340130 นักเป็น-นักปราชญ์ โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340130 นักเป็น-นักปราชญ์ โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก
นักเป็น-นักปราชญ์ โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2534 (วันมาฆบูชา เพ็ญเดือน 3) เนื่องในงานปลุกเสกสมณะแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก จังหวัดศรีสะเกษ
“ นักเป็น” กับ “นักปราชญ์” : อาตมาขอกำชับกำชาพวกเราด้วยประโยคที่ว่า จงให้ถึง "นักเป็น" อย่าเพียงได้เช่น "นักปราชญ์" ขยายความได้ว่า ถ้าถึงขั้นความจริงถูกต้อง ได้ชื่อว่า "นักปราชญ์" ถ้าถึงขนาดถูกต้องความจริง ได้ชื่อว่า "นักเป็น" เราจะมาเน้นกัน วันนี้วันสำคัญ คือ วันเพ็ญ เดือน 3 เป็นวันสำคัญทางศาสนาอย่างไร พวกเราก็คงจะทราบแล้ว แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน แล้วเขาก็ถือกันทั่วไปว่า "วันมาฆบูชา" ไปถือเอาวันเพ็ญเดือน 4 ก็ตาม สำหรับเรานั้นมันมีความจำเป็นหรือว่ามีความเหมาะสมที่เราจะใช้วันนี้เป็นวันจัดงานที่มารวมชุมนุมกัน เพื่อที่จะปลุกเสก ตามที่เราเคยมีเป็นจารีตประเพณี เป็นพิธีกรรมของพวกเรา แล้วก็ถึงวันเพ็ญเดือน 3 กันวันนี้ ตามที่เราเคยทำกันมา วันเพ็ญเดือน 3 ก็มาฟังอะไรที่อาตมาจะได้พยายามพูดอธิบายขยายความ หรือว่าจะเน้น จะย้ำอะไรลงไป เพื่อที่จะให้เราได้รับซับซาบเท่าที่จะสำนึก เท่าที่จะได้รู้สึก หรือว่าได้เข้าใจ ได้เกิดความแทงทะลุอะไรไปถึงขนาดไหนก็ตาม ก็พยายามใช้สื่อในการพูดนี่แหละ นักปราชญ์ คือผู้รู้ - นักเป็น คือผู้ทำหรือกรรมกร : ที่อาตมาเน้นคำว่า “นักปราชญ์” กับ “นักเป็น” นั้นน่ะ ก็เป็นสภาพที่ขยายจากความเป็นจริงทั้งหมด คนในโลกนี้เขาหลงความเป็น “นักปราชญ์” กัน หมายความว่า “ผู้รู้” แล้วเขาก็เหยียดหยาม “นักเป็น” เรียกว่า “ผู้ทำ” หรือแปลเป็นไทยว่า “กรรมกร” สังค
อ่านต่อ
มโลกเดือดร้อน เพราะดูถูกเหยียดหยามกรรมกร ผู้ทำ : กรรมกรก็คือผู้ทำ เขาดูถูกเหยียดหยามผู้ทำ เสร็จแล้วโลกก็เดือดร้อนขึ้นทุกวัน เพราะมันผิดสัจจะ ที่จริงไม่ควรดูถูกดูแคลนกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำ ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ หรือไม่ว่าจะเป็นนักเป็นก็ตาม มันไม่สมควรจะดูถูก ดูแคลน ข่มขี่ เอาเปรียบ เอารัดกัน โดยสัจจะแล้วยิ่งเป็นผู้รู้ ยิ่งรู้ด้วยเป็นได้ด้วย ทำได้ด้วย ก็ไม่น่าจะข่มเหงคนที่ทำ หรือเป็นตัวทำจริงๆ เป็นผู้ทำจริงๆ ทำจริง ทำได้ ทำเป็น เพราะรู้ ถึงทำเป็น ทำได้สำเร็จ ได้ผลดี : ผู้ทำจริงๆ เขาทำ ก็เขาทำได้ เพราะฉะนั้น จะบอกว่าเขาไม่รู้ในสิ่งที่เขาทำ ถ้าเขาทำเป็น ทำได้ แล้วจะบอกว่าเขาไม่รู้นั้นน่ะ มันไม่ถูกต้อง แล้วผู้ที่ทำเป็น ทำได้แล้ว เขาต้องรู้แล้วเขาถึงทำเป็น ทำได้ ดีไม่ดีทำจนเป็นผลสำเร็จ เป็นผลดีด้วยนะ แต่เขาลงมือทำนะ แล้วก็ดูถูกดูแคลนเขา โลกหลงนิยมเชิดชูให้ค่าราคาผู้รู้ แม้ทำไม่เป็น : สำหรับผู้รู้ที่ทำไม่เป็น ทำไม่ได้นั้น เดี๋ยวนี้ไปหลงเอียงโต่งข้างความเป็นผู้รู้กัน ก็เลยไปส่งเสริม ฉาบฉวย ฝึกฝนอบรมเล่าเรียนกันแต่เฉพาะความเป็นผู้รู้ ความเป็นผู้รู้ จึงนิยมกันแล้วก็หลงใหลกัน แล้วก็ให้ค่า ให้ราคา ทั้งยกย่องเชิดชูกันด้วย ความผิดพลาดสัจจะอันนี้นะ ทำให้โลกมันสับสน มันวุ่นวาย เพราะมันไม่ตรงสัจจะ มันไม่ถูกเรื่องนะ ต้องเน้นทั้ง “รู้” ด้วยและทำ “เป็น” ด้วย : อาตมาได้พยายามพาเน้นในเรื่องของความ “เป็น” แต่ไม่ได้ทิ้งความ “รู้” นะ แต่เน้นให้มันเป็นกันจริงๆ รู้นั้น รู้ด้วย หากเอาแต่รู้เฉยๆ มันไม่พอ ในโลกนี้มันไม่พอจริงๆ นะ รู้นั้นรู้ด้วยแน่นอน แล้วก็เป็นให้ได้ เน้นตรงที่ “เป็น” ให้ได้ ทำให้ได้ ให้เกิดให้ได้นะ ตั้งแต่อาตมาทำงานมาจนถึงวันนี้ มัน 20 ปีได้ บวชก็ 20 ปีมา 20 ปีขึ้นไป เลย 20 ปีไปเรื่อยๆ แล้ว ย่างเข้าปีที่ 21 แล้วสำหรับการบวชอาตมา แล้วก็ได้นำพากันด้วยความเข้าใจของอาตมาว่า เราเองเราจะเอาแต่รู้ ไม่พอ ต้องเป็นหรือต้องทำให้ได้ด้วย เมื่อมาถึง 20 ปี เราก็มีสิ่งที่เกิดและเราก็เป็น ปฏิบัติธรรม ศีล-สมาธิ-ปัญญา ทั้งรู้จริงและปฏิบัติเป็น : ตั้งแต่เริ่มต้นพาให้ “เป็น” ตั้งแต่คนที่ปฏิบัติศีล “เป็น” ปฏิบัติสมาธิให้เป็นสัมมาสมาธิ เป็น ไม่ใช่แต่รู้ จนกระทั่งมีปัญญา เป็นตัวปราชญ์หรือเป็นตัวผู้รู้ที่ไม่ใช่ปราชญ์เปล่าๆ ปราชญ์เพียงรู้ แต่เป็นปราชญ์ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง เป็นผู้รู้จริงๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริงจริงๆ เกิด เป็น มี ได้ โดยเฉพาะในตัวในตนของเราเอง เกิดศีล เกิดสัมมาสมาธิ หรือเกิดอธิจิต แล้วก็เกิดปัญญา ตัวปัญญาที่เกิดนี้ เป็นปัญญาดังที่ได้เน้นแล้วเมื่อกี้นี้ว่า เป็นปัญญาที่เห็นความจริงว่า ศีลเป็นอย่างไร สภาพของหลักเกณฑ์ ตั้งแต่ความหมายว่า ศีลคือหลักเกณฑ์ คือสิ่งที่เราจะเอามาประพฤติตามความมุ่งหมายของศีลนั้นๆ แล้วเราก็เอามาประพฤติให้เกิดมีกายกรรมตามที่ศีลมุ่งหมาย เช่นว่า เราจะไม่ฆ่าสัตว์ เราก็ทำสำเร็จ เราจะไม่ลักทรัพย์ จะไม่เอาของผู้อื่น เราก็ทำสำเร็จ เราจะไม่วุ่นวายในกาม เราจะสำรวมในกาม เราจะลดละเรื่องกาม เราก็ทำได้เป็นขั้นเป็นตอน สำเร็จขึ้นมาได้จริงๆ เราจะไม่พูดในสิ่งที่มันเป็นทุจริตต่างๆ ไม่พูดในสิ่งที่เป็นอกุศล เราก็ได้ขึ้นมาจริงๆ ไม่พูดให้เป็นภัยเป็นโทษ พูดให้แต่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ เราจะละลด เราจะเลิกเมา เลิกเสพ เลิกติด เหล่านี้ตามที่ศีลกำหนดและเราก็ทำได้ ด้านนอกเป็นกาย เป็นวาจาอะไรเราก็ทำได้ ตามฐานานุฐานะ ด้านใจ โดยเฉพาะไปถึงใจ ซึ่งเป็นจิตที่เป็นอธิจิต จนกระทั่งถึงขั้นตั้งมั่นที่เรียกกันว่า สมาธิ ตั้งมั่นจนกระทั่งถึงขั้นแข็งแรงและหลุดพ้นขาด เป็นหลุดพ้น เป็นเว้นขาดนะ ตามศีลที่ให้เว้นขาด ให้เวรมณี ขาดจนขาดอย่างแท้จริง และเราก็มีญาณ มีปัญญา มีธาตุรู้ที่เรียกว่า ญาณทัสสนะ หรือเรียกว่า ปัญญา อธิปัญญา อยู่ในตัวเรานี่แหละ ไปสัมผัสรู้ รู้สิ่งที่เป็น สิ่งที่เกิด สิ่งที่มี ได้จริงๆ นะ จะขอย้ำอีกว่า “ไม่ใช่เป็นแล้วไม่มีรู้” ขอย้ำอีกว่า เป็น มีรู้ รู้ทั้งวิถีทาง รู้ทั้งเหตุผล ตั้งแต่ในระยะแรกว่ามันดีกว่า เกิดความเข้าใจใหม่ เกิดความเข้าใจทวนกระแสด้วย ที่ว่าใหม่นี่ มันใหม่จริงๆ มันทวนกระแส ทวนจากที่เราเคยเข้าใจมาตั้งแต่ก่อน ตั้งแต่โลกีย์ แล้วก็เปลี่ยนแปลงมา มีศีล จนกระทั่ง จากที่เรายังไม่ได้มีบทบาทลีลา ไม่ได้มีกิจกรรมหรือไม่ได้มีการงานอะไรกว้างขวางออกไป จนกระทั่งมาถึงวันนี้มีกิจกรรม มีการงานกว้างขวางเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ มีทั้งพิธีกรรม เช่นปลุกเสก นี่ก็เป็นพิธีกรรมของชาวเรา มาครั้งนี้ก็ถึงครั้งที่ 15 แล้วเราก็ทำให้มันเกิดผล เกิดประโยชน์ ผู้ที่มาก็พรักพร้อมขึ้น แข็งแรงขึ้น รู้จักการเอาประโยชน์ รู้จักการกอบก่อให้มันเกิดประโยชน์ ให้มันเป็น ให้มันได้ขึ้นมา กิจกรรมกิจการต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำหรือเป็นการงานที่เป็นการงานสัมมาอาชีพ เราก็เพิ่มขึ้น เราก็เจริญขึ้น
ทำกรรมการงานอาชีพอาจเหมือนเดิม แต่ใจไม่เหมือนเดิม : แล้วเราก็แน่ใจว่า กรรม การงานต่างๆ ที่เราได้ทำนั้น มากอย่างก็ซ้ำซ้อนกับที่เราเคยทำ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรม เป็นกรรม การงานชนิดเดียวกัน เช่นว่า เราจะเป็นชาวนา เป็นชาวไร่ เป็นคนขายของ เป็นครู เป็นคนทำงานอะไรก็แล้วแต่ มันก็เหมือนกับชาวโลก หรือบางทีบางคนทำงานเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งเราก็รู้ว่าไม่เหมือนเดิมอย่างไร มันสำคัญที่ตรงใจ จิตใจนี่ มันมีความรู้สึกเปลี่ยน มันมีความเข้าใจใหม่ มันมีความสุขสบาย หรือว่ามันมีสภาพที่มันลดโลภ ลดความต้องการอยากได้ นี่ตัวหลัก คือมันโลภ ทำด้วยความอยากมาเพื่อตัวเพื่อตน ทำมาบำเรอตน ทำเป็นโลกียะนั่นน่ะ เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่างโลกๆ ที่โลกเขามุ่งหมาย แต่ก่อนเราก็เข้าใจอย่างนั้น อย่างจริงๆ เลยว่า ถึงแม้ว่าเรายังมีกิเลสบ้าง แต่เราก็เข้าใจแล้วเราก็พยายามลดกิเลสนั้น ถ้าเราได้สังวรระวังจริงๆ นะ ได้ศึกษา ได้รับทั้งคำบอกเล่า ได้รับทั้งสิ่งที่ย้ำเตือนให้ตรวจให้สอบ ว่าเราได้ทำไปผ่านวัน ผ่านคืน ผ่านเดือน ผ่านปีไปเรื่อยๆ เราทำแล้วเราคล่องแคล่วขึ้น แต่ก่อนเคยทำอย่างโลกีย์ ด้วยมีกิเลสเป็นแรงผลักดัน : แต่ก่อนนี้เราเคยทำ แล้วก็มีกิเลสหลายด้าน กิเลสในด้านที่เรียกว่ามันจะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนก็ตาม เมื่อไม่ได้แลกเปลี่ยน ก็ขอให้ได้รับคำชมเชย หรือแม้แต่ที่สุด ทำแล้วก็หลงว่ามันเป็นความสนุกเพลิดเพลิน หรือเป็นความสุขสนุกสนานอะไรก็ตามใจ แต่ตอนนี้ ทำด้วยความเข้าใจถูกต้องถูกตรง ทวนกระแสโลกีย์ : แต่ตอนนี้ มันก็ไม่ได้ไประเริงแบบโลก เราทำได้ด้วยความเข้าใจ แล้วก็เข้าใจซ้อนลงไปว่า เออ มันก็เป็นความทุกข์ด้วยซ้ำไป เราทำด้วยความทุกข์นะ ลึกๆ มันก็ความทุกข์ ถ้าระเริงหลงๆ หน่อย เราจะรู้สึกสุข รู้สึกเพลิน แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นสภาพของโลกียะ เป็นรสโลกียะอยู่ ถ้าเราไม่ได้ทำด้วยความรู้สึกเพลิน รู้สึกระเริงอะไร ก็จะรู้ว่ามันก็ต้องทำ งานมันก็จะต้องอาศัยแรงงาน ใช้ความพยายาม จ่ายแรงงานไปมากๆ ก็รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเปลี้ย รู้สึกเพลีย ก็เป็นความจริง จะเห็นความจริงชัดเจน แต่เราก็ไม่ได้แหนงหน่าย ไม่ได้ท้อแท้ถดถอย จะบอกว่าเป็นทุกข์ ก็เป็นทุกข์ที่ฝืดฝืนน้อยลง ลำบากใจน้อยลง รู้สึกว่ามันก็สะดวกใจขึ้น มันก็เหมือนกับทุกข์มันลด ในญาณปัญญาลึกๆ นี่ เรารู้ว่ามันเป็นทุกข์โดยความลำบาก ถ้าลำบากจัดๆ เราก็รู้ได้ แม้ลำบากน้อยๆ เราก็รู้ได้ มันต้องมีความพยายาม มีความอุตสาหะ อยู่ดีๆ ไม่พยายามให้มีพลังงานขับเคลื่อน ไม่ให้มีพลังงานเข้าไปสั่งให้กระทำ มันก็ไม่ทำอะไรหรอกในโลก แล้วมันก็ว่างๆ เบาๆ ง่ายๆ นี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา ใครก็รู้ แต่มันก็ไม่เกิดการสร้างสรร ผ่านเดือนผ่านวัน ผ่านปีไปเปล่าๆ โมฆะ ไม่เกิดคุณค่า ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ทั้งๆ ที่ถ้าเราจะทำแล้ว แม้มันจะเมื่อย จะเหน็ดเหนื่อยอย่างไร มันก็ยังพักได้ ทำให้หายไปน่ะ พักผ่อนเสียแล้วมันก็หยุด มันก็หายเหนื่อย อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันก็ทำได้ เสร็จแล้วเราก็มีกำลังใหม่ หรือยิ่งมีกำลังมากกว่าเก่า มีความชำนาญมากกว่าเก่า มีสมรรถนะ มีความสามารถที่ทำได้ดีขึ้น ทำได้ดี ทำได้เจริญ คุณภาพดีขึ้น ปริมาณมากขึ้น มันมีแต่ความเจริญซ้อนลงไป จึงทำด้วยความเสียสละ สร้างสรรประโยชน์คุณค่าให้กับผู้อื่น : ตามที่เราเคยมา เราทำแล้ว เราก็จะต้องมีสิ่งที่แลกที่เปลี่ยน เสร็จแล้วเสร็จ เราก็ไม่ต้องแลกต้องเปลี่ยน ไม่ต้องได้อะไรมาตอบแทน เราก็ยิ่งศึกษา ได้รับการบอกกล่าวที่อาตมาบอก บอกกรอกหูไปบ่อยๆ ซ้ำซาก ย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนน่าเบื่อ พยายามบอกถึงเหตุผล มุมเหลี่ยมต่างๆ นานา ให้เห็น ให้ชัดเจน ให้ตรง ที่เรียกว่าสัจจะ นี่มันถูก มันตรง เพราะฉะนั้น ให้เห็นความถูกตรงเป็นความถูกต้อง เมื่อมันถูกตรง ถูกต้อง เราเกิดรู้ เออ อย่างนี้เป็นความจริง เป็นความจริงที่ถูกต้อง ความถูกต้องนี่คือความจริง เงื่อนไขหนึ่ง เราก็รู้ การรู้นี่แหละ คือการรู้เป็นนักปราชญ์ เป็นนักรู้ เป็นผู้รู้ แล้วเราก็พิสูจน์ เพราะรู้ด้วยเหตุด้วยผล รู้ด้วยความเข้าใจ แล้วเราก็พิสูจน์กระทำ พิสูจน์ว่า เออ ถ้าเราไม่เอานี่ มันเป็นตัวสละ เราสร้างสรรก็เป็นการสร้าง เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ เราก็ได้อาศัย ผู้อื่นก็ได้อาศัย ได้แจกจ่ายกัน ได้ใช้สอยอาศัย เป็นคุณค่า ทำเพื่อแลกเปลี่ยนตอบแทน เป็นผู้ไม่มีประโยชน์คุณค่า : เราเคยเข้าใจว่า ถ้าได้สิ่งที่แลกเปลี่ยนมาตอบแทนคืนมา นั่นคือความได้ ในแนวกลับ ในมุมกลับ ในการทวนกระแส ด้วยความจริงจริงๆ จะทั้งด้วยเหตุผล ความหมายด้วย และความเป็นจริงด้วยว่า ถ้าเราไปแลกกลับ ลึกซึ้งเข้าไป มันกลับกลายเป็นว่าเรากลับไม่ได้ เรากลับเป็นผู้ไม่มีประโยชน์คุณค่า แลกกลับจนเกินค่าของมันเอง มันก็ยิ่งเป็นตัวไปเอาเปรียบมา ไปโลภโมโทสันเอามา
พ่อครูย้ำเรื่องความเสียสละ แบ่งปันเกื้อกูลกัน ได้อาศัยกินใช้ร่วมกัน : นี่ก็เป็นเรื่องที่ย้ำพูด จนกระทั่งพวกเราฟัง เรารู้ และเราก็ได้พิสูจน์และเราก็ได้ทำ เป็นตามที่พูด เป็นตามที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้ ได้เข้าใจนั้น เป็นจนกระทั่งผู้ที่ได้รับประโยชน์ ผู้ที่ได้เกิดความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบทบาทพฤติกรรมที่เรากระทำ เราได้เป็นผู้ให้ เราได้เป็นผู้เสียสละ เขาเป็นผู้รับ เกื้อกูลกัน แบ่งแจกกัน มีสภาพที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันไปมา อาศัยร่วมกันไปในหมู่กลุ่มที่ใกล้ที่ชิด จนกระทั่งขยายออกไปสู่หมู่กลุ่มที่ไกลขึ้น แล้วผลมันเป็นอย่างไร มันเป็นความน่าเกลียดน่าชัง เป็นความเลวร้าย เป็นความไม่เป็นสุข เป็นความไม่สงบ เป็นความไม่ดีไม่งามอย่างไร หรือเมื่อได้พิสูจน์แล้ว เราก็ได้รู้ ได้เห็นความเป็นความจริงที่มันเกิดตาม ตามๆ ให้ฝึกเป็นผู้ทำงานสร้างสรรเสียสละ ไม่แลกเปลี่ยนคืนกลับ: แม้เราได้ฝึกเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ได้สร้าง แล้วก็เป็นผู้ที่ได้ให้ เป็นผู้ที่ไม่ต้องแลกเปลี่ยนกลับคืนมา มีแต่ให้ แม้จะมีจิตใจที่เรายังอยากได้เปลี่ยนกลับคืนมา แลกกลับคืนมาอยู่ เราก็พยายามวางใจ หัดปรับจิตปรับใจว่าไม่ต้องการอะไรน่า แม้จะถูกตำหนิ อย่าว่าแต่ต้องได้รับคำสรรเสริญ หรือได้ลาภ ได้ยศ ได้อะไรมาแลกเปลี่ยนเลย อาศัยคำตำหนิเป็นขุมทรัพย์ ตรวจสอบ ทบทวน แก้ไข ปรับปรุง : แม้แต่จะได้ตำหนิกลับคืนมา เราก็หัดอาศัยคำตำหนินั้นเป็นขุมทรัพย์ อาศัยคำตำหนิติเตียนนั้นมาพิจารณาตรวจสอบทบทวน แล้วจะดูดีขึ้น จะได้เข้าใจขึ้นว่า เออ มันมีคนดูแล มันมีคนตรวจสอบให้ มันก็จะดีขึ้น อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เราก็ได้ตรวจสิ่งที่เกิดจริง เป็นจริง ได้รู้ ได้เห็นจากของจริง จากความเป็น ความเกิด ความมี ได้รู้ รู้จากการเกิด การเป็น การมี ไม่ใช่รู้แต่คิด แต่นึก แต่จำ แล้วก็จำ แล้วก็ผกผันความคิดนึกเท่านั้น ก็ไม่ใช่เท่านั้น จะมีตัวผกผันคิดนึกอีกก็มีด้วย แต่ความเป็นก็มีจริงๆ สร้างสรรทำจริงๆ จนไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่ 2 คน ไม่ใช่ 5 คน ไม่ใช่ 10 คน ไม่ใช่ 100 คนเท่านั้น มีมากกว่านั้นเป็นร้อยเป็นพันเพิ่มขึ้น มากบ้าง น้อยบ้าง ขยายไป อาตมาก็ว่าคงจะเป็นหมื่น จะถึงแสนหรือไม่ อาตมาก็ไม่ได้กังวล ทุกวันนี้ก็ไม่ได้กังวลเลยนะว่าจะถึงแสน จะถึงล้าน มีคนมาถามเสมอว่า มีสมาชิกเท่าไหร่ มีผู้ปฏิบัติธรรมอย่างนี้อยู่ในประเทศไทยหรือที่ไหนก็แล้วแต่รวมแล้วมีสักกี่คนรู้ไหม อาตมาบอกไม่รู้จริงๆ เพราะอาตมาไม่เคยไปเที่ยวได้สำรวจ ไม่มีวิธีการจะไปสำรวจ ว่าจะสำรวจได้ยังไง แต่ตามกระแสที่เราได้รับข้อมูลมา คนเขาเห็นด้วย คนเขาแอบปฏิบัติอย่างนี้ ไม่ได้ปฏิบัติตรงๆ ไม่ได้แจ้ง ไม่ได้บอกกับเรา ก็ไปทำอยู่ส่วนตัวของเขา อย่างพวกเรานี่ ที่มาที่นี่แล้ว ก็เคยแอบทำ เคยทำส่วนตัว โดยไม่ให้พวกเรารู้ จนกระทั่งมั่นใจ แน่ใจแล้วค่อยมาเปิดเผยตัวเอง เข้ามาสู่หมู่สู่กลุ่ม ก็มีอยู่ แล้วนอกๆ เดี๋ยวนี้ อาตมาก็เชื่อว่าผู้ที่แอบทำ หรือว่าทำโดยไม่มาบอกมากล่าวเรา เห็นด้วย รู้เข้าใจ แล้วก็พยายามเป็น “นักเป็น” ไม่ใช่เป็นแต่เพียง “รู้” ก็ยังมีอยู่ เขาก็ทำอยู่ แม้ยังไม่เข้าหมู่ ยังไม่มาเปิดเผย ยังไม่มาบอกเรา ยังไม่เข้ามาหาให้เราเห็น แม้แต่เขาจะทำอยู่ที่ของเขา บางทีเขาก็ยังปกปิดผู้ที่ใกล้ชิดก็ยังมี ไม่ให้ผู้ที่อยู่ที่ใกล้ที่ชิดรู้ ทำเป็นหลบๆ เลี่ยงๆ ทำไปแอบๆ ทำ ถ้าคนที่ใกล้ที่ชิดเขาเห็น จะทำลักษณะอย่างที่พวกเราทำ ก็จะโดนท้วง โดนว่า โดนตู่อะไรเข้า ก็ไม่อยากให้เขารู้เขาว่า แอบ แอบทำอยู่อย่างนั้น ก็มี เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะนับเอาสถิติจำนวน มันนับไม่ได้ อาตมาบอกแล้วว่า อาตมาไม่กังวลว่าจะมีเท่าไหร่ แต่ขอรู้ขอเห็นว่า มันมีนะ คนหนึ่ง สองคน ห้าคน สิบคน ร้อยคน พันคน มันมี ได้มากหรือได้น้อย จริงหรือไม่ มากเท่าที่มันมี เท่าที่เรารู้ได้ เราสามารถที่จะมีญาณรับรู้ว่า จะรู้ได้ เออ มีได้ขนาดนี้ละ
ผู้เป็นคนอริยะ วัดด้วยหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า : เอาหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าต่างๆ มาวัดว่า คนที่ควรจะเป็นคนเจริญ ควรเป็นคนอย่างไร คนประเสริฐที่เรียกว่าอริยะ เป็นคนประเสริฐ เป็นคนเจริญ เป็นคนมีอริยคุณนี่ เป็นคนมีคุณงามความดี ที่เราถือว่าเป็นผู้ที่สร้างสรร เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ละเลิกสิ่งที่ควรเลิกตามข้อกำหนดที่เรียกว่าบาปสมาจาร หรือเรียกว่าศีลที่ให้เลิก ส่วนศีลที่เป็นอภิสมาจารเป็นศีลที่ให้ทำให้ยิ่งขึ้นๆ ก็สอดคล้อง ทบทวนตรวจกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เรามีหลักฐานพอที่จะตรวจจะสอบ ทำความเข้าใจ เห็นจริง เราก็ได้อะไรเป็น เป็นอะไรขึ้นมา
คนมีอริยคุณมาอยู่รวมกันเป็นมวล : จนเกิดสภาพของกลุ่มชน เกิดสภาพของวัฒนธรรม ของจารีตประเพณีขึ้นมา มันเกิดความเป็น ไม่ใช่เกิดเป็นนักรู้ ไม่ใช่เกิดเป็นนักปราชญ์ แต่เกิดนักเป็น ทุกวันนี้นี่ อาตมาเห็นว่า นักเป็นนี่มันมีความหนัก มันมีความแน่น มันมีความดัน มันมีความเข้มข้น มันมีอย่างนั้นจริงๆ จนกระทั่งว่า มันไปเกิดผลกระทบ กระทบคนอื่น โดยความเป็นของเรานี่ เรานำความเป็นของเรานี่ไปไหนๆ ไหนๆ มันจะเกิด เกิดเป็นมวล เป็นน้ำหนักที่เพิ่มรวมกันขึ้น แม้คนเดียวบางทีนี่ เราเป็นอย่างเราเป็นนี่ บางคนจะมีประสบการณ์ เราเป็นอย่างที่เราเป็นนี่ แล้วเราก็เข้าไปที่ไหนๆ บางทีนี่ ก็ไปกระทบให้คนอื่นเขารู้สึก รู้สึกเขาละอาย แม้คนเดียวหรือว่าแม้เป็นกลุ่ม ก็กลุ่มน้อยๆ ไม่ใช่กลุ่มใหญ่อะไร ก็มีน้ำหนัก มีความหนัก มีความแน่น มีความดัน มีความเข้มข้นที่ทำให้คนอื่นเขารู้สึกว่า จนบางทีเขาอึดอัด เขามีภาวะโต้ตอบ มันเป็นนะ มันมีน้ำหนัก
กลุ่มคนอารยะทำให้เกิดผลกระทบกดดันสังคม โดยไม่ได้เจตนา : ฟังความนี้ให้ดีๆ นะ ที่กำลังพูดนี่ ยิ่งเป็นหมู่ เป็นกลุ่ม ไปที่ไหนๆ เขาถือว่า ไม่ใช่เขาถือหรอก เขารู้สึก เขารู้สึกเลย เขารู้สึกว่า พวกเรานี่ไปข่ม มันมีน้ำหนักอย่างนั้นจริงๆ ไปดัน ไปกด ไปเบียด ที่จริงเราไม่ได้ต้องการจะไปข่ม ไม่ต้องการจะไปดัน ไปเบียดเลยนะ แต่มันเลี่ยงไม่ออก เพราะเราเป็น มันเลี่ยงไม่ออก เราไม่ได้แกล้ง เราไม่ได้มีเจตนาจะไปข่ม หรือจะไปเบียด จะไปดัน จะไปมีน้ำหนักอะไร กระทุ้ง กระแทก กระเทือนอะไรใครเขา เราไม่มีเจตนา แต่จะให้เราไม่เป็นอย่างที่เราเป็น เช่นว่า เราเป็นคนไม่โลภโมโทสัน เราเป็นคนมักน้อยสันโดษ เราเป็นคนละลด เราลดแล้วสิ่งนี้ เลิกแล้วสิ่งนี้ ละแล้วสิ่งนี้ ไปในหมู่ ในกลุ่มที่เขายังนิยมกันอยู่ พอเขาหันมาที่เรา เราไปสังสรรกับเขา ไปสัมพันธ์กับเขา เช่นว่า เขาบริโภค หรือว่าเขาเองเขามีเครื่องอุปโภคอะไรอย่างที่เขาเป็นเขามี เราไม่มี เราไม่ได้ทำอย่างเขาทำ เขาก็รู้สึกโดยสามัญสำนึก คนเรานี่ ถ้าไม่มีกิเลสอะไรมาเข้ามาเป็นเจ้าเรือนมากมาย มันพอรู้นะว่าอันนี้มันดีกว่า เช่นว่า เราไม่กินข้าวเย็น เราไม่กินเล่นกินหัว พอเราเข้าไปสังสรรกับเขา เขากินข้าวเย็น เราก็ไม่กิน ก็เราก็ไม่ได้แกล้ง เขาก็ถามว่าทำไมไม่กินข้าวเย็น เราก็บอกว่า เรากินแค่มื้อเดียว เรากินแค่ 2 มื้อ แล้วยิ่งบอกมื้อเดียว อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเขาไม่เคยรู้มาก่อน เขาก็วี้ดว้าย อ ะไรทรมานตนทำไม ในลึกๆ สามัญสำนึกเขารู้นะ เขารู้ว่ามันดี มันทำได้ยาก แต่จริงๆ บางทีเขามีบางคนก็อาจจะไม่ อย่างเรื่องกินมื้อเดียวนี่ เขาอาจจะคิดว่าไม่ดีก็ได้นะ บางคน เขาอาจจะคิดว่า เออ มันเกินไป มนุษย์มันกินอะไรมื้อเดียว มันไม่ดีหรอก บางคนก็อาจจะนึกได้อย่างนั้น สำหรับเรื่องกินมื้อเดียวนะ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเข้มข้นหน่อย ยกตัวอย่างง่ายกว่านั้นจะเข้าใจมากกว่านี้ เช่นว่า เราไม่สูบบุหรี่แล้ว เราไม่กินเหล้า สามัญเขาก็รู้ว่ามันดี พอเราไม่แล้ว เมื่อไปสังสรรกับเขา เราก็ไม่ทำสิ่งเหล่านี้ เป็นต้น เราไม่เล่นแล้วไพ่ เล่นไพ่ เล่นหวย เล่นโป เราไม่ทำ เราไม่ได้ไปเสพไอ้สิ่งที่เขาจะเสพกัน บำเรอสิ่งที่เขาบำเรอกัน เราก็หยุดแล้ว หลาย หลายๆ อย่าง เราก็เป็นของเราธรรมดา เราไม่ได้ไปแกล้งอวดไปแกล้ง ถ้าเราไปสัมพันธ์กับเขา เราไม่ไปแกล้ง แกล้งจะไปเบ่งข่ม แกล้งไปทำเต๊ะ ไม่ใช่ มันเป็น เราเป็น เป็นแล้ว เราได้ เราเป็นแล้ว เราทำแล้ว ยิ่งเป็นอัตโนมัติ เป็นธรรมดาของเราด้วยซ้ำ แล้วจะให้เราทำยังไง หรือแม้ว่าเราจะไม่ถึงขนาดว่าเป็นอัตโนมัติ เป็นธรรมดา ยังฝืนใจอยู่บ้าง ยังพยายามอบรมฝึกฝนตนอยู่ มันยังใจมันยังมีรอนๆ มันยังมี ยังไม่สมบูรณ์ แต่มันก็ทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก ก็ยังขัด ยังเกลาเพิ่มเติมอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ ยังศึกษาอบรมฝึกฝนต่อๆ ไปอยู่ ยังไม่บรรลุผลสำเร็จเป็นที่สุดก็ตาม เราก็ทำแล้ว เราก็เป็นแล้วเท่าที่เราเป็นได้ เมื่อเราไปสัมพันธ์สังสรรกับคนอื่นอย่างที่กล่าวแล้ว อย่างที่สังคมอื่นที่เขาไม่ได้เป็นอย่างนี้ และเมื่อในสามัญก็ตาม เขาก็รู้ว่าดี แล้วเขาก็ว่าเราไปข่ม หรือมันมีน้ำหนักไปกระแทก ไปกระเทือนเขา นี่ เราก็เกิดเหตุการณ์นี้มาอยู่ สังคมของเราจึงเกิดสภาพที่คนเขารู้สึกอย่างนี้ มากจนกระทั่งคนที่จิตไม่ดีนะ จิตรู้สึกหมั่นไส้ จิตรู้สึกริษยา ก็มีแรงผลักดันที่จะประชด ที่จะแกล้ง ที่จะทำลาย ทั้งๆ รู้ว่า จริงๆ เขาก็ว่าดีนะ แต่เขาก็เพราะมันมีตัวกิเลสพวกนี้ มันมีบทบาทอยู่ในใจ บางครั้ง บางทีคนที่เขาทำการประชด หรือทำการจะทำลายเราไปในอย่างหยาบ หรืออย่างไม่หยาบก็ตาม บางทีเขาไม่รู้ตัว เพราะกิเลส เขาไม่ได้รู้ตัวว่ากิเลสนี้มันทำอย่างนี้ๆ แสดงออกเป็นกระแสอยู่ในสังคมขนาดนี้นี่มีอยู่ไม่ใช่น้อยเลย นี้ อาตมาไม่ได้มาส่อเสียด ไม่ได้มาเอาเรื่องอะไรๆ ที่ไม่เข้าท่ามาบอกคุณหรอก แต่ว่าพยายามจะพูดความจริงให้สู่ฟังว่า มันมีผลอยู่ในโลก เพราะฉะนั้น การที่เราจะต้องถูกจับ ถูกใส่ความ ถูกอย่างโน้นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา แทนที่จะส่งเสริมเรา แต่เขาไม่ได้แสดงแง่ส่งเสริมเรา ไม่ได้แสดงออกถึงการส่งเสริมเรา ดีไม่ดี แสดงออกเป็นสภาพเหมือนกับจะทำลาย เหมือนกับจะให้เราเกิดผลลบ ให้คนในโลก ให้ประชาชนในสังคมนี้เข้าใจผิด และพยายามสื่อสาร พยายามที่จะบอกกล่าว พยายามที่จะสร้างอะไรขึ้นมา เพื่อที่จะประกาศหรือประจานว่าเรา ก็มีอยู่ สิ่งเหล่านี้อาตมาอยากจะบอกพวกเราว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาของกิเลสที่เขาทำโดยไม่รู้ตัวนั้น ก็มีอยู่เยอะ ที่รู้ตัวแล้วก็มีเจตนา มีความพยายามด้วยก็มี แต่ที่ไม่รู้นี่เยอะ ไม่รู้ตัวนี่เยอะ เขาไม่รู้ตัวว่ากิเลสของเขามีอย่างนั้น แล้วกิเลสนี้แหละมันพาให้เขาทำ แม้แต่จะไม่เป็นสื่อสารออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน กระแสของคำพูด กิริยาเวลาเขาพูดพาดพิงเกี่ยวข้องถึงเรา เดี๋ยวนี้เราเป็นกลุ่มเป็นหมู่ที่มีบทบาท มีพฤติกรรมเป็นขบวนการ เป็นหมู่ชน เป็นสังคมหนึ่ง มันเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นจริงๆ นะ มีจารีต มีประเพณี เกิด เป็น เป็นสังคม เป็นกลุ่ม เป็นหมู่ที่มันกำลังพัฒนาขึ้น แล้วมันก็มีวง “จักร” “จักร” คำนี้นี่หมายความว่า ตัวเดินบทบาทอยู่ แล้วก็มีทุกๆ อย่าง มีเฟือง มีข้อเหวี่ยง มีลูกสูบ มีอะไรก็แล้วแต่เถอะ นี่เหมือนกับเอาเครื่องกลมาพูด คือ เราก็มีแหละ มีเฟือง มีข้อเหวี่ยง มีสาย มีตัวโยงใยที่จะต้องสัมพันธ์กัน เดินบทบาทเชื่อมต่อกัน จนกระทั่งเป็นจักรกล จักรกลของสังคม จักรกลของมนุษยชาติ เดินบทบาทสัมพันธ์ต่อเนื่องกันอยู่นี้ การงานเพื่อพึ่งตนเองได้ จนให้ผู้อื่นพึ่งเราได้ อย่างจริงใจด้วย : ทุกวันนี้นี่ พวกเราเกิด พวกเราเป็น พวกเรากำลังมีกิจกรรม พิธีกรรมก็มีขึ้นบ้าง แต่เอาละ พิธีกรรมยังไม่เด่นชัดเท่าไหร่หรอก กิจกรรมนี่เด่นชัด เพราะกิจกรรมนี่เป็นของคน การกระทำการงานที่เป็นของคนในสังคม การงานเหล่านี้เราทำขึ้นมา เพื่อพึ่งตนให้ได้ พวกเราพึ่งกันเอง จนเราให้ผู้อื่นพึ่งเราได้ พึ่งตนเองจนให้ผู้อื่นพึ่งเราได้อย่างจริงใจนะ อย่างจริงใจ ในวิธีการนี้ เราก็พยายาม อาตมาพยายามใช้ภาษาในลักษณะที่มันมีการย้อนแย้ง มีการกระทบ แล้วก็กระเทือนกันต่างๆ นานาพวกนี้ และเราก็พยายามที่จะใช้สภาพที่จะให้มันเป็นไปด้วยดี มันเกิดแรงกลที่เป็นอยู่อย่างที่อาตมาพยายามอธิบาย มันกระทบที่เขาไม่รู้ตัวบ้าง เขาก็ทำอะไรต่ออะไรที่จะปราบ จะปราม ทั้งๆ ที่เขาควรส่งเสริม เขาไม่ได้ทำส่งเสริม จนผู้ส่งเสริมก็มี เรายังพยายามที่จะทำให้เขาส่งเสริมและเขาเห็นด้วย เห็นดี จนเขาก็เป็นเช่นเราเป็นโน่นแหละ ลักษณะอย่างนั้นแหละ อาตมาเรียกลักษณะของ “กลปรานี” นะ ลักษณะของ “กลปรานี” ด้วยใจเมตตา ด้วยใจปรานี ด้วยใจหวังดี ปรารถนาดี เราจะไม่นึกไปในทางร้าย แม้จะมีความร้าย เราก็บอกกัน แล้วเราก็อย่าไปถือสา อย่าไปตอบโต้ความร้ายด้วยความร้าย ใครจะทำร้ายก็เป็นเรื่องของเขา เราอย่าไปทำร้ายใดๆ เลย เราจะตอบโต้ก็ตอบโต้ด้วยความดี ด้วยความหวังดี ด้วยความปรารถนาดีกลับไปทุกทีไป เพื่อให้เกิดผลดีที่จะเกิดตามมาให้ได้เสมอๆ ในความหมายที่อาตมากล่าวไปนี้ อาตมาว่าอาตมาได้พยายามให้พวกเราได้เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นที่กล่าวมานั้น และเราก็ได้ทำมาจนกระทั่งเกิดความเป็นอยู่ของเราได้ เป็นสังคม เป็นกิจกรรม กิจการ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive