340515 เปิด กศน.ปฐมอโศก โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
340515 เปิด กศน.ปฐมอโศก โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ
เปิด กศน. ปฐมอโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2534 ณ ศาลาปฐมอโศก
วันแห่งประวัติศาสตร์ วันแรกเริ่มก่อตั้งโรงเรียนอย่างเป็นทางการ : วันนี้ ก็เหมือนเป็นนิมิตดีนะ เป็นวันแรกประวัติศาสตร์ของชาวอโศกเราที่ปฐมอโศกนี่ เริ่มเป็นกิจจะลักษณะที่จะมีโรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่จดทะเบียนกับทางกระทรวงเขา แม้ว่าจะไม่ใช่สถานที่หรือไม่ใช่ของปฐมอโศกเอง เราไปอิง หรือว่าเราไปพ้องกับทางสันติอโศกเขาก็ตาม ก็เหมือนกับทางมหาวิทยาลัยเขานี่ เขามีวิทยาเขต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็อยู่ที่รามคำแหง เสร็จแล้วเขาก็มีวิทยาเขตไปอยู่อีกที่หนึ่ง ห่างออกไปเหมือนสาขายังงั้นนะ ของเราก็คล้ายๆ กัน แต่การศึกษาก็มีอันเดียวกัน การศึกษาของเราก็มีนโยบายเดียวกัน มีการฝึกฝนสร้าง สร้างผู้สร้างคน สร้างให้เป็นคนดี เป็นคนมีคุณค่า คนมีบุญกุศล มีประโยชน์ที่แท้จริงเหมือนกันนะ ชาวอโศกเราได้ก่อเกิด ได้รวมหมู่รวมกลุ่มเป็นสังคมมนุษย์ แล้วมันก็มีองค์ประกอบมันตามสังคมที่เรามีปัญญากัน มนุษย์นี่มีปัญญาก็ได้คิดอ่าน คิดสร้างระบบพิธี คิดสร้างอะไรต่อมิอะไรขึ้นมา เพื่อที่จะรังสรรค์ เพื่อที่จะประกอบแบบ ประกอบพิมพ์ ประกอบสิ่งที่จะอบจะรม ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้น ในภาษาความหมายพวกนี้
มารดามี บิดามี ในสัมมาทิฏฐิ 10 : พระพุทธเจ้าท่านตรัสรวมเอาไว้ว่า “พ่อ” หรือ “แม่” เป็นพ่อหรือเป็นแม่ เป็นองค์ประกอบทั้งหมด พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นผู้ที่จะจัดแจง เป็นองค์ประกอบที่จะมีฤทธิ์มีแรงที่จะทำให้เรานี่ไปเปลี่ยนสภาพ ไปสู่สภาพที่ถูกหล่อหลอมให้ดี ให้เจริญ ให้ประเสริฐขึ้นมาให้ได้ วิธีการทั้งนั้น ทั้งผู้คน ทั้งสิ่งแวดล้อม ทั้งวิธีกา
อ่านต่อ
ร กฎหลักระเบียบต่างๆ นานานี่ อยู่ในส่วนของคำว่าพ่อ ของคำว่าแม่ ทั้งนั้นเลย คำว่าพ่อ คำว่าแม่ ที่จะทำให้เราเกิด เกิดทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เกิดทางพฤติกรรม เกิดทางความเป็นคนที่จะมีกาย วาจา ใจ จากวจีกรรมที่ไม่ดี มาเป็นวจีกรรมที่ดี มโนกรรมที่ไม่ดี มาเป็นมโนกรรมที่ดี เปลี่ยนแปลงขึ้นมาให้ได้ วิธีการที่ทำโรงเรียน วิธีการที่จะให้การศึกษา มีทั้งธรรมชาติ มีทั้งที่เป็นหลักเกณฑ์ รูปแบบ อย่างที่เราทำนี่ เรียกว่าโรงเรียน ที่มีหลักเกณฑ์ รูปแบบ มีขั้น มีตอน มีหลักสูตร มีวิธีการอะไรต่างๆ พวกนี่ นี่เรียกว่า มีและเราก็ต้องเอามาใช้ เมื่อคนมากชั้น มากระดับ เราก็ต้องพยายามปรับให้เป็นงาน เป็นหน้าที่ แต่ละฐานะ แต่ละหน้าที่ แต่ละขั้น แต่ละตอน แต่ละระดับ มันจะได้ขึ้นมานะ การศึกษาอย่างนั้นก็เข้าใจกันอยู่ พวกเราก็คงจะพอเข้าใจ
การศึกษาของชาวอโศก แตกต่างกับของทางโลก : ที่อาตมาจะต้องอธิบายให้พวกเราเข้าใจให้มากๆ คือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างการเรียนของโลก ทางโลกเขาเรียนนี่ อาตมาถือว่าเป็นการศึกษาที่ล้มเหลว อาตมาอยากจะชี้เน้นตรงนี้แหละ ให้ฟังอีกชัดๆ ว่า เราเป็นนักเรียนเหมือนกัน แต่เราจะมีจุดต่างที่สำคัญตรงไหน จุดต่างที่สำคัญก็คือว่า พวกเราเป็นนักเรียนนี่ เราจะเรียนเน้นศีลธรรม เน้นคุณภาพของคนที่จะมีจิตวิญญาณไปในทางธรรม ธรรมะ เป็นศีลธรรม เป็นคุณธรรมให้มาก ให้เป็นนำหน้า คุณธรรมนำ ศีลธรรมและคุณธรรมต้องนำหน้า : คุณธรรมนำวิชาการ คุณธรรมนำกิจกรรม หรือนำความประพฤติ ความประพฤตินั่นคืออยู่ในคุณธรรมนำงาน คุณธรรมจะนำการงาน คนที่มีคุณธรรมดี การงานจะดีด้วย ถ้าคนที่มีคุณธรรมไม่ดี การงานแม้จะมาก แต่เป็นการงานที่ไม่ดี คนเก่งอย่างโลกๆ : ผลิตสิ่งมอมเมา ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย หลอกล่อกิเลสคน อย่างคนโลกๆ เขาทำงานเก่งๆ บางคนนี่ทำงานอย่างไม่ดี ไปทำงานจี้ ทำงานปล้น เป็นต้น นี่หยาบมาก รู้ได้ง่าย ถึงแม้ไม่เป็นงานปล้นงานจี้ เป็นงานสร้างเหมือนกัน ก็ไปสร้างสิ่งที่ไม่ควรสร้าง ไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ผลิตของปลอม เป็นต้น หรือผลิตของที่มันไม่ควรผลิต ผลิตเฮโรอีน ผลิตยาฝิ่น ผลิตเหล้า ผลิตบุหรี่ ผลิตของที่เฟ้อๆๆ ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เดี๋ยวนี้ผลิตกันจนกระทั่งไม่เข้าใจแล้วอะไรไม่ควรผลิต ผลิตเครื่องแต่งตัวขึ้นมามากมาย ปรุงแต่งขึ้นมาเยอะ ผลิตเครื่องแต่งหน้าแต่งตา แต่งอะไรขึ้นมาให้มันเลอะเทอะขึ้นมาเฟ้อขึ้นมาก มาล่อกาม ล่ออะไรต่ออะไรที่มันจะซับซ้อนลงไปยังงี้ เป็นต้น เขาไม่เข้าใจกิเลสมันต้องการ เขาเห็นกิเลสคนต้องการมาก เขาก็ยิ่งผลิตหลอกล่อมาก มันซ่อนนะ คนก็เลยยิ่งทำ ก็ยิ่งได้เงิน เขาก็ได้เงิน เขาก็ยิ่งหาทางแฝงปลุกเร้าให้พวกเรานี่มีกามมาก มีการติดยึดมาก แล้วเขาก็สร้างขึ้นมาให้คนยิ่งหลงใหลได้ปลื้ม แล้วก็ยิ่งซื้อ คนสร้างก็ได้เงิน อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่ายิ่งทำงาน ก็ยิ่งเป็นงานไม่ดี ยิ่งเป็นมิจฉาอาชีวะ เป็นมิจฉากัมมันตะ เป็นงานที่ไม่ดีนะนั่นหนึ่ง ทำงานแลกเปลี่ยนเอาทุนคืนมาหมด ไม่ใช่คนมีคุณค่า : คนที่ทำงานมากๆ แต่เขาไม่มีค่า เพราะเขาทำงานไปแล้วเขาก็เอาไปแลกเอาเงิน ไม่มีค่าตรงไหน ค่ามันหมดตรงไอ้นี่ มันค่าสร้างขึ้นมา สมมุติว่าต้องลงทุนทั้งวัสดุ ทั้งค่าแรงงาน ทั้งค่าสูญเสียอะไรแล้วแต่ คิดทุนมันหมดแล้วนี่ราคามันร้อยบาท พอสร้างขึ้นมาแล้วเขาก็เอานี่ไปให้คนเอาไปขายนั่นเอง คนไหนจะเอาของนี่ไป ก็เอาแลกกลับคืนมา สมมุติทุนมันแล้วร้อยบาท ไม่ใช่สมมุติหรอก ของมันจริงๆ เลย ทุนมันควรจะร้อยบาท เสร็จแล้วเขาไปให้คนอื่น เขาก็เอาร้อยบาทคืนมา แลกเปลี่ยนคืนมา ค่ามันก็หมด คนที่สร้างนี่ก็ไม่ชื่อว่ามีค่า เพราะเอาร้อยบาทคืนมา แม้แต่ตัวเลข ก็เป็นอำนาจในสังคมนะ ไอ้ธนบัตร หรือร้อย เงินที่ได้มาแลกเปลี่ยน ถ้าเอาร้อยนี่ไปซื้ออันนั้นคืนมา และไอ้นี่กลับคืนมาไหม ได้กลับคืนมาแล้วก็เท่าเก่า ก็ไม่ได้ให้ใครอย่างเก่า ใช่ไหม นี่เราให้เขาไป เราได้ร้อยมาแทน คนเขาก็ได้เอาอันนี้ไปใช้ไปกินไปทำอะไรก็แล้วแต่ ตัวเราเองก็ไม่ได้ชื่อว่ามีประโยชน์ เพราะว่าเอาร้อยนี่มาแล้วก็เอาไปแลกอันอื่น หรือไม่แลกอันอื่น เอาไปแลกไอ้นี่คืนมา ก็เท่ากับอันเก่านั่นแหละ ก็เท่ากับเราไม่ได้ให้เขา เท่ากับเราไม่ได้ให้ ไม่ได้มีประโยชน์อันนี้กับใครๆ เลย แต่ทีนี้ จริงๆ แล้วคนในโลกนี้ ทุนร้อยเขาไปขายร้อยหรือเปล่า ไปขายเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่ เกินร้อยไป ขายเกินร้อยนี่ นั่นแหละเขาเป็นคนที่ยิ่งไม่มีค่าในโลกเลย นอกจากค่าที่บอกว่า ถ้าเอาคืนมาแค่ร้อย มันก็หมดค่าแล้ว แต่ดันผ่าไปเอามากกว่าร้อยอีก แล้วมีค่าตรงไหนล่ะ ขูดรีดนี่ นี่แหละคือหลักของสังคมที่เขาไม่รู้ความจริง แล้วมันก็ไปไม่รอด ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่ไม่มีคุณค่าต่อสังคมโลก : เพราะฉะนั้น คนที่ทำงานในโลกนี้ จะมีหลักเกณฑ์ของการค้า หรือหลักเกณฑ์ของระบบกำไรขาดทุน หรือระบบของการแลกเปลี่ยนเป็นแบบทุนนิยมเขา เรียกทุนนิยมจะเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น สังคมไม่มีค่า คนที่ทำงานในโลก จึงเป็นคนทำงานไม่มีค่า แม้แต่ค่าแรงงาน โก่งค่าตัวเกินจริง เอาค่าแรงงานแพงๆ : ทีนี้ไม่ใช่ผลผลิต นี่ค่าแรงงาน ก็โก่งเอาค่าแรงงานของตัวแพงมากๆ เอาละ มันก็อาจจะมีค่าแรงงาน มันก็มีค่าละ แต่เราไปเอาค่าแรงงานของเขามา สมมุติว่า ค่าแรงงานเราควรจะร้อย เราเอามาหมดแล้ว เราทำงานให้เขาไปและแล้วเราก็เอาร้อยมา เอาร้อยบาทมาแล้ว เรามีประโยชน์อะไรกะเขา เราเอาค่าแรงงานมาคืนหมดแล้ว ค่าความรู้ก็ตาม ค่าแรงงานที่ลงไปในการกระทำทางกายก็ตาม เอามาคืนหมดแล้ว คุณมีค่าอะไร ดีไม่ดีจะคิดแรงงานนั่นแพงกว่าค่ากว่าควรด้วยซ้ำเหมือนกับผลผลิต เพราะฉะนั้น ใครที่ตีราคาของตัวเองแพง ค่าแรงงานแพงๆพวกนี้พวกมีบาปทั้งนั้นแหละ ไม่มีค่าในโลกทั้งนั้น พวกคนที่ค่าตัวแพงๆ คือคนไม่มีค่า กลับกันใช่ไหม ในโลกเรามองว่า ถ้าคนไหนมีอัตราค่าตัวแพงๆ นึกว่ามีค่ามาก ราคามาก แต่เปล่า ทางธรรมมองให้ชัด คือคนนั้นยิ่งไม่มีค่าเลย ยิ่งติดหนี้ ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งเป็นบาป ฟังออกไหม เข้าใจไหม ใครที่คิดว่าสมองตื้อกว่าเพื่อน ฮ่า ใครคิดว่าสมองตัวเองตื้อกว่าเพื่อน ถามคนสมองตื้อกว่าเพื่อน แล้วจะ แล้วคนอื่นสมองฉลาดกว่าคงจะเข้าใจได้ง่าย ก็คงจะเข้าใจได้ เอาคนตื้อวัด ถ้าคนตื้อกว่าเพื่อนนี่เข้าใจได้ คนที่ไม่ตื้อกว่าคงจะเข้าใจได้ใช่ไหม นอกจากนั่งหลับตาฟังนะ ถ้านั่งหลับมันก็ไม่รู้เรื่อง หรือนั่งฟุ้งซ่านไปไหนก็ไม่รู้ ถ้าไม่นั่งฟุ้งซ่าน ตั้งใจฟังอาตมาพูด จะตั้งใจนะ นี่คือหลักสำคัญที่คนทุกวันนี้ไม่ปฏิบัติตามสัจธรรม ออกนอกสัจธรรม สังคมถึงเดือดร้อน เรากำลังจะเข้ามาหาสัจจะ เพราะฉะนั้น เราจะมาศึกษาการงาน การฝึกหัดตัวเองที่มีความรู้ความสามารถ เราจะเน้นด้วย ทำด้วย สร้างด้วย แต่จะเน้นเรื่องของคุณธรรม หรือศีลธรรมให้มากยิ่งกว่า ถ้าเราเป็นคนที่เข้าใจในสัจธรรม มีศีลธรรมมากกว่า คนเราก็ขยันหมั่นเพียร ก็ไม่กินแรงเพื่อน ก็ไม่ขูดรีด ไม่เอาเปรียบ มีแต่จะเป็นคนเสียสละ มีคนสร้างสรร มีคนที่จะมีคุณค่า คนทำประโยชน์มากขึ้นทุกที การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เป็นความเลวและเป็นบาป : เพราะว่ามันเป็นความจริงน่ะ ถ้าเราเห็น ถ้าเราเข้าใจ เชื่อด้วยปัญญา เชื่อ ศรัทธา เข้าใจ เชื่อแล้วก็มีปัญญาเข้าใจความจริงถูกต้องนี่ คนเราจะไม่เอาเปรียบกับใครหรอก เพราะเอาเปรียบมันเป็นบาป และมันเป็นความเลว และมันก็ไม่มีคุณค่าอะไร ไม่มีประโยชน์อะไรกะใคร ใครเห็นก็บอกว่า อั๊ย คนนี่มันเอาเปรียบ มันเที่ยวได้กินแรงคนอื่น ใครเขาจะไปชอบหน้าใช่ไหม แต่ถ้าใครเป็นคนเสียสละสร้างสรร มีน้ำใจ โอ๊ย เกื้อกูลอยู่ โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเจือจานอยู่ ใครก็จะนิยมชมชอบ ใครก็รัก ใครก็ยกย่องเชิดชู เป็นเรื่องจริงๆ
การศึกษาที่ให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถและต้องมีคุณธรรม : การเรียนการศึกษาในโลก อาตมาบอกแล้วว่า อาตมามองเห็นเป็นการเรียนที่ล้มเหลว เพราะฉะนั้น เราจะมาปรับการเรียนนี่ ให้มีคุณภาพ ตอนนี้เราถึงคัดเลือกเอาคนที่ตั้งใจจริงๆ แล้วก็เอามาพยายามฝึกหัดให้ดี แต่ก็จะให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ให้ไปเร่งรัด ไม่ให้ไปบีบคั้นอะไรกันมากนัก อะไรในตอนนี้ อาตมาก็ได้คิดอะไรๆ หลายๆ อย่าง ก็จะได้อบรมพวกครู พวกผู้ดูแลให้ช่วยกันนะว่า พวกเราจะทำกันอย่างไรกันให้ดีที่สุด ก็ค่อยๆ พยายามกัน และก็ขอให้พวกเราได้ตั้งใจ จุดสำคัญที่จะสรุปก็คือว่า เราจะเป็นนักเรียนที่เรียนรู้ มีความสามารถ มีความรู้ แล้วมีคุณธรรม ที่จะไม่เอาการศึกษานี้ไปล่าลาภ ล่ายศ ไปหลงเบ่งหลงโต มีความสามารถสูง มีความรู้มาก ก็ดี เอามาสร้างมากๆ ทำมากเลย แต่ไม่ต้องไปหลงใหล เป็นทาสลาภ ทาสยศ ทาสโลกียสุข หรือสรรเสริญ ที่โลกเขาทำที่พาเป็น เพราะฉะนั้น เราจะทำงานนี่ ไม่ตีราคาค่าแรงงานให้แพง หรือยิ่งทำฟรี ยิ่งเป็นบุญ เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ที่สูงสุด เพราะฉะนั้น การศึกษาของเรานี่ จะศึกษาของเรานี่ จะศึกษาให้เรามีความรู้ความสามารถจริงๆ จะทำเป็นนะ จะทำเห็ด จะทำนา ทำไร่ทำสวน ทำเครื่องกลเครื่องมือ ทำอะไรที่มันมีงานของพวกเรานี่ เรานี่จะเอางานที่สำคัญๆ มา งานที่ไม่สำคัญ เราจะไม่เอามา สมมุติจะสร้างโรงงานทำลิปสติก นี่ไม่สร้าง ทำไมไม่สร้างรู้ไหม ทำโรงงานลิปสติกนี่ ทำไมไม่สร้างรู้ไหม ไม่รู้เหรอ มันเฟ้อ มันไม่ได้เรื่องอะไร ไม่ต้องทาลิปสติกหรอก ไม่เหนอะไม่หนะดี ไม่ต้องมายั่วคน คนอยู่ดีๆ เอาสีไปทาให้มันแดงๆ เขียวๆ บางคนทาปากเขียวๆ ก็ทาน่ะ ตลกน่ะ นี่แหละ พวกเติมแต่ง พวกเติมแต่ง ไม่สร้างโรงงานทำแป้งผัดหน้า ทำเครื่องทาหน้า ทำเครื่องสำอาง ไม่สร้าง อย่างนี้ เป็นต้น ยิ่งไปสร้างไอ้สิ่งที่มอมเมาจัดๆ สิ่งเสพติด สร้างเหล้า สร้างบุหรี่ สร้างยาเสพติด สร้างสิ่งที่จะไปมอมเมาคน หรือสร้างสิ่งที่จะไปเป็นพิษเป็นภัยแก่คน เราจะไม่สร้าง งานเราจะไม่มี เราจะไม่สอน ไม่สอน จะสอนแต่งานที่มีคุณค่าแต่มีประโยชน์ จะเอาไปใช้รองรับ เสื้อผ้านี่ เราก็จะตัด แต่จะไม่สอนถึงขนาดต้องมีนักออกแบบชั้นเยี่ยม แหม จะต้องไปแข่งขันกะโลกเขา เป็นนักออกแบบราคาแพงอะไรไม่เอา ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ไม่ถึงขั้นอย่างนั้นนน่ะ ก็สอนให้พอตัด พอนุ่งห่มได้ เป็นเสื้อเป็นผ้า พอที่จะให้มีความรู้ความสามารถ ทำได้พอสมควรก็พอแล้ว อยู่ในขอบเขตที่พอดี ก็พอแล้ว อย่างนี้ เป็นต้น เราทำจะตัดจะเย็บ จะเป็นช่างตัดเย็บ จะเป็นทอผ้าทอผ่อน จะเป็นช่างที่จะสร้างบ้านสร้างเรือน ไม่เก่งในการสร้างบ้านสร้างเรือน จะต้องออกแบบแข่งเขา ไปออกแบบให้มันหรูหราฟู่ฟ่า สวยงามเอิกเกริกอะไรเกินการ เราก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้น แต่สามารถสร้างบ้านสร้างเรือนที่แข็งแรงอยู่อาศัยได้ ใช้ประโยชน์ใช้สอยได้ดีงามอะไรนี่ เราจะแนะนำ เราจะสอนอย่างนี้ เป็นต้น หรือสร้างอะไรที่สำคัญ เราจะให้มีความรู้พวกนี้จริงๆ แล้วจะเห็นคุณค่าไอ้สิ่งที่เราสร้าง
ปัจจัย 4 อาหารสำคัญที่สุด สำคัญกว่าปัจจัยอื่น : ชีวิตของเราจะต้องพึ่งข้าว ชาวนานี่เป็นคนที่ทำงานชั้นหนึ่ง ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนนี่ เพราะเราต้องกินข้าว พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารนี่เป็นหนึ่งในโลก เพราะงั้น พวกเรานี่จะต้องมีความรู้และถ่ายทอดเป็นวัฒนธรรมกันเลยทีเดียว จะมีความรู้ในเรื่องนา ในเรื่องไร่ ในเรื่องสวน ในเรื่องเกษตรกรรม อย่างเก่งๆ ทีเดียว เพราะเราต้องกิน เราไม่กินเราตาย อันอื่นยังไม่เท่าไหร่หรอก อันอื่นยังไม่เท่าไหร่ เสื้อผ้านี่ คนไม่ต้องนุ่งผ้า เปลือยกาย จะตายง่ายไหม ไม่ง่ายหรอก แต่คนที่ไม่กินนี่เป็นยังไง ตายง่ายๆ คนที่ไม่ต้องปลูกบ้านปลูกเรือนเป็นนะก็อยู่ได้ บ้านเรือนเราก็อยู่กับดิน กับโคนไม้อะไรก็อยู่ได้น่า เพราะฉะนั้น ข้าวนี่สำคัญ ปัจจัย 4 นี่ อาหารนี่จะสำคัญกว่ายารักษาโรค สำคัญเหมือนกันแต่ก็ยังรอง รองอาหาร คนเราป่วยทุกวันไหม ยากินทุกวันไหม นั่น เห็นไหม อาหารกินทุกวัน สำคัญกว่ายา เราไม่ป่วยทุกวันหรอก บางคนนี่ไม่ต้องใช้หรอกหยูกยานี่ บางคนนี่อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยไม่ไข้ เพราะฉะนั้น ยาก็สำคัญ ถ้าป่วยถ้าไข้ ถึงขั้นมันจะตาย มันก็ต้องหยูกยา หรือหมอก็สำคัญ แต่ว่ามันไม่ทุกวันหรอกนะ อาหารจึงเป็นหนึ่งในโลก ส่วนอย่างอื่นๆ ของประกอบอื่นๆ ยิ่งสำคัญน้อยรองลงไป การงานอาชีพที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคม : เพราะฉะนั้น พยายามเข้าใจความจริงอันนี้ให้ได้นะว่า การทำไร่ ทำนา ทำสวน นี่ เป็นงานที่มีบุญ มีคุณค่า ยิ่งสร้างแล้วนี่ ยิ่งขายถูก ยิ่งแจกฟรีนี่ ยิ่งเป็นค่าสูง เรายิ่งได้บุญ ยิ่งได้ค่ามาก ถ้าเราสร้างข้าว สร้างผักพืชอะไรก็แล้ว เสร็จเอาไปขายแพงๆๆ นี่ ราคามันก็ยิ่งลด ค่ามันยิ่งลด ราคาของบุญราคาของคุณค่าประโยชน์ของเรานี่ยิ่งลดๆ ขาดทุนคือกำไร มีคุณค่าประโยชน์แก่สังคม : อย่างที่อธิบายแล้วว่า เราสร้างผลผลิตแล้ว เช่น สมมุติสร้างข้าวเนี่ย สร้างข้าวนี่ ทุนมัน 100 เอาไปขาย 100 เราก็ไม่มีคุณค่าแล้ว ไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์กับใครแล้ว แต่ถ้าเราขายต่ำกว่า 100 จะมีคุณค่าประโยชน์แก่คนอื่นขึ้น ยิ่งให้ฟรีเลย ยิ่งมีคุณค่าประโยชน์เต็มเลย เต็มร้อยเลย ยิ่งไม่หวง ไม่แหน ยิ่งทางด้านจิตวิญญาณด้วย ถ้าเราให้เขาไป ใจก็ยังหวงเสียดาย แหม ของเราๆ นี่แสดงว่า เป็นตัวกูของกู ให้เขาไปแล้ว ก็ยังของกูๆๆ อย่างนี้ค่าก็ยังไม่แพง ยิ่งให้ไปยิ่งไม่ได้ติดยึดว่าเป็นของเรา ให้ไปอย่างไม่หวงแหน ให้ไปอย่างบริสุทธิ์ใจเลยว่า ให้ก็คือให้อย่างมีน้ำใจ เกื้อกูลเขาได้ ค่าทางนามธรรมนี่ ยิ่งแพงขึ้นไปอีก นับค่าบ่มิได้เลย คนยิ่งจิตบริสุทธิ์อย่างนี้ ยิ่งแพง สร้างอะไรก็ราคาแพง เพราะว่า สร้างเพื่อเกื้อกูลให้คนอื่น สร้างอย่างมีปัญญา อันไหนสมควรสร้างก็ค่อยสร้างๆแล้วก็ให้ใครต่อใครไปอีกอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องการเอาบุญเอาคุณอะไรเลย ราคายิ่งแพง ราคาบุญราคา คุณอย่างนี้ยิ่งแพง นอกจากไม่เอาเปรียบแล้วให้อย่างไม่เอาเปรียบและไม่ติดยึดเป็นของตัวของตนด้วย ยิ่งราคาแพง อันนี้ลึกซึ้ง อันนี้ปรมัตถธรรม เรียกว่าปรมัตถ์สัจจะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณกิเลส เราไม่มีกิเลสอย่างนี้ ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งสูงส่ง เพราะฉะนั้น เราจะมาเรียนรู้สัจจะพวกนี้ แล้วจะเป็นคนอย่างนี้ เมื่อกี้สรุปให้ฟังแล้วว่า เราจะเป็นนักเรียนที่เรียนศึกษามีความรู้ความสามารถ ขยันหมั่นเพียร เชี่ยวชาญ แต่จะไม่เอาค่าแรงงาน หรือว่าจะไม่เอาผลผลิตเหล่านี้ไปแลกลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขให้แก่ตนมากๆ ไม่เหมือนทางโลก ทางโลก เรียนไปเพื่อไปแลกไปแย่งชิงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข: ทางโลกนี่เขาเรียนไปเพื่อที่จะเอาไปสร้าง แล้วก็เอาไปแลก เอาเงินเอาทอง เอาลาภ เอายศ มามากๆ ใช่ไหม แต่ก่อนเราก็เข้าใจอย่างนั้นเหมือนกันทุกคนใช่ไหม ใครไม่เข้าใจอย่างนี้ แต่ก่อนนี้ สร้างหรือไปเรียนหนังสือ ก็เพื่อที่จะเอาไปหาเงิน ใช่ไหม ให้ได้มากๆ ใช่ไหม ทุกคนก็เข้าใจอย่างนี้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วนะ มาเป็นนักเรียนที่นี่ ไม่ใช่แล้วนะ จะเรียนรู้เพื่อทำงานได้เก่งๆ สามารถมากๆ เหมือนกัน มีความรู้มากๆ เหมือนกัน แต่ไม่เอาไปแลกลาภ แลกยศ ไม่เอาไปล่า ไม่เอาไปกอบโกย ไม่ไปทำงานด้วยความสามารถนั้น ไปเอาเปรียบ เอารัดเขามาก เก่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี แต่จะไม่ไปเอาเปรียบ ยิ่งจะเสียสละ ยิ่งจะสร้างสรร คนยิ่งเก่ง ยิ่งสร้างได้มาก ยิ่งสร้างได้ดี ก็ยิ่งจะมีคุณค่าแก่โลกเขา ยิ่งไม่แลก ยิ่งไม่เอาเปรียบ ยิ่งเสียสละมาก ก็ยิ่งจะป็นคนมีบุญมาก มีคุณธรรมมาก มีกุศลมาก ตามจริงเลยนะนี่ ฟังดีๆ มีบุญ มีกุศลมาก มีคุณค่าจริงๆ แก่คนอื่น ให้คนอื่นได้คุณค่าจากที่ตนเองเป็นคนสร้างคนคิด เป็นคนมีความรู้และทำจริงๆ นี่จะต้องเข้าใจความจริงอันนี้ให้ชัด แล้วเราจะเป็นคนที่ทำงานอยู่ในโลก อย่างเบิกบาน ร่าเริงยินดี เรามีคุณค่า เรามีประโยชน์ เราเป็นคนดี เรามีคุณธรรม มีกุศลอย่างนี้น่ายินดีตัวเองไหม น่ายินดีให้ตัวเองไหม มันน่ายินดี เพราะฉะนั้น เราจะยินดี คนไปเอาเปรียบเอารัดเขามา หลงยินดี ถูกหรือผิด (ผู้ฟังตอบ : ผิด) แต่ก่อนเคยไหม ไปเอาเปรียบเอารัดเขามากได้ ได้แล้วมาหลงยินดี นึกว่าเราได้เปรียบเขา นึกมาหลงยินดี เคยไหม นั่นแหละคือความหลงผิด เรียกว่าโมหะ คือความเข้าใจไม่ถูกสัจธรรม มันไม่สอดคล้องกันจริงๆ ใช่ไหม มันผิดเหลี่ยมผิดมุมแล้ว แต่ก่อนเราเคยคิดผิดอย่างนี้แหละ มิจฉาทิฏฐิอย่างนี้ ไม่รู้เรื่องอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้ เราจะมาเรียนรู้อย่างถูกต้อง แล้วก็จะทำให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เราทำดี ก็ยินดี แต่ก่อนนี้ทำชั่ว ก็ยังไปยินดีความชั่ว ไปเอาเปรียบเอารัดเขามาเป็นความชั่วใช่ไหม แล้วมาหลงยินดีกับความชั่วอยู่ได้ คนเรามันเป็นอย่างนี้เสียส่วนใหญ่ มันโมหะ มันเมา เหมือนคนเมาไหม ไม่ใช่ทำดีนะ แต่ไปทำชั่ว และมาหลงชั่วว่าดี และก็มาหลงยินดีกับในชั่ว โอย เมาไหม เมาหมัด เมาจริงๆ เหมือนคนเมาจริงๆ ตอนนี้เราต้องเข้าใจให้จริง และสิ่งเหล่านี้นี่แหละ เราจะอบรมเป็นความจริง เป็นสัจธรรม เป็นความรู้ที่ถูกต้อง และจะเป็นคนอย่างนี้ในโลก การศึกษาอย่างนี้ อย่างพวกเราจะศึกษาอย่างนี้ แล้วจะรู้ความจริงต่อไปในโลก ประโยชน์ไปในโลก ประโยชน์ไปในสังคมก็จะมีมาก ประโยชน์ในประเทศชาติก็จะมีมาก ทุกวันนี้ ประโยชน์ในประเทศชาติ มันไม่มีมาก เพราะมันผิดสัจธรรม อย่างที่อาตมาเล่าแล้ว มันจึงแข่งขันกัน แย่งกัน หาเล่ห์หาเหลี่ยมเพื่อที่จะเอาเปรียบเอารัดกัน สังคมจึงอยู่อย่างเบียดเบียน อยู่อย่างแก่งแย่ง อยู่อย่างซับซ้อน มีเล่ห์มีเหลี่ยมปิดบัง ต่างคนต่างจะเอาเปรียบ ต่างคนต่างจะหลงว่าการได้เปรียบเป็นสิ่งดี แล้วก็รู้เหมือนกันนะว่า การเอาเปรียบไม่ค่อยดี ก็เลยหาวิธีพราง หาวิธีปิดบังไม่ให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเอาเปรียบ กลับกัน ทำทีว่าตัวเองเสียสละๆ นะ แต่แท้จริงนั้น มีวิธีการซับซ้อนซ่อนมาได้เปรียบมากขึ้นๆ ๆ ๆ นี่คนในโลกเป็นอย่างนี้ พวกเราจะไม่เป็นอย่างที่กล่าวนี้ เพราะฉะนั้น การศึกษานี้ จะต้องเรียนรู้จริงๆ ให้เข้าใจอย่างที่อาตมาว่าในนัยของธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ มีนัยที่ลึกซึ้ง เรียนรู้ถึงเหตุ เหตุที่ทำให้เราเอง เราต้องไปหลงใหลติดยึดมา มาเพื่อตัวเพื่อตนอีกเยอะๆ หลงอร่อยในตา หู จมูก ลิ้น กาย หลงสร้างภพสร้างชาติ เพ้อฝันไปในเรื่องที่มันเป็นมิจฉาทิฐิ งมๆ งายๆ มีอีกเยอะ อาตมาคงไม่มีเวลาที่จะสาธยายสิ่งเหล่านี้ในวันนี้นะ แล้ว ค่อยได้เรียนกันไป มาเรียนตั้งแต่เล็กๆ เด็กๆ นี่ อยู่กับพวกเรานี่ดี เราจะเรียนรู้อยู่กับผู้ใหญ่ที่นี่ ทั้งสมณะ ทั้งสมณุทเทส ทั้งสิกขมาตุ ทั้งจะเป็นนาค เป็นกรัก เป็นปะ เป็นอารามิก เป็นคนวัดอะไรก็แล้วแต่ ได้เรียนรู้ธรรมะมาและค่อยๆ เรียนรู้ความจริงเหล่านี้
การฟ้องต่างกับการไปบอกข้อมูลให้ผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่จัดการ : คนที่มีความรู้ความจริงที่ถูกต้อง ก็มีอยู่ คนที่มีความรู้ ความจริงที่ไม่ถูกต้องก็มี มีบ้าง ผิดพลาดบ้าง เราก็ค่อยๆ ศึกษา คนไหนผิดก็พยายามรู้ แล้วก็ เออ คนนี้ผิดพลาดอยู่ ก็ไม่ต้องไปเอาตาม ในฐานะเราเป็นเด็ก เราไปท้วงไปติงไม่ได้หรอก เออ เอาละ ท้วงติงไม่ได้ ผู้ใหญ่ท่าน ก็ให้ผู้ใหญ่หรือไม่ก็ไปบอกผู้ใหญ่อีกทีหนึ่ง ว่า เออ คนนี้เป็นอย่างนี้นะ ไปให้ข้อมูล เราไม่ถือว่าฟ้อง การฟ้องนี่คือมีจิตที่มีความโกรธ และความรัก ก็ไปฟ้อง มีความลำเอียงก็ไปฟ้อง นั่นเรียกว่าฟ้อง ไปให้ข้อมูลโดยที่ว่า ให้มันสมใจเรา หนำใจเรา ถ้าเราโกรธ เราก็ไปพูดอย่างโน้นอย่างนี้ ดีไม่ดีใส่ไข่ด้วยนะ ดีไม่ดีก็ไปรายงานประเภทที่เกิน เกินๆ ความจริงบ้าง นี่เรียกว่า โกรธ ใส่ไฟใหญ่เลย ใส่ไข่ใหญ่เลย นี่เรียกว่า ใส่ไฟ ใส่ไข่ คือมันเป็นความไม่จริง ใส่อะไรผสมผเสไปนี่เรียกว่าฟ้อง แต่ถ้าเผื่อว่าไปรายงานข้อมูลด้วยใจไม่ลำเอียงซื่อตรง และก็เห็นว่าควรจะไปบอก รายงานข้อมูลให้ผู้ที่ควรรู้ได้รู้ นี่เราเรียกว่า บอกข้อมูล ผู้ใหญ่จะได้ไปจัดการ ถ้ามีอะไรที่มันจะเสียหาย ผู้ใหญ่ก็จะได้รีบจัดการให้เรียบร้อย ไม่ให้มันเกิดการคาราคาซัง ไม่ให้มันเกิดความเสียหาย ถ้าไม่รีบบอกข้อมูล เราก็พลอยได้รับความเสียหายไปด้วย เพราะว่า ในหมู่เราถ้าเสียหาย มันก็เสียหายอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น ต้องช่วยกันดูแลรักษา ดูแลระมัดระวัง เป็นหูเป็นตา แล้วก็คอยรายงานข้อมูล เพราะผู้ใหญ่เอง ก็ไม่อาจสามารถที่จะไปรู้อะไรๆ ได้หมดหรอก ไม่ได้ไปอยู่ทุกซอกทุกมุมเมื่อไหร่ ผู้ใหญ่ก็ใช่ไหม ก็ทำงานอยู่เป็นสัดเป็นส่วน ก็ไม่ได้รู้ไปทั่ว เพราะอย่างนั้น เรารู้คนนั่น รู้ที่นี่ คนนี่ที่นั่น คนนี่รู้อันนั้น คนนี้รู้อันนี้ ก็เห็นว่าสมควรจะรายงาน เราก็มาบอก มารายงานกันนะ อย่างนี้ เป็นต้นนะ การพูดส่อเสียด อย่าไปพูด อย่าไปทำ : เราจะต้องเข้าใจ อย่าไปส่อเสียด ส่อเสียดคือ หาเรื่องพูดใส่ไข่ ใส่ไฟ พูดเรื่องที่ไม่จริง เอาเรื่องเกินๆ มาผสมผเสใส่เข้าไปๆ พูดไป บรรยายออกมา เก็บมาเกิน ไม่เป็นความจริง อย่างนี้ เรียกว่าส่อเสียด ทำให้โกรธ ทำให้แค้น ทำให้เคืองกัน ยุแหย่เหมือนกะเหมือนยุแหย่นั่นแหละ เป็นการยุแหย่อย่างนี้เรียกว่า ส่อเสียด พูดไม่ดี เราอย่าไปพูด อย่าไปทำนะ
การศึกษาอบรมที่ดี จะเป็นแบบอย่างของคนรุ่นต่อไปและของสังคม การศึกษาที่นี่ เราจะพยายามที่จะอบรมให้มีคุณธรรมดังกล่าว แล้ว ให้มีศีลธรรมจริงๆ แล้วก็เป็นคนดีที่จะเป็นหลัก รุ่นแรกๆ นี่ พวกเรารุ่นหนึ่งนะ จำเอาไว้นะ พวกเรานี่รุ่น 1 นะ กศน.รุ่น 1 เชียวนะ จะต้องสร้างประวัติศาสตร์ให้ดีๆ ให้ได้นะ ประวัติศาสตร์นี่รุ่นไหนดีๆ จะได้เป็นแบบอย่าง รุ่นน้องๆ ต่อไป หรือรุ่นหลังๆ ต่อไป ไม่ใช่รุ่นน้องรุ่นไปอีกกี่ชุดๆ หลายช่วงคน ยิ่งจะรุ่นหลาน รุ่นเหลน รุ่นโหลนรุ่นอะไรๆ ไปอีกไกลเลย ถ้าเรามีหลักดีๆ ที่ถูกต้องแล้วก็เอาแบบอย่างกันง่าย เอาแบบอย่างกันได้มีอิทธิพลสูง ถ้าแบบอย่างของเราดีๆ นี่น้อย มีแต่ชั่วมากๆ ชั่วมันก็มีอิทธิพล คนก็ตามแบบชั่วมาก ตามแบบผิดๆ มากได้ง่าย ถ้าเรามีดีมากๆ ถูกต้องมากๆ มันก็มีอำนาจมีฤทธิ์ คนจะตามได้ง่ายๆ ตามได้เร็ว และก็อยู่นานนะ เพราะฉะนั้น เรามาปฏิบัติตน ให้ละชั่ว ละสิ่งไม่ดีไม่งาม และเราก็มาอบรมตัวเองเป็นคนมีสิ่งดี มีสิ่งที่เจริญ มีสิ่งที่ประเสริฐให้แก่ตัวเราเอง เราก็ได้สิ่งดี เราก็ได้บุญ ได้กุศล ได้เจริญติดเนื้อติดตัวไปเลย ติดจิตวิญญาณไปด้วย สังคมก็ได้กับเราด้วย แน่นอนที่สุด เป็นตัวอย่างอันดีงาม หรือเราดีแล้ว เราก็สร้างสรรคนอื่น ก็ได้รับส่วนที่เราสร้างสรร ก็เป็นบุญของเรา เป็นกุศลของเรา คนอื่นก็ได้รับประโยชน์ ได้รับคุณค่า ได้รับสิ่งเราได้สร้างเราได้สรรนี้ด้วยอย่างแท้จริงนะ ใบประกาศนีบัตรหรือใบปริญญาบัตร ไม่หลงอย่างคนในโลก : ข้อสำคัญ เราจะไปเห่อเหิมกับโลกเขาเลยนะ เราจะไปหลงประกาศนียบัตร ไปหลงปริญญา แต่มันบอกเป็นหนังสือบอกฐานะ บอกเขต บอกขีดว่า พวกนี่จบชั้นนี้ คนนี้จบชั้นนี้ คนนี้มีความรู้ วัด มีเครื่องวัด มีวิธีวัด วัดได้ด้วยอันนี้ จบ ป.6 นี่จบประถมศึกษา นี่จบมัธยมต้น นี่จบมัธยมปลาย นี่จบปริญญาตรี นี่จบปริญญาโท ปริญญาเอกอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นใบบอกแ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive