340228_สัจจะ...มาฆบูชา'34 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์378 KB
วันที่แก้ไข10 มีนาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

340228_สัจจะ...มาฆบูชา'34 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก

พ่อครูว่า… เจริญธรรม ทุกๆ ท่าน วันนี้เป็นวันสำคัญ ที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในศาสนาพุทธ ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น แล้วเราก็เอาเหตุการณ์นั้น นำเรื่องราว นำจุดก่อ จุดเกิดต่างๆ หลายอย่าง เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะสืบทอด ผู้ที่จะนำศาสนานี้ถ่ายทอดแก่พุทธศาสนิกชนต่อ และต่อๆ ไปให้นานเท่านาน เอ้า! ในประเด็นอะไรต่างๆ ของวันมาฆบูชา เราก็ได้พูดกัน วันนี้อาตมาจะพูดถึงในความหมายของประเด็นที่เป็นความหมาย อาตมาว่า เขายังไม่ได้พูดกันนัก คือวันมาฆบูชานี่ เป็นวันสำคัญ เป็นวันสำคัญ 2 ประเด็นง่ายๆ อาตมาบอกว่าง่ายๆ สำหรับอาตมา แต่หลายคนอาจจะรู้สึกว่ายาก คุณลองฟังดูว่าง่ายไหม แล้วก็ตรงไหน ลองฟังดูก่อนก็ได้นะ ประเด็นที่ 1. หมายความว่า วันมาฆบูชานี่ เป็นเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ส่อแสดงถึงสภาพจริง สภาพจริงแห่งความรวมกัน มีความรู้สึกอันเดียวกัน เป็นความรวมกัน แล้วก็เป็นความรู้สึกอันเดียวกัน เกิดขึ้นจากลูกของพระพุทธเจ้าโดยตรง มันแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียว แสดงถึงความเป็นสภาพหนึ่งๆ โดยไม่ต้องนัด ไม่ต้องมีการกำหนด ไม่ต้องมีการบอกกล่าว แล้วก็มารวมกันอย่างเป็นปึกแผ่น คุณลักษณะอันเอกอันนี้ ในประเด็นที่กล่าวถึงนี้ เป็นความหมายของ ศาสนาพุทธ ตลอดทุกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะมีวันมาฆบูชา และในวันมาฆบูชานั้น จะมีพระสาวกมารวมกันโดยไม่ได้นัดหมาย มารวมกันโดยความเป็นหนี่งเดียว ความรวมด้วยนะ มารวมด้วย ไม่ได้มีนัดหมายก่อน ไม่ว่าจะเกิดยุคพระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตามๆ ทุกพระองค์จะมีมาฆบูชา บางพระองค์มีหลายครั้ง พระพุทธเจ้าบางพระองค์มีหลายครั้ง เพราะว่าอายุท่านยืน อายุท่านตั้งแปดหมื่

อ่านต่อ

นปีค่อยตาย อย่างนี้ท่านก็มีวันมาฆบูชาถึง 2 ครั้ง 3 ครั้ง จะมี พระอรหันต์นี่มารวมกันโดยไม่ได้นัดหมายเลยในวันมาฆบูชา ถึง 2 ครั้ง 3 ครั้ง แต่ครั้งละเป็นล้าน ในองค์ที่พระพุทธเจ้าที่มีอายุยืนถึงแปดหมื่นปี ดังนี้ เป็นต้น สำหรับรุ่นหลังๆ มา องค์หลังๆ มานี่ มีความสั้นลง ก็อย่างพระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมของเรานี่ มีครั้งเดียว และมีจำนวนแค่ 1,250 แต่ก็เป็นความรวมที่ ไม่ได้นัดหมายอย่างแท้จริง ไม่ได้เกิดการบอกกล่าวกันหรอก ถึงยุคหนึ่ง ที่จะมี พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งอุบัติขึ้นมา เมื่ออุบัติขึ้นมาแล้ว มาฆบูชาต่างคนก็ต่างมีความรู้ พวกเรานี่ มีความรู้นะ มีความรู้เรื่องมาฆบูชา แต่ในสมัยพระพุทธเจ้า จะตรัสรู้อุบัติขึ้นนี่ ในโลกยุคนั้นไม่มีศาสนาพุทธ คุณลองตั้งใจนึกตามดูดีๆ ในโลกยุคนั้น อย่างนั้นน่ะ ไม่มีใครรู้เลยว่า พุทธคืออะไร ศาสนาพุทธคืออย่างไร มีแต่ศาสนาอื่นๆ ใดๆ มีต่างๆ นานาสารพัด ส่วนศาสนาพุทธนั้น ยังไม่อุบัติ ยังไม่ปรากฏพระพุทธเจ้า ลักษณะของศาสนาพุทธไม่เหลือ ไม่มี มาฆบูชา วิสาขบูชา หรือว่าจารีตประเพณี ระเบียบ แบบแผน ทฤษฎีหลักเกณฑ์อะไรอย่างของพุทธไม่มี สูญไปแล้วศาสนาพุทธ ถือว่าสูญไปแล้ว ไม่มีศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้น จะมีคำว่ามาฆบูชา จะมีพระอรหันต์มารวมกันตามจารประเพณีที่เคยมีมาอย่างที่เรารู้สึกนี่นะ ไม่ปรากฏ แล้วใครก็จะระลึกไม่ได้ จะไม่ มีการรู้ตัว จะไม่มีการรู้ตัว อย่างพวกเรานี่ ศาสนาพุทธยังเหลืออยู่ เราเรียนมานี่ วันมาฆบูชา บางทีมัธยมก็เรียนมาแล้ว ว่ามีอะไรๆ พวกคุณก็รู้ แต่นั่นคุณต้อง นึกตามดีๆ ว่า สมัยนั้น ยุคนั้น มันไม่มี ความเป็นพุทธไม่มี แม้เกิดพระพุทธเจ้าแล้วได้เทศนาแล้ว ได้มีอะไรแล้ว ประวัติศาสตร์ ตำนานมันก็ไม่มี เขาจะไม่รู้หรอกว่า วันมาฆบูชาคืออะไร มีพระอรหันต์มารวมกันหรือ เขาก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้าจะมาตรัสเล่า จะมาตรัสเล่าทีหลังถึงประวัติแต่ดั้งเดิมในยุคกาลก่อนๆ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ จะมีมาฆบูชาอย่างนี้แหละ หลายครั้งด้วย อะไรต่างๆ นานา ก็จะมาตรัสเล่า ตั้งแต่ละพระองค์ เพราะฉะนั้น การรวมกันโดยไม่ได้นัดหมายนี่ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ไม่ใช่ เรื่องธรรมดา เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก นี่ประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่ 2. ก็คือ การมาแสดงความจริง การมาปรากฏตัวของความจริงว่าศาสนาพุทธคืออะไร ศาสนาพุทธนั้นคือ การสอนคนให้เป็นอาริยะเอาง่ายๆ สอนคนให้มีความบรรลุ หรือสอนคนให้มีความเจริญ ให้มีการเกิดใหม่ เป็นโลกุตรบุคคลถึงขั้นสำคัญ ถ้ามีสมัยพระพุทธเจ้า ก็จะถึงขั้นพระอรหันต์สุดยอดได้ เป็นเรื่องที่มันยากมาก เป็นเรื่องพิเศษมาก แม้เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ก็ยังหา พระอรหันต์นั้นองค์หนึ่ง สององค์ สามองค์ ห้าองค์อะไร ก็ทั้งยากอยู่แล้ว เนื้อหาแท้คือความเป็นอรหันต์ เนื้อหาของศาสนาของพระพุทธเจ้า ท่านสอนคนเป็นอรหันต์แล้วอะไรต่างๆ นานามันจะปรากฏเอง ระบบมันจะปรากฏจารีตประเพณีมันจะปรากฏ วัฒนธรรมมันจะปรากฏ ความสัมพันธ์อันสนิทของพุทธศาสนิกชนมันจะปรากฏ ความสุขเย็นมันจะปรากฏ สันติภาพจะปรากฏภราดรภาพ สมรรถภาพ อิสรเสรีภาพ บูรณภาพต่างๆ มันจะปรากฏ มันจะปรากฏเอง นี่เป็นประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่ง อาตมาจะพูดถึง 2 ประเด็นนี้ ในวันนี้จะอธิบายขยายความให้ฟัง ตั้งแต่ สมัยพระพุทธเจ้า แล้วขณะนี้ล่ะ เราต้องพูดถึงสิ่งที่เป็นจริง มีจริงด้วย ไม่ใช่ เราจะพูดแต่ตำรา ไม่ใช่เราจะพูดแต่ทฤษฎี พูดแต่ตำนาน หรือหลักตรรกศาสตร์เท่านั้น ไม่ใช่ แต่เราจะพูดถึงสิ่งที่เป็นจริง เป็นไปได้ เป็นไปแล้วหรือไม่ เราจะ พูดถึงสิ่งนั้นด้วยทุกทีไป อาตมาถือว่าอันนี้สำคัญ ในประเด็นที่ว่า มันเป็นหนึ่งเดียว มีความรวม อาตมาบอกแล้วว่า เราจะพูดถึงลักษณะที่เป็นไปจริงด้วย สิ่งนั้นในชาวอโศกเรานี่ เราถือว่าเราเป็นลูก พระพุทธเจ้า เราได้ก่อเกิดมาตั้งต้นตั้งแต่อาตมาออกมาทำงานศาสนา มา 20 ปี กำลังย่างเข้าปีที่ 21 อาตมานี่เป็นมหาเถระแล้วนะ เลย 10 ปีนี่ ท่านเรียกว่า เถระ คนที่บวชมา 10 ปีนี่ ท่านเรียกเถระ ผู้ที่บวชเลย 20 ปีขึ้นไปนี่ ท่านเรียก มหาเถระ แต่เลย 20 ปีนี่ก็ไม่เคยได้ยินว่าท่านเรียกอภิมหาเถระนะ ก็ยังไม่เคย ได้ยิน เคยได้ยินเท่านี้ แล้วก็มีคนปฏิเสธเหมือนกันว่า ไม่มี ในพระพุทธเจ้าท่าน ไม่เคยเรียกกันว่าเป็นมหาเถระ ท่านไม่เคยได้ยิน แต่เขาก็เรียกกันในเมืองไทยนี่ เรียก เคยได้ยินไหมล่ะ มหาเถระ ผู้ที่เป็นพระแก่ๆ แล้วบวชมานานพรรษาเลย 20 ปีแล้วนี่ เขาเรียกว่ามหาเถระ อาตมาทำงานมา 20 ปีนี้ ทุกวันนี้นี่ ถ้าจะพูดถึงการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในชาวอโศกเรานี่ ที่ว่าลูกพระพุทธเจ้านี่แหละ คุณลักษณะอย่างนี้นี่ เหมือน อย่างสมัยมาฆบูชาของพระพุทธเจ้า ไม่ได้นัดหมายบ้าง มากันอย่างถึงแม้ว่าจะนัดหมายบ้างก็ง่ายดายๆ บอกกันเล็กๆ น้อยๆ นัดกันพอสมควร หรือว่าให้ Signal (ซิกแนล) เราให้สัญญากันเล็กๆ น้อยๆ เรารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เรา รวมกันทั้งรูป รวมกันทั้งรูปธรรม มารวมกัน ตัวบุคคลมารวมกันพรักพร้อม เป็นหนึ่งเดียว ถ้าจะทำอะไรก็พูดกันเข้าใจง่าย ทำได้เป็นน้ำหนักน้ำเนื้อที่สอดประสาน ทำงานอันใดที่สำคัญบอกว่านี้นะ เอาอย่างนี้นะ เป็นหนึ่งเดียว อันนี้ทำอย่างนี้ คุณลักษณะอย่างนี้รวมๆ ที่อาตมาค่อยๆ ขยายความไปนี่นะ ในชาวอโศกเรามีไหม เกิดขึ้นแล้วยัง เป็นไปได้ไหม อาตมาบอกแล้วว่า เราจะต้องนึกถึงคุณลักษณะเนื้อหาสาระของมัน เราอย่าเอาแต่รูปธรรมเป็นเปลือกๆ เป็นแต่แค่ที่มันเป็นไปอย่างที่เป็นไปนั่นน่ะ มันไม่มีแล้วล่ะ อย่างนั้นไม่มีแล้ว จะมีพระอรหันต์ ไม่ต้องเอา 1,250 รูปหรอก พระอรหันต์ 12 รูป มาประชุมพร้อมกัน โดยไม่ได้นัดหมายองค์ไหนอรหันต์บ้างล่ะเราก็ยังสงสัย ก็ยังไม่ชัด เพราะฉะนั้น เราจะเป็นไปอย่างนั้นได้ยาก นี่ก็ว่ากันจริงๆ แล้ว ก็มาฆบูชามาตั้งหลายปีเต็มทีแล้ว ก็รอไปจนกว่าจะมี 12 รูป มาประชุมกันโดยไม่ได้ นัดหมาย ที่จริงก็รู้อยู่แล้วว่ามาฆบูชา เราจะนัดหมายกันเองอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น มันก็จะเป็นไปเรียกว่าโดยไม่ได้นัดหมายมันก็ในที มันก็เหมือน ดหมายกันอยู่ในทีแล้วล่ะ นั่นก็เป็นเนื้อหาใหญ่ ถ้าเป็นไปได้ดีก็ดี เนื้อหาใหญ่ เพราะฉะนั้น เนื้อหาใหญ่อย่างนั้นน่ะ เนื้อหาที่มันเป็นรูปธรรมของ พระพุทธเจ้าเอง เรายกไว้ แต่เราเอาความหมายรวม ความหมายหลัก เอามารวมกันเป็นความรวมกัน แล้วก็ความเป็นหนึ่งเดียวที่สอดคล้องกัน โดยเรียกว่า พรั่งพร้อมใจกัน ไม่มีการขัดแย้งเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการต่อต้านลำบากอะไรเลย ได้ง่าย รวมกันได้ง่าย คุณลักษณะอย่างนี้น่ะ มีได้ เป็นได้ ชาวอโศกเรา อาตมาว่า มีแล้ว เป็นแล้ว อาตมาว่าอย่างนั้นนะ มีแล้ว เป็นแล้ว เพราะฉะนั้น ในวันสำคัญๆ นี่นะ เหมือนกับเรานัดหมาย เหมือนกับๆ ไม่ยากหรอก พร้อมๆ พรั่งๆ จะมีจำนวนพอสมควรตามฐานะของพวกเรา จำนวนพอสมควร ทุกวันนี้ ก็อยู่ในลักษณะเอาละ ไม่ถึง 1,250 ก็ 125 ก็แล้วกัน จะต้องการเมื่อไหร่ล่ะ 125 ได้ทันที ง่ายดาย พรักพร้อม ในจำนวนคนที่มี จิตวิญญาณนี่นะ มีความเข้าใจ เป็นศีลสามัญญตา เป็นทิฐิสามัญญตา เป็นเป้า หมายดิ่งไปสู่ทิศทางของโลกุตระ คนชนิดนี้นะ จะมารวมกัน พรักพร้อมจริงๆ ร้อยคนขึ้นไป แล้วก็ไปมีน้ำหนักที่จะสร้างสรร ที่จะทำอะไรต่ออะไรต่างๆ นานาขึ้นไปนี่นะ ทุกวันนี้ นี่หายาก ทุกวันนี้นี่หายาก คนร้อยกว่าคน ประมาณ 125 ดังที่กล่าวแล้ว และเป็นคนที่มี ถ้าจะพูดว่าอุดมการณ์ จะมีอุดมการณ์เป็นหนึ่งเดียว เป้าหมายตรงกันเปี๊ยบ แล้วก็จะเป็น คนไม่ขบถ เป็นคนไม่เหลาะแหละ เป็นคนมั่นคง เป็นคนแน่ชัด นอกจากแน่ชัด แล้ว ยังมีปัญญาที่จะเข้าใจว่า จะก่อเกิดอะไรขึ้นสังคมนั้น ให้เป็นไปในจุดหมายเดียวกัน อย่างที่อาตมาพยายามใช้ภาษาขึ้นมาตั้ง เราจะสร้างสังคมให้มี อิสรเสรีภาพ ให้มีภราดรภาพ ให้มีสันติภาพ ให้มีสมรรถภาพ ให้เป็นบูรณภาพขึ้นมาอย่างนี้นะ ยกตัวอย่างง่ายๆ นี่ ให้เป็นอย่างนี้ได้นี่ จะมีความเข้าใจ มีปัญญาเข้าใจความหมายว่า เราจะประกอบไปด้วยอะไร เราจะทำอย่างไร มีคนในขนาดร้อยกว่าคนนี่นะ 125 คนนี่ ทุกวันนี้อาตมามีในมือ มีพร้อมแล้วก็ได้ทำงานกันอยู่ ที่จริงเกินกว่านั้น แต่ว่าใน 125 คนนี่ตกๆ หล่นๆ เรียกว่า บางคนอาจจะผลุบๆโผล่ๆ บ้าง ยังไม่ค่อยจะว่ามั่นคง จะว่าแน่ชัด ก็มีการหล่น การร่วง มีจริงๆ ใน 125 คน ไม่น้อยไปกว่านั้นได้ มี ทีนี้ คนที่จะมารวมกันนี่ ในหมู่พวกเรานี่ เวลาจะมีกิจกรรม มีงานนัดหมาย มีงานอะไรต่ออะไรกันนี่ เราก็พยายามรวมกันแล้วนะ คนในพวกเรานี่นะ ที่จะมาทำพิธีกรรม จะมาจัดกิจกรรม เป็นกิจกรรมศาสนาโดยตรง เช่น ปลุกเสก เช่น พุทธาภิเษก ที่จะต้องใช้ทั้งวันเวลาถึง 7 วัน มาทำกิจทางศาสนากันนี่แหละ พยายามอบรม พยายามรังสรร พยายามสร้างสรร รังสรรอะไรกันอยู่นี่ ไปอย่างนี้น่ะ ในจำนวนเข้าบ้างออกบ้างๆๆ ก็ได้ ในประมาณนี้แหละ ค่าเฉลียแล้ว ประมาณ 1,250 นี่เราทำมาแล้วนี่ งานปลุกเสก พุทธาภิเษก นี่ทำมากี่ปีๆ แล้ว ก็ยืนอยู่นี่ ค่าเฉลี่ยได้ขนาดนี้ 1 วัน 2 วัน 3 วัน 4 วัน 5 วัน 7 วันนี่ ค่าเฉลี่ยจะได้ 1,250 นี่ ตอนนี้เป็นหลักอยู่อย่างนี้ได้ ได้แล้ว สถิติต่างๆ ที่เราจด ที่เราทำอะไรต่ออะไรพวกนี้ ทุกวันนี้มันดีที่ว่ามันมีสถิติ มันมีเครื่องมือ เครื่องไม้ มีอะไรต่ออะไรให้เราได้โน้ต ได้จด ได้ทำกัน พวกเราก็ร่วมมือกัน จนกระทั่งมีอะไรต่ออะไร ตัวเลข มีหลักฐาน มีอะไรต่างๆ นานา มายืนยันชี้บอก ก็เป็นข้อมูล เป็นหลักฐานอะไรต่างๆ นานา ให้อาตมานำมายืนยันกับพวกเรา นำมาแจ้งมากล่าว มาบอกกับพวกเราได้นะ มีคนถามหลายที คนนอกนะ โดยเฉพาะ คนต่างประเทศ เขาอยากจะทราบว่า สมาชิกทั่วประเทศนี่ ของอโศกนี่ มีสักเท่าไหร่ อาตมาตอบกับเขาไม่ได้สักที แล้วก็ไม่ได้คิดจะไปหามาตอบเขาด้วย อาตมาเคยตอบกับชาวคริสต์ เคยตอบเขาว่า คุณอยากจะรู้สมาชิกของชาวอโศก คำตอบของอาตมาก็คือ คุณคิดถึงยุคสมัยของศาสนาคริสต์ของคุณ ตอนที่มีนักบุญ 12 คน ได้ทำการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ใครบ้างที่บอกว่า เป็นชาวคริสต์ เปิดเผยได้ไหม เขารู้นี่ ตำนาน ประวัติศาสตร์ของศาสนาเขาใช่ไหม พวกเราหลายคน ไม่รู้ก็จะงงๆ ไม่รู้เรื่อง แต่ใครพอจะรู้ประวัติแล้ว ก็จะรู้ว่า สมัยโน้น เขาไม่บอกตัว เขาไม่เปิดเผยตัวหรอก ขืนเปิดเผยตัว ตาย ตายนะ สมัยที่เขาจับพระเยซูตรึงกางเขน เสร็จแล้ว ก็นักบุญอีก 12 นี่ หนีกันหัวซุกหัวซุน เสร็จแล้วก็ปลอมตัว แล้วก็พยายามที่จะเปิดถ่ายทอดศาสนา พยายามที่จะสร้างหมู่กลุ่ม พยายามที่จะเผยแพร่ มีสัญญลักษณ์ มีสัญญาณ มีโน่นมีนี่กัน ทำงานกันใต้ดิน ไม่มีใครปรากฏตัวกันหรอก บอกกันอยู่นัยๆ ในประวัติเขารู้ดี ชาวคริสต์เขา อาตมาก็บอกว่า ชาวอโศกน่ะ ทุกวันนี้นี่นะ ไอ้ที่เขาไม่กล้าประกาศตัวเป็นชาวอโศกนี่ มีอยู่ไม่น้อย แต่ในวิญญาณของเขาก็รู้แล้วว่า อโศกเขาศรัทธา อโศกเขาเข้าใจ อโศกนี่เขาได้สนับสนุนอยู่ด้วย แต่เขาไม่กล้าเปิดเผยตัว ไม่กล้าบอก ไม่กล้ามาร่วม ไม่กล้ามาแสดงตัวมีอยู่เยอะ นัยคล้ายกัน นัยคล้ายกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น เราจึงจะไปนับเอาจำนวนสมาชิกมาให้คุณนั้นไม่ได้ มีขั้นหัวกะทินี่แหละ บอกมีเท่าไหร่ 1,250 วันนี้วันมาฆบูชา ประกาศเลข 1,250 เสียเลย ใครจะเอาไปซื้อหวย ก็อย่าไปซื้อก็แล้วกัน เพราะว่ามันไม่ใช่เลขหวย 1,250 ค่าเฉลี่ยของเราได้ พอฟัง 1,250 แล้วนี่ โอ้โฮ! ชาวอโศกนี่ มีคนแค่ 1,250 เท่านั้นนะ สมาชิก แต่ ผลงาน กิจกรรม บทบาท การมีฤทธิ์ หรือว่ามีแรงที่จะมีผลกระทบต่อสังคม มีอะไรต่ออะไรต่อสังคมนี่ เขาว่าชาวอโศกนี่ น่ากลัว เขาว่าชาวอโศกนี่ร่ำรวย แล้วเขาก็รู้ดีว่าชาวอโศกนี้แน่นแฟ้น เป็นปึกเป็นแผ่น จะสลายหรือจะทำลาย ไม่ง่ายนัก ผลมันออกไปอย่างนี้ เข้าในประเด็นที่ 2 ประเด็นที่ 2. ที่บอกว่า มีการมาปรากฏผล มีการบอกตัวผล ในความหมายของมาฆบูชา นั้นก็คือว่า แต่ละล้วนเป็นพระอรหันต์ แต่ละล้วนนั้นล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็คือ คนที่ได้สัจธรรม มาปรากฏ มายืนยันสัจธรรม มายืนยันความจริง มี 1,250 คน มายืนยันความจริง ในสมัยพระพุทธเจ้า มายืนยันความจริงได้อย่างนั้น ทีนี้ในสมัยนี้ อาตมาบอกแล้วว่า เราจะไปเอา 1,250 อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่านั้นน่ะ มันไม่ได้ ได้ 125 ก็บุญแล้ว แต่วันนี้ มากกว่า 125 นะนี่ สี่ร้อยจะถึงไหมนี่ คงถึงน่ะนะ ราวๆ 300-400 กว่า 250 คงถึง 375 ประมาณ 375 คนคงถึง สิ่งเหล่านี้ นี่เป็นการยืนยันความจริง ไม่ได้นัดหมายนะ วันนี้จะมีมาฆบูชา อาตมาโผล่มาเมื่อเช้านี้ อาตมาโผล่มา ไม่ได้ประกาศล่วงหน้า ไม่ได้บอกใครๆ แต่พวกเราก็มาสดับตรับฟังซับซาบ วันนี้ไม่ใช่วันเสาร์ วันนี้ไม่ใช่วันอาทิตย์ วันนี้ วันพฤหัส แล้วบ้านของคุณก็ไม่ได้อยู่ข้างๆ วัด นี่ทุกคนเมื่อไหร่ ไม่ใช่บ้านอยู่ข้างวัดนี่ ก็ไม่ได้ประกาศ ไม่ได้นัดหมายโดยตรง ไม่ได้บอกเลยว่า วันมาฆบูชา จะมีการเทศน์เย็น ก็บอกเมื่อเช้านี่เองว่า จะมี 6 โมง แล้วเราก็มีมาได้ ประมาณ 375 คนนี่มาได้ แล้วคนที่มานั้นน่ะ มันไม่ได้หมายความว่า เอาตัวคนเป็นตัวๆๆเฉยๆ แต่ละคนๆ นี่มีความเข้าใจ มีความศรัทธา มีความยินดีที่จะมารวม จะมีอะไรก็ไม่ว่าอะไรหรอก อย่างน้อย อาตมาขึ้นมาแล้วก็มาพูดอะไรให้ฟังก็ แล้วแต่เถอะ จะพูด จะฝอยอะไรไปต่างๆ นานา สารพัดยังไงไม่เกี่ยงละ จะเทศน์เรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยงละ ขอมานั่งฟังก็แล้วกัน ขับรถขับรามาอยู่ข้างนอก โน่นก็เสียค่ารถค่าอะไรมา บางคนมีงาน มีกิจก็ๆ บอกว่าไม่ไป จะมานี่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็จะมา สิ่งเหล่านี้ มันถึงแสดงถึงลักษณะจากจิตใจจริงๆ ส่อถึงความจริง อันหนึ่งว่า เห็นความสำคัญ เมื่อเช้า อาตมาเทศน์ถึงความมีศาสนา อาตมาเทศน์ถึงความเป็น ศาสนาในตัวคน มีศาสนาในตัวคน คนมีศาสนาแล้วจะเป็นอย่างไรา คนที่มีศาสนาจะเป็นอย่างไร เมื่อเช้านี้ก็เทศน์ให้ฟัง คนที่จะมีศาสนานี้ มันจะรู้สึกอยู่กับคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็จะมีกิริยา มีพฤติกรรม กาย วาจา ใจ มี ความสัมพันธ์อยู่กับอะไรต่ออะไรนี่ มันเข้าบทโพธิปักขิยธรรม มีสติรู้ตัวถี่นะ รู้ตัวเสมอว่าเรา เออ จะไปๆ มา จะมีอยู่ที่ไหน อย่างไรก็แล้วแต่ กระทบสัมผัสทำโน่นทำนี่ อะไรอยู่ก็จะรู้จักกรรม มีธรรมวิจัย วิจัยกรรมของเรา กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี มโนกรรมก็ดี แล้วก็วิจัยเวทนา วิจัยอารมณ์ เมื่อสัมผัสแตะต้องกับเรื่องนั้น เรื่องนี้ เราออกมาขึ้นรถเมล์ เดินมาถึง คนเขามองตั้งแต่หัวจรดเท้าเราก็รู้ว่าเขามองเรา บางทีคนมองก็เหมือนดูถูก เราก็รู้สึก เวทนาก็รู้สึก รู้สึกอย่างไร แล้วเราก็ปรับความรู้สึกของเราว่า เออ! วิจัย มีวิจัยว่า เออ! เขารู้สึกอะไรกับเรา เขามองเราตั้งแต่หัวจดเท้านี่ เขาคงจะคิดว่าเรานี่เป็นบ้านะ แล้วเราจะปรับใจอย่างไร มันจะปรับใจ หรือเดินมาก็มาชนกับเขา มาแย่งกันขึ้นรถเมล์ หรือขับรถไป มีคนมาแซง มีคนมาด่า แซง ไอ้บ้า ขับช้าอยู่ได้ อะไรต่างๆนานาก็แล้วแต่ เราก็ฟังเขา จะรับเขา คำด่า คำอะไรเขา เอามาวิจัย มีสติ รู้ทันอารมณ์ตน จะรู้ว่า เอ๊ ! เรารู้สึกอย่างไรนะ เราควรจะปรับจิตที่มันเป็นอารมณ์อย่างนี้อย่างไร แม้บางทีเราแพ้นะ แหม ! มันโมโหแล้วก็รู้ตัว อย่างน้อยก็รู้ตัวว่าเรายังมีกิเลสนะ เราข่มไม่อยู่ โกรธแล้วนะ ก็รู้ตัวว่าโกรธ แต่ก็รู้ รู้นะ มีวิจัยอยู่ แต่อดไม่ได้กิเลสมันแรง เราสู้กิเลสไม่ได้ นี่แหละเราได้ปฏิบัติธรรม เราเป็นคนศาสนา เราเป็นคนที่ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม เราเป็นคนที่ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 มีสัมมัปปธาน 4 มีการสังวร มีการระมัดระวังสังวรปธาน ปหานปธาน พยายามรู้กิเลส รู้อารมณ์ ก็พยายามเปลี่ยนแปลง สู้อารมณ์ที่มันเป็นโทสะ โลภะ มีความโลภ มีความโกรธอะไรเกิด รู้เวทนา รู้จิต รู้กาย รู้จิต รู้เวทนา รู้จิต ปฏิบัติรู้นิวรณ์ รู้กาม รู้พยาบาท รู้ถีนมิทธะ รู้อุทธัจจกุกกุจจะ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น รู้แม้จะรู้ยัง ไม่ละเอียดก็ตาม ยังรู้ยังไม่ลึกซึ้งก็ตาม แต่มันจะอยู่กับตัวเรา เราไปไหนๆ มาไหนๆ เราบางทีมีอะไรพวกนี้ คนที่มีอาการ มีศาสนา มีตัวปฏิบัติธรรม เป็น พระโยคาวจร เรียกว่าเป็นพระโยคาวจร จะมีพวกนี้ นี่คือการปฏิบัติธรรมของ พระพุทธเจ้า นี่คือตัวที่เป็นนักวิปัสสนา หรือเป็นนักปฏิบัติธรรม ที่มีตัววิปัสสนา เป็นตัวปฏิบัติธรรมอยู่กับตัวเรา เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ เราก็จะได้ได้จริงๆ จะได้มากได้น้อย คุณต้องปฏิบัติเอาจริงๆอย่างนี้นะ เป็นอยู่บ่อยๆ เป็นอยู่เสมอ มีวันเวลา วันหนึ่งคืนหนึ่ง 2 วัน วันหนึ่ง 24 ชั่วโมงนี่ ที่เรารู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ อาจจะไม่ถึง 24 เพราะว่าเรานอนหลับ ไอ้นอนหลับนี่ ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ ไอ้ตื่นๆ อยู่นี่ จะเผลอไผลล่วงๆ หล่นๆ บ้าง ก็มีน้อยกว่าที่เรารู้สึกตัวของตัว มันจะรู้ตัวจริงๆ พระโยคาวจรผู้ปฏิบัติธรรมนี่จะรู้ แล้วก็เราก็จะใส่ใจ รู้สึกพอใจที่จะติดตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หลักธรรม ยิ่งตัวเรายังไม่มากนี่นะ ยังไม่มีธรรมะของพระพุทธเจ้ามากๆ ยังไม่มีบทพุทธภาษิต หลักเกณฑ์ต่างๆ นานา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ ล้วนแต่เป็นพุทธภาษิตที่บอกละชั่ว ประพฤติดี เป็นบทที่บอกให้ทำในสิ่งที่ดีงาม ประพฤติสิ่งที่ดีงาม เราจะรู้สึกว่ามัน แหม ! มันน่าใส่ใจ มันน่ารัก มันน่าที่จะได้รับรู้ รับอ่าน บางทีก็ท่อง บางทีก็จำ จะเพิ่มๆ จำได้เพิ่มๆ แล้วก็เอามาไว้ที่ตัว เหมือนเราเป็นนักสะสมวิชา นักสะสมตำรา นักสะสมความรู้ สะสมไว้แล้ว สะสมความรู้นี่ มันมี 2 ชนิด ชนิดที่สะสมความรู้เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ เพื่อเป็นนักศึกษาที่มีความรู้ทางศาสนานี่ แล้วเราก็จะได้ชื่อว่าเราเป็นผู้รู้ทางศาสนานี่นะ แต่เขาไม่มีตัวเป็นพระโยคาวจร ไม่มีตัวอย่างที่อาตมาบอกว่า เป็นนักปฏิบัติ มีโพธิปักขิยธรรมในตัวเองนี่ มีสติปัฏฐาน 4 มีสัมมัปปธาน 4 มีอิทธิบาท 4 อยู่ในตัวเขาไม่มี สติสัมโพชฌงค์ หรือว่าธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ยังไม่ถึงขีดนี้ เขาจะมีแต่สนใจตำรา แล้วก็เพลิดเพลินนะ สนใจเพลิดเพลินท่องได้ สอบเมื่อไหร่ก็ โอ้โฮ ! ได้คะแนนดีๆ ได้เยี่ยม ได้ยอมรับ มีความรู้ แล้วก็แสดงออกทางโน้นทางนี้ จนกระทั่งได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้เป็นเจ้าคุณ ได้เป็นอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา พัฒนาก้าวหน้าในการมีชีวิตอยู่ ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญกันอย่างดีๆ นั่นคือการศึกษา เป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้ ชนิดหนึ่งเหมือนกัน มีเยอะ ส่วนผู้ที่ใฝ่หาความรู้อย่างที่อาตมาอธิบายไปแล้ว เมื่อกี้นี้ก่อนนั้นน่ะด้วย แล้วก็มีตัวที่ปฏิบัตินี้ด้วย เป็นพระโยคาวจรที่แท้ มี โพธิปักขิยธรรมอยู่กับตัว อยู่กับชีวิต จะมีมากในวันๆหนึ่ง จะมีอยู่กับตัว เราจะมีสติ รู้ตัวทั่วพร้อมว่าเราเป็นนักปฏิบัติธรรม ยิ่งใหม่ๆ ยิ่งจะรู้ตัวง่าย ยิ่งใหม่ๆ นี่ โอ้โฮ! เรารู้สึกว่าเรามันอยู่กับธรรมนี่ ไปไหนมาไหน ก็รู้สึกว่าเราได้ พอเวลา แก่วัดเสียอีกนี่ เหมือนกับตัวไม่ค่อยมีแล้ว เอ๊ ! ไม่ค่อยรู้ตัวทั่วพร้อมแล้ว ไปตามเรื่องตามราว ปล่อยๆ ปละละเลยไปเยอะอย่างนั้นเสียด้วยซ้ำไป ถ้าแก่วัด หรือเป็นผู้ที่ไม่สังวร เป็นผู้ที่ไม่ใส่ใจที่จะต้องให้มีโพธิปักขิยธรรมอยู่กับตัว ผู้นั้นก็จะประมาท หลุดๆ ล่อนๆ ไม่ค่อยทรงสภาพนี้น่ะ แต่ถ้าผู้ใดยังทรงสภาพนี้อยู่จริง แล้วก็มีจิตใจนี้น่ะเบิกบาน ร่าเริง บันเทิงใจกับคุณภาพอันนี้นี่ คุณภาพอันที่เราจะมีโพธิปักขิยธรรมอยู่กับเรานี่ มีสติปัฏฐาน 4 เป็นผู้ที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้จักกาโย องค์ประชุม คำว่าองค์ประชุม คือสิ่งที่อยู่กับตัวเรารอบๆ นี่ สัมผัสสัมพันธ์อยู่นี่ ถ้าคนที่มีปฏิภาณน้อย ก็จะนับองค์ประชุมอยู่ใกล้ๆ ถ้าคนที่มีปฏิภาณมาก ก็จะมีกระแสสัมพันธ์ขยายออกไปไกล ออกไปต่อ ต่อออกไปตามที่ผู้ใดจะมีปฏิภาณ ปัญญา มีญาณลึกซึ้ง มีญาณไกลได้ องค์ประชุมอยู่นี่ เช่น เรานั่งอยู่ที่นี่ มีใครอยู่บ้าง แม้เรานั่งอยู่กับใคร เราก็มีสติสัมปชัญญะรู้แต่ละคน แล้ว ศาสนาพุทธนี่ ไม่ใช่ศาสนาที่บอกว่า ไม่รู้จักคนอื่น ศาสนาพุทธนี่ จะพยายาม จักคนอื่น แล้วจะมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่น ที่ท่านบอกว่า มีเจโตปริยญาณ จะรู้ใจคนอื่น แล้วเราก็จะต้องพยายามมีมัตตัญญุตา เป็นสัตบุรุษ มีการประมาณว่า เออ! คนนี้เขานะ ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้บุคคล คนนี้เขาอย่างนี้นะ คนนี้นี่ขี้งอน คนนี้ขี้ยึด ขี้ติด ไอ้ความไม่ดีเขาเรียกว่าขี้ สิ่งที่ดี เขาเรียกแก้ว เพราะฉะนั้น ยึดนี่ เขาก็เรียกว่าขี้ยึด ขี้งอน งอนๆ มากๆ เขาก็ไม่ต้องเรียกมากหรอก เรียกขี้งอนเท่านั้น ก็ใช้ได้ รู้แล้วว่า นี่งอนมาก งอนเป็นขี้เลย มีความใช้ไม่ได้ที่มันไม่ดีมากๆๆ เขาก็เรียกว่าขี้ ขี้งอน ขี้เหนียว ขี้ติด ขี้ยึด อะไรต่างๆ นานานี่ ขี้โกรธ ขี้โลภ เขาไม่เรียกแก้วโลภ เขาไม่เรียก แก้วโกรธ เขาไม่เรียก เขาเรียกขี้ ตัวไม่ดี มันมีมากๆ เขาเรียกขี้ ภาษาไทยเลวเขาเรียกขี้ ดีเขาเรียกแก้ว เราจะรู้คนอื่นเขา แล้วเราก็จะประมาณ เออ ! เขาดีของเขา เขาเป็นของเขา เราต้องเข้าใจเขา เราจะมีปัญญาอย่างไร ที่จะทำให้เขาลดลงได้บ้าง มีวรยุทธที่จะทำให้เขาลดได้ ถ้าลดไม่ได้ เราก็ต้องอนุโลมให้เขา แล้วก็ปล่อย เออ ! อย่าถือสาเขา เขาย่อมเป็นเขา เขาขี้งอน เออ ! ก็ขี้งอน เราช่วยเขาไม่ได้ก็อย่างนี้น่ะ เราอย่าไปตอแย อย่าไปเที่ยวได้ทำอะไรให้มันเกิดกระทุ้งกระเทือนอะไรกันมากนัก แล้วมันจะไม่สงบ อย่างนี้เป็นต้น จะรู้จักผู้อื่น อยู่กับผู้อื่นอย่างประสานมิตรดี ศาสนาพุทธไม่ใช่ว่า ช่างหัวเอ็ง ข้าคือข้า ไม่เกี่ยว ตัวใครตัวมัน ไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่เรื่องของตัวใครตัวมัน ศาสนาพุทธเป็นเรื่องของความประสาน เป็นภราดรภาพ ซึ่งมีฝีมือในการประสานมาก มีฝีมือจึงเกิดสันติภาพอยู่ได้ คุณจะหาคนในสังคมนี่ เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวมกันอยู่ไม่มีหรอกในโลก พระโสดาบันไม่ได้หมายความว่า คนหมดความโกรธ ความโลภ พระโสดาบันนี่ไม่ใช่นะ เพราะฉะนั้น สังคมนี่ไม่ได้หมายความว่า สังคมมีแต่นักบวช มีแต่ พระอรหันต์ ไม่ใช่ สังคมไม่ใช่มีแต่นักบวช สังคมมีทั้งฆราวาส มีอุบาสก อุบาสิกา และในอุบาสก ในอุบาสิกานั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า มีแต่พระอรหันต์ทั้งหมด มีโสดาบัน และโสดาบันก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นผู้หมดความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ใช่ เป็นผู้ที่รู้จักความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว แล้วก็มีทิศทางที่แน่นอน รู้จักวิธีปฏิบัติที่แน่ใจว่า คนนี้มีมรรค มีทางเดินที่ถูกต้อง เป็น สัมมาทิฏฐิ ที่ไม่มีทางที่จะไม่ได้เป็นพระอรหันต์ในอนาคต มีความรู้ทางที่แน่ชัด รู้ทางที่แน่ชัด ยังไม่รู้ภูมิตัวทั้งหมดเท่านั้นเอง ยังไม่รู้กิเลสของตัวทั้งหมด ยังไม่รู้ภูมิของตัวทั้งหมด แต่รู้แล้วว่า ทางปฏิบัติอย่างไร จึงจะไปสู่ความเป็น พระอรหันต์ รู้แล้ว แล้วก็ได้ปฏิบัติลงไปแล้ว ถ้ารู้เฉยๆ ยังไม่ปฏิบัติ ก็จะมี เล็กๆน้อยๆ ยังไม่รับรองว่าเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบัน ที่เป็นโสดาปัตติมรรค ยังไม่มีการเดินทางไปถึงครึ่งทาง ยังไม่มีมรรคที่เป็นผลนี่นะ ที่จริงมรรคก็คือ ทางเดินที่เดิน สมมุติว่าทางเดินร้อยกิโลนี้ เป็นถึงผลของพระโสดาบัน เรายัง ไม่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน