ก็เลยว่า เราเสียเวลาอยู่กับทั้งโลกมา 36 ปี พอรู้แล้วก็ไม่ทำงานให้โลกอีกเลย ตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ยังไม่ได้ลดหย่อนความพยายามอุตสาหะ ที่จะให้ความรู้ แก่มนุษยชาติ จึงได้พยายามอธิบาย ให้คนได้รู้แล้วเอาไปเป็นประโยชน์ เอาไปปฏิบัติตน ให้ตนเองมีคุณภาพคุณธรรมที่สูงสุด
กำลัง 4 พ้นภัย 5 เมื่อคนบรรลุผลอย่างนี้ ในชีวิตมีกรรมกิริยา 1. ทำอาชีพ 2. ทำกรรมการงาน 3. ทางวาจา 4. ทางความคิด ในมรรคมีองค์ 8 รวม 4 อย่างนี้ไว้แล้ว ให้ศึกษากรรมทางวาจา ทางความคิด แล้วจัดการองค์ประชุม ของพลังงานทางจิต กายวาจา ทางการงานเลี้ยงชีพ คนถึงแล้ว ทำได้อย่างไม่มีเหตุปัจจัยที่พาไปชั่วไปอกุศลอีกเลย อาตมาถึงทำงานหรือยังเต็มใจ ไม่ต้องการอะไรตอบแทน แต่ก็มีคนให้อะไรมาตอบแทน เป็นชีวิตที่สุขสบาย และเป็นชีวิตปลอดภัย เป็นชีวิตที่ ถ้าเป็นจริงคนที่บรรลุแล้วทุกกรรมกิริยาไม่มีอกุศล อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ จึงเป็นชีวิตที่สบายไหม ปลอดภัย พ้นภัย 5 เป็นพลัง 4 พ้นภัย 5 1. ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) . . . 2. วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) . . 3. อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) . , 4. สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) , มีต่อ... รู้พลังงานจิตที่เกิดอุปจยะ แล้วไม่ให้มีอกุศลร่วมด้วย จนเป็นอัตโนมัติไม่มีอกุศลร่วมปรุงแต่งด้วยเลย แล้วเป็นพลังงานที่มีความเพียรเสมอ ไม่ใช่ว่าบรรลุธรรมแล้วไปอยู่สงบสบาย อยู่ว่างๆ ไม่ทำอะไรเลยไม่นึกถึงใคร ไม่มีสาราณียะ ไม่มีเมตตา ไม่รู้จักสังคม ไม่รู้จักการงาน ไม่รู้จักพากเพียร อย่างนี้ไม่ใช่ แต่รู้ดี และมีความเพียร และมีการงานที่ไม่มีโทษ ปราชญ์ไม่ติเตียนเลย อาตมาว่า ได้ทำการงานที่อนวัชชะ ผู้รู้จะไม่ติเตียน ผู้ติเตียนอาตมาคือผู้ไม่รู้ ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เขาไม่รู้ ก็เลยติ หรือผู้รู้ข้อบกพร่องของอาตมาเขาก็ติ ก็ต้องขอบคุณ สุดท้ายเหลือพลังงานที่ทำเพื่อผู้อื่น สังคหพละ มีพลังงานของตนเพื่อรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของโลก มีชีวิตเพื่อรับใช้มวลชน มนุษยชาติ เป็นนักประชาธิปไตยสุดยอด ช่วยคนอย่างจริงๆ ไม่ต้องการอะไรตอบแทนด้วยความบริสุทธิ์ใจปรารถนาดี และมีความรู้ความสามารถมีปัญญา จึงไม่มีภัยไม่มีโทษ พ้นภัย 5 ภัยของความชีวิตไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็ไม่มีภัย อาชีวิตภัย ไม่เป็นภัยกับใครเลย มีแต่คุณค่าประโยชน์ไม่เป็นโทษแก่คนทั้งปวง จึงเป็นมนุษย์ที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ ที่พ้นภัย 5 1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย) 2. อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) 3. ปริสสารัชภัย (ภัยคือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) . 4. มรณภัย (ภัยคือ ความตาย) 5. ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉาน ฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209) อย่างอาตมาตำหนิติเตียนใครไม่เคยกลัวไม่เคยหวั่นเกรงสะทกสะท้านเลย ติเตียน นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ส่วนมรณภัย จะชัดเจนว่าเราสามารถมีชีวิตอย่างไม่ทำชั่ว ไม่มีทุคติภัย ไม่ตกนรก ไม่ได้สร้างนรกให้กับตัวเอง มันชัดเจน เพราะเรารู้จักกรรมกิริยาต่างๆที่ผิดที่ชั่ว ต่ำแล้ว ยิ่งตาย ก็ชัดเจนว่า ตายคืออะไร การตายทางร่างกาย มรณภัย ส่วนอรณะ เป็นความตายของจิตวิญญาณที่ควรให้ตาย จนไม่เกิดอีกเลย ผู้บรรลุอรณะคืออรหันต์ อรณะ แปลว่าไม่มีสงคราม อรหันต์คือไม่มีอะไรลึกลับแล้ว (รหะคือลึกลับ) เพราะสิ่งที่เป็นสิ่งลึกในจิตใจลึกขนาดไหนก็เรียนรู้จนจบหมดแล้ว เรียนรู้อกุศลจิตอย่างไรแค่ไหนก็เรียนรู้กำจัดได้หมด จบเป็นอรหันต์ สัจจะเหล่านี้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้แล้วเอามาประกาศให้แก่โลก เป็นความรู้ที่เยี่ยมยอด รู้อย่างสมบูรณ์แบบทุกอย่าง อาตมาเองต้องการอยากจะมีความรู้อย่างนี้ จึงตั้งปณิธานเรียนรู้ชาติแล้วชาติเล่า เป็นโพธิสัตว์สั่งสมบารมีเพื่อจะได้บรรลุสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ที่พูดนี้ไม่ได้อวดตัวอวดตนอวดดิบอวดดี แต่เป็นความรู้วิชาการ ที่คนทำได้จริง แม้ที่สุด ชาตินี้อาตมารู้ตัวแล้วอายุเลย 36 ถูกโลกครอบงำ ลิงลมอมข้าวพอง พอรู้ตัวแล้วก็มาทำงานทางนี้ดีกว่า จนผ่านอีก 36 ปี เลยอายุ 72 ปีแล้ว ตอนนี้ มีหน้าที่จะทำให้คนเข้าใจสิ่งประเสริฐ อันนี้ว่าดีที่สุด บอกความจริงด้วยหลักวิชาการว่า เป็นสิ่งที่ควรได้ควรเป็น แต่คนไม่ประสีประสา เหมือนไก่ได้พลอย เหมือนลิงได้แหวน ไม่รู้ค่าว่าสิ่งนี้มันดี สิ่งนี้มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด โดยเฉพาะเกิดมาเป็นมนุษย์ควรจะได้สิ่งนี้ แต่คนกลับไม่เห็นค่า อาตมาพูดขณะนี้ แม้คนได้ยิน ก็จะไม่ซาบซึ้งเท่าไหร่หรอก สำหรับคนที่ไม่ประสีประสา ฟังก็บอกดูดีเท่านี้แหละ แต่ถ้าคนมีปฏิภาณปัญญาจะรู้ว่านี่แหละคือสิ่งที่เกิดมามีชีวิตแล้วควรจะได้อันนี้อย่างยิ่ง เกิดมาชาติไหนก็แล้วแต่ ขออภัยที่จะอธิบายลึกหน่อย อาตมาก็รู้แล้ว เป็นได้แล้วด้วย และ เห็นว่ามันควรจะต้องให้คนอื่นได้อย่างนี้จริงๆ จึงอยู่มีชีวิตอยู่ทำงานอันนี้ ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้อวดตัวตน แต่พูดสัจจะที่ใจอาตมาเป็นจริง เป็นอย่างนั้นจริงๆ ส่วนคนที่ไม่เห็นดีเห็นงาม นอกจากไม่เห็นดีเห็นงามแล้ว ยังเห็นโง่เห็นเง่าอีก ไม่เห็นคุณธรรมอันนี้ว่าประเสริฐ แต่กลับเอาสิ่งประเสริฐนี้ไปปลอมแปลง ไปกลบเกลื่อนเอาพยัญชนะ บัญญัติไปปลอมเป็นของเก๊หมดเลย แล้วก็หลอกคนไปซับซ้อนเชิงฉลาดเฉโก เสร็จแล้วคนก็ศรัทธาเลื่อมใส่ เชิงหลอก จึงได้ปฏิบัติย้อนแย้งกับที่พระพุทธเจ้าสอน คือไปส่งเสริมให้รวยในลาภยศสรรเสริญ รวยสุขเก๊ เขาก็ได้นะ แต่ยังไม่ทันไรหรอก ขณะนี้ที่พูดถึง อาตมามีตุ๊กตา ที่อาตมากล่าวถึงนี้ ตุ๊กตาตัวนี้ชื่อธัมมชโย แล้วเขาเองตอนนี้ อาตมาถามพวกเรา คุณว่า ธัมมชโยตอนนี้เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ...ทุกข์ อสุรกายแก่นในธรรมกายเก๊
(1) อสุรกายชื่อนี้ ขี้กลัว ลี้หลีกสุดหางหัว มิดเม้น เพราะชั่วบวกเมามัว แก่นนรก สวรรค์เลย หมก“ภพ”อเวจีเร้น หลอกด้วยทุรกรรม
(2) ทำชั่วอย่างไป่ยั้ง ดักดาน โชว์แต่ตื้นฉาบฉาน เล่ห์ล้วน ทำดีปะหน้าปาน งิ้วพอก หน้าเฮย ครบสูตรเลวเต็มถ้วน ต่ำช้าบริบูรณ์
(3) พูนภพครบนรกฟ้า บวกสวรรค์ ด้วยทิฏฐิเพ้อฝัน บิ่นบ้า ปรุงกิเลสผกผัน สารพัด หลอกแฮ ใช้เล่ห์ลิ้นเก่งกล้า มุดสู้ในกระดอง
(4) มอมผองชนที่ล้วน หลงสนิท ด้วยวิธีสะกดจิต สั่งได้ คน“จมภพ”มืดมิด จูงจมูก ได้แล เชื่อแต่นายสั่งใช้ เชื่องแท้“ในฝัน”
(5) เมาสวรรค์ที่เสกสร้าง มาหลอก เก่งกว่ากลกลับกลอก กาจกล้า เอาพุทธ“สุดเก๊”บอก ว่า“สัจจ์” ใช้แก่นอสุรกายท้า โธ่ธั้งธรรมกาย
(6) “ธรรมเก๊”อายสักน้อย ไม่เคย มีแต่ดื้อหน้าเฉย สุดด้าน โง่งาม เง่างอกเงย งมงั่ง งอมแง โกงกี่การณ์จัดจ้าน แก่กล้าเกินแกง
(7) ตะแบงเลวเล่ห์ลิ้น เร็วรัว กลั้วชั่วทั่วตัวหัว มั่วสั้ว เลวได้ไม่เคยกลัว เลวหนัก เลวนา ขึ้นยอดเลวสุดขั้ว สู่แป้นไชยบูลย์
(8) ศูนย์ธรรมกายจึ่งพร้อม มิจฉา เต็มเล่ห์ครบอวิชชา ยากกู้ แก่น“อสุรกายา” สุดแกร่ง “ธรรมเก๊”ก็สุดรู้ สุดแล้วเลวเอ๋ย. “สไมย์ จำปาแพง” 25 ก.พ. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 320 ประจำเดือนมีนาคม 2560]
(1) อสุรกายชื่อนี้ ขี้กลัว ลี้หลีกสุดหางหัว มิดเม้น เพราะชั่วบวกเมามัว แก่นนรก สวรรค์เลย หมก“ภพ”อเวจีเร้น หลอกด้วยทุรกรรม
อสุระ แปลว่าไม่กล้า หรือกลัว กลัวอย่างมาก ตรงกันข้ามกับสุระแสดงความขี้กลัวไม่กล้าสู้สุจริต ความจริงความดีงามเลย เพราะตัวเองไม่มีความดีงาม เต็มไปด้วยความชั่วเลย ก็เลยโผล่ออกมา จะเอาความมีอะไรของตัวเองมาสู้ความจริงความดีในโลกเขา เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นคน หลีกลี้หลีกสุดหางหัว มิดเม้น อาตมาเกิดมาอายุจะเข้า 84 แล้วยังไม่เคยเห็นคนกลัวขนาดนี้ ถ้าคุณขัดแย้งต่อรัฏฐาธิปัตย์ อำนาจสูงสุดของประเทศคือมาตรา 44 คุณก็ยังกลัว กล้าขัด ม.44 มันขี้กลัวขนาดไหน แต่นี่คุณกลับไม่กลัวสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในประเทศ แต่คุณกลัวสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในประเทศ มีหางหัวอย่างไรก็ปิดหมด มิดเม้น ไม่มีใครหาเจอเลย เขากลัวเพราะว่าเขาชั่ว ชั่วหนักมาก เขาก็กลัวว่าเปิดเผยไม่ไหวหรอก สุดยอดชั่วเลย เปิดไปแล้วเสียหมดเลย แล้วแถมนอกจากชั่วแล้ว ยังหลงมัวเมาเข้าแก่นนรก แก่นสวรรค์ นรก สวรรค์เป็นภพ ศาสนาพุทธสอนให้ล้างภพ อรหันต์ คือผู้หมดภพชาติ แก่นนรกเกิดจากอะไรก็คือสวรรค์ เพราะเขาหลงสร้างสวรรค์จึงเกิดนรก สวรรค์คือนรก เพราะสวรรค์คือ อัลลิกะ คือความเท็จ เป็นสุขเท็จ เป็นอัลลิกะ ในพระไตรฯล.23 ข49 ทานสูตร ผู้จะทำกุศลสูงสุด คือผู้ให้ผู้อื่นสละเพื่อผู้อื่น มีชีวิตทำงานอะไรก็แล้วแต่เพื่อช่วยผู้อื่น ให้พ้นทุกข์ คือกุศลสูงสุด เรียกว่าการให้ การทาน จาคะ ก็ได้ ผู้สามารถสร้างกุศลอันสุดยอดคือทาน เป็นบารมีข้อแรกในบารมี10 ทัศ ก็เพื่อให้เกิดการทานสูงสุด ผู้ที่ทำทาน แล้วทำทานให้สละ แล้วมีจิตอุปจยะเกิดมีความหวังเรียกว่า สาเปกโข จิตใจมีกิริยาของความหวังขึ้นมา นั่นแหละคือนรกเกิด ภพเกิด ชาติเกิด คนใดศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าก็ต้องชัดเจนว่า การเป็นภพชาติ แม้แต่สวรรค์มันคือนรกนั่นเอง หากศึกษาเข้าใจชัดก็จะพยายามปฏิบัติพากเพียรไม่ให้เกิดจิตที่จะ อุปจยะ ไม่ให้เกิดมีภพชาติขึ้นมา แม้คุณจะทำดี แน่นอน คุณทำชั่วคุณไม่อยากได้หรอก แต่กรรมเป็นอันทำ ทำดี ก็เป็นกรรมเป็นอันทำ แต่ถ้าเราไม่มีอุปาทานว่าเป็นเราเป็นของเรา อันนี้ลึกซึ้งซับซ้อน จิตต้องรู้อุปาทาน ไปยึดถือเป็นเราเป็นของเราหรือไม่ หรือเราทำแล้วเป็นกรรม แล้วกรรมเป็นภพชาติ ลำลอง ภพชาติที่เราอาศัยอยู่ในฐานะที่มีขันธ์ 5 จึงเป็น วิภวภพ โดยเฉพาะไม่มีกามภพ ภวภพแล้ว ไม่เกิดภพชาติแล้วสมบูรณ์จริงๆ แต่คนอย่างไชยบูลย์ เขาไม่รู้ทั้งนรกและสวรรค์ แน่นอน เขาไม่คิดจะสร้างนรก แต่ว่าสวรรค์ที่เขาสร้างนี้ เจ้าประคุณเอ๋ย เขาหลอกลวงปั้นสวรรค์หลอกคน เป็นคนปั้นได้ปั้นดี ดีไซน์สวรรค์ขึ้นมา เรียกโดยภาษาโลกีย์เรียกว่าศิลปะ แต่ที่จริงมันคือ ภาพหลอก เขาออกแบบมาเป็นรูปเป็นสี เส้นแสงสายต่างๆ หลอกเอาภาพที่เขาสร้างเป็นสรรค์ ที่ทำออกมาเป็นรูปวาด สารพัดออกแบบ ยังนึกว่านั่นเป็นศิลปะสุดยอด แต่ที่จริงคือ ศิลเปรอะ คือรกรุงรังเลอะเกินฝัน เป็นนิรมานกาย เป็นองค์ประกอบที่เขาทุ่มเทประดิดประดอย เป็นสิ่งที่ไม่มีในมหาจักรวาลไหน แต่เค้าสร้างมาหลอกคนโง่ บอกว่าเป็นสวรรค์ชั้นนี้ชั้นนั้น สุขรวยสุขยิ่งใหญ่สุขเป็นบารมียิ่งใหญ่ ที่มนุษย์เราควรจะได้ควรจะมีคนจะเป็น เขาสร้างให้คนมัวเมาในสวรรค์หลอก เขายิ่งสร้างสวรรค์มากเท่าไหร่ ก็เป็นนรกที่ยกกำลังมากเท่านั้น สวรรค์ที่เขาสร้างมาหลอก 1 นรกก็เท่ากับสอง สวรรค์ที่เขาสร้างมา 2 นรกจะเป็น 4 สวรรค์ที่เขาสร้างมาเป็น 3 นรกจะเป็น 9 เพราะ 1. มันไม่มีจริง 2. เขาเจตนาหลอก เขารู้นะว่าสวรรค์ทั้งหลายเป็นความคิดของเขา เขาเป็นดีไซเนอร์ เขาเป็น creator เขาเป็นนักออกแบบสร้างสรรค์ประดิษฐ์ประดอย คือมันหลอกอย่างสารพัดสารเพ เขารู้ว่าเขาคิดสร้าง เขาไม่ได้มีญาณทิพย์ไปเห็นสวรรค์อย่างนั้นอย่างนี้จริงๆไม่มีหรอก เขาจึงกลายเป็นผู้หมกภพ อเวจีเร้นหลอกด้วยทุรกรรม
(2) ทำชั่วอย่างไป่ยั้ง ดักดาน โชว์แต่ตื้นฉาบฉาน เล่ห์ล้วน ทำดีปะหน้าปาน งิ้วพอก หน้าเฮย ครบสูตรเลวเต็มถ้วน ต่ำช้าบริบูรณ์ พ่อครูว่า...สิ่งที่เขาเอามาโชว์มีแต่ตื้นเขิน ตรงที่สุดเป็นระเบียบที่สุดสะอาดที่สุด สวยที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด มีแต่เรื่องตื้นเขินง่ายๆ คนโลกีย์ที่หลงมหัปปิจฉะ หลงในความมากความใหญ่ความหรูหรา ตื้นๆ โชว์แต่ตื้นๆมาหลอกคน ในโลกมีคน หลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข โดยไม่รู้ทัน เขาก็เอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขมาหลอก บอกว่ามีแบบนี้แจกเยอะนะ เป็นเจ้าของสวรรค์เป็นเจ้าของวิมานแบบนี้เยอะ มาสิมาจะได้ คนโลกสังคมสมัยนี้คนโง่มากเหลือเกิน ก็เลยตกเป็นเหยื่อ เอาแต่เรื่องตื้นๆมาโชว์ อาตมาก็ว่าพูดได้แค่นี้ ชัดที่สุดแล้วนะ ไม่มีสิ่งลึกซึ้งใดๆเอามาโชว์เลย ก็หลอกได้แต่คนโง่ เพราะสังคมโลกนี้ชัดเจนว่า ใกล้กลียุค ในยุคกับพุทธเจ้า พระสารีบุตร อาจารย์สญชัย ก็ถาม ว่า ในโลกนี้คนโง่หรือคนฉลาดมากกว่ากัน ก็คนโง่มากกว่า อาจารย์สญชัยก็บอกว่า เธอไปอยู่กับคนฉลาดก็แล้วกันเราจะอยู่กับคนโง่ที่มีจำนวนมากกว่า ทำดีปะหน้าปาน งิ้วพอก หน้าเฮย คุณเคยเห็นเขาแต่งหน้างิ้วไหม มันหนามาก ไม่เหลือหน้าเดิมเลย คนโง่เท่านั้นที่หลงชมธัมมชโย เขาได้รางวัลเยอะแสดงว่าโลกนี้มีคนโง่มากเหลือเกิน ที่ว่าบ้าเพราะเขากล้าที่จะหลอก บ้าสู้อำนาจรัฐ สู้กฎหมายสูงสุดของรัฐ ก็บ้าได้ที่จริงๆ ไม่ต้องสงสัยว่าเขาจะใหญ่กว่าอำนาจรัฐ ใหญ่กว่าอำนาจสูงสุดของประเทศ และอาตมาก็ต้องขอยกย่องชมเชย ผู้ที่ใช้อำนาจรัฐว่า สุดยอดอดกลั้น สุดยอดความไม่รุนแรง เป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่มาก รบกันต่อสู้กัน ใครรุนแรงต่อกันนิดหนึ่งก็แพ้ ชาติสมัยเจงกิสข่าน ใครแรงกว่าประหารได้ก่อน เลือดกระเด็น ขาดกระจุย ตัดทีเดียว 10 คนได้ก็ยิ่งเก่ง โหดร้ายแบบหยาบสมัยโบราณ สมัยนี้ไม่ได้แล้ว เข้าใจแล้วว่าหยาบคายไม่ใช่สิ่งที่สูงส่ง แต่ความสุภาพเรียบร้อยเท่าไหร่ คือความสูงส่งที่สุด เป็นธรรมาธรรมะสงครามยุคนี้ยิ่งใหญ่ แสดงออกเพื่อจะเอาชนะด้วยลีลาทางกายวาจาใจ พวกอเมริกัน มีหัวหน้าแสดงออก กับประเทศไทยกำลังแสดงออก แม้แต่ตัวร้ายคือธัมมชโย กินดิบ ตัวใหญ่ของอเมริกันเลย American ยังตกยุค ธรรมาธรรมะสงครามเป็นมหาภารตะยุทธ ยิงกันด้วยธนูเกสรดอกไม้ นัยยะเดียวกันเลย เป็นความสุภาพสูงส่งเรียบร้อยมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ยุคโบราณ ที่ฆ่ากันอย่างโหดร้ายไม่ชัด ยุคนี้ต้องสุภาพบางเบา นี่คือสิ่งที่เป็นจริงในยุคนี้ ของธัมมชโย เขากลายเป็นศิลเปรอะ เขาคิดสร้าง เกินกว่าสิ่งที่จะมีจะเป็นได้ สร้างวิมานหรูหรา ฟรุ้งฟริ้ง ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปได้อย่างที่เขาสร้าง ภพชาติแบบนั้นไม่มี ตายไปอีกกี่ภพชาติกี่วัฏกัปป์ก็ไม่มี สิ่งที่เอามาหลอกลวงจะเป็นเรื่องโลกีย์ ผิวๆ ต้องมาหลอกคนโง่เง่า โง่งมงายทั้งนั้น คนที่ฉลาดรู้เท่าทันจึงไม่ตกเป็นเหยื่อ คนตกเป็นเหยื่อจึงโง่เง่า โง่งมงาย พูดด้วยภาษากลับว่า โง่งาม เง่างอกเงย งมงั่ง งอมแง
(3) พูนภพครบนรกฟ้า บวกสวรรค์ ด้วยทิฏฐิเพ้อฝัน บิ่นบ้า ปรุงกิเลสผกผัน สารพัด หลอกแฮ ใช้เล่ห์ลิ้นเก่งกล้า มุดสู้ในกระดอง เขาส่งหน้าม้ามาพูด จนหน้าม้าต้องคดีไปหลายคนแล้วมีหมายจับว่าปลุกระดม หลงนี่อาตมาแยกไว้สี่อย่างก็พอ หลงผิด หลงลืม หลงใหลคลั่งไคล้ หลงตัว(หลงอัตตา) หลงผิดก็ไม่มีอะไรถูกแล้ว หลงลืม ก็ลืมสิ่งที่ไม่ควรลืมไปคว้าเอาสิ่งที่เป็นนรกอเวจี ที่คนเขาไม่ใช้มาใช้ สิ่งที่ไม่ควรลืมก็ลืมหมด เขาหลงใหลคลั่งไคล้ในลาภยศอำนาจในสรรเสริญเยินยอ หลงใหลคลั่งไคล้ในความสุข เพราะเขาไม่รู้จักอัตตาตัวตน โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา เขาไม่รู้เลย แต่กลับประกาศตัวเองว่ามีความรู้ทางศาสนา คนหลงที่ซื่อจริงๆ ทีไม่เจตนา ถามย้อนว่าเขารู้ตัวไหม เขาไม่ได้หลง เขารู้ ถ้าหลงโดยไม่มีเจตนา พระพุทธเจ้าไม่ได้ถือโทษ แต่นี่มันไม่ใช่เลย อย่าไปหาช่องเพื่อจะหนี ต้องหาช่องว่าที่ถูกที่สุดอยู่ตรงไหนจึงจะจบ จะไปหาช่องลอด จะกลายเป็นคนหาเล่ห์เหลี่ยม เพื่อเลี้ยงตัวเองไปตลอดกาลนาน เป็นไอ้โง่ คนหาช่องลอดให้ตัวเอง ทำไมตัวเองไม่ได้เรียนรู้ความจริง แต่ถ้าตั้งหน้าตั้งตารู้ความจริงว่าตัวเองผิด ช่วยตัวเองไม่ผิดจบให้ตัวมันเอง ไม่ต้องเรื่องมาก ถ้าเราผิดแล้วก็จบแล้วแก้ไข อย่าไปหาเรื่องกลบเกลื่อนว่าเราไม่ผิด อย่าทำอย่างนี้ คนนี้ไม่มีทางเข้าหาความจริงได้ง่ายๆ จะไปหาช่องเอาตัวรอดแก้ตัวไปเรื่อยๆ อย่าไปคิดอย่างนี้ คิดอย่างนี้ขอปรามอย่าทำ (4) มอมผองชนที่ล้วน หลงสนิท ด้วยวิธีสะกดจิต สั่งได้ คน“จมภพ”มืดมิด จูงจมูก ได้แล เชื่อแต่นายสั่งใช้ เชื่องแท้“ในฝัน” เขามอมเมาคนด้วยวิธีสะกดจิต มอมเมาแล้วสะกดจิต จึงสั่งได้หมดแล้ว สั่งให้ตายแทนได้เลย อาตมาว่าจะร้ายกว่าลัทธิ jim jones ผีบุญตัวนี้จะร้ายกว่า โดยวิธีการสะกดจิตสั่งได้ คน “จมภพ” คนที่ถูกหลอกเป็นภพชาติก็จมอยู่ใน ภพนั้น มืดมิด จูงจมูกได้ ยิ่งกว่าควายเชื่องๆ เชื่อแต่นายสั่งใช้ เชื่องแท้ ในฝัน คำว่าในฝัน เขาพยายามหลอกคนสอนว่าเขาอยู่ในฝัน เขามีปฏิภาณรู้ว่า ถ้าใครจับได้ว่าเขาหลอกก็ปาราชิก ก็เลยเอาคำว่าในฝันมาใช้ วันนี้เป็นฝันในฝัน อ้าว สวัสดีกันหรือยัง หายใจกันยาวๆ หาวหนึ่งที แล้วฝันเป็นตุเป็นตะ โรงเรียนฝันในฝันวิทยาครูไม่ใหญ่ นี่สำนวนของเขาทั้งนั้นเลย อาตมาฟังแล้วจำได้ เพราะว่าเขาได้พูดซ้ำซากอย่างนี้ เป็นการป้องกันตัวเองเป็นเล่ห์เหลี่ยม อาศัยคำเหล่านี้แก้ตัว เพราะรู้ว่าตัวเองกำลังพูดผิด เอาสิ่งที่ผิดมาพูด จึงหาทางแก้ตัวเองเอาไว้ ใช้เล่ห์ซ้อนเล่ห์ คนลิ้นนับแฉกไม่ถ้วน คนนี้ (5) เมาสวรรค์ที่เสกสร้าง มาหลอก เก่งกว่ากลกลับกลอก กาจกล้า เอาพุทธ“สุดเก๊”บอก ว่า“สัจจ์” ใช้แก่นอสุรกายท้า โธ่ธั้งธรรมกาย อาตมาอายุป่านนี้เพิ่งได้ยินคำว่า สวรรค์ เฟส 2 เฟส 3 นะนี่ อนันต์ อัศวโภคินสร้างไม่ทันเลยนะ พวกนักสถาปนิก สร้างสวรรค์จัดสรร เหมือนพวกสร้างบ้านจัดสรร ราคาเขาใช้คำว่า M คือ million =ล้าน เก่งกว่าพวกเล่ห์มายากลอีก คำว่าโธ่ธั้งคือ ไม่มีอะไรมาสู้เลยมีแค่นี้แล้วนะ ใช้แก่นของความกลัวมาสู้ คำว่าเก๊คืออายไม่มีไม่มีอายเลย (พ่อครูไอ ตัดออก) (6) “ธรรมเก๊”อายสักน้อย ไม่เคย มีแต่ดื้อหน้าเฉย สุดด้าน โง่งาม เง่างอกเงย งมงั่ง งอมแง โกงกี่การณ์จัดจ้าน แก่กล้าเกินแกง ในวิกิพีเดีย บอกว่า...โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาแปลว่า ฝันในฝันแปลว่าไม่ใช่ความจริงอยู่แต่ในฝัน มันฝันซ้อนฝันไม่มีทางเป็นจริงได้ มีพระเทพญาณมหามุนีเป็นผู้สอน จึงเรียกนามตัวเองว่าครูไม่ใหญ่ หมายถึงครูที่เพิ่งเริ่มฝึกสอนในระดับอนุบาลเท่านั้น แต่วิกิพีเดียหรือ google หรือ youtube ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าธัมมชโยอยู่ที่ไหน อาตมาบอกได้ว่าอยู่ในรูแห่งความขี้กลัว (7) ตะแบงเลวเล่ห์ลิ้น เร็วรัว กลั้วชั่วทั่วตัวหัว มั่วสั้ว เลวได้ไม่เคยกลัว เลวหนัก เลวนา ขึ้นยอดเลวสุดขั้ว สู่แป้นไชยบูลย์
(8) ศูนย์ธรรมกายจึ่งพร้อม มิจฉา เต็มเล่ห์ครบอวิชชา ยากกู้ แก่น“อสุรกายา” สุดแกร่ง “ธรรมเก๊”ก็สุดรู้ สุดแล้วเลวเอ๋ย. “สไมย์ จำปาแพง” 25 ก.พ. 2560 จะเห็นได้ว่าไชยบูลย์เกิดมาก็เป็นคนที่อยู่ในมุมที่เขาได้ชื่อว่าไชยบูลย์ แปลว่าเต็มไปด้วยความชนะ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับอาตมา อาตมาแต่งเพลงผู้แพ้ตอนอายุ 20 ออกแผ่นเสียงในปี 2498 อาตมาอายุ 21 ปี อาตมาแต่งในปี 2496 มาดังในปี 2498 เพลงดัง ตอนนั้นอาตมาเรียนอยู่โรงเรียนเพาะช่างปีที่ 3 ขี่จักรยานส่งหนังสือพิมพ์ เมื่อเสร็จจากเลิกเรียน ก็แต่งชุดนักเรียน เขาแต่งกางเกงขายาวเราก็เปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นเสื้อยืด เอากระเป๋านักเรียนมาใส่คานของจักรยาน เอาหนังสือพิมพ์มาใส่อีก ครั้งหนึ่งเมื่อเลิกเรียนก็เอาหนังสือพิมพ์ไปส่ง เป็นกิจกรรมทุกวัน ขณะที่ถีบจักรยานไปส่งหนังสือพิมพ์ เป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบ คนก็รับหนังสือพิมพ์ ในบ้านใหญ่โต มีเสียงเพลง แพ้ก็แพ้ชะตาทราม เขาก็ร้องเพลง อย่างสนุกสนาน อาตมานึกจะบอกว่าร้องเพลงข้า เพลงนี้ข้าแต่ง มันสะท้อนใจเลยน้ำตาไหล เพลงเป็นดาว แต่คนแต่งเป็นดิน เคยคิดว่าจะถามเขา คนที่ร้องเพลงผู้แพ้อย่างที่ฮิตกัน ออกมารับหนังสือจากเราคนแต่ง จะถามเขาว่า เพลงนี้เพราะไหมครับ...เขาก็บอกว่าเพราะ ...เราก็จะบอกว่าเพลงนี้ผมแต่งนะครับ ว่าจะถามเขาอย่างนี้แต่ไม่กล้า..กลัวเขาจะหัวเราะ นี่คือเรื่องของเพลง เมื่อขี่จักรยานผ่านมุมมืดแล้วก็คิดว่าเพลงนี้เป็นดาวแต่เราเป็นแค่ดิน เพลงนี้ได้เงิน 300 บาท แต่เราจ้างนักร้องมาร้องให้ ก็เหลือเงิน 300 บาท บอกอย่างไม่อายเลยว่า เหลือ 300 บาทก็เอามาเล่นไพ่จนหมด อาตมาแต่งเพลงนี้ ใครรู้จักทรงศรี เทวคุปต์ บ้าง สิกขมาตุอายุ70 กว่าก็รู้สิ สิกขมาตุรินฟ้าอายุ 71 ปี คุณคนนี้เขาร้องเพลงว่า แพ้ก็แพ้ชะตากรรม ดวง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive