600626_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 29 ข้อ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600626_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 29 ข้อ
สมณะเดินดินว่า…วันนี้พ่อครูพร้อมปัจฉาฯก็ได้กลับคืนมาสู่รัตนราชธานีอีกครั้ง บรรยากาศดูคึกคักเพราะใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว ทุกเข้าพรรษาจะเป็นเหมือนเทศกาล ที่พุทธสถานแต่ละแห่งจะได้มาศึกษา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ให้แก่ตัวเอง ส่วนพ่อครูก็ยังเดินเครื่องอยู่ แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง ก็คือการไอ แต่ก็รู้สึกดีว่าไม่ไอตอนเทศน์มาก แต่ไปไอหลังเทศน์ ก็มีความสัมพันธ์กับการใช้เสียง ถ้าใช้เสียงมากก็จะทำให้สายเสียงใช้งานมาก ต้องขอบคุณเสียงจากผู้ชมผู้ฟังสะท้อนกลับมา ทำให้ช่วยแบ่งเบา ทำให้พ่อครูไม่ต้องเร่งเครื่องมาก ถ้าพ่อครูเดินเครื่องไปอย่างเดียว โดยไม่รู้ว่าผู้ฟังเข้าใจอย่างไร สนใจอย่างไร ก็เหมือนกับต้องพยายามหักโหมใช้กำลังมาก โดยไม่มีทิศทาง แต่เสียงสะท้อนกลับมาก็เป็นสิ่งช่วยทุ่นแรง มีเป้าหมาย ยิงเข้าเป้าได้เลย ต้องขอบคุณผู้ชมที่ติดตามและมีเสียงสะท้อนกลับมา สิ่งหนึ่งในสังคมไทย ถ้าก็เป็นชาวอโศกคงจะสบายใจว่าที่เราทำมาเป็นไปอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่รู้ตามได้ยาก เข้าใจได้ยาก ถ้าเราตามข่าวบ้านเมือง จะเห็นว่าแกนนำพันธมิตร กำลังจะได้รับการพิพากษาคดี บุกยึดทำเนียบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ติดคุก ศาลอุทธรณ์กำลังจะพิจารณา แต่อาจารย์สมเกียรติก็ไม่สบายก็เลยยังไม่ได้ตัดสิน ในยุคนั้นประชาชนออกมาหลายล้านคน คนออกมาช่วยทหารช่วยตำรวจ ประชาชนไม่มีใครออกมาเป็นหลัก แกนนำก็ออกมาเสียสละ พอมาถึงจุดจบก็กลายเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ของพ่อครูยากยิ่งกว่านั้นอีกที่คนจะเข้าใจ คนมีปัญญาพอถึงจะเข้าใจ แต่คนในสังคมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ พ่อครูอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ส่งเสริมคนดี ให้ค่าคนชั่วคน
อ่านต่อ
ดีเท่ากันหมด นี่ก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะแก้ไข อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อครูพยายามอธิบาย เหมือนเข้าใจได้ง่าย แต่ก็ไม่เข้าใจได้ง่าย เรื่องประชาธิปไตย ยังไม่ต้องพูดถึงด้วยปฏิโสตัง ธรรมะทวนกระแสของพระพุทธเจ้า แต่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข แต่ทุกวันนี้ องค์กรสหประชาชาติ สำรวจพบว่า ความสุขของคนไทยมากกว่าหลายประเทศ เขาจัดอันดับประเทศไทยว่าทุกข์น้อยที่สุดในโลก องค์กรต่างประเทศให้การรับรอง แต่ถ้าไปดูนักวิชาการ คอลัมนิสต์บอกว่า ประเทศไทยแย่ที่สุด ทำไมไม่คืนอำนาจให้ประชาชน นักวิชาการแม้ได้ร่วมต่อสู้กัน ก็จะตีความว่ารัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย แต่ในผู้รู้กลับไม่ค่อยเข้าใจ เรื่องนี้พ่อครูก็พยายามทำให้สังคมเข้าใจ วันนี้พ่อครูเตรียมมาตั้งแต่อยู่ที่สนามบินเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยที่เจริญสุดยอด พ่อครูว่า...ก็ขอต่อไปเลยว่า การเมืองประชาธิปไตย เป็นการเมืองที่พัฒนา มาไปไกลมาก เป็นการเมืองที่เจริญสุดยอดจริงๆ ประเด็นที่การเมืองเป็นเครื่องชี้บ่ง ของประเด็นของการเมืองที่ถือว่าสุดยอดก็คือ เป็นรูปธรรมชัดๆ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่า งั้นผมก็ขอยึดอำนาจ คำนี้แหละคือคำปฏิวัติ ถ้างั้นผมก็ขอยึดอำนาจ พูดต่อหน้าผู้ที่รักษาการนายกรัฐมนตรีเลย ตอนนั้น เพราะว่านายกรัฐมนตรีถูกปลดไปแล้ว ถูกขับออกไปจากตำแหน่งแล้ว ล้มเหลวแล้ว เหลือผู้มารักษาการแทน ก็ต่อรองกัน เมื่อไม่ตกลง ท่านพลเอกประยุทธ์ก็เลยบอกว่าผมขอยึดอำนาจ จบ ทุกอย่างไม่มีกระดิกกระเดี้ยเลย เสร็จ เป็นรัฐประหารที่เบาที่สุดสงบที่สุด พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวแทนประชาชน ไปบอกว่าขอยึดอำนาจจากผู้ถืออำนาจตอนนั้นคือ รักษาการนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์เป็นตัวแทนประชาชน แล้วก็บอกว่าขอยึดอำนาจ ไม่ใช่ตัวเองนะ แต่เป็นตัวแทนประชาชน ก็ทำได้ แล้วทำหน้าที่บริหาร เป็นนายกรัฐมนตรีเลย ประชาชนก็ไม่มีใครกระด้างกระเดื่อง นอกจากพวกอวิชชา ร้องออกมานิดๆหน่อยๆ error นอกนั้นสงบ ตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ มาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงเลย เริ่มต้น เสียงสะท้อนจากต่างประเทศบอกว่าเป็นนายกฯจากรัฐประหาร ไม่เอา แต่บัดนี้ยอมรับกันแล้ว แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มันเป็นพฤติกรรมความจริง ที่นายกฯประพฤติกระทำกับสังคมประเทศ บอกสัจจะว่าทำงานเพื่อประชาชน ไม่ได้มาข่มเบ่งอำนาจอะไร คนเขาก็มีปัญญา มนุษย์ชาติต่างประเทศก็มีปัญญารู้ เป็นการชี้บอกความจริงว่าเป็นความเจริญ ของประชาธิปไตย มันไม่ใช่เรื่องขัดแย้งร้ายแรงแย่งอำนาจอย่างหน้ามืดตาบอด ไม่ใช่ มีคนหน้ามืดตาบอดไม่กี่คนที่เห่า แย่งอำนาจเท่านั้น ประชาชนเขาเอาอันนี้ เอ็งนะเศษสวะเท่านั้น ก่อนพลเอกประยุทธ์จะยึดอำนาจ ประชาชนได้ทำงานประท้วง รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนตกกระป๋องไปแล้ว ถือว่าอำนาจเป็นของประชาชนแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจึงได้เข้าใจ นายกฯ มาต่อจิ๊กซอ ยึดอำนาจ ก็เลยเป็นรูปของประชาธิปไตยเต็มที่ สำเร็จด้วยดี เรียบร้อย ไม่มีที่ไหนที่จะปฏิวัติอย่างสุภาพเรียบร้อยงดงาม ไม่ได้เป็นได้ง่ายๆ เป็นเรื่องชี้บ่ง ยืนยัน ชัดเจนว่าประชาธิปไตยของไทยเจริญงอกงามมาก และที่เกิดอย่างนี้เพราะว่า เมืองไทย มีแกนวิญญาณที่เป็นประชาธิปไตย ก็คือ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงงานมา 70 ปี เป็นนักประชาธิปไตยชั้นเลิศ ท่านเป็นพุทธมามกะ เป็นอาริยบุคคล มีจิตวิญญาณที่เป็นอาริยบุคคลจริงๆ จึงเป็นผู้ที่ มีทศพิธราชธรรม ที่วิเศษประเสริฐ เป็นเลือดเนื้อวิญญาณของพระองค์ เมืองไทยจึงมีประชาธิปไตยทั้งเลือดและวิญญาณ ทั้ง 2 ขา ประชาชนก็มีเลือดของประชาธิปไตยเพียงพอส่วนใหญ่ ส่วนประชาชนโง่เง่าก็หาเหตุย้อนแย้งตีรวน ตามประสา อวิชชาทำไปยังไม่รู้เรื่องรู้ราว เมืองไทยขณะนี้จึงเป็นประเทศไม่ต้องเลือกตั้ง แต่เป็นประชาธิปไตยชั้นดีด้วย จุดสำคัญของประชาธิปไตยคืออะไร คือพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ผู้ที่เห็นแก่ประชาชน ทำประโยชน์แก่ประชาชน รับใช้มวลประชาชนอยู่ นี่คือความเป็นพฤติกรรมของประชาธิปไตย ที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ที่ต้องมีการเลือกตั้งเพราะมันไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย จึงต้องใช้อำนาจรูปแบบว่าที่ประชาชนเลือก กูนะโว้ย เอามายืนยันอ้างอิงเท่านั้น การเลือกตั้งจึงเป็นกลเม็ด ยืนยันว่าประชาชนเลือกมา แต่ก่อนจะเลือกตั้งคุณเองก็ เลี้ยงต้อย ติดสินบนไว้ก่อนแล้ว ซื้อเสียงไว้แล้ว เป็นค่ายกลหาเสียง มันไม่ใช่ประชาธิปไตยเป็นความลับของสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก แล้วเขาก็เลือกตั้งได้ อาตมาพยายามนิยามตามภูมิของอาตมาว่า ประชาธิปไตยมีเหตุปัจจัยอะไรบ้าง ยืนยันได้มากถึง 29 ข้อ ขอยืนยันว่าศาสนาพุทธเป็นยอดของประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตย ท่ามกลางสังคมยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตยแล้ว ท่านมีรัฐอิสระ มีธรรมนูญของท่าน คือศีล วินัย ไปประกาศ ทุกแคว้นประเทศในทวีปอินเดีย พอไปถึงประเทศไหน พระเจ้าแผ่นดินของแต่ละแคว้นแต่ละประเทศก็ยอมให้ท่าน ประกาศลัทธิ ประกาศแล้วประชากรของประเทศจะมาเข้ารีต นับถือลัทธินี้ ก็ให้หมดเลย ทุกแคว้นประเทศ นี่คือ ความยิ่งใหญ่ของประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า แม้แต่ละยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระเจ้าแผ่นดินก็ยอมให้พระพุทธเจ้า ที่เอาลัทธิ ประชาธิปไตย อิสรเสรีภาพ อยู่ตามคุณธรรม ปฏิบัติตนให้มีคุณธรรมได้ทุกอย่างดี เป็นสุดยอดของหลักฐาน สุดยอดของตำนาน ประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ ศึกษาให้ดีแล้วจะรู้ความจริงอันนี้ อาตมาให้ข้อตั้งเงื่อนไขไว้ 29 ข้อ
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 29 ข้อ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 1. ประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะต้องมี“การเลือกตั้ง”จากประชาชนเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขาเดียว 2. “ประชาธิปไตยขาเดียว”หมายความว่า ประชาธิปไตยที่มีแต่“ระบบประชาชน”เท่านั้น ไม่มี“ระบบกษัตริย์”ในประเทศนั้นๆ 3. ส่วนประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีความเป็นจริงของภาวะจริงแห่ง“กษัตริย์”ที่ทรงมีทั้ง“เลือดแห่งกษัตริย์” และทรงมีทั้ง“วิญญาณแห่งกษัตริย์” ซึ่งครบสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ คือ ในความเป็น“มนุษย์”นั้นต้องสัมบูรณ์ด้วย“เลือด” โดยเฉพาะสำคัญยิ่งต้องสัมบูรณ์ด้วย“วิญญาณ” เลือดคือ DNA สรีรพันธุ์(genetic) สืบทอดทางดินน้ำไฟลม ส่วนวิญญาณคือกรรมพันธ์ุสืบทอดทางกรรมวิบาก ของใครของมันตนเองทำกรรมก็รับมรดกกรรมตนเอง แบ่งใครไม่ได้ 4. หากสังคมประเทศที่มีกษัตริย์ก็ชื่อว่าเป็น“ประเทศที่มี“วิญญาณ” 5. หากกษัตริย์ในประเทศนั้นทรงมี“วิญญาณ”ที่เป็นประชาธิปไตย ก็จะไม่ต้องมี“การเลือกตั้ง”โดยประชาชน อธิบายต่อ เขาอาจเห็นว่า เมืองไทยมีในหลวงก็ทำไมต้องมีเลือกตั้ง เพราะว่านักวิชาการนักเลือกตั้งครอบงำความคิดประชาชนไว้นั่นเอง ในหลวงท่านดำเนินโครงการพระราชดำริสี่พันกว่าโครงการ แต่ข้าราชการ นักบริหารไม่ทันพระองค์ ทั้งปัญญาไม่ทันและขี้เกียจด้วย ท่านออกไปทุกถิ่นที่ ทรงพระดำเนินในถิ่นธุรกันดาร มีไหมที่รัฐมนตรีจะทำกัน 6. มีแค่“การซาวเสียงกัน”ในหมู่ชนนั้นๆ เลือกผู้เหมาะสมขึ้นมาทำหน้าที่ในแต่ละเขตชุมชน แต่ละตำแหน่งหน้าที่ ก็เป็นไปได้แล้ว 7. ส่วนตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆสูงในขีดขั้นต้องบริหารประเทศนั้น กษัตริย์ทรง“แต่งตั้ง”ก็เพียงพอแล้ว 8. เพราะกษัตริย์นั้นจะมี DNA สืบสันตติวงศ์ 9. เมื่อทรงเป็นประมุขคู่รัฐ ชื่อว่าประชาธิปไตย 2 ขา 10. และกษัตริย์จะทรงมี “ทศพิธราชธรรม” ในพระจริยวัตรแท้ 11. เมื่อสัมบูรณ์ด้วย“เลือด” โดยเฉพาะสำคัญยิ่งสัมบูรณ์ด้วย“วิญญาณ”ก็สัมบูรณ์ความเป็นประชาธิปไตย 2 ขา 12. ก็จะมี “ประชาราชสมาศัย” เป็นนาม-รูป ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ครบครันเต็มความเป็น“สัตว์โขลง” และเป็น“สัตว์สังคมมนุษย์” ไม่เอียงโต่งอยู่แค่ เป็น“มนุษย์ที่มีแต่เลือดแต่ไม่มีวิญญาณ” 13. ซึ่งสำคัญมากเพราะเป็นธรรมะ 2 คือ เลือดกับวิญญาณ แล้วจะสามารถมีคุณธรรมขั้นโลกุตระได้ จึงชื่อว่า ประชาธิปไตย ๒ ขา 14. ธรรมะต้องเป็นโลกุตระจริง คือล้างความเป็นตัวตน จนหมดตัวตน แล้วรับใช้ประชาชน ด้วยธรรมะที่เป็นโลกุตระนั้นๆ ไม่อย่างนั้นจะต้องใช้วิธี“เลือกตั้ง”กัน และจะมีการโกงกันหรือใช้กลเม็ดในการจะได้รับเลือกตั้งกันไปตลอดกาลนาน ดังที่เป็นกันอยู่ในโลก 15. ถ้ากษัตริย์ไม่มีโลกุตรธรรม เป็นโลกุตรบุคคล ก็จะไม่มีเชื้อโลกุตรธรรมในสังคมนั้น 16. เพราะกษัตริย์ต้องมีสันตติวงศ์ที่สืบทอดด้วย “กฎมณเฑียรบาล” หล่อหลอมสร้างมาทุกชาติทุกชาติ(กฎมณเฑียรบาลคือหลักเกณฑ์ที่ให้กษัตริย์เป็นพ่อดูแลประชาชน ดูแลรักษาให้อยู่กันดีเป็นครอบครัวใหญ่ เป็นพ่อของประเทศ) 17. อยู่ดีๆสัตว์โลกที่ไม่ได้สั่งสมวิบากที่เป็นกุศล มานานนับชาติมากเพียงพอจะเป็นกษัตริย์ไม่ได้ แม้เป็นได้ก็ไม่มีทศพิธราชธรรมเพียงพอ ก็ยังไม่ดี ใช่มั้ย (ตามประวัติศาสตร์จะมีการแย่งชิงอำนาจ ในราชวงศ์ต่างๆ แต่ผู้ที่มีบารมีพอ ไม่มีวิบากก็จะไม่ต้องแย่งชิง อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ผ่านสิ่งเหล่านี้มาทั้งสิ้น เข้าใจดี ทั้งหลักเกณฑ์ของพุทธศาสนาด้วยก็ยิ่งชัดเจนมาก) 18. เป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากล ยิ่งเป็นโลกุตระ ก็ดีทั้งสมมุติที่เป็นสากล และดีทั้งปรมัตถ์คือคุณธรรม 19. พระจริยวัตรนั้นทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ ยังมีปริมาณของสมมุติมากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง ส่วนปรมัตถ์ก็อยู่ในพระองค์ 20. ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริง มีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากลอย่างในหลวงร.9 ที่ทรงงานมาตลอด 70 พรรษา ก็สัมผัสผลงานจริงได้แท้ ค้านแย้งไม่ได้ 21. พระจริยวัตรนั้นๆแม้จะเป็นงานเพื่อประชาชนที่มีนามธรรมยืนยันอยู่ แต่มีคุณภาพของปรมัตถสัจจะ 22. ที่เป็นโลกุตรธรรม ที่ลึกซึ้งมากมายให้รู้ได้จริง ได้เท่าที่ทรงมีจริง นั้น มีรูปธรรมเห็นได้ อ่านออก ประชาชนก็จะเทิดทูนนับถือ จนถึงขั้น ขณะนี้ แสดงออกถึงขั้น ฮือฮา แสดงออกถึงความเคารพบูชาเทิดทูนความเป็นประชาธิปไตย พระจริยวัตรที่ทรงงานรับใช้ประชาชนมา 70 ปี ประชาชนฮือฮา อย่างที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่ ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นโลกุตระ ประชาชนที่ขานรับ ด้วยความตั้งใจที่จะทำตามพ่อสอน เพราะท่านทรงทั้งทำทั้งพูด ทรงมาหมด แม้จะทรงพูดน้อย แต่ก็สอดคล้องเป็นโลกุตระ โลกุตระคือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อมวลประชาชนอย่างแท้จริง ฉะนี้แลประชาธิปไตย คือประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ได้ประโยชน์(หิตายะ)ได้รับความสุข(สุขายะ) 23. ความเป็นประชาธิปไตยตามข้อต้นๆมานั้น แม้จะมีคุณภาพพอประมาณยังไม่มากนัก ทว่าก็มีพอยืนยันยอมรับได้ เพียงแต่ยังไม่ใช่กาละอันถ้วนถึงเท่านั้น ซึ่งยังมีอัตราการก้าวหน้าของ“สัมประสิทธิ์”(coefficient) ยืนยันได้จริง ที่ ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่ ก็พอจะชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีแต่เจริญก้าวหน้าไม่หยุดอยู่กับที่(coefficient) 24. ถ้าแม้นความเป็นประชาธิปไตยในสังคมประเทศนั้นมีไม่พอถึงขั้นข้อ 17 จึงจำเป็นต้องมีวิธีการ“เลือกตั้ง” โดยให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 25. แต่ถ้าคุณภาพของความเป็นประชาธิปไตยตาม 17 ข้อนั้น ยังไม่มี“สัมประสิทธิ์”(coefficient) ยืนยันได้จริง ที่ ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่จริง ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยที่แข็งแรง 26. เมื่อยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่จริง จึงต้องใช้วิธี“เลือกตั้งโดยประชาชน” 27. หากเป็นประชาธิปไตยที่จริงแล้ว ไม่ต้องมีวิธี“เลือกตั้งโดยประชาชน” แค่… “ซาวเสียงกัน”ในหมู่ชน ตามข้อ 6 และกษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามข้อ 7 สังคมก็สงบเรียบร้อยอบอุ่นสัมบูรณ์แล้ว 28. เพราะประชาชนและสังคมจะมี“อิสระเสรีภาพ-ภราดรภาพ-สันติภาพ-สมรรถภาพ-บูรณภาพ”ที่ทรงสภาพมี“สัมประสิทธิ์”(coefficient)ที่ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่จริง อยู่ตลอดไป 29. Osmosis ที่มี coefficient คือ ใน Coefficient จะมี 1.ต้นทุนค่าคงที่ พลังงานบวก ที่มีคุณสมบัติ คุณธรรม คุณภาพมากเพียงพอ 2. มีตัว dynamic ตัวพลังงานลบ ตัวที่ทำงานเคลื่อนที่ เป็นdynamic(สภาพผ่านไปแล้ว) และ kinetic(สภาพปัจจุบัน) และคุณธรรมตัวตั้ง ตัวคงที่บวกและลบต้องมีความแข็งแรงเพียงพอ 3.ต้องมีตัวแปรที่ทำให้เกิดการก้าวหน้าระดับคูณเป็นต้นไปอีก ทำงานเสริมช่วยอีก จึงเป็นค่าที่สูงมากในการเจริญก้าวหน้า จึงไหลซึมไป แม้แต่คนไม่รู้ตัวก็ทำให้เกิดการ osmosis ได้อย่างดี เพราะไหลซึมจากสูงไปต่ำอย่างแรง ใครสามารถสร้าง Coefficient ได้ คำว่า Coefficient อาตมาแปลได้ว่า สัมโพธิปรายนะ จะไปสู่ที่สูงที่สุดถ่ายเดียว มีสภาพและคุณสมบัติเท่ากับ สัมโพธิปรายนะ แต่คนทำสภาพ Coefficient ให้เต็มสภาพไม่ค่อยได้ ทำได้ยาก แต่ถ้าทำได้แล้ว จะมีอัตราการก้าวหน้าไม่ถอยเลย แม้แค่โสดาบัน เริ่มต้น มีสัมโพธิปรายนะได้แล้ว ผู้ที่ยิ่งมีภูมิธรรมความรู้ทางธรรมพระพุทธเจ้า สามารถสร้างพลังงานนั้นให้แก่ตัวเองจริงๆ พลังงานนั้นเป็นพลังงานทางจิต มีคุณสมบัติ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ยิ่งสูงเป็นสกิทาคามีก็ยกการก้าวหน้าจาก สัมโพธิปรายนะ หมวดต่อมาสูงขึ้น จนถึงอนาคามีก็ยิ่งสูงขึ้นๆ เจริญขึ้นแข็งแรงขึ้น ยั่งยืนขึ้น เพราะฉะนั้นประเทศที่มีกษัตริย์ ที่นับถือศาสนาพุทธก็จะมีคุณธรรมที่ว่านี้ เป็นทศพิธราชธรรม เมื่อทศพิธราชธรรมของกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ถึงขั้นที่จะมี Coefficient ก็จะมีแต่การก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา มีตัวกำกับพลังงานเป็นเจ้าของพลังงานจิต จิตของตนเอง เป็นพลังงานของอัตภาพตนเอง มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ก็มีบทบาทจริง เพราะจิตเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ก็ออกมาประพฤติ มีพระจริยวัตร ดังที่ในหลวงทรง อาตมาไม่ได้โมเมว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ โดยไม่มีหลักเกณฑ์หลักฐานความรู้ ไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องจริงที่มีครบเลย อาตมายืนยันได้ ไม่ใช่โมเมเดาสุ่มไม่ใช่ อาตมาไม่รู้ ท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์อยู่แล้ว ท่านทรงงานมา 70 กว่าปีแล้ว ใครจะอ่านออก อาตมาที่พูดนี้ไม่ได้มานั่งแกล้งพูด แต่เป็นโชคดีของคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงงานเป็นไอดอล เป็นตัวอย่าง ให้มนุษย์ในยุคนี้ได้สัมผัสพบเห็นความจริงนี้ เป็นโชคดีเท่าไหร่ สิ่งที่อาตมาพูดเหล่านี้ไม่ได้นอกเหนือกว่า ความรู้ทางศาสนาพุทธ แต่คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องศาสนาพุทธ เข้าใจธรรมะออกนอกรีตเป็นเดียรถีย์ หลับหูหลับตาเข้าป่าไม่รู้โลกวิทู หลับตา อัตตาก็ไม่รู้ โลกก็ไม่รู้ แล้วพวกไปทางอัตตาก็ไปยึดอัตตาเป็นอธิปไตย ยึดตัวกูของกูเป็นอธิปไตย กูรู้ รู้อะไรก็หลับตารู้ ท่านมีฤทธิ์เดช หลับตารู้หมดทุกอย่าง เขาถือกันอย่างนั้นจริงๆ แล้วเอามาทำอะไรได้บ้าง พวกหลับตารู้ที่ยกย่องกันว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ทางวิปัสสนากรรมฐานใหญ่ มีอัตตาธิปไตย มีพลังงานความเก่งความสามารถ ของความเป็นอัตตา รู้สภาพอัตภาพอัตตา คืออัตตาหมายความว่า พลังงานของสัตว์โลก เริ่มต้นเป็นจิตนิยาม ถือว่าเป็นอัตตาแล้วเป็นสัตว์เซลล์เดียว สะสมตัวกูของกู หนักเข้าแย่งมาเป็นของกู เอามาเป็นอัตตา คนที่ไม่ได้รู้จักความเป็นจริงอย่างที่ว่าคร่าวๆนี้ คนๆนี้จะเป็นตามที่เขาเป็นเขามี เพราะเขามีพลังงานแบบนั้นในตัวเอง มันก็เป็นอยู่จริง ดีไม่ดีทำออกมาอย่างน่าเกลียดก็ไม่รู้ตัวเอง นอกจากไม่รู้ แล้วนึกว่าตัวเองทำเท่ห์ทำเก่ง กูวิเศษอีก อย่างนั้น ความโง่ของคนมีซับซ้อนมาก สรุปแล้ว พลังงานความรู้ พลังงานแห่งธาตุเฉลียวฉลาด
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปัญญาของศีลข้อ 1 พลังงานขั้นปัญญา อาตมาแยกไว้สูงกว่าสัญญา สัญญาจะก่อเกิดจากอัญญา ถ้าเป็นเชิงบวก เป็นอัญญาโลกุตระก็เจริญเป็นปัญญา แต่ถ้าสัญญา จะเจริญไปทางลบ ทางเห็นแก่ตัว เบ่งอำนาจ กูจะเป็นเจ้าโลก ทั้งโลก อัตตา กูจะเป็นเจ้าอธิปไตย เป็นเจ้าโลก ก็จะมีสัญญากำหนดหมาย เบ่งขี้แตก เหมือนอย่างทุกวันนี้ สมัยโบราณ อย่างจอมจักรพรรดิ์ เจงกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช ฆ่าเขาแหลก แต่ยุคนี้บอกว่าฆ่าน่าเกลียด แต่ก็ทำอาวุธขายกัน ไม่เอามีดดาบฆ่ากันอย่างโบราณ แต่ว่าทำอาวุธร้าย ดีไม่ดีใช้โดรน ซับซ้อนเลี่ยงดีไม่ดีว่า ฉันไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงนะ แต่แท้จริง เขาเป็นตัวการใหญ่ เชิงหนึ่งเขารู้เหมือนกันว่าอำมหิต พยายามเลิก แต่อีกเชิงพยายามพรางลวงไม่ให้ใครรู้
เมื่อเซลล์ที่เกิดชีวะระดับพีชนิยาม มาเป็นจิตนิยามแม้เซลล์แรก เขาก็พ้นออกจากกรอบของพีชนิยาม เป็นความเจริญของสัตว์โลก อย่าไปทำร้ายเขา แม้สัตว์เซลล์เดียว เขาอาจจะไปเป็นพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของโลกก็ได้ เป็นคุณค่าประโยชน์ให้แก่โลกก็ได้ คุณจะไปฆ่าเขาได้อย่างไร เขาพัฒนามา พระพุทธเจ้าตรัสว่า จง โยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในศีลข้อที่ 1 เลย วลีสุดท้าย หวังประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์นี้หมายเอาตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวเลย แต่คนไม่รู้ค่าของจิตนิยาม ถ้าเซลล์นี้อัตภาพนี้จะชั่วก็เป็นวิบากเขา เขาก็รับวิบากไปสิ ก็ปล่อยเขาไป เราก็ได้แต่สอนบอกเตือน ไม่ต้องไปทำร้ายเขาหรอก คนทำชั่ว อย่างเก่งก็ปากหอกทิ่มแทง อาตมาใช้เยอะ มุขสตี (ปากหอก) เท่านี้แหละพอแล้ว ไม่ต้องเอาเข็มไปทิ่ม เอาไม้ไปตี ใช้ปากหอกก็แรงสุดแล้ว ที่จริงไม่เรียกว่าชั่วเพราะจิตผู้จะทำปากหอก เอาภาษาไปทิ่มแทงเขา ด้วยปรารถนาดี กับคนที่เอาภาษาคำพูดไปทิ่มแทงเขาด้วยปรารถนาร้ายก็คนละอย่าง คนที่เอาไปทิ่มแทงด้วย ปรารถนาดี อย่างอาตมาพูดว่าธัมมชโย ปรารถนาดีต่อเขาอยากให้เขาหยุดทำชั่ว เขาทำก็ได้กรรมของตน ให้เขาหยุดทำ ว่าแรงว่าหนัก ดื้อด้านจริงๆ ดื้อจนคนในประเทศยอมรับ ตอนนี้ยังหาไม่เจอ ต้องชมว่าเก่งฉิบหาย
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน นักปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาตมาเกิดมาในชาตินี้ มีหน้าที่ลดอวิชชาให้แก่คน รู้ตัวตั้งแต่ 47 ปีที่แล้ว จนบัดนี้ ทำงานหน้าที่อย่างเหน็ดเหนื่อย ตั้งอกตั้งใจพากเพียร อยากตั้งใจจะอยู่ทำต่อไป คิดว่าสังขารนี้จะลากต่อไปได้ เพราะว่าดูแล้วมันไม่กระเตื้องเท่าไหร่ แต่ก็มีอัตราก้าวหน้าอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ชักจะช้าลงหรือเพิ่มขึ้นนะ อาตมาวัดไกลๆห่างๆ และเขาไม่ค่อยจะมาแสดงตัวว่าเป็นพวกมาช่วย อาตมาอาภัพมาก ที่จะมีคนมาแสดงออกช่วยเหลือส่งเสริม อาตมาทำงานอื่นก็ไม่สำคัญเท่างานนี้ คืองานทำให้คนเป็นอาริยะ ทำงานมาอย่างตั้งอกตั้งใจทำจริง เป็นงานสร้างคน ให้คนมีภูมิปัญญาลดตัวตนไม่เห็นแก่ตัว ส่วนตนจะมีสมรรถนะ สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็มีของแต่ละคน ถ้าคนไม่เห็นแก่ตัวแล้ว จะมีภูมิธรรมรู้อะไรดีชั่วของตนไปตามธรรม เมื่อเขาสามารถบรรลุธรรม เขาก็จะไม่ทำชั่ว เขาก็จะทำแต่ดี ยิ่งไม่มีตัวตน เขาก็จะทำเพื่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัวเอง และจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าคนเรา รับใช้ผู้อื่น ไม่สะสม ไม่เอาอะไรมาให้แก่ตัวแล้วอยู่ได้ ไม่ตาย คนจะเลี้ยงดูส่งเสริม ไม่อยากให้ตาย เขาจะช่วยรักษาไว้ ธัมโมหเวรักขติ ธรรมจารี ขอให้สุดยอดมีธรรมะที่รับใช้ผู้อื่น เสียสละรับใช้ทำเพื่อผู้อื่น คุณไม่ตายง่ายๆหรอก คนดีอย่างนี้ไม่อยากให้ตาย หรือมองแง่ร้ายว่า คนนี้รับใช้ได้เก่งมากไม่อยากให้ตาย เป็นผู้เสียสละเป็นประโยชน์คุณค่าอยู่ในโลก ถ้าเข้าใจสัจจะ จะไม่สับสนในพยัญชนะ สภาวะอันเดียวกัน พูดไปในเชิงเห็นว่าร้ายก็ได้ พูดไปให้เห็นว่าดีก็ได้ จิตที่บริสุทธิ์ ทำงานให้แก่ผู้อื่น โดยไม่มีอัตตา คือผู้ที่มีประโยชน์ แต่ผู้พูดว่าทำงานเพื่อให้แก่ผู้อื่น แต่ว่าตนเองล้วงตับกินไส้คนอื่นอยู่ บอกว่าตนเองทำเพื่อผู้อื่น แต่มีกลเม็ดเอากลับมามากกว่าที่เสีย แต่คนที่ทำเพื่อผู้อื่นจริงๆก็จะจบ ไม่เอากลับคืน ต้องทำให้จริง ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทนจะอยู่ได้จริงๆ รับรองว่าอยู่ได้ จริงๆ ขอให้ทำจริง แม้ไม่เก่ง แม้จะไม่สามารถ ทำงานไม่ต้องลึกซึ้งสูงส่งอะไร รับใช้หยาบๆ เขาก็จะเลี้ยงไว้แล้ว ยิ่งทำงานที่สูงส่งละเอียดละออ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ เช่น ทำงานสอนโลกุตระ คุณว่าเป็นงานสูงหรือต่ำ แล้วคนรู้ได้ง่ายหรือยาก ก็ยาก เห็นไหม ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร คนไม่รู้หรอก ดีไม่ดีด่าซ้ำอีก ว่าไม่รู้เรื่อง ก็จะไปรู้เรื่องได้อย่างไรเพราะมันเป็นโลกุตระ นอกจากไม่รู้เรื่องแล้ว บางทีบางอย่างทวนกระแส เขาจะสนุกเพลิดเพลิน จะแย่งชิงกัน แย่งชิงความสุขกัน ก็จะว่าเราเสือก ไม่เข้าเรื่อง เอ็งจะดีก็ดีของเอ็งไปสิ พวกเพื่อนโลกียมีเยอะ แต่อาตมาจริงใจ อาตมาเป็นเพื่อนของคุณ อาตมาซาบซึ้งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราเป็นมิตรดีสหายดีของเธอ ท่านถ่อมตน ลดตัวตน เราเป็นมิตรดีสหายดีของเธอ แต่คนซื่อบื้อฟังแล้ว ก็เฉยไม่ซาบซึ้งอะไร แต่อาตมาโอ้โห.. พระพุทธเจ้าถ่อมตนลดตัวตน ท่านสูงแค่ไหนก็ยังบอกว่า เราเป็นมิตรดีสหายดีของเธอ งานการเมืองก็คืองานที่ทำให้คนเจริญ งานธรรมะก็เป็นงานที่ทำให้คนเจริญ ก็ต้องทำให้เจริญไปทั้งหมด ไม่ได้คัดส่วนใดส่วนหนึ่ง คนเจริญคือคนไม่เห็นแก่ตัว เสียสละรับใช้ประชาชน นี่คือคนเจริญ ภาษาเหมือนไม่สูงส่งยิ่งใหญ่ แต่คนที่เป็นจริงได้.. มันสุดยอด คนที่ไม่เห็นแก่ตัว เสียสละรับใช้ประชาชน ยังเป็นคนกินน้อยใช้น้อยไม่สะสม แม้ตัวเองผลิต สร้างสิ่งที่เป็นสิทธิของตัวเองแท้ๆ ยังให้คนอื่นต่อไปอีก แล้วตนเองก็เอาไว้น้อย หรือไม่เอาไว้เลย อย่างอาตมาไม่เอาไว้เลย อยู่กับส่วนกลาง พวกเราหลายคนก็ทำอย่างนี้ อยู่กับส่วนกลาง ทำงานได้เท่าไหร่ก็เอาเข้าส่วนกลาง ใครจะเปลืองผลาญก็เป็นกรรมของเขา ส่วนคนไม่เปลือง ทำกุศล สร้างกุศลไป ไม่เห็นจะมีทางขาดทุนอะไร ชัดเจนในสัจจะจะไม่สงสัยเลย พฤติกรรมชาวอโศกพูดไปแล้วคนจะหมั่นไส้ อาตมายกตัวอย่างอโศกเจริญก็ไม่ได้ยกตัว ไม่ได้อยากใหญ่โต ไม่มีจิตเช่นนั้น แต่เป็นการยืนยัน ชี้บอกว่านี่คืออันนี้ นี่คือความยิ่งใหญ่คือความเจริญ คนจนเป็นคนเจริญ คนรวยเป็นคนเสื่อม จะให้พูดอีกกี่ที คนจนที่ไม่ได้อดอยาก อุดมสมบูรณ์ เพราะไม่ได้สะสมกอบโกยใส่ตน ได้มาก็สะพัดเลยมีน้อยก็คือคนจน ส่วนคนรวยคือคนที่กอบโกยเอาไว้แก่ตนมาก และเอาไปออกดอกผลดูดเข้ามาอีก ตามระบบทุนนิยมสามานย์ คนเราหากเข้าใจจริง แบบคนจน ไม่สะสม ตนเองก็ยังชีวิตไว้อย่างประโยชน์สูงประหยัดสุด ไม่เปลืองผลาญ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ไม่เสียสุขภาพ แล้วได้ผลผลิตมารวมกันก็เอาไปแบ่งแจกแก่คนที่ควรได้ และเหลือก็แบ่งขยายต่อไป อย่างนั้นต่างหากคือความเจริญ ไม่ใช่ว่า บ้านเมืองเราจะต้องผลิตได้มากๆแล้วเอาไปขาย Export ให้ได้เงินเข้าประเทศเยอะ แล้วเขาก็เรียกว่าความเจริญเพราะ gdp มันสูง แต่อย่างนั้นคือประเทศกระจอกประเทศหน้าเลือด ประเทศต่ำ ประเทศที่สูงส่งคือพวกเราไม่ต้องมีมาก แต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive