340510 ปฐมฤกษ์เบิกนาบุญ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340510 ปฐมฤกษ์เบิกนาบุญ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ปฐมอโศก
สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ
ปฐมฤกษ์เบิกนาบุญ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2534 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
วันนี้ วัน พืชมงคล เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ซึ่งเป็นประเพณี เป็นวัฒนธรรมของไทยเรามานานแล้ว ถือเป็นวันสำคัญที่ผู้ที่ยิ่งใหญ่ในประเทศจะต้องได้คำนึงถึงการทำนา เป็นวันที่ถือว่าเป็นวันนา วันที่จะต้องระลึกถึงข้าว ถึงนา ถึงพืช ถึงการกสิกรรมที่สำคัญ ที่จะเลี้ยงชีวิตเอาไว้ พอดีวันนี้ เราก็เป็น “วันกินข้าวนา” เราก็เอาวันนี้สำคัญเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจะต้องลงมือ วันนี้เป็นวันเบิกฤกษ์ที่เราจะลงมือกัน
นาข้าวของชุมชนชาวอโศก คือ “นาบุญ” : ปฐมอโศกเราก็ดี เราจะทำเรื่องของนานี่ให้จริงจัง ก็ทำทีทำท่ากันมา เตรียมการเตรียมอะไรกันมา จนกระทั่งมาถึงวันนี้นะ ผู้ที่ทำ ผู้ที่ได้ลงมือพยายามจะบุกเบิก จะทำให้ดีจริงๆ เพราะว่า เราทำนาที่ปฐมอโศกกันนี่ มันก็พอเป็นไปนะ พอได้ แต่ว่าเราเอง เราจะปรับมาทำ “นาบุญ”
เราเรียกของเราว่า “นาบุญ” เราจะทำให้ดี ให้เป็นนาที่มีคุณค่า มีประโยชน์ ทำให้เป็นนาที่จะอาศัยได้อย่างดี เพราะฉะนั้น วันนี้เราก็จะไปรวมกัน พยายามรวมแรงรวมใจกัน ให้เป็นนาที่มีพลังของจิตวิญญาณเป็นพื้นน่ะ พลังของจิตวิญญาณเรานี่ เราเองเราก็มีกันอยู่บ้างแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อบอกกันขึ้น ก็คงจะไม่ยากไม่เย็นอะไร เพราะว่ามันเป็นหลักนะ ข้าวนี่เป็นหลัก แล้วเราจะต้องทำให้ได้ แม้ว่ามันจะยาก
ช่วยกันทำให้เป็นทั้ง “นาบุญ” และ “นาธรรมชาติ” :
อาตมาว่า มันเป็นข้อทดสอบอันหนึ่งน่ะ เป็นแบบฝึกหัดที่เราชาวนครปฐมนี่ ภาคกลางนี่จะทำนากัน มันรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะง่ายนัก แต่ทางด้านอีสานเขานั้นเอาไปเอามา ทำนาธรรมชาติกลับง่าย กลับง่าย
อ่านต่อ
นะ ทำไปแล้ว มันมีน้ำไม่มาก ดินมันก็พอเป็นพอไป แต่มาตกภาคกลางนี่ มันเป็นอย่างไร มันมากไป น้ำมากไป ดินมันไม่เหมาะสมอย่างไรก็ไม่ทราบนะ ซึ่งเราจะต้องศึกษานะ พยายามทำให้จริงๆ จังๆ นะ จนกว่าวงจรของธรรมชาติของมันสมบูรณ์ ตามที่เราเข้าใจแล้วว่า เราต้องพยายามทำดิน ทำพืชผัก สิ่งแวดล้อมอะไรต่ออะไรให้มันสมบูรณ์ ให้มันครบวงจรของมันขึ้นมา ศึกษาไป จะทำไปจริงๆ ก็มีผู้เอาภาระ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่จะศึกษาด้วย จะพยายามช่วยเหลือเฟือฟายกัน มีวันมีเวลาอะไร ก็ให้ระลึกถึงว่าเราควรจะมีกะจิตกะใจ ไปช่วยจุดนั้นจุดนี้ โดยเฉพาะวันที่เราจะขอแรงในวันลงแขก หรือว่ารวมพลังกัน เพราะพวกเราก็มีกันเท่านี้แหละนะ เราก็บุกบั่น บุกเบิกกันมา ข้าวเป็นอาหารหลัก งานทำนาปลูกข้าวจึงเป็นแกนหลัก : ถ้าเผื่อว่านา หรือว่าทำข้าว ทำอะไรของเรานี่ ไม่เป็นที่บรรลุผล เราถือว่าเราไปไม่รอด เพราะว่านาจะเป็นแกนหลัก จะเป็นตัวกลางนะ จะเป็นจุดสำคัญที่จะเป็นเครื่องยืนหยัดยืนยันว่าเราจะอยู่รอด เรากินข้าวเป็นหลัก ข้าวเป็นหัวใจสำคัญของอาหาร ที่เราจะต้องดำเนินไป
สวนฟ้านาบุญ ผลผลิตไร้สารพิษของชุมชนชาวอโศก :
ทุกวันนี้ ผักพืชอะไรต่ออะไรต่างๆ นานาของเรานี่ น่าอบอุ่นนะ ช่วยกันดูแล ช่วยกันเก็บ ช่วยกันเอามากิน เรามีผักที่มีพอกินอยู่ทุกวัน พอเก็บมากินกันได้ในหมู่บ้าน ในหมู่ชนพวกเรานะ มีผัก ผักกระถิน ผักตำนิน รู้จักตำนินไหม? ผักตำนินคือตำลึง ผักบุ้ง ผักขม ผักอะไรอีก ผักที่มันมีอยู่ประจำเก็บได้ทุกวันนะ แค สะเดา ก็ยังไม่มากนะ สะเดาก็ยังไม่มาก แต่ที่เราเก็บได้ทุกวันนี่แหละ กระถิน ตำลึง ผักบุ้ง ผักขม ผักหวาน มีมากพอเก็บ หรือผักหวาน แค แคนะ 6 อย่างนี่ เราเก็บกินได้ทุกวันเลยนะ เวียนค่อยๆ เก็บ ค่อยๆ อะไรไป ผักตลาดทั่วไป ปลูกโดยใช้สารเคมีพิษและสารเร่งโต : ข้างนอกเขาริษยาพวกเรานะ หมอพจน์นี่บอกว่า พอบอกว่า พวกเรามีผักพวกนี้กินนี่ ข้างนอกนี่เขาตาตั้งเลย โดยเฉพาะพวกที่สำคัญเข้าใจถึงมลพิษ เข้าใจถึงมลพิษของผักพืชที่กินกันทุกวันนี้ ทุกวันนี้มันเป็นพิษกันอย่างจริงจัง เป็นพิษกันจนกระทั่งจะไม่หวาดไม่ไหวแล้ว พวกเรานี่อยู่กันสบาย อยู่กันอย่างไม่รู้สึกนะ แต่ข้างนอกเขานี่ เขาเดือดร้อน แต่เขาไม่รู้สึกเหมือนกัน เขาไม่มีทางเลือก เขาก็พยายามไม่รู้สึก แต่เขาก็รู้ คนที่เขารู้เขารู้นะ เขาสะท้าน สะท้อนเลยนะ โอ้โห เรานี่กินพิษลงไปทุกวัน กินพิษลงไปทุกวัน กินผักทุกวัน เรากินพิษทุกวันนะ กินพิษกันจริงๆ เลย เพราะว่ามันฉีดยากัน ฉีดอะไรต่ออะไรกันหนักหนาสากรรจ์เลย ต้องกิน ไม่รู้จะทำยังไง เขาเลี่ยงไม่ได้ ผักไร้สารพิษในตลาด เขาขายราคาแพง : แล้วคนทำขายก็ไม่มีทางออก ทำผักกางมุ้ง ทำผักที่จะต้องไม่ฉีดยาไม่อะไร ก็ทำกัน ราคาแพงกว่ากันตั้งไม่รู้กี่ต่อ ราคาแพงกว่ากัน 3 ต่อ 4 ต่อ 5 ต่อ ราคานี่ราคาผัก เขาทำ เขาก็ทำเหมือนกัน ลงทุนทำผักกางมุ้งผักอะไรกัน เสร็จแล้วก็เอามาขายกัน ราคาตั้งไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แพงขึ้นตั้งไม่รู้กี่เท่านะ เขาก็พอเป็นไปนะ แต่เขาก็ยังใช้ยาบำรุงเหมือนกัน ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ฉีดยาที่เป็นพิษก็จริงอยู่ แต่เขาก็ใช้สารเคมีเข้าไปโด๊ป ใช้สารเคมีเข้าไปใส่ผสมผเสเข้าไป ซึ่งเป็นธาตุเคมีเร่ง เป็นธาตุเคมีอะไรบางอย่าง บางอย่างก็เผลอๆ มันมีอะไรบ้าง ก็คงอยากจะบำรุงให้มันมาก มันก็คงจะต้องมีสารพิษอะไรใส่เข้าไปบ้างหรอกน่ะ แต่ก็ยังดีนะ ไม่มีพวกหัวกระโหลกไขว้ พวกยาฉีดที่กินเข้าไปแล้ว ก็แน่ๆ แหละนะ ก็เขาไม่ฉีดยาฆ่าแมลง ยาสารที่ฆ่า ยาที่เป็นพิษแรงๆ ร้ายๆ นี่ก็เป็นยา เป็นผักกางมุ้งนี่ เขาก็กันแมลงต่างๆ ได้ เขาไม่ได้ฉีดพวกฆ่าแมลงน่ะ
ผลผลิตของชุมชนชาวอโศก : เก็บผลผลิตรวมเข้าส่วนกลาง แล้วแบ่งปันกินใช้ร่วมกัน : ทีนี้ ของเรานี่ ให้รู้จักเถอะว่า พวกเรานี่มีของดีนะ ชาวสวนพวกเรานี่นะ พวกเรานี่จะเป็นชาวสวนกัน เช้าๆ นะ ถ้าเผื่อว่า ออกไปถือตะกร้ากันไป เอ้า ใครจะเก็บอะไร เก็บ แบ่งกันมา แล้วก็มารวมกันเป็นกองกลาง ผักที่จะเอามากิน ก็เอามากิน ผักที่จะเอาไปทำสมุนไพร เอาไปทำอะไร ก็เอาไปทำ มันเป็นงานที่อาตมาว่าเราจะต้องทำประจำนะ จะต้องทำจริงๆ จะต้องเก็บ แล้วผักหลายอย่างจะต้องเก็บทุกวัน มันถึงวันหนึ่งมันก็ออกได้หมุนเวียนกันไป อันนี้ยังไม่โต พอถึงวันนี้ก็โตพอดี พอเก็บ เราจะมีปัญญารู้ว่า เออ ไอ้นี่โตพอ พอดีแล้ว ไอ้นี่อ่อนไปหน่อยหนึ่ง ไอ้นี่จะแก่แล้ว แก่แล้ว มันก็เกินแล้ว เก็บเมล็ดเก็บพันธุ์ไว้เพื่อขยายพันธุ์ปลูกต่อ : ถ้าเราไม่เก็บทุกวัน เราจะปล่อยให้มันแก่ เอาล่ะถ้าจะปล่อยให้มันแก่ เพื่อที่จะเอาเมล็ด เพื่อที่จะเอาพันธุ์ก็ว่าไป ก็ปล่อยกัน เป็นที่รู้กัน ปักป้ายไว้บอก นี่อย่าเก็บนะ เอาไว้เอาพันธุ์นะ เอาไว้ทำพันธุ์ก็เอาป้ายปักบอกกันไว้ เอากระดาษแปะไว้ จะได้ให้คนอื่นรู้ จะได้ไม่เก็บ จะปล่อยไว้ให้มันได้พันธุ์ ได้เมล็ด ได้อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งมันต้องเกี่ยวกันนะ ว่าพันธุ์มันก็มีสารพิษเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมีพันธุ์ของเราเอง จะต้องคอยดูนะ คอยเก็บ คอยเอาไว้สำหรับที่จะได้เพาะได้อะไร ไม่ใช่แต่จะไปเอาพันธุ์ของคนอื่นเขา พันธุ์ของคนอื่นเขา มันก็เป็นพันธุ์ที่เขาใส่ยา ใส่โน่น ใส่นี่ มันก็จะแข็งแรง หรือว่าอ่อนแอ ไม่เหมือนของเราหรอก ของเราจะเป็นพันธุ์ที่เราเอง เราได้ปลูก ได้ฝังกันออกมานะ มีอาหารอุดมสบูรณ์ สะอาด ไร้สารพิษ : อันนี้อาตมาพูดเปรยปรายไปแล้ว ลองพยายามทำดูใหัมันมีกะจิตกใจ อาตมาถ้าเผื่อว่ามันเป็นไป อย่างที่อาตมากล่าวนี่นะ เช้าๆ ขึ้นมาก็เดินออกไป ถือตะกร้าเก็บตรงนั้นตรงนี้กัน มันน่าดูนะ เป็นสังคมที่ เออ ดี เสร็จแล้วก็เอามาทำงาน เราจะได้ทำโน่นทำนี่ มันเป็นความอุดมสมบูรณ์ของพวกเรา จงดีใจ จงภูมิใจเถอะว่า พวกเรานี่มีของสะอาด มีอะไรต่ออะไรที่ได้อาศัย ซึ่งโลกเขา สังคมข้างนอกเขาไปไม่ไหวแล้ว เขาจะไม่เหมือนเราเลย ข้างนอกเขาแย่แล้ว วันนี้ยังไม่เห็นผลหรอก อีกหน่อยต่อไปนานวันเข้า อะไรต่ออะไรเข้า เดี๋ยวก็จะรู้ ส่วนเราไป ไปได้แล้ว เน้นปลูกพันธุ์ผักพื้นถิ่นเป็นหลัก พันธุ์ต่างถิ่นแค่พอมีปลูกบ้าง : เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นธรรมชาตินี่ก็ดีแล้ว ผักที่จะปลูกผักทุกวันนี้ ทางด้านฝ่ายสวนฝ่ายครัว ก็เห็นว่าจะปลูกผักกาด ผักคะน้า ผักอะไรที่เป็นผักแปลงผัก เป็น(พันธุ์)ผักที่เราเอามาจากเมืองจีนบ้าง เอามาจากโน่นจากนี่บ้าง ที่เป็นผักกินกัน จนกระทั่งกลายเป็นคนภาคกลางนี่แหละ กินผักกาด กินผักคะน้า กินกะหล่ำปลี กินอะไรต่ออะไรกันมา คนภาคอีสาน ภาคเหนืออะไร เขาไม่ค่อยจะรู้เรื่องกันเท่าไหร่หรอก ตอนแรกๆ นะ เดี๋ยวนี้ก็เลยนิยมกันบ้าง แต่ก่อนนี้เขาก็ไม่กินหรอก ผักกาดนี่ปีหนึ่งจะได้กินสักหนมั้ง ผักคะน้านี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย แต่ก่อนนี้ อาตมาอยู่บ้าน อยู่ทางบ้านนี่ คะน้านี่แทบจะไม่รู้จัก นานๆ ได้กินผักกาดสักที นอกนั้นก็กินผักพื้นบ้านนะ เยอะแยะไป ผักอะไรต่ออะไรกินกันทุกวัน ผักมันต้องกินทุกวันน่ะ ผักพื้นบ้าน ผักโน่น ผักนี่ รู้จักผักกันดีนะ เพราะฉะนั้น คนทางอีสานนี่ เขารู้จักผักธรรมชาติของไทย ผักไทยๆ นะ ตอนนี้พวกชาวสวนเราก็จะปลูกผักไทยๆ พวกนี้ ปลูกมะเขือ ปลูกไอ้ฟักแฟง ปลูกอะไรพวกนี้ ปลูกถั่ว ปลูกผักอะไรที่มันเป็นผักไทยๆ ไม่ใช่ผักกาด ไม่ใช่ผักคะน้า ไม่ใช่กะหล่ำปลี ไม่ใช่อะไรต่ออะไรนี่ แต่หมอเขาบอกอยู่อย่างหนึ่ง เขาบอกว่า แครอทนี่นะ มันจะให้วิตามินอีดีมากเลย ว่าอย่างนั้น แครอทนี่ หมอบอกว่าเป็นตัวที่มีสารสำคัญที่ให้วิตามินอีเก่งมากทีเดียว เขาว่าอย่างนั้น
พืชพันธุ์ต่างถิ่นมักมีศัตรูพืชมากและดูแลยากกว่าพันธุ์พื้นถิ่น : ถ้าเผื่อว่า เราจะลองดูบ้าง เพราะว่าเราก็เคยปลูก ถ้าเผื่อว่ามันเป็นไปก็ลองดู เป็นของที่ไม่มีพิษภัย ไม่ใช่ใส่สารใส่อะไรไว้ นอกนั้นก็ปลูกพวกนี้ มันสู้ไม่ค่อยไหวว่าอย่างนั้น มันสู้กะไอ้หนอน ไอ้แมลง ไอ้อะไรต่ออะไรนี่ไม่ค่อยไหว ก็เลยจะปลูกผักไทยๆ ก็ไม่แปลกอะไร เราก็จะเป็นคนที่กินผักไทยๆ ตอนนี้ถั่วฝักยาว เรา โอ๊ะ แหม เราก็ทำไปๆล่ะนะ ก็ไม่รู้ล่ะ ธรรมดานี่ถั่วฝักยาวข้างนอกนี่ ถ้าไม่ฉีดยาหัวกระโหลกไขว้กันไว้เต็มที่ ไม่ได้กินหรอก หนอนชอบที่หนึ่งเลยถั่วฝักยาวนี่ พวกแมลงพวกหนอนกินน่าดูเลย ที่หนึ่งเลย เขาไม่ได้กินหรอก ถ้าเผื่อว่าจะกินถั่วฝักยาวข้างนอก แล้วก็ต้องฉีดชะโลมกันน่าดูเลย ไม่ต้องกลัวหรอก หัวกะโหลกไขว้อยู่ในนั้น บานตะโก้เลย แต่ของเรานี่ โอ้โห กินชื่นใจเลย ฝักอวบๆ เอิบๆ เก็บมากินกัน เมื่อวานนั้นเอามา อาตมาก็กินไปเยอะเหมือนกัน เอามากินได้สดๆ กินได้สบายสบายเลยนะ นี่เราก็ปลูกอะไรต่ออะไรพวกนี้ มันรอดมาได้อย่างไรก็ไม่รู้นะ ถั่วฝักยาวเรา ก็ โอ้โห ไม่มีเลย มะลงแมลงไม่มี หนอนไม่มี ฝักอวบ หวานจ๋อยเลย เคี้ยวกร้วมๆ สบายเลยน่ะ ถ้าเป็นอีสาน ก็ตำถั่วเข้าให้นะสิ ที่นี่ก็ตำได้นะ อยากจะให้ปรุงบ้าง ก็ตำถั่ว ก็เหมือนตำมะละกอนั่นแหละ ตำถั่ว ตำมะละกอก็เหมือนกัน บางทีเขาก็ตำถั่วใส่มะละกอ ตำมะละกอใส่ถั่ว บางทีเขาก็ตำถั่วเฉยๆ เหมือนกันกับตำส้มนะ ตำมะละกอเหมือนส้มตำนะ นี่เป็นคุณค่าที่เราได้ขึ้นมาแต่ละวันแต่ละปี เราพยายามปรับตัว พยายามกระทำกันขึ้นมา ให้เป็นสวนฟ้านาบุญอะไรนี่ เราต้องระลึกจริงๆ ว่า เราเองเราจะพึ่งตนด้วยอย่างนี้ ข้างนอกเราพึ่งเขาไม่ได้แล้ว เพราะพึ่งไปมีแต่พิษแต่ภัย มีแต่มลพิษ เพราะฉะนั้น เราจะต้องปรับสิ่งแวดล้อม ปรับอะไรต่ออะไรของเรา เราจะทำอย่างไรที่จะมีสถานที่แวดวงอะไรพอเป็นไป มีทุนมีรอนมีอะไรต่ออะไร เราก็จะพยายามกระทำนะ พยายามที่จะเป็นไปให้ได้ ตอนนี้ก็ ประเสริฐเขาคิดว่า เขาอยากจะขายที่ไอ้ตรงที่เลยทาวเฮ้าน์ไปข้างหน้า ที่ล้อมรั้วไว้แล้ว ที่เขาไปทำเป็นสวน เป็นอะไรนั้นนะ เขาก็จะขายให้วัด ว่าอย่างนั้น แล้วจะขายให้ อาตมามานึกดูแล้วก็เห็นดีนะ เห็นดีว่า เอ้อ ก็น่าจะซื้อเอาไว้ เพราะว่าเราจะต้องพยายาม อย่างน้อยที่สุดก็ยังมองๆ อยู่ว่า จะเอาที่ไหนที่จะทำโรงพยาบาลนี่ ยังไม่แน่นะ ถ้าบอกจะทำโรงพยาบาลตรงบ่อตรงสระ ที่หลังศาลายานั่น หลายคนก็ยังมีเสียงค้าน ถ้าว่าจะซื้อที่ของคุณสาธิตทางด้านโน้น มันก็เป็นอีกชิ้นหนึ่ง ห่างไปหน่อยหนึ่ง ก็ยังมีคนเห็นดีเหมือนกันแหละ แต่ว่าก็ยังไม่เหมาะใจ จริงๆ แล้วที่ตรงนี้นี่ทั้งหมด ตั้งแต่ยังไม่เกิดทาวเฮ้าน์นะ ถ้าบอกว่าที่นี่เลยนะ พรักพร้อมกันเลย โอเคเลย ว่าที่ตรงนี้เป็นโรงพยาบาล เราก็กะอย่างนั้น แต่ตอนนี้มันก็ไปเหลืออยู่แค่นั้น อาตมาก็มามองว่า เอ้อ ซื้อไว้ มันก็ดีเหมือนกันล่ะ ซื้อไว้แล้วต่อไปในอนาคต มันก็คงจะขยับเขยื้อน ทาวเฮ้าน์ ทาวเฮิ้วนี่ก็พวกเราทั้งนั้นแหละซื้อไว้ ดีไม่ดีเขาก็คงจะนะ จะให้วัดต่อไปก็ได้ มันก็คงจะเป็นผืนเดียวกันในอนาคตนั่นก็ได้ ตรงนี้ก็วัด ตรงนั้นก็ที่วัด ตรงนี้ก็ที่วัด มันจะไปไหนล่ะนะ ต่อๆ เนื่องๆ ไว้ อาตมาก็ว่า มันก็น่าจะทำ ถ้าเผื่อว่า จะอย่างไรๆ ในอนาคต มีเงินมีทอง ตอนนี้ก็คิดว่า เราจะมีสตางค์ของที่เขาทำบุญ จะสร้างโรงพยาบาลมา 2 ล้าน เขาก็จะขาย 3 ล้านกว่า 3.5 ล้าน ที่ตรงนั้นนะ แต่ว่าตอนนี้เรามีสตางค์เท่าไหร่ก็ให้เขาก่อนได้ เรามี 2 ล้านก็ให้เขา 2 ล้านไปก่อน นอกนั้นก็ไม่แน่หรอก เขาเฮงๆ ขึ้นมา รวยๆ ขึ้นมา ก็อีกล้านกว่า เขาก็ให้ได้ (ตอนนี้)เขาก็ไม่มีสตางค์ ไม่มีสตางค์เขาก็หมุนอยู่ เขาก็คิดว่า อยากจะขาย อาตมาคิดว่า เขาคิดขายก็ดีแล้ว แต่ก่อนก็คิดว่า เขาจะไม่ขายเลยนะ ใครเคยได้ยินไหม เขาบอกจะไม่ขาย แปลงนี้จะเอาไว้เป็นสวน อุตส่าห์ทำเป็นรั้วเป็นเร้อ เอาศิลาแลงมาล้อมๆ เลิ้มๆ ไว้อย่างดิบดีเชียวนะ ทำรั้วทำอะไรไว้ ตอนนี้มาก็เลยเปรยๆ กับอาตมา ก็ว่า เดี๋ยวจะเอาเข้าที่ประชุม ถ้าอย่างไรที่ตรงนี้มันก็พอได้นะ มันก็ 2-3 ไร่ ที่นั่น มันก็พอจะทำเป็นโรงพยาบาลได้ ที่จริงนะก็พอดูไป คิดว่ามันน่าจะได้ซื้อ นี่แล้วจะขยาย อาตมามองๆ ไปแล้ว แม้แต่ที่ข้างหลังนี่ ก็น่าจะถมสระนี่ ดูมาหลายปีแล้ว มันไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไร ดีไม่ดีมันก็เน่าให้เราดมด้วย ไอ้ที่สระนี่นะ จะบอกว่าเป็นที่ที่คอยรองรับน้ำ มันก็ไม่ใช่ที่รองรับน้ำอะไร เพราะที่นี่มันสูงอยู่แล้ว ที่นี่ไม่เดือดร้อนเรื่องน้ำท่วมนี่ ในส่วนนี้ส่วนของวัดนี่นะ ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องของน้ำ เป็นที่สูงอยู่แล้ว แล้วก็เป็นไปด้วยดีอยู่แล้ว ที่ตรงนั้นก็เท่านั้นเอง ตอนนี้เราก็มีน้ำ มีอะไรหมุนเวียน มีอะไรต่ออะไรพอเป็นพอไปแล้ว บริเวณนั้น ถ้าถมขึ้นมาแล้ว โอ้ เราจะได้ที่ใช้อีก ในส่วนของวัดนี่ จะมีอะไรๆ ที่สำคัญ ที่ควรจะเป็นไปในอนาคตก็ได้ หรือไม่มีอะไรเลย เราก็ปลูกต้นไม้เข้า เท่านั้นแหละ อาตมาว่า ปลูกต้นไม้ ปลูกป่าขึ้นนี่ จะดีกว่าด้วยซ้ำไป จะเอาต้นไอ้นั่นนะมา ต้นกัลปพฤกษ์ เอาต้นกัลปพฤกษ์มาปลูกไว้เป็นดง อย่างนี้เลย โอ้โห พอถึงหน้ามันออกดอก แล้วทีนี้ แล้วก็เฮอะ ซากุระก็ซากุระเถอะนะ จริงๆ นะ กัลปพฤกษ์นี่ ที่จริงมันโตไม่ยากเท่าไหร่หรอก มันโตเร็วเหมือนกัน กัลปพฤกษ์นี่ ไม่ช้าเท่าไหร่นะ ถมดินนี่ลงไป แต่ว่า แหม ก็คงหลายตังค์เหมือนกันนะถมดินนี่ แต่โน่นเขาก็ถมกัน 6 ไร่ เขาถมกันเฉยเลย เห็นไหมล่ะ ก็ลึกพอกันนั่นแหละ ทางโน้นน่ะ แต่ก่อนเป็นบึงนั้นนะ เขาบอก 2 เมตรนะนั้น ส่วนไอ้นี่มันก็ไม่เท่าไหร่ ที่จริงมันไม่เท่าอันโน้นเท่าไหร่ จะตื้นกว่าหน่อย มันมีลึกอยู่ส่วนหนึ่งเท่านั้น พวกนี้มันก็ไม่เท่าไหร่ เมตรกว่า เขาก็ถมกันมาแล้วนะ เราก็จะถมบ้าง เราก็ลองดูบ้าง ก็ยังจะเป็นประโยชน์อะไรขึ้นไป แต่เอาเถอะ อันนี้คิดทีหลัง ค่อยๆ ว่ากันทีหลัง เพราะว่า เราจะทำอื่นอยู่นะ เราจะต้องมีสถานที่ มีอาณาเขต มีอะไรต่ออะไรที่เราจะต้องพยายามปลูกฝัง หรือว่าทำอะไรต่ออะไรลงไป ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะว่าปฐมอโศกนี่ อาตมาจริงๆ จะให้เป็นสังคมคนนะ เป็นสังคมคนที่มีวัฒนธรรมอย่างของพวกเรา มีอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นมา ตอนนี้มันเป็นรูปเป็นเรื่องที่อาตมาเคยบอกกับพวกคุณหลายทีแล้วว่า มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์นะ มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์หลายอย่าง ที่คนข้างนอกเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พวกเรานี่รู้เสียแล้วก็กลายเป็นชินชา กลายเป็นรู้แล้วก็เป็นของภาษาอิสานเขาเรียก ทะลึ่ง มะลึ่ง นะ มันชินชา มันด้านชา มันด้านชามันไม่ค่อยรู้สึก มันก็เฉยๆ ทั้งๆ ที่เรามีของดี ทั้งๆ ที่เราเป็นไปด้วยดี เป็นไปอย่างที่เรียกว่า ข้างนอกเขายังนึกไม่ออกหรอก เขายังเข้าใจไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาต้องการอย่างนี้ พวกเราก็พยายามอุตสาหะวิริยะอยู่ ทั้งๆที่มันยังไม่สมบูรณ์ แต่มีรูปร่างละ มีสภาพที่พอเป็นไปล่ะ ตอนนี้เราก็ปรับปรุงไป อีกหน่อยมีน้ำมีท่า มีโน่นมีนี่ มีอะไรต่ออะไร มีน้ำมีไฟ มีวงจรอะไรต่ออะไรเข้า ตรงนั้นตรงนี้ อะไรต่ออะไร ก็คงจะพอเป็นไปล่ะ เราก็มีเทคโนโลยีอันพอเหมาะพอสม ต่อไปในอนาคตเทคโนโลยีเราจะลดลง เมื่อธรรมชาติของเรามันดีขึ้นๆ จนกระทั่งเทคโนโลยีเราปลดปล่อยได้ อย่างน้ำท่าอะไรนี่ก็ตาม ถ้าปรับให้ดีๆ จนเรียบร้อยแล้ว ข้างหลังนี่ แม่น้ำหรือสระนี่ เราก็จะต้องปรับอยู่ อาตมาจะต้องทำ ทำให้มันเป็นวงจรที่หมุนเวียนอย่างสมบูรณ์ ทำท่อ ทำเขื่อน ถนนที่จะเข้าไปเกาะ ทำอะไรต่ออะไร ซึ่งจะต้องทำอีกหลายเหมือนกัน ทำให้เสร็จ ทำให้ดี แล้วทีนี้มันก็จะเวียนจะอะไร เป็นน้ำหมุน น้ำอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา แล้วเป็นที่เก็บน้ำที่พอเพียง ไม่ต้องไปรับข้างนอกเลย ของเรานี่สมบูรณ์เพียงพอ ในบริเวณขนาดนี้ น้ำขนาดนี้ ปีๆ หนึ่ง ปีนี้ว่าเราดูแล้ว ขนาดที่มันยังไม่สมบูรณ์ดีนัก น้ำเราไปได้นะ น้ำเราก็ยังไปได้ตลอดปี ปีนี้ยังสูบหมุนเวียนได้ ชน จะขาดๆ เขินๆ ก็เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นนะ ปีก่อนปีกลายนี้ ไปไม่รอดนะ ปีกลายนี้น้ำแห้ง ทิ้งไว้ตั้งเป็นเดือน โดยไม่มีน้ำสูบขึ้นมา ไม่หมุนเลย เราต้องค่อยๆ สูบขึ้นใส่ทางด้านหลัง เพื่อที่จะให้คลองเรามีน้ำ อาศัยน้ำไปรดต้นหมากรากไม้ที่ในโน้นบ้าง ตอนนี้ ปีนี้มาดูแล้วน้ำพอนะ เป็นไปได้นะ นี่แหละเราก็ปรับไปอย่างนี้ อีกหน่อยต่อไปน้ำนี่อิ่มตัวในตรงโน้นตรงนี้ ไอ้นั่นอิ่มตัวดี น้ำของลำธาร แล้วก็น้ำของพวกนี้หมุนเวียนดี ส่วนที่ลุ่มก็ต้องปรับปรุง อย่างส่วนฝ่ายหญิง ทางด้านสิกขมาต ทางด้านอะไรนี้ ลุ่ม น้ำมันก็เลยซึมซับเข้า เพราะว่าน้ำหนักในมวลความแน่นของดินพวกนั้นข้างบนยังไม่สูงพอ ต้นไม้เลยตายไปเยอะ ตอนนี้เอาดินมา จะต้องเอามาถม มันก็อย่างนี้ มันก็อย่างทางวัดนี่ จะต้องถมขึ้นไปให้สูงพอสมควร ถึงบอกเอาดินมาอีก 4 รถ 5 รถอะไรก็เอามา นี่เอามาก็ยังไม่ได้ไปช่วยกันโกยเข้าไปเหมือนอย่างนี้ โกยกัน ช่วยกัน ว่างเมื่อไหร่ก็ไปช่วยกันโกยเข้าไป ถมให้มันสูงขึ้นมา สูงขึ้นมาแล้วมันก็จะเป็นที่อยู่ที่น้ำไม่ขังไม่นอง เมื่อมีความแน่น มีน้ำหนัก(มวลดินถมกดทับ) มีอะไรต่ออะไรเพียงพอ น้ำถึงแม้ว่าจะอยู่อย่างนั้น มันก็เหมือนกับที่ข้างๆ มันก็ไม่ซึมซับอะไรเข้าไปมากมายหรอก มันก็อยู่ได้ มันก็เรียบร้อย แต่ตอนนี้ปริมาณของส่วนดินมันยังไม่มีทั้งน้ำหนักและความแน่นอะไรเพียงพอ มันก็เลยต้องถูกน้ำเข้ามาซึมมาซับเข้ามามาก ต้นหมากรากไม้ตายน่ะ มันต้องปรับ ปรับกันขึ้นมาเสียให้ดีนะช่วยกัน นี่อาตมายังไม่ได้เดินลงไปดูเลยว่า มีดินมากี่กอง 4 คันหรือ โอ๋ กองดินตั้ง 4 คัน แต่ยังไม่ได้โกยใส่เลย ใช่ไหม ฝนตกแล้ว หนัก โอ๋ มันจะหนักอย่างไรเล่านักหนา จะไปโค่นมันทำไมเล่า เอาปล่อยมันไว้เป็นตออย่างนั้นแหละ โอ๋ย กว่ามันจะ หักก็ตั้งนาน แห้งเลย ตายแห้ง ต้องหัก ต้องตัดลงเลยหรือ? เอาละ ค่อยๆ ปรับไปนะ ค่อยๆ ทำไป
กสิสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 15 ข้อ 671 : วันนี้เราถือว่าเป็นวันนาบุญนะ เป็นวันนาบุญที่เราจะต้องไปกินข้าวนา หรือจะต้องไปช่วยกันรวมน้ำใจ เพื่อที่จะรังสรรนา อาตมาก็จะเอา “กสิสูตร” นะ ว่าด้วยการทำนาในทางธรรมนี่ มาอ่านสู่กันฟังแล้วก็จะขยายความอะไรต่ออะไรให้ฟังด้วยนะ กสิสูตร จาก พระไตรปิฎก เล่ม 15 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ 671 ว่าดังนี้ ( พ่อครูอ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก และสลับอธิบายขยายความ) ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ ณ พราหมณคาม ชื่อว่า เอกนาลา ในทักขิณาคีรีชนบท แคว้นมคธ ก็ในสมัยนั้น กสิภารทวาชพราหมณ์ เทียมไถมีจำนวน 500 ในกาละหว่านข้าว โอ้โฮ ไถตั้ง 500 ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังที่กระทำการงานของกสิภารทวาชพราหมณ์ ในเวลาเช้า สมัยนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์กำลังเลี้ยงอาหาร คือกำลังกินอาหารมื้อเช้าเขาอยู่ (ชื่อ กะสิภาระทะวาชะพราหมณ์) ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังที่เลี้ยงอาหาร ครั้นแล้วประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กสิภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับยืนบิณฑบาตอยู่ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระสมณะ ข้าพระองค์ไถแล้วหว่าน ครั้นไถแล้วหว่านแล้ว ย่อมบริโภค ข้าแต่พระสมณะ แม้พระองค์ก็จงไถแล้วหว่าน ครั้นไถแล้วหว่านแล้ว จงบริโภคเถิด ก็หมายความว่า เรื่อง ตามเรื่องมา ก็บอกสถานที่ ชื่อบุคคลแล้วนะ บอกตัวละครอะไรแล้วเรียบร้อย พระพุทธเจ้าเสด็จไปที่นั่น เขากำลังกินข้าวกันทีเดียว พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านไปบิณฑบาต กสิภารทวาชพราหมณ์เห็น สมัยนั้นเขายังไม่ค่อยเลื่อมใสกันเท่าไหร่หรอก ไม่เลื่อมใสศาสนาพุทธ ไม่เลื่อมใสสมณะของพุทธ ภิกษุของพุทธเท่าไหร่ พระพุทธเจ้าเขาก็ยังไม่ค่อยจะยินดีปรีดาอะไรเท่าไหร่หรอก เขาเป็นพราหมณ์กัน กสิภารทวาชพราหมณ์เห็นไปบิณฑบาตอย่างนั้น เขาก็บอก พวกข้าพเจ้านี่ต้องไถ ต้องหว่าน ต้องทำนาทำไร่นะ ทำเสร็จแล้วถึงกิน ท่านก็ต้องไถ ต้องทำนาของท่านกินเหมือนกัน พราหมณ์กสิภารทวาชะก็ว่าอย่างนั้น ก็ท่านก็ไปทำของท่านสิ ฉันก็ทำของฉันกินนะ ท่านก็จงทำไถหว่าน แล้วก็ ไถหว่านแล้วก็จงกินของท่านเถอะ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วก็บริโภค พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เออ เราก็เหมือนกัน เราก็ไถก็หว่าน ไถหว่านแล้วก็บริโภคเหมือนกันแหละ กสิภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ก็ข้าพเจ้าไม่เห็นแอก ไถ ผาล ประตัก หรือโคทั้งหลายของท่านพระโคดมเลย เมื่อเช่นนี้ท่านพระโคดมยังกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วก็บริโภค ฯ หึ! ไม่เห็นจะมีอะไรเลย เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่เห็นมี ไถก็ไม่เห็นมี ผาลก็ไม่เห็นมี ปฏักก็ไม่เห็นมี โคก็ไม่เห็นมี แล้วยังจะมีหน้ามาบอก ข้าพเจ้าก็ไถก็หว่านเหมือนกัน ครั้งนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ด้วยคาถาว่า พระองค์ปฏิญาณว่าเป็นชาวนา แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นการไถของพระองค์ พระองค์ผู้เป็นชาวนา ข้าพเจ้าถามแล้วขอจงตรัสบอก ไฉน ข้าพเจ้าจะรู้การทำนาของพระองค์นั้นได้ ฯ นี่เป็นสำนวนในพระไตรปิฎก สำนวนเขาก็จะเป้นอย่างนี้แหละ สรุปความก็ได้ว่า กสิพราหมณ์เขาบอกว่า หนอย! ยังมาปฏิญาณตนว่าเป็นชาวนา ไม่เห็นการไถ ไม่ได้เห็นเลยว่าท่านไถ ไหนท่านไถเป็นหรือเปล่า แล้วทำอะไรเป็นหรือเปล่า ไหนว่าเป็นชาวนา ไหนลองบอกมาให้หน่อยซิ ให้แจ่มแจ้งหน่อยซิ ลองอธิบายมาซิว่า เป็นชาวนายังไง ทำคุยว่าเป็นชาวนานั้น ทำยังไงไม่เห็นเลย ไม่เห็นทำยังไงเป็นชาวนา ทำนาทางธรรม : พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและประตัก เรามีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วในการบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้า (คือวาจาสับปรับ) ด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเราเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จงาน ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำธุระไปให้สมหวัง นำไปถึงความเกษมจากโยคะ ไปไม่ถอยหลัง ยังที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก ฯ เราทำนาอย่างนี้ นาที่เราทำนั้นย่อมมีผลเป็นอมตะ บุคคลทำนาอย่างนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ กสิภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ท่านพระโคดมผู้เป็นชาวนา ขอจงบริโภคอมฤตผลที่ท่านพระโคดมไถนั้นเถิด ฯ กสิพราหมณ์ก็เลยบอกว่า เอา ดี ทำนาแบบนั้นก็ดี แล้วก็จงบริโภคนาที่ท่านทำนั้นเถอะ ว่าอย่างนั้นล่ะนะ ว่าเข้าไปให้ เสร็จแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เราไม่พึงบริโภคโภชนะ ซึ่งได้เพราะความขับกล่อม ดูกรพราหมณ์ นี่เป็นธรรมของบุคคลผู้เห็นอรรถและธรรมอยู่ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ย่อมรังเกียจโภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อม ดูกรพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ ความเป็นไป (อาชีวะ) นี้ก็ยังมีอยู่ แต่ท่านจงบำรุงซึ่งพระขีณาสพทั้งสิ้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่ มีความคะนองระงับแล้วด้วยข้าวน้ำอันอื่น ด้วยว่าการบำรุงนั้นเป็นนาบุญของผู้มุ่งบุญ ฯ พระพุทธเจ้าตรัสเท่านี้แหละ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว กสิภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้ บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive