590111_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๗.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590111 พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน 7

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สามัญผลสูตรเกิดผลอาริยบุคคล 4 พ่อครูว่า….วันนี้วันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศกก็ไม่ได้ข่าวคราวเหตุการณ์ในประเทศไทย เขาได้เสนอ สังฆราช ขึ้นไปหรือเปล่า ก็ยังไม่เห็น ปรากฏว่ามีเสียงบอกมาหลายคนว่าไม่ได้เสนอก็ยังดีนะ เมืองไทยก็ยังเป็นประชาธิปไตยฟังเสียงนกเสียงกา ในฐานะอาตมาเป็นชาวพุทธ แม้ว่า ทางด้านเถรสมาคม เป็นนานาสังวาสกับเรา ทางโน้นเป็นกระแสหลักกระแสใหญ่ของประเทศ อิทธิพลในประเทศที่จะแต่งตั้งขึ้นไป เราอยู่ในเมืองไทยทำงานกับประชาชนก็หวังดีต่อประชาชน แม้ว่าจะเป็นนานาสังวาส ในสังคมมีความแข็งด้านในการเป็นอัตตายึดความเห็นสูงมากแล้ว ก็ได้แต่แสดงสัจธรรมไป ผู้ที่รับได้ได้ประโยชน์ก็มี อย่างน้อยก็พวกเรา อาตมาก็บรรยายเกือบทุกวัน บรรยายสดเกือบทุกวันออกอากาศทุกวัน ก็มีผู้ตั้งใจมารับการศึกษา ไม่ต่ำกว่าร้อย โดยเฉลี่ย ก็ได้ประโยชน์ไปเรื่อย เป็นหน้าที่ ของอาตมาที่จะมาสาธยาย ความรู้ความเห็นอันนี้ไว้ลงไปในโลกยุคนี้ ธรรมะ 2 สุดท้ายคือเลือดกับวิญญาณ เลือดคือหัวใจ วิญญาณคือจิตใจ เลือดมีตะกอนตั้งอยู่ที่หัวใจ ส่วนวิญญาณมีที่ตั้งอยู่ที่หัวสมองในมนุษย์ ก็ทำได้เท่าที่มันเป็นไปได้ เรามาต่อเรื่องวิชชา พระพุทธเจ้าประกาศศาสนามีวิชชาจะระณะสัมปันโน อยู่ในพุทธคุณ 9 ของพระพุทธเจ้าซึ่งทุกพระองค์ก็จะมีเช่นนั้น ไม่เข้าใจไม่ได้ไม่ได้ปฏิบัติก็ไม่ได้สมบัติอันนั้น เริ่มตั้งแต่สามัญญผล ที่ทำให้เกิดผลเป็นอริยบุคคล 4 โสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ สามารถหลุดพ้นจากโลก ปลดแอกจากโลก ออกมาจากความเป็นทาส ของคนธาตุของบุคคล จนกระทั่งหมดความเป็นทาสของโลก โลกคือลาภยศสรรเสริญโลกียสุข พระพุทธเจ้าอธิบายให้พระเจ้าอชาติศัตรูเป็นลำ

อ่านต่อ

ดับว่าผลเป็นเช่นไร ซึ่งชัดเจนและง่าย พระเจ้าอชาตศัตรูมีภูมิปัญญาก็เข้าใจ ฉันว่าให้คนที่เสียภาษี มันเป็นทาสเป็นพลเมืองของพระเจ้าอชาตศัตรู มาบวชเสร็จแล้วหรือมาเข้ารีตที่พระพุทธเจ้าเสียแล้ว โภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ มาเข้าอยู่กับพระพุทธเจ้ามีศีลสมาธิปัญญา ก็ไม่มีเงินทองไปส่งเสียเป็นภาษีแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูก็เข้าใจยกให้ ถ้าได้อย่างนี้ถึงจะเจริญเป็นความเจริญเป็นผลที่แท้จริง ไปถามอาจารย์ในระดับยอดยอด 6 สำนัก ก็ไม่ได้คำตอบ มาฟังพระพุทธเจ้าก็ได้คำตอบอย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าก็ให้ผ่านถือศีลปฏิบัติศีล มีประพฤติสำรวมอินทรีย์มีสติ จนกระทั่งลดกิเลสได้มีความเป็นคนสันโดษ ก็เกิดคุณธรรมอีก 7 อย่าง แล้วเกิดจิตใจที่เจริญเป็นฌาน 1 2 3 4 และมีปัญญามีวิชชาเกิดไปตั้งแต่ต้น เกิดวิปัสสนาญาณเป็นความรู้เริ่มต้นเป็นปัญญาทางปรมัติเห็นตัวตนเห็นกิเลสของตนเห็นจิตเจตสิก อ่านความเป็นรูปจิต ที่เป็นกิเลสจากตัวการที่จะต้องลดและกำจัดมันได้ สำรวมศีลอันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ มีอิทธิวิธญาน มีอิทธิวิธีหลากหลาย เจริญขึ้นไปเป็นทิพยโสตเป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง แม้ละเอียดไกล บางเบา เล็กน้อยอย่างไรก็สามารถที่จะเข้าใจแล้วเรียนรู้ถึงนำมาทำในระดับลึกซึ้งอย่างนั้นได้ ได้ยินทิพย์เพ็ญทิพย์ มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่ประกอบด้วยกิเลส แม้เล็กลงในกิเลสกามภพดับไป ไม่อาจลงเป็นรูปภพก็เห็นก็ได้ยินเป็นอรูปภพก็เห็นก็ได้ยิน เป็นเสียง 2 ที่คนกระทบทางทวารทั้ง 6 ก็รู้เหมือนกันหมด แต่เราสามารถเห็น ได้ยินเสียง 2 คือกิเลสที่เป็นตัวการที่แท้จริงได้และมีวิธีลดและปฏิบัติตามลำดับ ดับได้จริงไปได้ด้วยตามลำดับ ก็มีมาตรวัดคือ

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน เจโตปริยญาณ 16 [135] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ (การโน้มน้อมนี้คือทิศทางที่ไปสู่นิพพาน วิมุติ จิตโน้มไปเพื่อเจโตปริยญาณ ท่านก็ว่าโน้มไปแล้วก็เข้าสู่ความเจริญแบบเจโตปริยญาณ อ่านตามที่ท่านแปลแล้วเหมือนกับโน้มกิ่งไม้แต่ที่จริงเป็นจิตที่เอนเอียง ไปหาสัจจะที่เจริญขึ้นได้ ไปสู่ทิศทางที่เป็นโกล เป็นเป้าหมายอย่างถูกทาง) เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ (ใจของเราเองเป็นตัวรู้ ใจของเราเป็นสัตว์อื่น เป็นบุคคลอื่น ไม่ใช่อื่นนี้คือสัตว์ตัวอื่น ไปรู้ใจหมาใจวัวใจม้าไม่ใช่สัตว์คือจิตเราเอง ไปรู้ใจบุคคลอื่น คือ บุคคลโสดาบันแต่ก่อนใจเราคือปุถุชน บุคคลที่เป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ นี่คือความถูกต้อง ต้องยืนยันว่าเป็นความถูกต้อง ที่ไปยืนยันว่า ปรสัตตานัง ปรปุคคลานัง ก็เลยแปลอื่นนี้ว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขาข้างนอก อันนั้นผิดกำหนดผิด ไม่เข้าเป้าการเรียนปรมัตถธรรมที่แท้จริง เหมือนบอกว่าปรโลกคือโลกอื่นที่ตายไปแล้วหรือไปดาวอังคาร ที่บอกว่าเห็นน้ำแล้วไปจองที่กัน การรู้ใจของสัตว์อื่นบุคคลอื่น ใจเราคือปัญญากำหนดรู้ ) คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ (โทสะคือจิตของสัตว์เก่าสัตว์โบราณ สัตว์โลกสามัญปุถุชน ทำให้จิตเจริญดับความเป็นสัตว์โลกๆ ที่หยาบ กลาง ละเอียดไปตามลำดับ) จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ (ทำให้ไม่มีไปตามลำดับก็เห็นได้ ขั้นแรกทำให้จิตเปลี่ยนแปลงได้ลดกิเลส แล้วจิตก็แบ่งเป็นสองสายคือ ถีนนังมิทธัง กับอุทธัจจะ ลดได้ก็ยังแบ่งเป็นสองสาย คือสังขิตตังจิตตัง กับวิกขิตตังจิตตัง ตอนแรกลดได้ก็ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้หยุดได้ ทำให้มันลดอิทธิพลลงได้ แต่ลักษณะที่จิตได้เป็นแบบ 1.สังขิตตัง จับเป็นก้อน เหมือนผมคนเป็นสังขตัง จับเป็นก้อนกระจุก ส่วนวิกขิตตังจิตตังมันก็ได้แต่จับไม่ติดกระจายกระเด็นกระดอน แต่ลึกๆก็ลดลง กิเลสน้อยลง รู้จักเห็นมีญาณที่อ่านออก เทียบกับวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ชั้นสูงที่รู้จักพลังงานขั้นนิวเคลียส พอเราทำสำเร็จก็เหมือนตีแตกได้ พอตีแตกจากนิวเคลียสก็กลายเป็นนิวเคลียร์ สังขิตตังจิตตังก็เป็น นิวเคลียร์ฟิวชั้น วิขิตตังจิตตังก็เป็น นิวเคลียร์ฟิชชั่น แต่ของพระพุทธเจ้าทำได้แล้วไม่ใช่ว่าไม่อยู่ในอำนาจ อย่างเขาทำระเบิดปรมาณูเขาก็ทำให้แตกตัวระเบิดแรง แต่คุมไม่ได้เป็นการแตกตัวนิวเคลียร์ฟิวชั่นกับฟิชชั่น มันเป็นวัตถุ จิตของคนก็แตกตัวได้แต่เอามาใช้ได้หรือไม่ ของพระพุทธเจ้ากำจัดตัวร้ายได้ หรือพลังงานที่เอามากำจัดตัวร้ายนี้ได้ ถ้าจะว่าแล้วกิเลสตัวที่เป็นเป้าหมายคือนิวรณ์ แม้จะมีลักษณะ 5 มันรวมหมด ต้นตระกูลราคะโทสะโมหะนั่นแหละอยู่ในนิวรณ์ 5 ทำได้แล้วควบคุมได้มีผลสำเร็จได้ พลังงานนั้นเอามาใช้เพื่อให้กำจัดราคะโทสะโมหะ กำจัดตัวกิเลส โดยมีปัญญามีความรู้ความสามารถเอานิวเคลียร์นี้มาใช้ เป็นพลังปัญญาที่ยิ่งใหญ่ทำลายนิวรณ์ 5 หรือราคะโทสะโมหะนี้ลงได้ เมื่อทำได้ก็รู้จักวิธีทำให้เจริญขึ้นอีกได้ ) จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต(หมายความว่าให้ยิ่งขึ้นเสริมขึ้นยิ่งใหญ่ขึ้นก็พัฒนาขึ้น ถ้าเราทำยังไม่ได้ก็รู้ ว่าอมหรรคตะ ไม่ใช่ทำอย่างกดข่ม ทำอย่างรู้ว่าเจริญได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ทำได้ก็เจริญเป็นมหรรคตะ จนเจริญไปยิ่งกว่า) จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า(สอุตรจิต) ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า (คือมีญาณรู้ว่ามีดีกว่านี้อีกยังไม่สูงสุด เป็นจิตเหนือโลกขึ้นไปเรื่อยๆ ประกอบด้วยจิตเหนือโลกแต่ยังไม่สุดเป็นอนุตตรังจิตตัง ก็รู้ไม่งมงาย ชัดเจน ท่านแปลว่า) หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น (เจโตปริยญาณเป็นมาตรวัดจิต ต้องอ่านรู้จิตตน ตรวจสอบด้วยเตวิชโช สามวิชชาสุดท้าย ให้รู้ให้เข้าใจ เหมือนอาตมาบรรยายเสมอว่า ทำงานแล้วต้องตรวจสอบว่าอะไรขายไหมเหลืออยู่ ตรวจสต็อก ได้ราคาเท่าไหร่ ได้ดีจำหน่ายดี เหมือนกับเราทำได้เจริญจริงไหม อะไรควรทำเพิ่มหรือลด ลงบัญชีไปเรื่อยๆ ต้องทำต่อ จิตดีกว่านี้ยังมีอีก ไม่ใช่อนุตตรังจิตตัง หลักสูงสุดคือวิชชาและวิมุติ หรือนิโรธ หรือว่าเรียก จิตสงบ รู้สมบูรณ์ว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า เพราะกิเลสเกลี้ยงหมดสิ้นไม่เหลือ ตรวจดูหมดเลย การจะรู้ว่าเราเรียนมาแล้วว่าเราต้องรู้อะไร ปฏิบัติแล้วเรียนรู้จริงๆ คือเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง(เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) บทเรียน กาย เวทนา จิต ธรรม ตัวปฏิบัติแท้ที่จะตรวจสอบคือเวทนา คืออาการเวทนาสุขทุกข์ ไปหลงสุขโลกียะคือสุขขัลลิกะก็คือเวทนา พอดับเหตุลงก็ไม่มีที่จะไปสุขเพราะดับเหตุแห่งสุข หรือทุกข์สมุทัย ก็ดับสุขดับทุกข์เป็นอทุกขมสุข เป็นอุเบกขา เราเห็นชัดรู้ชัดมีตาทิพย์ อ่านเวทนา เห็นจิตที่มีพฤติกรรมเป็นเวทนา 18 เป็นมโนปวิจาร 18 อ่านรู้ว่ามันเกิดขึ้น ปวิจาร 18 ลักษณะที่เป็นแบบโลกีย์ เกิดลักษณะเวทนาที่เป็นตัวทุกข์อาริยสัจ หรือสุขขัลลิกะ คืออาการแท้ของอาริยสัจ 4 ผู้ไม่รู้เวทนาในเวทนาอย่างสัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่ปริยัติ ที่มีอาจารย์หรือผู้รู้หยิบหัวข้อมาอุเทส ตั้งแต่เวทนา 2 เป็นสภาพเกิดจากกาย จากจิต แยกกายแยกจิตเป็น กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา แยกกาย จิตอย่างสัมมาทิฏฐิ รู้กาย จิตอย่างสัมมาทิฏฐิ กายไปเข้าใจว่าคือมหาภูตรูปเฉยๆ ก็ผิด กายต้องมีนามธรรมร่วมเสมอ อย่างผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นกรรมฐานที่อุปัชฌาย์ต้องให้ กรรมฐานคืออันนี้ไม่ใช่ไปเพ่งพุทโธหรือลมหายใจเข้าออก อันนั้นคือกสิณ คือให้จิตเกาะเป็นของศาสนาอื่น เป็น meditation ไม่ใช่กรรมฐานที่เป็น supraconcentration ไม่ใช่กรรมฐานของสัมมาสมาธิ ที่ต้องดูอาการ 32 แต่จะไปดูตับไตไส้พุง ลำไส้เล็กใหญ่ในอาการ 32 ทั้งหมดมันก็ยาก ท่านก็ให้เรียนรู้ 5 กรรมฐานนี้ก่อน แล้วจะรู้ความเป็นกาย เป็นจิต จะสามารถรู้อาการรูป นามของนามธรรม กายนี้คือเจตสิก จิตหรือมโนคือวิญญาณ นามธรรมที่เป็นตัวการกิเลส ต้องตรวจอ่าน ต้องพิจารณาให้รู้กาย ตอนนี้ก็นึกถึงสมณะบวชใหม่ของเรานี่ สมณะอุตตโม อาตมาก็เปรยๆว่า เราบวชนี่ให้กรรมฐาน 5 หรือเปล่า เราไม่ได้ให้กันเลย สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่เพิ่งสิ้นไปนี้ท่านก็ว่าต้องให้กรรมฐาน 5 แก่ผู้มาบวชนี้ด้วย แต่ในหลักการจิต นั้นต้องทำ เป็นหลักสำคัญในมูลกรรมฐาน 5 ทุกวันนี้เพี้ยนไปเอากสิณมาเป็นกรรมฐาน แต่ก่อนกสิณมี 10 แต่ตอนนี้แตกเป็นกสิณ มากมาย มีทั้งพุทโธ ยุบหนอพองหนอ มีลูกแก้วเป็นกสิณ ใสๆ เป็นกสิณ เกินกสิณ 40 แล้ว เอายกมือขึ้นลงก็เป็นกสิณ เอาจิตไปเกาะลมหายใจก็สะกดจิต hypnotize ให้จิตนิ่งดับดิ่ง จนกระทั่งถ้าสะกดจิตให้คนเขาควบคุมจิตเราได้เลย สะกดจิตตนแล้วตนก็ดับ ก็เลยให้คนอื่นสะกดเราได้ต่อ กรรมฐาน 5 นี้เราจะแยกกายแยกจิตออก เล็บ ผม ขน ฟัน หนัง เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดไม่เป็นกาย มันมีอาการเมื่อปรุงแต่งกับนามธรรม ตั้งแต่มหาภูตรูป ก็มีดิน น้ำ ไฟ ลม ก็สังเคราะห์มาเป็นอาการ 32 แล้วปรุงแต่งกันอยู่สังขารกันอยู่ทุกอย่างใน 32 นี้ พระพุทธเจ้าจึงให้เรียนรู้อาการ คำว่าอาการนี้ต้องเรียนรู้ ถ้าไม่เรียนรู้อาการก็ไม่เรียนรู้รูปนาม ที่ประชุมเป็นกาย นามก็เป็นกาย รูปก็เป็นกาย แต่รูปกายต้องมีนามร่วมเสมอ ถ้ามีแต่รูปกับรูปไม่เป็นกาย เป็นพีชะ เช่นฟักเขียวกับถั่วพร้า มันปรุงแต่งเป็นสังขารแบบพืช ไม่มีธาตุจิตนิยาม มีแค่สัญญากับสังขาร จะต้องเข้าใจว่า เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก 3 ของวิญญาณ อาการเวทนาเป็นอย่างไร อาการสัญญาที่ทำงานรู้กำหนดไป กำหนดจนสัญญาเป็นปัญญา ปรุงแต่งสังขารอย่างไร กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร เราก็รู้ ลดสมุทัยลงได้ชำระได้ก็เกิดบุญ ทำบุญสำเร็จ จนหมด อปุญญะ ไม่ต้องชำระแล้ว เข้าฐานนิพพานเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เหตุปัจจัยเกิดจากองค์ประกอบสิ่งที่เป็นอาการปรุงแต่ง แล้วมันถูกเรารู้ด้วยญาณปัญญาวิชชา วิปัสสนาญาณ ทำได้ก็เป็นมโนมยิทธิ ทำเก่งอิทธิวิธี โสตทิพย์ ตรวจสอบด้วยเจโตปริยญาณ แล้วก็ตรวจสอบ ด้วย เตวิชโช คือญาณ อีก 3 มุทุภูตธาตุคือ จิตที่อ่อนเร็วไว เจโตเปลี่ยนไว ปัญญารู้ไวปรับได้ เหมาะควรต่อการงานที่เป็นประโยชน์มีกายกัมมัญญตา มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 อาตมาก็พาทำได้เท่านี้ ขนาดออกไปอยู่ในสนามรบอย่าง 18 ก.พ.57 ถ้าหัวขบวนหนีไปพวกเราก็ไม่เหลือ แต่อาตมา ไม่ได้ห้าม มีแต่จิตปรารถนาดีต่อเขา จะห้ามปราม มีแต่ความสงบ มีแต่เมตตา สยบความรุนแรงได้ เราก็ทำได้แค่นั้น ได้แค่ไหน คุณจะเอาปืนเอาระเบิดไปฆ่าเขาตายแล้วชนะอย่างนั้นจะไปเก่งอะไร เขาทำมาตั้งแต่ช้างม้าวัวควายมีเล็บมีเขามีเขี้ยวมีส้นเท้าอย่างยีราฟหรือม้าก็ไปทำร้ายเขาเจ็บปวดตายก็ชนะ ทำมาตั้งแต่เดรัจฉาน เราเป็นคนจะมาหาอาวุธไปทำร้ายกันเพื่อชนะก็มีสัญชาตญาณเดรัจฉานอย่างเก่า เราต้องทำอย่างไม่เบ่งข่มทำร้ายแต่ช่วยเหลือเขาเมตตาเขา อาตมาพาไปทำนั้นยิ่งใหญ่กว่าสงครามโลก ยิ่งใหญ่กว่าสงครามอื่นๆ เราทำมาตั้งแต่เล็กๆ นี่แหละ ที่อาตมาเคยยกตัวอย่างตอนผู้การแต้ม ยกพลมา ที่ทำเนียบ เพื่อจะเอาชนะปราบเราให้ถอย เราก็สู้ด้วยสงบ จนคณะนั้นถอยไป อาตมาว่า จนผู้การแต้มเสียท่า ตอนนั้นก็มีจักรทิพย์กับผู้การแต้มกำลังชิงกันอยู่ ผู้การแต้มก็เลยถอยไปลาออกให้คนอื่นขึ้นมา ทางโลกเขาเห็นว่าผู้การแต้มแพ้ ที่จริงก็ต้องแพ้ให้ความสงบ เสียผลไปถึงโลกธรรม ที่เล่าไปนี้ก็เห็นว่าผู้การแต้มดีมีคุณธรรม ถ้ามาปราบพวกอาตมาที่นั่งประนมมือก็จะเห็นว่าเป็นอย่างไรนะ บาปเวรพวกนี้ แต่ผู้การแต้มก็ชนะทางธรรมนี้มันชนะด้วยกันอย่างนี้ ถ้าผู้การแต้มก็ปราบเรา เราจะสู้ได้อย่างไร ดีไม่ดีเราก็อาจตาย ซึ่งไม่สมควรเลย แต่นี่เป็นเหตุการณ์ที่ประเสริฐ อาตมาถึงเห็นว่าความสงบสยบความเคลื่อนไหวได้ชัด แต่ผู้ไม่มีดวงตาก็ไม่เข้าใจ เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้ง คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา บัณฑิตเวทนียา

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน เตวิชโช ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ต่อไปเป็นเตวิชโช

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ [136] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ย้อนไปวินาทีที่ผ่านไป นาทีที่ผ่านไป ชม.ที่ผ่านไป วันที่ผ่านไป สัปดาห์ที่ผ่านไป เดือนที่ผ่านไป ปีที่ผ่านไปว่ามีราคะโทสะโมหะไปร่วมกับองค์รวมพฤติกรรมเราไหม) เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏ(ต่อเนื่องกัน) วิวัฏฏกัป(คือขาดตอน) เป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น(วรรณะคือระดับ เช่นอบาย กาม ภพ ชาติ) มีอาหารอย่างนั้น(อาหารคือเครื่องอาศัย 4 อย่าง ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ทำให้ร่างกายเจริญ แล้วมีสิ่งที่สัมผัสเรียกว่าผัสสาหาร ทั้งสิ่งที่เป็นอุปโภคบริโภคด้วย เป็นอาหาร จากผัสสะ แล้วก็มีมโนสัญเจตนา เป็นกามตัณหา ภวตัณหาหรือวิภวตัณหาคือตัณหาล้างตัณหาให้กิเลสลด) เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ (เกิดจากกิเลสตัณหา เกิดเวทนาเราก็รู้ลดมันได้ก็รู้ อย่างเคหสิตะมาเป็นเนกขัมมะก็รู้) มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น(ไม่ใช่อายุร่างกายแต่เป็นอายุกิเลส มันยังมาเกิดหรือไม่หรือไม่เกิดแล้ว ช้าลงๆ จนหายไปนาน จนกระทั่งมันไม่มาดับสนิท เราทำสำเร็จจากเวทนา 2 ให้เป็นหนึ่ง เราชนะมันเราเป็นโลกุตระจิต แต่เราก็อยู่กับโลกโกียะได้) ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้(จากกามภพมาเป็นรูปภพ จากรูปภพก็เป็นอรูปภพ ต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส การอุเทสคืออย่างอาตมาบรรยายนี่แหละเหตุผลข้อความความหมายพร้อมหมด ) ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจากบ้านตนไปบ้านอื่น แล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิมเขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืนอย่างนั้นได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้นเราก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ (โบราณาจารย์ท่านแปลว่าจิตเดิมแท้ตรงคำว่าบ้านเดิม คือจิตที่ตั้งแต่เริ่มต้น รู้อย่างไม่มอมเมาตั้งแต่เป็นพีชนิยาม ไม่มี i คือตัวตน ไม่มี s คือ she ไม่มี h คือ he ที่เป็น ish พีชนิยามไม่มี ish แต่อย่างสัตว์ก็มี ish ของตนแค่วงจำกัด ไม่เท่าไหร่ แต่เราสามารถรู้สภาพของต้นเดิมของจิต คือจิตเราเป็นพีชนิยาม เป็นแค่ self เป็นแค่วงวนของชีวะ แล้วไม่มีตัว สี่ห้าหกเจ็ดที่หลงโลกีย์บานปลาย นั่นแหละจิตเดิมแท้ เรามาปฏิบัติลดกิเลสที่เป็นอบาย ที่เป็นกาม ที่เป็นรูปภพ อรูปภพหมดไป จิตเราก็ไม่ได้หายไปแต่ลดรังสีตัวโง่ไป กลายเป็นพลังธรรมัญญารังสี เป็นจิตไม่เป็น ish ไม่มีตัวตนก็เอาจิตมาใช้กับพีชนิยามทำงานได้เกินสามัญ ที่ท่านอธิบายเป็นภาษาสามัญ ว่าจากบ้านโน้นไปบ้านโน้นไม่ได้กลับมาบ้านเก่าเลย แต่นี่ท่านทำแล้วกลับมาบ้านเก่ามาสู่จิตเดิมแท้ได้ ไม่ใช่ตรรกะ ที่เขาทำกันปัจจุบันที่ว่าจิตเดิมแท้ ไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วทำให้เป็นจิตเดิมแท้ตามขั้นตอนไม่ได้ จิตเดิมแท้คือเวทนาสัญญาสังขารตามเดิมแล้วเวทนาก็มาเสริมให้การทำงานของจิตดีขึ้น เป็นเวทนาที่เนกขัมสิตอุเบกขา เป็นฐานอุเบกขาเป็นพลังงานที่พอกพูนกลับมาอยู่บ้านเก่า ไม่ใช่จิตวิ่งไปหาบ้านโน้นนี้นั้น เป็นบ้านโลกีย์ที่พร้อมพรั่งด้วยโลกธรรม อย่างบ้านของบิลเกตต์ เขาสร้าง มโหฬารพันลึกเต็มไปด้วยเทคโนโลยีทุกอย่าง คนเดินเข้าไปในเขตนี้เขารู้เห็นหมดแต่ไกล ทุกส่วนเห็นหมด ซึ่งนายไมเคิลแจคสันก็พยายามสร้างบ้านให้เต็มรูปบันเทิงโลกๆ แต่สู้บิลเกตต์ไม่ได้ เขาก็ทำทุกคนในโลกีย์จะทำเช่นนั้นออกจากบ้านโน้นสู่บ้านนั้น จะเป็นบ้านจริงๆ ทางอาณาจักร อย่างเราทำใหญ่ตึกรามเราใหญ่ แต่แปลกที่ส้วมเราทำใหญ่ แต่บ้านไม่เห็นทำเพิ่ม ดีไม่ดีเล็กลงๆ เป็นสัจจะที่ชัดเจน ส้วมเป็นหน้าเป็นตาของคน เราทำให้สะอาดน่าอยู่ เรามีบ้านที่ไหนจะนั่งนอนที่ไหนก็เป็นทิพย์พอเป็นพอไป อยู่อย่างพอเหมาะพอดี มันจะมีปัญญาความรู้ลึกซึ้ง เรื่องบ้านเรือนที่อยู่อาศัยองค์ประกอบชีวิตเราจะรู้ว่าควรไม่ควรอย่างไร มีวิหารที่อาศัย มีอาหารที่อาศัยด้วยปัญญา รู้จักการเกิด แต่ก่อนอดีตเราหลง แล้วเราก็วาดอนาคต จนเราปฏิบัติสำเร็จ สร้างทุกปัจจุบันให้เป็นบ้านใหม่จนเป็นพีชนิยามกลับสู่บ้านเก่าได้สำเร็จ อาตมาพยายามโยงใยถึงจิตเดิมแท้ แต่เป็นจิตประสิทธิภาพสูงเพราะไม่ได้มีแค่พลังพีชะ แต่นี่มีพลังกว้างลึกมาก แต่ทว่าลดพลังเลวร้าย แปรสภาพพลังงานเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังงานดี เจริญ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ(ก็ระลึกเหตุนิทานสมุทัย ปัจจัยแล้วพยายามตรวจสอบ จนรู้กิเลสหมด เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้างสามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้างตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้นแม้ในภพนั้นเราก็มีชื่อนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ. สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน เตวิชโช จุตูปปาตญาณ จุตูปปาตญาณ [137] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วง จักษุของมนุษย์ (ถ้าเจริญด้วยสุจริตโลกีย์ก็หลงสุขมันก็ยิ่งช้า ถ้าโง่หลงทุจริตก็บาปซ้อน แม้หลงโลกียะสุจริตก็หลง ต้องอยากได้ ไม่ได้ก็ทุกข์ เช่นสวรรค์โลกียสุจริต คุณตายไปก็ไม่มีทวารนอก แต่ตายไปไม่รู้ว่าเราไม่มีทวารนอกไว้เสพ แต่ก็อยากได้ในจิต แต่องค์ประกอบสังขารไม่มีแล้วก็ต้องไปเนรมิตสร้างเอาที่เป็นของไม่ง่าย เหมือนคุณนั่งหลับตาสมาธิ ปั้นภพก็ทำไม่ง่ายนะ แต่คนที่เคยนั่งสมาธิ ตายไปก็หลงสวรรค์ที่เขาปั้นก็จมอยู่ในนั้น จะเสียเวลานานมาก มันขึ้นสูงมันก็ตกลึก กว่าจะขึ้นใหม่ก็ต้องสะสมใหม่อีก คุณยิ่งไปสร้างอย่างที่คุณติดใจมากแล้วก็ดิ้นตกไปลึกก็ยิ่งต้องการสร้างให้ได้อย่างที่ต้องเคยได้ก็จะร้อนใจใจเร็วไม่ได้ดั่งใจจะประดังไม่ได้ยกใหญ่ อาการของจิตที่ดิ้นรนแส่หานี้จะแรงไม่รู้ว่าอาการดิ้นนี้มันร้อนทุรนทุรายอยากได้ ถ้าคุณเคยอยากยาเสพติดก็ทุรนทุราย ใครเคยปวดใจไม่ได้ดังใจ พลาดหวังในเรื่องใดๆ ไม่ได้แล้วปวดใจจนฆ่าตัวตาย ที่ปวดใจเจ็บใจคือของปลอมที่เขาไม่รู้แล้วดิ้นรนแส่หา ทรมานทรกรรมปวดเจ็บคือจิตเป็นจริงเป็นนรกด้วยอวิชชา พอเข้าใจตามไหม จริงๆ อาการเจ็บปวดใจไม่มีหรอก คุณทำเองในภพเอง ทำแล้วใครจะมาสะกิดคุณออกมาได้ นานมาก น่ากลัว นรกนี่นานมากเพราะอวิชชา ที่บอกว่าผิวพรรณดีผิวพรรณทรามฟังแล้วไม่น่ากลัวแต่ที่จริงน่ากลัวมากสวรรค์เก๊ นรกจริง เกิดที่จิต สวรรค์นั้นเก๊เร็วแต่นรกทรมานนาน สวรรค์ทำไมมันเร็วจริง ได้ดีตกยากคือสคติกับทุคติ คือสวรรค์กับนรก แต่เขาแปลว่าได้ดีตกยากมันไม่น่ากลัวเลย ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตไม่ติเตียนพระอริยเจ้า (เอามาใส่ให้รู้ว่าติเตียนพระอาริยเจ้าเป็นบาปหนักนะ คนไม่รู้ก็ไม่เข้าใจ การที่คุณมองพระอาริยะผิด แล้วคุณจะได้อะไร เพราะถ้าติคนธรรมดาไม่อะไรจากคนธรรมดาก็ไม่กระไร แต่การไปติพระอาริยะที่คุณควรได้สิ่งดีนั้นคุณก็จะไม่ได้สิ่งดี มันจะไปอีกกี่ตลบ เมืองไทยมีสัจธรรมพุทธตั้งแต่เกิดประเทศไทย ตอนนี้มันเสื่อมจนพระอาริยเจ้ามาเกิดก็รวมหัวจะเอาพระอาริยะตาย รวมหัวกันทั้งธรรมยุติและมหานิยายที่ผิดธรรมวินัย ร่วมกันทำสังฆกรรมอัปเปหิอาตมาออกจากสงฆ์ออกจากพุทธ แล้วประกาศว่าสำเร็จ ที่จริงโมฆะทั้งนั้น เป็นความเสื่อมของพุทธรรมไกลลิบ มาถึงวันนี้ก็เลยเห็นอย่างนี้จะยกใครมาเป็นสังฆราช คือมันไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วถล่มมากแล้วหมดปัญญาถล่มแล้ว ใช้ศัพท์ว่าแก่เกินแกง น่าสลดใจไทยเมืองพุทธจริงๆ (ผู้ใดไม่ติเตียนอาตมาแต่ไม่เคารพเขาก็จะได้สวรรค์เก๊เท่าที่เขาเข้าใจแต่ถ้าเขารู้ว่าคือสิ่งไม่สามัญ อาจแอบเอาหรือมาเอาจริงเลยก็ได้ หรือมีอัตตาก็ไม่กล้าก็แอบเอาก็ไม่ว่าจะได้แก่ตัวเอง แต่ถ้ากล้ามาแสดงตัวมาเอาเต็มใจก็เป็นไปตามธรรม ผู้ที่แม้ไม่ติเตียนแต่ไม่มาเอาวางเฉยก็ไม่ได้แต่ถ้าไม่ติเตียนแต่แอบเอา คล้ายกับคนธรรพ์ อาตมาก็ไม่ว่า เพราะไม่เอากามโลกีย์แบบคนธรรพ์แต่แอบมาเอาสิ่งดีขอให้จริงใจเจริญได้) เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลัง อุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน