340130 ตอบแหลกแจกทรัพย์แท้ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340130 ตอบแหลก แจกทรัพย์แท้ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก
หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก
ตอบแหลก แจกทรัพย์แท้ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2534 เนื่องในงานปลุกเสกสมณะแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก
พ่อครูว่า…ตอนนี้เริ่มต้นวันนี้เป็นรายการเป็นปกติที่เรามีรายการปลุกเสกหรือว่าการพุทธาภิเษก เราก็จะมีภาคหนึ่งที่อาตมาเห็นอานิสงส์ เพราะว่า เหมือนกับผู้มาร่วมรายการนี้มีส่วนได้ร่วมกับงาน ไม่ใช่เราอัดลูกเดียว ถ้าไม่งั้นก็เกจิอาจารย์มาอัดลูกเดียว เราก็นั่งรับไปตั้งแต่ต้นจนจบ เราไม่มีส่วนที่จะบอกว่า ฉันอยากรู้อันนี้ บอกเรื่องอย่างนี้กับฉันบ้างสิ ไม่มีสิทธิ์เลยตลอดงาน อย่างนี้มันไม่ดี เราก็จึงมีอันนี้ขึ้นมาเสมอทุกครั้ง ประมาณสองวันสุดท้ายนี้จะมีตอบปัญหา ก็จะมีว่า ตอบไอ้จุดนี้บ้าง จุดนั้นจุดนี้ของใครก็แล้วแต่บอกมา แล้วก็ได้บอกได้ตอบกันบ้าง มันจะดูหลากหลายหรือว่ามันจะตรงกับปัญหาของหลายๆ คนหรือคนเดียว มันอาจะตรงกับหลายๆ คน คล้ายๆ กันหรือเหมือนกันก็ได้นะ ก็จะมีประโยชน์มากในการตอบปัญหานี้ ก็มีส่วนร่วมมีอะไรดังกล่าวแล้ว คำถามปัญหาก็มีมาเยอะแยะ อาตมาก็ตอบปัญหาไม่ค่อยเก่ง ตรงที่ว่าไม่ค่อยเก่ง เพราะว่าตอบมันไม่ค่อยกระทัดรัด มันไม่ ดูได้เวลาดี มันจะยืดยาด มันจะวน มีเรื่องอยากจะอธิบายอยู่เรื่อย ไปๆ มาๆ ก็ยาว ดีไม่ดีก็เล่านิทานประกอบตอบปัญหาบางเรื่อง อย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยยาว มันมักจะเป็นอย่างนั้นนะ แต่พอตอบๆ ไปแล้ว เอ๊ะ มันน่าจะขยายอันนี้นะ เล่าเรื่องอันนี้ประกอบนิดหน่อย มันจะดีขึ้นชัดขึ้น มันจะเป็นอย่างนั้นเรื่อยไปนะ ก็พยายามนะให้มันได้มากๆ ปัญหาบ้าง เอาเริ่มต้นเลย ตอบแหลก แจกทรัพย์แท้
อุ
อ่านต่อ
ปาทานความเชื่อเรื่องผี : นี้ขึ้นมาเรื่องผีก่อนเลย (เสียงผู้ฟังหลายคนหัวเราะ) คำถาม… ฟังพ่อท่านก็เข้าใจว่า ไม่มี พอมีคนที่มีประสบการณ์เจอกับตนเองเรื่องวิญญาณ(ผี) พูดด้วยความเชื่อมั่นว่าได้เจอกับตนเองจริงๆ ไม่ใช่เจอคนเดียว เจอและเห็นพร้อมกันหลายคน คือเขาเล่าว่า เขากับญาติพี่น้องในบ้านนี้ เห็นญาติคนหนึ่งที่เพิ่งเสียชีวิต กลับมาเยื่ยมบ้าน เห็นพร้อมกันหลายคนด้วย เลยไม่รู้จะอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร ทำให้ตัวเองก็วนเหมือนกันว่า วิญญาณแบบเจตภูตมีจริง พ่อท่านช่วยเปิดโลกอวิชชานี้ด้วย พ่อครูว่า.. แหม! เรื่องนี้ก็เคยอธิบายหลายแล้วนะที่จริง ก็คงต้องตอบคำถามเรื่องนี้อยู่อีก เพราะว่า เขายืนยันว่าเขาเจอจริงๆ และอาตมาก็เชื่อว่าคุณเจอจริงๆ คุณเห็นจริงๆ คุณเห็นสิ่งที่เป็นอุปาทานของคุณ แล้วบอกว่า มันไม่ใช่คนเดียวนะ หลายๆ คน ไอ้เรื่องจิตวิญญาณนี้นะ มันไม่มีปัญหาหรอก คุณเคยอุปาทาน คุณเคยเชื่อว่าอย่างนี้จะมี และความเชื่อแต่ว่า วิญญาณตายไปแล้วจะมาหานี้นะ ยิ่งญาติเราตายคนหนึ่ง โอ๊ย! เดี๋ยววิญญาณจะมาหา เพราะว่า ญาติที่ตายนี้นะ หลายๆ คนในบ้าน แหม! คืนนี้จะเจอ จะมาหาหรือเปล่า ตรงกันเกือบทั้งนั้นแหละ มันเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา แล้วอุปาทานนี้มันจะตรงกัน แล้วมันก็เป็น เสร็จแล้วมันก็อุปาทานพวกนี้จึงปรากฏ มันเป็นเรื่องธรรมดา นักเล่นกลใช้จิตวิทยาสะกดจิตผู้ชม : อาตมาจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง แล้วคุณจะเข้าใจทันที มีนักเล่นกล นักเล่นกลคนนี้เก่ง นี้เป็นเรื่องจริงนะนักเล่นกลนี้ เป็นคนเล่นกลจริงๆ แต่ว่ากลมันไม่จริงหรอก แต่เป็นนักเล่นกลจริงๆ นี้ มาเมืองไทยนี้แหละ เขามาแสดงที่เมืองไทยนี้แหละ ไม่ได้แสดงที่อื่นหรอก เปิดการแสดงที่โรงหนังนะ พอเขาออกมาถึงปั๊บ เขาก็เอาเลย สวัสดีทุกๆ ท่าน ให้ทุกคนยกนาฬิกาขึ้นดู เขาบอกขณะนี้เวลา อาตมาจำไม่ได้แล้วตอนนั้นเวลาอะไร เขาก็บอกเวลาเขาไป เวลาหนึ่ง ถ้านาฬิการใครไม่ตรง โปรดดู ขณะนี้เวลานี้เท่านั้น ทุกคนคิดว่านาฬิกาทุกคนก็คงจะตรงดีทุกคนนะ เวลาเท่านั้น เท่านั้นทุ่ม เสร็จแล้วก็บอก ใช่ไหม เอาตกลง ปรากฏว่าเวลานั้นไม่ใช่เวลาที่เขาบอกหรอก เป็นเวลาอีกอื่น ไม่ใช่เวลาขณะนั้น เวลาที่ผิดจากความเป็นจริง แต่ทุกคนเห็นเป็นเวลาตามที่เขาบอกหมดเลย ตรงกันหมดเลยที่นั่งอยู่ในโรง ไม่มีใครบอกว่าเวลาผิดสักคนเดียว แต่เขามีภาษาโวหารที่พูดดีกว่านี้ พูดดีกว่าที่อาตมาพูด เป็นการพูดหว่านล้อมให้คนคล้อยตาม แล้วบอกว่าเป็นเวลาเท่านี้ เท่านี้ ก็เป็นเรื่องสะกดจิต หรือเป็นเรื่องที่นักแสดงกลเขาใช้จิตวิทยาพวกนี้นี่ ทำมาเสมอ เพราะฉะนั้น เรื่องสะกดจิตก็ดี มันก็เป็นเรื่องทำให้จิตของคนนี่เห็นอะไรเป็นไปตามอุปาทาน ซึ่งอาตมาเคยเล่า อาตมาเล่นสะกดจิตนะ เราเห็นในเรื่องเห็นรูปก็ได้ ไอ้นี่เห็นรูป ก็เอาเรื่องเห็นรูปก็แล้วกัน สะกดจิตลงไปแล้วทีนี้ก็สั่งให้คุณเห็นรูป คุณก็จะเห็นรูปตามที่สั่ง ให้เห็นเสือทั้งๆ ที่ ไม่มีเสือ วิ่งหนีเสือ ต้องตามจับกัน ไม่เห็นอะไรเลยทั้งๆ ที่มีของเต็มโต๊ะ ให้เห็นก็ได้ ไม่ให้เห็นก็ได้ ให้เห็นตามที่สั่งก็ได้ หลายคนอุปาทานตรงกัน จึงเห็นเหมือนกันได้ : เพราะฉะนั้น ไอ้เรื่องจิตนี่ ถึงเห็นอะไรได้ เห็นจริงๆ อุปาทานเห็นได้จริงๆ อาตมาไม่ได้สงสัยนะว่าเห็น เห็นพร้อมกันด้วย เพราะอุปาทานเหมือนกัน เรื่องเดียวกัน คล้ายกัน เหมือนกัน เห็นเหมือนกันหมดนั้นแหละ เป็นพันๆ คน เป็นหมื่นๆ คน ก็เห็นเหมือนกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยว่า เห็นเหมือนกัน แล้วว่า ไม่ใช่ตัวเองเห็นคนเดียว ไม่ใช่ เป็นอุปาทานนี่เป็นได้พร้อมกัน ถ้ามีแนวความคิดหรือมีแนวโน้มเหมือนกัน ก็เหมือนกัน บอกไม่ได้นัดแนะกันเลย ก็ได้ ในความรู้สึกที่เป็นตรงกันได้ ถ้ายิ่งเรื่องที่มันคล้ายกันอย่างที่ว่านี่ บ้านนี้คนนี้ตาย โอย ต่างคนต่างนึก มาแน่เลย มันก็มาพร้อมกันได้ เห็นด้วยกันได้ และเห็นอะไรๆ อันหนึ่งก็ได้ อันเดียวกันด้วย เห็นแมวเดินยุ่มๆ เหมือนคนเดินมาเลย อ้าว! ผีมาแล้ว หรือเห็นอะไรก็แล้วแต่ อย่างนี้เป็นต้น อะไรสักจุดหนึ่งก็ได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่จิต เขาสร้างเป็นหนังนะ เขาถ่ายเป็นหนังมา เคยมีหนังนะ ทำเป็นผงเป็นอะไรโรยให้เดินย่ำ เป็นอะไรๆ ต่างๆ นานาสารพัดมีมากมาย จิตนี่เป็นได้หมด อย่าแต่แค่เห็น สัมผัสแตะต้องเหมือนจริงๆ เลย เป็นรูปคนเลย เคยได้ยินไหมเขาว่าเขามีนางตานีเป็นเมีย มีตัวตนเลยนะ อยู่กันอย่างสมสู่เป็นเมียเป็นอะไร คนอื่นไม่เห็นด้วย บ้าอยู่คนเดียว ตัวอย่าง คนที่จิตอุปาทานเรื่อง มีแฟนเป็นพระพรหม : อาตมาเคยรักษาคนที่มีโรคจิตพวกนี้ แต่ก่อนนี้ตั้งแต่ยังเล่นไสยศาสตร์ เขาบอกว่า แฟนเขาเป็นพระหรหม พระพรหมขี้หมาอะไร พระพรหมไม่มีเมียไม่มีลูก พระพรหมมันฐานสูงกว่ากามแล้ว มันเป็นพระพรหม แล้วเขานี่ยังมาเลย มาสันติอโศก มาแล้วบอกว่า จำหนูได้ไหม อาตมาบอก โถ! ตั้งแต่สมัยที่รักษาเขา เขานั้นยังอายุ 16-17 ปี เรียนชั้นมัธยม จนกระทั่งต้องออกจากโรงเรียน เพราะว่ามีแฟนเป็นพระพรหม แล้วก็ไม่เป็นอันกืนอันนอน ไม่เป็นอันเรียนหนังสือ แล้วก็หนุงหนิงๆ กันอยู่ คนเขาบอกว่าบ้า พ่อแม่ต้องเอาออก พ่อแม่เขาอายที่ลูกเป็นอย่างนั้น ต้องเอาออกจากโรงเรียนไป ต้องไปรักษา เขาว่าอย่างนั้น อาตมาต้องเล่น แหม! ต้องเหยียบอกพระพรหมกัน เล่นต้องขับพระพรหมออกจากร่าง ออกจากอะไรของเขา โอ๊ย! ก็ทำไปตามประสาสมัยโน้น เป็นไสยศาสตร์ เป็นประเภทอย่างนี้แหละทางจิตนี่ ตอนนั้นอาตมาไม่รู้หรอก ก็เล่นไสยศาสตร์ไป ผู้ฟังถาม… แล้วเขาหายหรือยัง? พ่อครูว่า…หาย นี่มา มาที่สันติอโศก เขาบอก จำหนูได้ไหม เขาก็เท้าความว่า เขาเป็นไอ้อย่างนี้ เคยรักษาให้หนู ก็บอก ตั้งแต่ปางโน้นจนมาถึงปางนี้ ปาเข้าไปตั้งเกือบ 30 ปี แล้ว อายุ 40 กว่าปีแล้ว ใครจะไปจำได้ ตอนโน้นเด็ก ยังไม่ถึง 20 ปี ตอนนี้ 40 กว่าปี คิดดูหน้าตาจะเปลี่ยนไปขนาดไหนล่ะ วิญญาณคือธาตุรู้ ไม่มีสรีระ รูป สี กลิ่น รส ใดๆ ให้เห็นสัมผัสได้ : ไอ้เรื่องพวกนี้ อุปาทานอย่างนี้ มันมีได้ เพราะฉะนั้น เรื่องผีนี่ หรือวิญญาณนี่ ถ้าจะไปเห็นเป็นตัวตน เห็นเป็นรูปร่างอะไรๆ ต่างๆ นานานั้นมันไม่มี มันไม่มีหรอก แหม เท่านี้มันน่าจะคิดได้นะ วิญญาณมันเป็นตัวตนได้อย่างไร มันเป็นรูปร่างเนื้อตัว เป็นรูปเป็นสีอะไรได้อย่างไร ไม่ใช่ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสอะไรหรอก วิญญาณมันธาตุรู้ ธาตุรู้จะไปเป็นสีเป็นกลิ่นเป็นรูปร่างได้อย่างไร ไอ้นี่สรีระ มันมีรูปร่างสิ มันมีดินน้ำไฟลมแท่งก้อน วิญญาณมันไปมีอะไรได้อย่างไร แค่นี้มันน่าจะเข้าใจตั้งน๊าน นานๆ แล้วนะ ทำไมยังไม่เข้าใจกัน ยังไปหลง เอ๊ เมื่อไรจะหายสงสัย เมื่อไรจะหายไม่เข้าใจ เชื่อจริงเห็นจริงสักที คือ ปัญญาเข้าใจเห็นจริงแล้วมันก็หมดเรื่องแล้ว มันยังไม่เข้าใจเห็นจริง ถึงว่านี่แหละศรัทธามันยังไม่ถึงขั้นเชื่อมั่น ปัญญามันยังไม่รู้แจ้งแทงทะลุ มันก็เป็นปัญญารู้ในระดับหนึ่ง ผู้ฟังว่า...ถูกครอบงำความคิดนี้มานาน พระครูว่า… เออ ใช่ ถูกครอบงำความคิดนี้มานานแล้ว แล้วปัญญามันก็ยังไม่แหลมลึกพอจนกระทั่งล้างตัวจิตที่เชื่ออันนี้ จิตมันยังมีอำนาจความกลัวความไม่กระจ่างอะไรพวกนี้ ทำให้เรื่องเหล่านี้มันยังไม่หาย ก็ค่อยๆ ปฏิบัติไป จนกว่ามันจะหาย คำถามที่ 2 ต่อเรื่องผีอีก คำถาม… อยากถามท่าน หากท่านเจอผีจริงๆ แล้วท่านจะทำอย่างไรคะ เพราะจะได้จำไว้เป็นประสบการณ์ค่ะ (ผู้ฟังหลายคนหัวเราะ) พ่อครูว่า… อ้อ เล่าให้ฟังนี่เป็นประสบการณ์เหรอ คำตอบไม่ใช่ประสบการณ์สักหน่อย เป็นแต่เพียงรู้ด้วยเหตุผล ด้วยภาษาที่บอกให้ทราบเท่านั้นเอง ไม่ใช่ประสบการณ์ ผู้เห็นผีหลอก คือผู้ยังโง่ ยังอวิชชาอยู่ : ถ้าอาตมาเจอ“ผีจริงๆ” ก็ฆ่าผีให้ตายเลย! ถ้าเจอผีจริงๆ แต่ถ้า“ผีหลอกๆ” อาตมาก็ต้องรู้ว่าอาตมากำลังโง่ กำลังเจอผีหลอก คืออย่างเมื่อกี้ที่ถามนั่นแหละ เห็นผีเห็นวิญญาณคนตายแล้วก็มาหลอก มาปรากฏตัวตน นั่นผีหลอก อาตมามีปัญญาแล้วและรู้ความจริงว่า อ้อ! ตัวเรานี่โง่ถึงขนาดเห็นผีหลอกได้ แต่อาตมาไม่เห็นแล้ว ผีหลอกก็เพราะว่าไอ้ที่เห็นผีหลอกคือคนยังโง่อยู่ คนหายโง่แล้วไม่เห็นหรอกผีหลอก คนที่เห็นผีหลอกคือคนยังโง่อยู่ คือคนยังอวิชชาอยู่ ยังไม่กระจ่าง ยังไม่รู้แจ้งแทงทะลุอย่างที่กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นผีหลอก ผีจริงๆ คือ? : ผีจริงคือกิเลส นี้ นั่งอยู่สลอนนี่ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ นี่พวกผีทั้งหลาย นี่ผีทั้งหลาย ผีอยู่ที่วิญญาณ อยู่ที่จิตวิญญาณ ผีไม่อยู่ที่อื่นนะ ผีนี่อยู่ที่จิตวิญญาณ คืออวิชชาทั้งหมด นั่นคือผี อวิชชาทั้งหมดนั่นคือผี ความโลภคือผี ความโกรธคือผี ความหลงคือผี หรือจิตวิญญาณที่มีกิเลสลักษณะอกุศลทั้งหลายแหล่คือผี ถ้าเจอทำอย่างไร ที่ถามอาตมา ก็ฆ่ามันให้ตายเลย ให้ตายสนิทเลย จะทำอย่างไร นี่คือคำตอบ ฟังไว้เป็นประสบการณ์ ที่จริงคำตอบไม่ใช่ประสบการณ์ คุณเข้าใจให้ดีแล้วก็ไปพยายามมีประสบการณ์ของคุณ เจอผีแล้วต้องฆ่ามันนะ ในตัวคุณนั่นแหละผี ไปฆ่าของคนอื่นเขา ฆ่าไม่ได้หรอก ไปเอาผีของคนอื่นมาฆ่าได้ สวยเลย ถ้าทำได้ แหม! เอาผีของคนนี้มา เอามาฆ่าให้ ดีเลย อาตมาฆ่าได้ จับเรียกมาฆ่าเรียงแถวเลย ฆ่าวันละ 500 คน 500 ตัว พันตัว หมื่นตัว มีเวลามีแรงเท่าไหร่ฆ่าให้เกลี้ยงไปเลย แล้วจะได้สบาย
พระโพธิสัตว์พากเพียรบำเพ็ญเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า : คำถาม… ข้อ 1. พ่อท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง จริงไหมครับ? ผมขออนุโมทนาให้พ่อท่านพยายามอย่างนั้น เพื่อโปรดสัตว์ ผมจะชื่นชมยินดีอย่างยิ่งครับ พ่อครูว่า… ใช่ ยังไม่เปลี่ยนแปลง ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน พระโพธิสัตว์ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เป็นความตั้งใจที่จะเป็นพระพุทธเจ้า จะบำเพ็ญ ปฏิบัติ ประพฤติ เพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่เปลี่ยนแปลงนะ แค่นี้เองเหรอที่ถาม เอา ก็เอาแค่นี้ ไม่ต้องพูดต่อ
_คำถาม ข้อ 2 ถ้าผมและทุกๆ คน ถ้าตั้งจิตปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แล้วจะต้องบำเพ็ญเพียร 4 อสงไขย แสนกัป สำหรับผู้มีปัญญา ผมอยากทราบว่า จะต้องใช้เวลาเท่านั้นเท่านี้จริงไหมครับ หรือว่าแล้วแต่การบำเพ็ญบารมีจนถึงที่สุดจึงได้ตรัสรู้ ซึ่งประมาณเวลาแน่นอนไม่ได้ แต่อยู่ที่บารมีว่า เมื่อำรจะถึงอย่างนั้น ใช่ไหมครับ? พ่อครูว่า… อย่างที่คุณเข้าใจตอนหลังนี้ถูก คือการประเมินค่า 4 แสน อสงไขย หรือกัป อะไรพวกนี้ เออ ที่จริงอาตมาไม่เคยได้ยินว่า จะบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้านี่ใช้เวลาแค่ 4 แสน อสงไขยกัปนะ นี่บอกว่าสายปัญญาด้วย สำหรับผู้มีปัญญา สายปัญญา นี่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า 20 แสนอสงไขยกัป ส่วนสายศรัทธานั้น 40 แสนอสงไขยกัป เอา 2 คูณ 20 แสนอสงไขยกัปของสายปัญญา ส่วนพวกวิตักกจริต 80 แสนอสงไขยกัป นี้เป็นอัตราประมาณนะ อย่างที่คุณถามนี้ถูกแล้ว โดยความจริงแล้ว ก็คือ มันไม่ใช่ตัวลขเป๊ะๆ อย่างนั้นหรอก แล้วแต่ความเพียรด้วย แล้วแต่ความอุตสาหะของแต่ละบุคคล แต่อยู่ในเกณฑ์อย่างนี้แหละ นี่มันเป็นความหมายนะ ผู้ฟังว่า…มี วิริยาธิกะ อีก พ่อครูว่า… วิริยาธิกะ นั้นแหละ วิริยาธิกะนี่พวกสายวิตักกะ คือมีความเพียร แต่ว่าไม่แน่นอน ประเดี๋ยวก็ปัญญา ประเดี๋ยวก็ศรัทธา ประเดี๋ยวก็ปัญญา ประเดี๋ยวก็กลับไปศรัทธา กลับไปกลับมา ไม่แน่นอน แต่เพียรนะ ไม่แน่นอน อาตมาเคยบอกนะว่า คนเรานี้ อย่างไรๆ อย่าให้มันเหละแหละ โลเลอะไรเลย ให้มันดี เราจะทำอะไรให้มันแน่นอน ให้มันมีความมั่นคง ให้มีความเอาจริงเอาจังบ้าง ประเดี๋ยวกลับไปกลับมา เช่น เราจะไปอเมริกา เราบอก เอ๊? จะไปทางนี้ดี หรือทางนี้ดีกว่า? เราไปทางนี้เถอะ ไปได้หน่อย ว้า! ไม่ดี ไปอีกทางเถอะ ประเดี๋ยวกลับ แหม ไม่ดี ไปทางนี้เถอะ โอ้โฮ แทนที่คุณจะใช้เวลา สมมติว่า ไปทางนี้เถอะ มันจะมากกว่ากัน 2 เท่า คุณดิ่งไปเลย ปั๊บ คุณจะถึง แต่กลับไปกลับมา ยิ่งเหลาะแหละอย่างที่ว่านี้นะ บางทีเดินมันควรจะถึงใน 50 วันแล้วค่อยไปถึงอเมริกา อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ นี้ก็เคยยกตัวอย่างให้ฟัง
จิตวิทยาในการดุ เพื่อสอน ด้วยประมาณอย่างดีแล้ว : _คำถาม ข้อ 3 บางครั้งพ่อท่านทำเสียงดุผมหรือดุคนอื่น บางครั้งผมตกใจ นึกว่าผมทำอะไรผิด การที่พ่อท่านแสดงออกเช่นนั้น พ่อท่านมีจุดประสงค์อะไรครับ ช่วยให้ความกระจ่างผมด้วย พ่อครูว่า… ไม่รู้ไปดุคุณเมื่อไร คุณนี่เป็นใครก็ไม่รู้ ที่ว่า บางครั้งพ่อท่านทำเสียงดุผมหรือดุคนอื่น คงหมายเอาว่า ตอนที่ดุ จะดุใครก็แล้วแต่ บางครั้งผมตกใจ แสดงว่า ดุบางครั้งไม่ตกใจ ตกใจบางครั้ง นึกว่าผมทำอะไรผิด ที่ถามว่า การที่พ่อท่านแสดงออกเช่นนั้น พ่อท่านมีจุดประสงค์อะไร ก็ดุจริงๆ นะสิ บางครั้งดุจนผมตกใจ ก็แสดงว่า ดุแรงๆ หน่อยนะสิ ดุให้เข้าใจ ให้รู้สึกตัว ก็ต้องใช้ลีลาดุก็ดุ จะใช้ลีลาไม่ดุก็ไม่ดุ มันเป็นศิลปะของผู้สอน ของผู้ที่จะทำกันเป็นธรรมดาของมนุษย์นั้นแหละ ทีนี้จะดุ จะดุขนาดไหน ก็ให้ได้ประมาณ บางคนนี่เล่นไม่ดุ สมัยนี้เขาบอก จะต้องไม่ดุ จะต้องไม่รุนแรง จะต้องไม่อะไร อาตมาไม่เห็นด้วยเลย บอกครูดีจะต้องไม่ตีเด็ก จะต้องไม่ดุ จะต้องไม่อะไรๆ จะต้องพูดสุภาพเรียบร้อยอ่อนหวาน พูดอย่างเดียว ไม่ได้หรอก ไม่ได้ ขอยืนยันว่าไม่ได้ ไม่มีทางสำเร็จหรอก พระพุทธเจ้าก็ดุ พูดดีก็พูด ดุก็ดุ สอนดุท่านก็ดุ นี่เราเอาพระพุทธเจ้ามาอ้าง ไม่ได้หมายความว่าจะถือเเป็นตามพระพุทธเจ้าว่าเท่านั้น แต่มันเป็นสัจจะ มันจะต้องเป็นอย่างนั้น ดุไม่ใช่โกรธนะ ต้องเข้าใจลึกซึ้ง ดุนี่เจตนาต้องการทำอย่างนี้ เจตนาจะทำให้มันเป็นอย่างนี้ เพื่อที่จะให้มันเกิดผลกระทบ เราประมาณจิต เราประมาณเหตุการณ์ เราประมาณอะไรๆ แล้ว ดุ จะต้องดุขนาดนี้ อันนี้ต้องดุแรง อันนี้ต้องดุเบาดุค่อย อันนี้ต้องไม่ดุ ต้องพูดดีๆ บางครั้งก็ต้องพูดดี ต้องทำนานาสารพัด จะไปทำลูกเดียว อย่างน้อยมันก็รู้ไต๋แล้ว แล้วมันระเริง มันไม่ได้เรื่อง ไม่ได้เรื่องหรอก เด็กธรรมดานี่ถ้ารู้ว่าคนนี้ใจดีนะ แต่ถ้าเด็กจิตไม่ดีนะ มันไม่กลัว แล้วมันก็ทำละลาบละล้วง และเขาประมาณได้เลยว่า เอ้อ คนนี้ไม่กล้าทำรุนแรงอะไรหรอกและมันก็จะไม่กลัวอะไรเลย และก็ทำอย่างเลี่ยง ทำอย่างเสียหาย นี่เป็นเรื่องจิตวิทยาที่สำคัญนะ _คำถาม ข้อ 4 ชาตินี้ผมพยายามจะไม่เป็นโมฆะบุรุษ แต่พยายามจะเป็นสัตบุรุษให้ได้ ขอให้พ่อท่านชี้แนะนำสั่งสอนด้วยครับ พ่อครูว่า… ก็กำลังชี้แนะอยู่นี่ตลอดเวลา นี่ก็ผลัดให้คนอื่นชี้บ้าง อาตมาชี้บ้างอยู่นี่แหละ ตลอดเวลานี่ก็ชี้แนะ คุณขยันเข้ามาฟังคำชี้แนะตลอดเวลาหรือบ่อยๆ ให้มากเถอะ นั้นแหละก็ชี้แนะกันอยู่ บางโอกาสคุณก็มาพบส่วนตัวบ้าง มีเรื่องมีราวที่อยากจะมาไถ่ถามส่วนสำคัญบ้าง ก็เชิญ
โภชเนมัตตัญญุตา การฝึกปฏิบัติธรรมกับอาหารการกิน : _ คำถามข้อ 5 ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมมา ทานอหารเป็นธรรมชาติส่วนใหญ่ (คือ ข้าวกล้อง ถั่วเหลือง งา ผัก ไม้ผล ถั่วหมัก(B12)ทอด หรือน้ำเต้าหู้ แต่พอคนทักว่าอันเดอร์เวท (underweight น.น.ต่ำกว่ามาตรฐาน) (พ่อครูว่า นั้นแน่ เล่นภาษาอังกฤษสะด้วย) ทั้งๆ ที่ตัวเราก็รู้สึกว่าสุขภาพแข็งแรงพอสมควร ก็กลับไปทานอาหารปรุงแต่งและขนมใหม่ (จับได้ว่า บางครั้งก็ทานด้วยกิเลส บางครั้งทานเพราะอยากให้น้ำหนักขึ้น) กลับไปกลับมาหลายครั้ง (พ่อครูว่า แบบนี้เห็นไหม จะไปอเมริกา เสียเวลานานพวกนี้) สังเกตได้ว่า อาหารปรุงแต่งเกือบทั้งหมด รวมทั้งขนม ไม่อร่อยแล้ว มีแต่รสชาติจริงๆ ของมัน (พ่อครูว่า แน่ะ เก่งสะด้วย) (ขณะทานอาหาร พยายามสังเกตอาการดูด-ผลัก และปรับเปลี่ยนจิตเท่าที่มีสติ (พ่อครูว่า นั่นก็ถูกแล้ว วิธีการทำอย่างนี้ก็ดีแล้ว) ใจจริงๆ ยังยินดีที่จะทานอาหารปรุงแต่งและขนมอยู่ในบางครั้ง แต่เพราะทราบว่าอาหารธรรมชาติมีผลดีต่อร่างกายและจิตใจมากกว่า จึงพยายามทานอาหารธรรมชาติ จนเพื่อนบอกว่า “ตกภพอาหารธรรมชาติ” การทานอาหารธรรมชาติอย่างเดียว จะทำให้หมดกามได้หรือไม่? ทราบมาว่า ถ้าทานไปเรื่อยๆ แม้ไม่ต้องกลับมาผัสสะกับอาหารปรุงแต่ง หรืออาหารที่เราเคยชอบ กามในอาหารนั้นๆ จะหมดไปได้ และเราก็จะทราบด้วยเหมือนอบายมุขหยาบๆ บางอย่างที่เราเคยติด หลังจากเว้นขาดมานานๆ เราก็จะทราบได้ว่า เดี๋ยวนี้ไม่ติดแล้ว โดยไม่ต้องไปลองอีก หรือควรจะปฏิบัติอย่างไร? พ่อครูว่า… ดี ถามอันนี้มาก็ดี เพราะว่าเรื่องการใช้ภาคปฏิบัติอย่างของพระพุทธเจ้า อาตมาเคยบอกแล้ว (อปัณณกปฏิทา)การปฏิบัติย่างไม่ผิด ข้อหนึ่ง “โภชเนมัตตัญญุตา” เป็นหลักการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า เป็นการปฏิบัติไม่เสื่อมและไม่ผิด (ดู อปัณณกปฏิปทา 3 ในภาคผนวก) ข้อสำคัญข้อหนึ่งก็คือ โภชเนมัตตัญญุตา คือ รู้จักดูแลควบคุมประมาณในอาหาร และก็ศึกษาในเรื่องอาหารนี้แหละ และมันจะมีผัสสะจริงๆ แล้วปฏิบัติกันจริงๆ เพราะคนเราต้องกินอาหารตลอด เพราะฉะนั้นการจะกินอาหารธรรมชาติตลอดไป หรือว่าจะกินปรุงแต่งหรือไม่ปรุงแต่งนี่ อาตมาว่า คุณจะกินอาหารธรรมชาติให้นานๆ แล้วกลับมากินอาหารปรุงแต่งอีกก็ได้ เพื่อทดสอบว่าเป็นไปจริงๆ ที่จริงนะเป็นไปตามธรรมชาติ และบางครั้งบางคราวเราเคร่งกับเราด้วย จะกินอาหารธรรมชาติ หรือกลับไปกลับมา
ตัวอย่างพ่อครูฝึกปฏิบัติเรื่องอาหารการกินมาตั้งแต่เป็นฆาราวาส : อย่างอาตมานี่ ฝึกตั้งแต่เป็นฆาราวาสมานี้ กินอาหารลดจำนวนมื้อก่อน ลดลงมาเหลือ 2 มื้อ แล้วก็ค่อยลดลงมา เหลือมื้อเดียว ตอนที่ลดลงมาเหลือ 2 มื้อแล้ว เอ๊ะ จำไม่ได้ว่า เป็นมังสวิรัติก่อน หยุดเนื้อสัตว์ก่อนแล้วค่อยมาลดเป็นมื้อเดียว หรือว่า มื้อเดียวแล้วถึงมาเป็นมังสวิรัติ จำไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่า พอลดมาเป็น 2 มื้อแล้วไปพักใหญ่ ถึงมาเป็นมังสวิรัติ ไม่ใช่มื้อเดียวก่อน มังสวิรัติแล้วถึงมาเป็นมื้อเดียว แล้วก็รับประทานอย่างคลุก เอามาปนกันหมดเลย ของหวานของคาว ตั้งแต่ยังทานเนื้อสัตว์ คุณคิดดูละกัน มีทั้งเนื้อสัตว์ด้วย มีทั้งอาหารคาวหวานรวมเละลงไปในนั้น แกงเป็ด แกงไก่ แกงหมู ล่อเข้าไป ต้มถั่วเหลือง ถั่วหวาน โอวัลติน มีอะไรใส่เข้าไปในจาน คน ซด แหม! ยิ่งกว่าอาหารหมูนะ มันทุกอย่างเลย น้ำพริก น้ำหวาน หรืออะไรๆ ก็แล้วแต่ กินอันนี้แหละปนลงไปเลย อันนี้จำได้ว่า ตั้งแต่กินปนคลุกเคล้า ปนกันจริงๆ ปนคลุกเคล้าเลย ไม่ใช่เอามาวางปนในภาชนะเดียว แบบว่า นี่เกาะหนึ่ง นี่อีกเกาะหนึ่ง แล้วก็ค่อยตักกินทีละเกาะที่ต้องการ แต่ทำทีข้างนอกดูเหมือนฉันรวมลงในภาชนะเดียวนะ ไม่ใช่ คนจริงๆ เลย เอาลงไปแล้วก็คนจริงๆ เลย คนให้มันเข้ากันหมดเลย คนเละๆ ไม่ใช่คนจนถึงขนาดให้มันเข้าจนเนียนเลย ไม่ใช่ถึงขนาดนั้นหรอกนะ ก็คนจนปนกันเละไปนั้นแหละ คือเรียกว่า แปรรูปแปรรสหมด รูปหวาน รูปเปรี้ยว ปนกันหมด อาตมาเคยเล่านะ ไอ้การปนกันนี่ อาตมาเคยเล่า จนกระทั่งมากินอาหารลดเนื้อสัตว์ มาเป็นพืช ที่อาตมาเคยเล่านั้น พอแม่ครัวเขาไปตลาด อาตมาไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว เขาก็ซื้อแต่ผักมาทำอาหาร เขาจะขี้เกียจหรือเขาฉลาดก็ไม่รู้ของเขา เขาก็ว่า เอ๊ ไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว เขาก็เอาแต่ผักมา เขาซื้อผักมาชนิดเดียวนะ บางครั้งซื้อผักกาดมา บางครั้งซื้อผักบุ้งมา เสร็จแล้วก็มาแบ่งผักกาดนี่ผัด แล้วก็แบ่งผักกาดนี่แกง แล้วก็ลวกผักกาดนี่มาจิ้มน้ำพริก อาตมาก็มาได้ปัญญาว่า เอ๊ ทำไมเราไปทรมานคนครัวว้า! เสร็จแล้วเราก็เอามาปนกัน อย่างที่ว่านี่ คลุกปนกัน แล้วก็กิน เราก็ เอ๊ เราไปทรมานคนครัวทำไม เขาจะต้องทำผัด ทำแกง ทำน้ำพริก ก็เล่นมันอย่างเดียวเลย ตกลง อาตมาวันนั้นที่คิดได้ ไม่ใช่คิดว่าให้เขาต้องทำอะไรหรอก อาตมาบอก เอามาเลย จะต้มก็ต้ม จะลวกก็ลวก จะสดก็สด เอามาเลย จะมีเกลือ ตอนนั้นไม่กินน้ำปลาแล้ว ก็มีซีอิ๊ว มีเต้าเจี้ยว มีอะไรที่เป็นเรื่องเค็ม มีน้ำตาลเป็นเรื่องหวาน มีอะไรที่จะให้กิน เพราะว่า…ต้องกินน้ำตาลด้วย ใช่ไหม กินเกลือด้วย อะไรก็ใส่ถ้วยมาต่างหาก จะผักอย่างไรก็ใส่มา ใส่จาน ถ้าจะดิบก็ตัดล้างสะอาดๆ ใส่จานมา จะลวกก็ลวกมา ไม่ต้องไปต้ม ไม่ต้องไปผัด ไม่ต้องไปแกง ไม่ต้องไปลวก ไม่ต้องไปอะไรหลายอย่างหรอก มันจะต้องไม่ยุ่งยาก ก็ได้ปัญญา เรากินเราเอาธาตุอย่างนี้นี่แหละ ทำไมจะต้องไปเป็นรูปผัด เป็นรูปแกง เป็นรูปอะไรต่ออะไรต่างๆ ไม่เข้าเรื่องนะ ก็เลยบอก โอ้ คนเรานี่มันยักย้าย ติดรูป ติดรสอย่างนี้จริงๆ นะนี่ ก็ตัวเองปฏิบัติมาจริงๆ นะ อาตมาเปลี่ยนมา จนกระทั่งมากินน้อยลง มากินอย่างประเภทที่กินทีละอย่าง แล้วก็ไม่กำหนด ใครเขาจะเอาอาหารอะไรมาให้ เอาปรุงแต่งอะไรก็มา มาหมดทุกอย่าง แกงมี ผัดมี น้ำพริกมี มีไอ้โน่นไอ้นี่ มีอะไรต่างๆ นานา แต่กินทีละอย่าง กินข้าวก่อนก็กินแต่ข้าวเปล่า หมดตามที่เราประมาณว่าเราจะกินข้าวแค่นี้ เสร็จแล้วก็แกง ก็กินแกงประมาณกี่คำกี่ช้อนก็กิน ผัดก็กิน น้ำพริกก็กินแต่น้ำพริก (ผู้ฟังหลายคนหัวเราะกัน) ผักก็กินแต่ผัก ผักจะกินกี่อย่างล่ะ บางทีเขามีพริกขี้หนูมาด้วยก็เอา จะกินพริกขี้หนูกี่เม็ดก็กินแต่พริก (ผู้ฟังหลายคนหัวเราะกัน) จะกินอะไรก็กินทีละอย่าง ทีละอย่างๆ อย่างนั้น เท่าที่เราประมาณว่าเราจะกินอาหารนั้นให้พอกับร่างกายที่จะใช้ในวันหนึ่งๆ ก็สลับกินอย่างนี้ กินทีละอย่าง ไม่กินปนกันเลย ปนกันก็ทำ ไม่ปนกันเลยก็ทำ หัดมาสารพัดอย่างนี้ทุกอย่าง สลับกันไป สลับกันมา จนกระทั่งเข้าใจแล้วเกิดปัญญาอย่างที่ว่านั่นว่า โธ่! คนเรานี่ติดรูปรสกลิ่นเสียงจริงๆ เพราะฉะนั้นเราจะกินอะไรได้ก็กิน กินที่มันมีธาตุที่เราต้องการที่จะไปช่วยร่างกายเลี้ยงร่างกายอย่างที่ว่า แล้วพิจารณาเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนี่แหละ จริงๆ บอกแล้วอาหารมันไม่มีเสียง มันมีแต่รูปรสกลิ่นสัมผัส ที่เป็นตัวที่ทวารมันจะเล่นกิเลสกับเรานะ อ่านผัสสะ เวทนา อาการ กิเลสและการติดยึด : เพราะฉะนั้นการปฏิบัติกับอาหาร ที่คุณถามมานี่ว่าจะกินแต่อาหารธรรมชาติตลอดไปดีไหม คุณสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเถอะ คุณจะกินนานๆ หลายปี หรือว่าหลายเดือนก็ตามใจ เอาอย่างนี้หลายๆ เดือนจะได้เพื่อความมั่นคง ยังไม่ตาย เดี๋ยวเปลี่ยนไปทางโน้นทางนี้บ้าง จนกระทั่งคุณจะอ่าน แล้วอ่านจริงๆ อ่านผัสสะ อ่านอารมณ์ อ่านอาการ มันมีการชอบ การชัง มันมีการติดการยึด นี่ก็อ่าน แล้วคุณจะชำนาญในการอ่านอารมณ์จิต อ่านกิเลส อ่านตัวของเราที่ว่ามันมีกิเลสอย่างไรๆ การฝึกในเรื่องอาหารนี้ เราได้ฝึกที่จะเป็นความชำนาญการที่เราอ่านกิเลสได้ดี เพราะเราต้องกินทุกวัน ทุกคนต้องกินอาหาร ไอ้เรื่องอื่นยังไม่ได้เรื่องผัสสะ ไม่ได้เกี่ยวข้อง มันก็ไม่ได้ปฏิบัติสักเท่าไร แต่ไอ้นี้มันต้องปฏิบัติทุกวันนะ หรือแม้แต่พระอรหันต์ก็ยังต้องกินอาหาร เรื่องของเรื่องมันทิ้งไปไหนไม่ได้ ไม่ต้องพราก พรากกันไม่ได้ คุณบอกว่าถ้าจะปฏิบัติโดยละขาด ไม่ต้องสัมผัสมันเลย หนีพรากมาเลย เลิก คุณก็ตายเท่านั้นเอง ไม่กินอาหารเลยได้อย่างไร ใช่ไหม มันก็ต้องกิน เอาละ ก็คงพอเข้าใจแล้วนะ เอาทีนี้คำถาม คำถาม หิริ-โอตัปปะ เป็นผลของการฝึกตน ใช่หรือไม่ครับ และฝึกอย่างไรครับ พ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive