600628_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญญาพาพ้นวิตักกะ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข14 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600628_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญญาพาพ้นวิตักกะ

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 18 มิถุนายน 2560 ที่ราชธานีอโศก ที่ผ่านมาพ่อครูได้อธิบายถึงประชาธิปไตยโลกุตระ ถึง 29 ข้อ พ่อครูว่า...ต่อมาวันนี้เพิ่มเป็น 41 ข้อแล้ว สมณะฟ้าไทว่า…ตอนนี้เราโชคดีที่สุดที่ได้อยู่กับผู้ที่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมาสอนเราให้พ้นทุกข์ได้ เป็นสิ่งที่หาได้ยาก ทำได้ยาก ในความรู้สึกของอาตมา เราได้นั่งใกล้ เงี่ยโสตสดับ ก็เป็นเรื่องที่คุ้มแสนคุ้มแล้ว พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็เล่านิทานหน่อย ได้นิทานมาจากสู่แดนธรรม นิทานนี้เขาก็ได้มาจากที่อื่นเหมือนกัน เขาบอกว่า นิทานนี้ได้มาจากไลน์ครับ

...วันหนึ่ง แม่ทัพออกรบ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “หมากล้อม อันดับ 1 ของประเทศ” แม่ทัพเห็นแล้วรู้สึกไม่ยอมรับในใจ จึงพักทัพ แวะเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขอประลองหมากล้อมด้วย

ปรากฎว่า เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน

แม่ทัพยิ้ม เอามือลูบเครา พลางหัวเราะใส่เจ้าของบ้าน “เหอะๆ..แกเอาป้ายลงได้แล้ว” แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความกระหยิ่มในฝีมือการวาง หมากล้อม และวิสัยทัศน์ในกลยุทธของตน

หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านมาที่เดิม ก็ยังเห็นป้าย อันดับ 1 แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม ก็อดไม่ได้ แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และท้าดวลอีก

คราวนี้แม่ทัพบอกสำทับเจ้าของบ้านว่า เล่นให้ดี ถ้าชนะจะให้รางวัล แต่ถ้าแพ้ จะปลดป้ายอวดดีที่ติดไว้หน้าบ้านทิ้ง แต่ปรากฎว่าครั้งนี้ แม่ทัพกลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงทั้ง 3 กระดาน ไม่เหลือเค้าลางความเก่งเดิมที่เคยทะนงในฝีมือ

แม่ทัพประหลาดใจมาก ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร ? ไปฝึกที่ไหนเพื่อมาแก้มือหรือเปล่า ? รู้สึกไม่อาจยอมรับได้

อ่านต่อ

ว่าเจ้าของบ้านเก่งกว่า เลยอ้างว่าเพิ่งเดินทัพกลับมายังเหนื่อยล้า พรุ่งนี้จะมาเล่นด้วยใหม่

เป็นอย่างนี้ สามวัน ทุกวันแม่ทัพแพ้หมากล้อมอย่างหมดรูป 3 กระดาน ทั้งสามวัน จนไม่อาจไม่ยอมรับว่าฝีมือตนด้อยกว่า และไม่มีเหตุผลใดกล่าวอ้างอีก จึงยอมรับนับถือฝีมือเจ้าบ้านอย่างจริงใจ ยอมตบรางวัลให้ตามสัญญา แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า แล้วทำไม

เจ้าบ้านขอร้องให้แม่ทัพรับปากว่าถ้าตอบตามจริงแล้วจะไม่มีโทษ แม่ทัพให้สัตย์

เจ้าของบ้านจึงตอบตามตรงว่า เพราะท่านเป็นแม่ทัพ และข้าเป็นผู้น้อย วันแรกที่เจอกัน ท่านเดินทัพไปรบแต่กลับอดไม่ได้ต้องแวะมาลองฝีมือกับข้าพเจ้า ย่อมแสดงว่าท่านรู้สึกไม่ยอมรับนับถือผู้ใดในสิ่งที่ท่านคิดว่าท่านเก่งกว่า อีกทั้งเมื่อเดินหมากท่วงทีกลยุทธเดินหมากท่านดุดันวางรุกรุนแรงหมายกินพื้นที่ไม่เหลือ มุ่งหมายชนะถ่ายเดียว ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าแพ้ชนะมีผลต่อความมั่นใจของท่านในการออกรบ ครั้งก่อนนั้น ท่านกำลังมีภารกิจต้องไปออกรบ ข้าน้อยจะไปลบเหลี่ยม ทำให้ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้

แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา และบังคับให้ข้าน้อยเล่นอีก ถ้าแพ้จะปลดป้ายของข้าน้อยออก จึงมิอาจออมมือให้แล้วขอรับ”

แม่ทัพพยักหน้ายอมรับในเหตุผล ที่เจ้าของบ้านอ่านได้กระจ่าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าไม่พึงใจออกมา แต่ก็ไม่ว่ากระไร มอบรางวัลแล้วกลับไปยังทัพของตน พอถึงที่พักก็คิดว่า คนที่อ่านกลหมากได้จนรู้ความคิดอ่านของตนย่อมจะเป็นภัย ใครรู้ว่าแม่ทัพแพ้หมดรูปขนาดนั้นถึงไหนอายถึงนั่น จึงสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปฆ่าเจ้าของบ้านเสีย โดยให้เหตุผลว่าถ้าข้าศึกรู้ว่ามีคนนี้อยู่อาจเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการศึกคราวต่อไป แต่เมื่อไปถึง เจ้าของบ้านก็เก็บของและป้ายนั้นพร้อมออกเดินทางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือคนชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ มีใจกว้างขวางพอที่จะให้คนอื่นได้ชนะ ได้ภูมิใจในฝีมือของตน ได้ไปรบในสนามรบของตนอย่างมั่นใจ

การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน

มาดู sms ไลน์ _0015พระเอาแต่สวดท่องบ่น ไม่สอนธรรมะเลย ญาติโยมจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร ตอบ...เอาแต่ท่องบ่นไม่สามารถเกิดพลังงานวิเศษไปใส่ให้ใครได้หรอก ต้องพูดให้เขาเข้าใจและปฏิบัติด้วยกรรมตนเอง เพราะกรรมของใครต่อใครเท่านั้นจึงจะสร้างสิ่งที่ประเสริฐได้

_4602ไม่เกี่ยวหลอกมันอยู่ที่คนจะหาทางพ้นทุกอย่างไงอย่าไปว่าสวดไม่สอนสอนไปมีใครรุ้ใหม

พ่อครูว่า รออ่านหนังสือ รวมเล่ม คนจะมีธรรมะได้อย่างไร ที่จะออกเดือนตุลาคมนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน บุญ-ฌาน-นิโรธ ต่างกันไหม _2166สามคำนี้ใช้แทนกันได้หรือเปล่าครับ บุญ-ฌาน-นิโรธ ? ตอบ...แทนกันไม่ได้เพราะอยู่คนละสถานะ บุญคือผลสำเร็จของพลังงาน บุญคือพลังงานที่ผู้ใดสร้างพลังงานนั้นขึ้นมา ในขณะที่ทำพลังงานนั้นขึ้นมาเรียกว่าทำฌาน เป็นอุณหธาตุ ไฟกองใหญ่ ไฟพิเศษ สร้างได้สัดส่วน เป็นบุญ เป็นเครื่องมือประหาร ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ได้ สามารถมีผลทำลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ สถานะของฌาน =มรรค นิโรธ= ผลที่ได้ กิเลสตายเกลี้ยงแล้ว … (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

ฌาน 1 2 3 4 เกิดจากการปฏิบัติของพุทธ การทำด้วย 1. ศีล 2. สํารวมอินทรีย์ 3. โภชเนมัตตัญญุตา 4. ชาคริยานุโยคคะ ทำสำเร็จจะเกิดผลเป็น ศรัทธา หิริโอตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา จะมีความเชื่อมั่น มีความละอาย(หิริ) อาย แต่ในที่ลับอาจทำบ้าง ไม่แข็งแรง แต่ถ้า โอตตัปปะ นี้กลัวต่อบาปเลย ไม่ทำต่อหน้าลับหลัง สั่งสมเป็นพหูสูต(พหุสัจจะ) แล้วเติมด้วย วิริยะ สติ ปัญญา เพียรเพิ่มอีก มี สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ เกิดผลเป็น ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา มีวิริยะ สติ ปัญญา ครบองค์ 7 สั่งสมเป็น ฌาน 1 2 3 4 เป็นปฏิภาคทวี ส่วนวิชชา 8 จะเจริญไปตามลำดับ สิ่งที่รู้ยิ่งเห็นจริง ในสิ่งที่ปฏิบัติ รู้ว่าอะไรเกิดอะไรดับ อะไรจางคลาย อะไรดับสนิท อะไรผิดพลาด บกพร่อง อะไรดีแล้วสภาพดีแล้วก็ทำให้แข็งแรงตั้งมั่น มีปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมังอีก อยู่ในพระสูตรที่มี จรณะ 15 นี้ ฌาน เป็นสี่ข้อสุดท้ายของจรณะ 15 แล้วมี วิชชา 8

_6703วิเศษ เท่ากับ ไม่มีเหลือ ซึ่งในทางธรรม คือ ที่สุด หรือสุดยอด ทางโลก คงจะรวมความเป็น วิเศษ เท่ากับ สุดยอด นะคะ ตอบ...นี่แหละธรรมะ พยัญชนะ พอกลับเป็นสภาวะลึกซึ้งซับซ้อน หากไม่มีสภาวะจริงจะสับสนหัวหมุน คนนี้เล่นพูดหลายตลบ คนที่ยังไม่ไปถึงไหนนี่ อยู่ตรงไหนตรงหนึ่งก็เสร็จเลย อะไรวะ กลับไปกลับมา แล้วเขาไม่ได้เดา มีของจริง แต่ผู้ไม่รู้ไม่มีสภาวะก็ตามไม่ถึง มีเหลือ ไม่มีเศษ ก็เท่ากับสุดยอดยิ่งเลย เลยเศษ ไม่มีเศษเลย สมบูรณ์แบบเลย ความหมายของสภาวะจึงไม่ได้อยู่แค่พยัญชนะ มันยิ่งกว่าเหลือ เกินไปอีก พ้นความเหลืออะไรเท่าไหร่แล้ว หลุดพ้นไปไกลเลย สุดยอดเลย ผู้มีสภาวะก็เอาสิ่งเกิน เหนือ อุทธัง หรืออุตระเอามายืนยันให้ คนที่ยังไม่มีปฏิภาณพอก็จะนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร แต่คนมีปฏิภาณจะพอมีอนาคตังสญาณ ว่ามีอะไรรอยไรๆ มีรับรู้ได้ เมื่อปฏิบัติได้จริงก็ค่อยได้ไปตามลำดับ เพราะผู้ที่รู้จริงจะไม่เอาสิ่งที่ไม่จริงมาบอก

_5481ลูกอยากมีสัมประสิทธิ์ ตอบ...ไปหาซื้อตามห้างได้ไหม? ตอนนี้เรากำลังทำตลาดบุญนิยม ให้คนจนมาขายของได้ฝึกฝนตนเองฝึกฝนจิตใจ ให้เสียสละ ลดละ ความเห็นแก่ตัว ต่อไป

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิตกวิจารต่างกับโยนิโสมนสิการไหม จาก ไลน์ _19:27 พุทธพิมพ์ไพร กราบเรียนถามพ่อครูค่ะว่า ตัววิตก วิจาร ที่พ่อครูบอกว่าต้องมีเพื่อที่จะเดินฌานให้ได้ นี้ต่างหรือเหมือนกับตัวโยนิโสมนัสิการอย่างไรคะ ตอบ...ถ้าเอาหลวมๆไม่ต่างกันหรอก วิจาร คือพร้อมทั้งจาระ แต่วิตกคือต้องอ่านอาการนี้ ตักกะ ต้องคิดนึก วิจัย ในวิตกมีวิจัย ต้องแยกแยะพฤติ เช่นมีพฤติเริ่มดำริมา เป็นวิจาร พฤติกรรม วิตก กับวิจาร พอมันเริ่มดำริเรียกวิตก พอเต็มรูปก็วิจาร พอจะวิจัยก็วิจัยในจาร มีอะไรเป็นตัวการที่เป็นตัวปลอม ตัวเหตุ ตัวผี กามหรือพยาบาทเป็นต้น วิเคราะห์วิจัยวิจาร แยกแยะและปหาน การทำวิตก วิจาร แยกแยะวิจัย พร้อมปหานคือ โยนิโสมนสิการ คือทำใจในใจของเราอย่างถ่องแท้ แยบคาย ละเอียดถูกต้องลงไปถึงเหตุเกิด ดับเหตุเกิดให้ตาย คำ โยนิโสมนสิการคือทำใจในใจ ก็ทำแยกแยะ ถึง สมุทัยอริยสัจ แล้วทำด้วยปหาน 5 จนดับสนิทหมด ไม่เกิดอีกอย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน อย่าดูหรือฟังไปเสียทุกอย่างคืออย่างไร _คำสอนท่านพุทธทาส ว่า ดูหรือฟังได้ทุกอย่างไม่ห้าม แต่อย่าไปเห็นหรือได้ยินไปเสียทุกอย่าง เป็นอย่างไร? พ่อครูว่า...ก็เลือกเห็นหรือเลือกฟัง ก็เป็นเชิงสมถะ หลบเลี่ยงไม่เอา ไม่สู้ต่างกับวิปัสสนา ต่างกับของพระพุทธเจ้าโดยตรง สมถะของฤาษีใครก็ทำ แต่ของพระพุทธเจ้า ไม่หรอก จับมาทั้งหมดเลย วิตก วิจาร แล้วแยกแยะ จับตัวการไม่ให้ตกหล่นด้วย ไม่ใช่b ให้เหลือไว้อีก ให้รู้หัวใจกิเลส แล้วตัดขั้วหัวใจกิเลสให้แม่น ให้ถูกต้อง อาตมาอธิบายก็ขอยกมือไหว้ท่านพุทธทาส ต้องขอขมา พูดด้วยวิชาการ ถ้าผู้รู้เห็นว่าผิดก็ไม่ต้องเอา และก็แย้งมาได้ แต่ถ้าเห็นว่าถูกก็เอา เห็นว่าดีก็เอา แต่ถ้าแย้งมาก็ดี อาตมาว่าจะแย้งอย่างไร ก็เท่ากับหลบ เอาแต่ที่ควรดูควรเห็น แต่ก็เป็นสมถะ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ นอกจากว่าเรายังสู้ไม่ได้ ก็แบ่งเอาส่วนหนึ่ง ไม่หลบ แต่แบ่งทำ ตามอัตตัญญุตา ตัวเราก็เท่านี้ เราจะทำทีหลัง ฝากไว้ก่อน โอฬาร เราเอาส่วนเล็กน้อยก่อน อย่าตะกละ เอาโอฬารมาทำเลยก็ตายทันที แต่อีกแหละ เดี๋ยวก็จะว่า ต้องทำโอฬาริกอัตตาก่อน พยัญชนะสลับไปมาได้ เดี๋ยวเป็นตัวก่อน เดี๋ยวเป็นตัวหลัง ถ้าเข้าใจสภาวะแล้วไม่งง ไม่สับสน

_3867นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรสันติฯทุกอโศกกับธ.โลกุตระนำพาปชธต.ใบประชาธรรมนำอธิปไตยปวงชนผาสุกด้วยอาริยะพุทธอธิศีล ปชธต.ใบมหัปปิฉะมลายลาล้างล้วงทุกสิ่งที่โลกมากมีไม่รู้พอ!ปชธต.ใบอัปปิจฉะสร้างสานเสริมทุกสรรพสิ่งให้โลกมีมากรู้พอดี! ปชธต.ใบธรรมาภิบาลเกิดได้ด้วยเสียงเป็นไททั้งตัวและหัวใจ!การม.น้ำดีเกิดสภาสัตตบุรุษได้ด้วยองค์กรอิสระทั้งตัวและหัวใจ!กบสีไตรรงค์! พ่อครูว่า...ก็ถูกต้องเข้าใจได้ดี

_พ่อครูกล่าวปลงอาบัติที่เคยชม คุณทักษิณ ชินวัตรไป และชมพระยันตระไปโดยไม่นึกว่าเขาจะชั่วในภายหลัง พ่อครูจึงเตือนว่า จะชมใครก็ต้องระมัดระวังด้วย

_มีผู้บอกว่าวันเกิด ของอดัม สมิท เกิด 5 มิ.ย. คศ.1723 ก่อนอาตมา 211 ปี วันที่ 5 มิ.ย. เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก วันเกิดบวรราชธานีอโศก ฯ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ปรินิพพานเปรียบกับการระเบิด _0529xxx ธรรมะเมื่ออยู่กับคนนั่นคือคุณสมบัติสูงส่งดีงาม คนจึงมีจิตสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี ธรรมะอันเป็นจิตญาณ แม้พรากจากกาย จิตญาณไม่อยู่ควบคุมบงการสังขาร สังขารนั้นแม้จะมีลมหายใจก็เท่ากับตาย ผู้น้อยกราบเรียนพ่อครูด้วยความเคารพ ...โปรดชี้แนะขยายความเพื่อศึกษาให้เข้าใจยิ่งขึ้น พ่อครูว่า...ที่จริงจิตชนิดไหนก็ติดไปกับอัตภาพทั้งนั้น จิตญาณเป็นจิตโลกุตระ ถ้าสังขารร่างกาย แตกตายแล้ว สังขารก็จะแตกสลายไปเน่าเปื่อย ออกไปสู่ความเป็นดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป จิตญาณก็แยกไป แม้จิตสามัญก็แยกเหมือนกัน ไม่ไปเอาเป็นตัวตนของมันหรอก ที่เน่าแล้วมันไม่เอาหรอก มันไปหาเอาใหม่ หรือจิตญาณที่ไม่ปรินิพพานก็ไปหาเอาใหม่ พวงมะม่วงตกแตกกระจาย บางลูกหลุดจากพวง บางลูกติดพวงอยู่ แล้วจะเอาเก็บมารวมเป็นพวงมะม่วงเก่า ไม่ได้ การอธิบายแบบพวงมะม่วงนี้ยาก อาตมาจึงได้อธิบายโดยระเบิดปรมาณู นิวเคลียร์ พลังงานที่เอาไปทำระเบิดก็แตกกระจาย ชิ้นส่วน ดิน น้ำ ไฟ ลมก็แตกกระจาย ไม่รวมเป็นระเบิดลูกเดิมได้อีกแล้ว ไปเก็บเศษระเบิดและพลังงานเอามาใส่อย่างเก่า ไม่สามารถทำได้ จะทำให้รูปนามกลับมารวมกันอีกให้เหมือนเดิมไม่ได้ คือการปรินิพพานเป็นปริโยสาน

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ตัดสังขารเป็นการทำสมถะ _หนึ่งเสรี .... การปฏิบัติ. ยกตัวอย่างเริ่มที่ตาเห็น รูป เวทนา สัญญา. จบตรงสัญญา. จิตเราไม่สังขาร. ต่อ. คือไม่ปรุ่งแต่ง ว่าสุข ทุกข์. ปฏิบัติแบบนี้. ถูกต้องไหมครับ ตอบ...ปฏิบัติแบบสมถะ แต่ถ้าวิปัสสนาไม่ถูก วิปัสสนาไม่ใช่แค่ตัดสังขารแล้วไม่ต่อ แต่เรียนรู้เหตุปัจจัยทั้งหมด เวทนา สัญญา สังขาร แล้ว สัญญาทำงานแยกสังขาร แยกเวทนา ในสังขารคือการปรุงแต่งทั้งหมด มาเป็นรส คือเวทนา 2 ถ้ายังมีเหตุ เวทนาคือกรรมฐาน ต้องเรียนรู้แล้วทำให้สมบูรณ์ทั้ง เวทนา 108 ทำได้สมบูรณ์ก็จะบรรลุ เวทนาเทียมดับหมด เหลือเวทนาแท้ จนยังยืนถาวรไม่เปลี่ยนแปลง อดีต ปัจจุบัน อนาคต “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”หรือ อวิชชาตัวที่ 7 ทำให้เกิดนิโรธได้ และทำทุกข์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็น 0 จนกระทั่งอดีตกับปัจจุบัน แข็งแรงมั่นใจ จนมันจะมีอีกกี่ปัจจุบัน อดีตก็เป็นตัว constant ปัจจุบันเป็น kinetic มี Coefficient ทำให้0 ได้ตลอดกาลนาน อย่างมั่นใจอย่างรู้ของจริง ผู้นั้นก็สมบูรณ์ถือว่าสูงสุด พวกเราที่มีสภาพจริง เช่นกิเลสอบายของแต่ละคน จนเดี๋ยวนี้อยู่กับมันได้สบาย เท่ากับพระพุทธเจ้าว่า มีความสามารถมาก สามารถยื่นมือ ไปลูบพระอาทิตย์พระจันทร์ด้วยฝ่ามือ อาตมาแปลว่า ลูบหัวล้านยักษ์มารได้สบาย ท่านบอกว่าเหมือนมือไปลูบคลำ พระอาทิตย์พระจันทร์ ซึ่งมันร้อนแรงมาก นี่คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า พูดเป็นภาษาธรรมไม่ใช่ภาษาคน เรียนรู้วิญญาณที่แจกเป็นเจตสิกทำให้สมบูรณ์ได้ วิญญาณเป็นสภาพองค์รวมของเจตสิกต่างๆ เวทนา สัญญา สังขาร เหมือนกระทรวง ส่งไปที่อธิบดีคือวิญญาณ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สังกัปปะ 7) ตอน ตักกะ วิตักกะ ก็เป็นกรรมแล้ว _เกี่ยวกับสังกัปปะ7 พ่อท่านเคยบอกไว้ว่า ขั้น1ตักกะ 2วิตักกะ ยังไม่เป็นกรรม แต่พอถึงขั้น3สังกัปปะ เริ่มเป็นกรรมเป็นวิบากแล้ว ลูกขอเรียนถามว่า แค่ไหนคะ ถึงจะเป็นขั้นสังกัปปะ?. ช่วงเกิดดำริขึ้นมาเป็นตักกะ เราก็จับได้ วิตักกะ ก็อ่านว่าเป็นกามเป็นพยาบาท แล้วเราทำการประหารมัน ช่วงนี้เป็นสังกัปปะรึยังคะ และถ้าเป็นสังกัปปะ มันก็เริ่มนับเป็นกรรมเป็นวิบากแล้วใช่ไหมคะ หรืออย่างไร พ่อท่านช่วยกรุณาอธิบายรายละเอียดของแต่ละขั้น ในช่วง3ขั้นตอนนี้ด้วยนะคะ อีกข้อคือ วจีสังขารในขั้นที่7 ของสังกัปปะ7 กับตัวจิตสังขาร มันต่างกันอย่างไรคะ แค่ไหนจึงจะเป็นวจีสังขาร และแค่ไหนเป็นจิตสังขารคะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า ก็ขั้นธรรมะสองคือตักกะ วิตักกะ เริ่มดำริ เป็นตักกะ หากเป็นวิจารคือพฤติกรรมของจิต หากคุณไม่วิตักกะ ไม่สามารถนึกคิดค้นคว้าวิจัยในจาระ จนแยกแยะกิเลสออกได้ ตักกะ วิตักกะ สองตัวแล้วก็เป็นกรรม แล้วปล่อยให้สองตัวนี้ทำงานมีกิเลสมาปรุงอีก จึงต้องรีบ วิเคราะห์วิจัยแยกจากกิเลสออกมาจากตักกะให้ได้ ถ้าครบจึงเป็นสังกัปปะ เป็นผลงานเป็นการนึกคิดของโลกุตระ อาริยบุคคล จัดการอภิสังขาร หากมันไม่มีความรู้ก็สังขารเป็นโลกียะ หากมีความรู้อภิธรรม ก็จับกิเลสกำจัดกิเลสได้ จนดับสนิท ดับได้เท่าไหร่ก็ตาม ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ คุณยังไม่เก่งถึงอรหัตตผล ก็ผ่าน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นตัว คอนสแตนท์ หรือหน้าด่าน พวกหน้าด่านนี้เหมือนตำรวจคุมป้อม ไม่ฉลาดเท่ากับตำรวจคณะใหญ่ที่มีกระบวนการกลั่นกรอง แต่พวก อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา กรองไม่ได้ละเอียดเท่า ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะหรอก เป็นวจีสังขาร เป็นมโนวิญญัติ ยังไม่ใช่วจีกรรม เป็นแค่ปฏิฆสัมผัสโส ถ้าปรุงมาเป็นวจีสังขารแล้ว ยังไม่มีคำพูดเรียก ไม่มีอธิวจนะเลย พูดออกมาไม่มีบัญญัติเฉพาะตัวก็พูดอ้อม เอาอันอื่นไปแทนกว่าจะประกอบเป็นรูปร่างได้ ต้องตั้งชื่อเฉพาะคืออธิวจนะ คืออธิวจนสัมผัสโสก็กล่าวอยู่ในวจีได้ ใช้วจนนี้ออกเป็นวจีกรรมได้เลยทันที ปฏิฆสัมผัสโสนี้ก็จะมีอธิวจนสัมผัสโสก็จะเอามาใช้เป็นวจีกรรมได้ นี่คือกระบวนการของสังกัปปะ 7 อันนี้อาตมาอาจบกพร่องเป็นสัญญาวิปลาสได้ อาตมาอาจเคยสอนบกพร่องว่า ตักกะ วิตักกะ ไม่เป็นกรรม แต่ที่จริงเป็นกรรมแล้ว ถ้ายังไม่ถึงสังกัปปะ นี่บอกว่า อาตมาเคยบอกว่า ตักกะ วิตักกะ ยังไม่เป็นกรรม แต่ถ้าสังกัปปะก็เป็นกรรม ก็จริง ถ้าจะพูดเช่นนั้น ถ้าเป็นตักกะ วิตักกไม่มีสังกัปปะ แต่ออกไปเลยก็ไม่เป็นกรรม แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ติดบัญญัติภาษาก็ไม่ผิดทั้งคู่ หากเข้าใจสภาวะ แต่ถ้าติดพยัญชนะ บอกว่า ตักกะ วิตักกะไม่เป็นกรรม พูดไว้นะ แต่พอสังกัปปะ ซึ่ง ตักกะ สังกัปปะ มันไม่ได้อยู่แค่สอง แต่ทำกระบวนการจนกิเลสหมดได้แล้วออกเป็นวจีกรรม ถ้าไม่ผ่านถึงสังกัปปะอย่างสมบูรณ์ ก็ออกไปเป็นวจีสังขารที่ไม่มีกรรม แต่ถ้าผ่านครบกระบวนการก็เป็นกรรมสมบูรณ์ แต่ถ้าตักกะ วิตักกะ ไม่มีอภิสังขารก็ออกไปเป็นกรรมที่เลวเลย ตักกะเริ่มดำริมาก็แยกแยะกิเลส แล้วกำจัดกิเลสให้ได้ กำจัดได้เป็นวิจาร จาระนี้ก็สะอาดจากกิเลสไม่เหลือเป็นวิเศษ จบการกระทำการจัดการ มนสิการ จิตเป็นสังกัปปะ ผ่านเพื่อความเผื่อพอ ผ่านด่าน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตรวจให้ละเอียด ถ้ามีเหลืออีกจริงๆ มันจะไปเหลือซากหรือ กลไกของพระพุทธเจ้านี่รอบรัดมากไม่ให้เล็ดลอดเลย เป็นวจีสังขารที่สะอาดที่สุด ตัวที่ 7 เป็นหลักการที่คิดเองไม่ได้ สูตรแบบนี้เก่งกว่า E=mc 2 เป็น E=mc 2 +A ตัว A คือตัวที่จะทำเพิ่มยกกำลังได้เลย

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สัมประสิทธิ์จากหมู่มิตรดี _ มณฑา แพงคูณ ผิวดำ....เราจะก้าวหน้า เราต้องทำค่า coefficiency ของเราให้เป็นคูณหรือยกกำลัง เหมือนที่พระพุทธเจ้าช่วยทำให้ค่า สปส. ขององคุลีมาล ยกกำลัง บรรลุทันที ด้วยคำพูด เราหยุด(กิเลส)แล้ว แต่ ท่านสิยังไม่หยุด ....... เราควรอยู่ในหมู่มิตรดี สหายดี เพื่อที่จะได้มีผู้ช่วยขัดเกลากิเลส หรือเป็นพลัง coefficiency แบบคูณหรือยกกำลังให้กับเราบ่อยๆ โดยการเข้าร่วมทำงานกับหมู่กลุ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ สาธุ อดีตเวทนามันเป็น static คงที่ไปแล้ว ก็เป็นบทเรียนไป อนาคตเวทนามันเป็น dynamic ก็ยังเคลื่อนไหวยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร ที่ใกล้ตัวใกล้ใจเราที่สุดก็คือ ปัจจุบันเวทนามันเป็น kinetic ก็กำลังเคลื่อนไหวอยู่ เราต้องใส่ใจตัวนี้ โดยใช้ลิงคนิมิตรอุเทศอ่านอาการให้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทำให้เป็นศูนย์ (ธรรมสอง ทำให้เป็นหนึ่ง แล้วเป็นศูนย์ ทำอิตถีภาวะให้หายไป เหลือเพียงปุริสะ ) เมื่อเวลาผ่านไปปัจจุบันก็กลายเป็นอดีต (static เป็นศูนย์แล้ว kinetic ก็เป็นศูนย์แล้ว) อนาคตที่เป็น dynamic ก็ต้องเป็นศูนย์แน่นอน ....... จังหวะนี้แหละที่ต้องเพิ่มพลังตัวเร่ง coefficiency ให้เป็นคูณหรือยกกำลังให้ได้ วิธีก็คือติดตามฟังธรรมประจำ แล้วปฏิบัติตามสม่ำเสมอ ตั้งใจมั่นค่ะ แล้วจะรู้วิธีทำได้ด้วยตัวเองค่ะ สาธุ พ่อครูว่า...การอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ มี osmosis เป็นแกน อย่าง ผมเป็นแท่งก้อนอยู่มันก็ไหลซึมไปหาได้ สมณะฟ้าไทว่า...การนั่งฟังโทรทัศน์คนเดียวกับมาฟังพ่อครูที่นี่ก็ต่างกัน พ่อครูว่า..องค์ประกอบทำให้เกิดพลังงานซึมซับได้สูง มีพลังงาน บวก คือ static , ลบคือ dynamic(อดีตกับอนาคต) กับ kinetic(ปัจจุบัน) coefficient เป็นพลังงานเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจาก static และ dynamic ที่เพิ่มมานี้เป็นพลังงานระดับคูณหรือยกกำลัง เรียกว่า Kinetic แสดงว่าคุณคนนี้ฟังธรรมเข้าใจ อันนี้รายงานมานี้ทำให้ครูมีกำลังใจสอน อาตมาอายุยืนต่อแน่ มีคนฟังแล้วเกิดผลงานอย่างนี้ มี endorphins เป็นพลังงานสดนะ เป็นพลังงานตามเรื่องเคมีเกิดขึ้นมา อาตมาไม่เอาแบบลีชุงยุน แกมีเมียถึง 26 คน มันเพิ่มฮอร์โมนอีก ลีชิงยุน แกอาศัยฮอร์โมน ทำให้แกอายุยืน ซึ่งอาตมาไม่เอา เป็นภาระ เราก็เอาแค่นี้ก็พอ ไม่ต้องเอาอย่างลีชุงยุน

1614"นกสองหัว ยากที่จะเลือกเอาสักหัว เลยไม่คบทั้งสองหัวนั้นเป็นการถูกต้องแล้ว" – พุทธทาสภิกขุ การแยกธาตุ ก่อนตายควรทำไหมคะ สิ่งที่ทุนนิยมกลัวที่สุดคือ กลัวคนจะพึ่งตัวเองได้ "ชาวอโศกเพื่อมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ ชาวอโศกเพื่อชาวอโศก" สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน แยกธาตุก่อนตายทำได้ไหม _1614"นกสองหัว ยากที่จะเลือกเอาสักหัว เลยไม่คบทั้งสองหัวนั้นเป็นการถูกต้องแล้ว" – พุทธทาสภิกขุ การแยกธาตุ ก่อนตายควรทำไหมคะ พ่อครูว่า...ถ้าคุณจะทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งก็ต้องเลือกหัวใดหัวหนึ่ง สองธาตุต้องมีต่างกัน ต้องเลือกที่ควรที่ดีที่สุด อันใดอันหนึ่ง ถ้าจะอธิบายค้านก็ได้ อธิบายตามก็ได้ การแยกธาตุก่อนตายควรทำไหมคะ.. ก่อนที่คุณจะตายก็แยกเท่าที่คุณมีสมรรถภาพมาแล้ว วินาทีสุดท้ายที่จะตายจะทำอะไรไม่ได้มากหรอก ต้องมีความสามารถที่สั่งสมมาใช้ตอนก่อนตาย ถามว่าแยกธาตุ หากแยกได้สำเร็จไม่เกิดกิเลสอีกก็ได้แล้ว อรหันต์ท่านหมดแล้ว ดับกิเลสไม่เกิดอีก แต่ถ้าท่านจะตั้งจิตเกิดต่อก็ได้ จิตท่านก็ไปเกิดตามที่ท่านจิตสะอาดแล้ว ก็ได้เท่าที่คุณทำ ธุ์ต่อเชื่อมไปถึงชาติหน้า เพราะคุณยังไม่แยกสลาย แต่ถ้าเป็นอรหันต์ แยกสลายได้หมดแล้วไม่ตั้งภพภูมิอีกเลยก็จบ การแยกธาตุก่อนตาย ก็อยู่ที่แยกได้หรือยัง ถ้าอรหันต์ก็ทำได้ แต่ถ้าไม่ใช่อรหันต์ อยากแยกอย่างไรก็ทำไม่ได้ อยากตายสูญก็ไม่ได้หรอก จิตคุณก็ต้องต่ออยู่ดี มีกิเลสนั้นอยู่ดี จนสามารถทำให้กิเลสไม่เกิดอีกเลยจริง มีสุญญตานิพพาน อัปปณิหิตนิพพาน อนิมิตนิพพาน ไม่เกิดเครื่องหมายใดๆอีกเลย นิพพานอย่างเป็น o ไม่มีนิมิต ไม่มีตั้งจิตอีกเลย คือตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่ถ้ามีปณิหิตตังจิตตัง ก็มีต่อได้ อยู่ที่จิตเราทำได้จริงหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้แล้วอยากจะทำ สุญญตานิพพาน อัปปณิหิตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อยากให้ตายก็ทำไม่ได้หรอก ถ้าคุณยังทำไม่ได้จริง หากทำได้จริงก็จะได้ แล้วอยากได้กันไหม?

_สิ่งที่ทุนนิยมกลัวที่สุดคือ กลัวคนจะพึ่งตัวเองได้ "ชาวอโศกเพื่อมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ ชาวอโศกเพื่อชาวอโศก พ่อครูว่า...จริง มิน่าเราถึงถูกต่อต้าน เราจะให้คนพึ่งตนเองได้ เขาถึงต่อต้าน

_3867ที่พ่อครูอ่านฯบุญนิยมนำขึ้นจอทีละข้อบ่ได้ฤา?หนก่อนจดบ่ทัน! นก2หัว,ไส้ศึก,เกลือเป็นหนอน,ข้า2จ้าวบ่าว2นาย มีในโลกทุกที่!หมู่งานใดมีคน2จิต2ใจ!หมู่งานที่นั่นก็ยากไปสู่เป้าหมายด้วยทิศทางเดียวกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ใส่บาตรเป็นสาธารณโภคีที่ลึกซึ้ง _พอ ตระกูลอโศก : สำหรับตัวดิฉันรู้สึกว่าการใส่บาตร เหมือนการแสดงลิเก เพราะใส่เสร็จแล้วก็นำข้าวไปใส่หม้อเหมือนเดิม และอาหารส่วนใหญ่ก็ไม่เหมาะกับสมณะ เด็กยังไม่กิน พ่อครูว่า...คนนี้มองไปแง่นั้นก็เป็นได้ เหมือนเล่นลิเก พวกเราสาธารณโภคี ใส่บาตรแล้วเอามารวมกัน แต่ระวังนะ ไปว่าพระพุทธเจ้าเล่นลิเก ภิกษุสมัยก่อนก็นำมารวมกันแบ่งกัน ถ้ามองรูปธรรมตื้นๆก็อย่างนั้น แต่การรวมกัน เป็นสาธารณโภคี มันตื้นหรือ? ถ้าผู้ได้รับนับถือ กว่าจะได้รับการใส่บาตรด้วยของคุณภาพดี แต่ท่านก็เอามารวมกันเฉลี่ยกัน คนไหนอ่อนแอก็ให้วิตามินไป คนแข็งแรงก็สละให้ แต่ไปมองตื้นแค่รูปธรรมนี้ตื้นไป อาหารใส่บาตร เดี๋ยวนี้เยอะ ของคนนอกมีเยอะ แต่คนในเรานี่ไม่ค่อยมีหรอก บิณฑบาตข้างนอกมาสารพัดเละเลย ก็จริง แต่เราก็ต้องไปโปรดเขา ทั้งประโยชน์เรา ว่าเราไปหลงข้างนอกหรือเปล่า และเราก็แนะให้เขาได้ทำทาน เชื่อมโยงรูปนาม คนที่ได้ทำทาน กับพระพุทธเจ้า 1 ครั้ง กุศลที่จะเชื่อมโยงก็เยอะ อจินไตยอธิบายได้ยาก ยกตัวอย่าง ราธะพราหมณ์ใส่บาตร พระสารีบุตร 1 ทัพพี พอถึงคราวจะบวชก็ไม่มีอุปัฏฐาก แต่เจอพระสารีบุตรจำได้ว่าเคยรับบาตร 1 ครั้งก็เลยหาเครื่องอัฐบริขารที่จะบวชให้ มันก็เกื้อกัน ช่วยเหลือกันเป็นเหตุปัจจัยกันและกัน ยิ่งทำกับคนมีคุณธรรมสูง สิ่งที่เราจะได้ ประโยชน์จากท่านก็จะสูง คุณไม่เอาหรือ ได้ใส่บาตร กับพระพุทธเจ้า 1 ครั้ง ท่านก็มีแต่สิ่งประเสริฐ ให้เรา ของมีค่าที่ท่านให้เรา ธุลีละอองนิดนึงก็ประเสริฐมากแล้ว สรุปแล้วทุกอย่างมันต้องสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ช่วยกันและกัน อาศัยกันและกัน เรียกว่าสมาสัย ก็อาศัยกันและกัน สมณะฟ้าไทว่า...เหมือนเราใส่บาตรพ่อครูแต่พ่อครูสอนเราลดกิเลส พ่อครูให้สิ่งมีค่าแก่เรามากมายกว่ามาก พ่อครูว่า...ค่ากุศลโลกียะก็ค่าระดับหนึ่งแต่ค่ากุศลโลกุตระนี้ค่าก็มากกว่า ลดกิเลสได้นี้เที่ยงแท้ถาวรได้ทุกชาติ แต่โลกียะนี้ได้แล้วไม่เที่ยงไม่คงที่ ได้แล้วได้เลย เป็นสิ่งประเสริฐโลกุตรธรรมอันนี้เป็นเรื่องเกินคิด คิดไม่ออกง่ายๆ อจินไตยลึกซึ้ง

_ถุงเงิน ปิ่นแก้ว : ชีวิตหนูเหมือนมดน้อย วิ่งสู้ฟัด กัดฟัน

_รุ่งโรจน์ อนันต์เจริญกิจ : พระไทยบูชาครูปางที่9ของฮินดู ขิขิ พระไทยอยู่ไหน เห็นแต่สมานของ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน