340415 ชีวิตนี้ลิขิตด้วยกรรม โดยพ่อท่านพระโพธิรักษ์ จากพุทธสถานสันติอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข13 กุมภาพันธ์ 2568

เนื้อหาในไฟล์

.PL34 .lh15 .op .fo # (ชีวิตนี้ลิขิตด้วยกรรม / FILE:1389.TAP) ชีวิตนี้ลิขิตด้วยกรรม

ขอเจริญธรรมญาติโยมทุกๆคน...เนื่องในวันนี้เป็นวันฌาปนกิจศพ นายก่อเกียรติ ทัพพวสุ ซึ่งเป็นโยมพ่อของอาตมา ก่อนพิธีฌาปนกิจนี้ ทางเราได้นิมนต์พ่อท่านพระโพธิรักษ์ จากพุทธสถานสันติอโศก มาเทศน์หน้าศพ ก่อนที่จะทำการฌาปนกิจ ณ โอกาสนี้ก็เป็นกาละอันสมควร ที่เราจะร่วมฟังเทศน์ในครั้งนี้ พร้อมกัน ก็ขอกราบนิมนต์พ่อท่านพระโพธิรักษ์เลยครับ เจริญธรรม ท่านสาธุชนทุกๆท่าน... ตามจารีตประเพณี ตามแบบ แผนที่เราควรจะได้ประโยชน์กัน... เมื่อมาชุมนุมกัน จะเป็นงานอันหนึ่งอันใดก็ ตาม แม้ที่สุดในชีวิตของคน...เป็นงานที่มารวมกันในครั้งคราว ตายน่ะ งาน เกิด งานที่จะได้รับความดีอกดีใจอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็จะมีจารีตประเพณี ชัก ชวนเพื่อนฝูงญาติมิตรต่างๆมารวมกัน เสร็จแล้วก็พึงแสดงออกซึ่งอะไรก็ตาม ที่ สามารถแสดงออกแล้ว จะเกิดเป็นคุณค่าประโยชน์ต่อกันและกัน เพื่อดำเนินชีวิต ไปด้วยความเจริญ ในงานศพเราก็มีวิธีการน่ะ การเทศน์หน้าศพ ก่อนที่จะได้ ฌาปนกิจเป็นครั้งสุดท้าย ก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ก็เกิดประโยชน์คุณค่าน่ะ อาตมาก็จะใช้เวลาประมาณ 40 นาที ในช่วงนี้ ที่จะแสดงธรรมะของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สู่พวกเราฟัง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชีวิต เรื่องของชีวิตก็ เกิดน่ะ ดำเนินไป มีอุปสรรค มีทุกข์ ก็แก้ทุกข์กันไปตลอดเวลา ถ้าผู้ที่มีปัญญา มีการแสวงหาที่ดี ก็จะสามารถพบทางที่ดี และเราก็จะได้ปฏิบัติประพฤติตามทางที่ ดี โดยเฉพาะชาวพุทธ ทางที่ดีคือสัมมาอริยมรรคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ ท่านได้คันพบ เป็นทฤษฎีวิเศษ มนุษย์พึงได้พึงเป็นน่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ใดได้พบทางที่ดี ได้นำเอาทางที่ดีตามหลักเกณฑ์ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่ง

อ่านต่อ

สอนเอาไว้แล้ว เอาไปประพฤติจริง ปฏิบัติด้วยความ อุตสาหะวิริยะ เราก็จะเจริญนะ จะพบความสุข อันเป็นความสุขวิเศษ เรา เรียกว่าวูปสโมสุขหรืออุปสโมสุขน่ะ ไม่ใช่สุขอย่างโลกีย์ คือสุขบำเรอ สุข เสพย์สมสุขสม สุขบำเรอตัณหา บำเรอกิเลสความอยาก ไอ้สุขอย่างนั้นเป็นสุข สมมุติน่ะ ซึ่งคนทั้งโลกก็ไม่เรียนศึกษา ไม่พบพระธรรมพระพุทธเจ้า ก็จะแสวง หาสุขสมมุติอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน แต่ถ้าเผื่อว่าได้พบแล้ว เราก็จะพิสูจน์ได้น่ะว่า เราจะพบสุขอันสงบจากกิเลส ไม่ใช่สงบแบบนั่งหลับหูหลับตา สงบแบบไม่มองเห็นอะไรน่ะ ทำตน เองให้เป็นผู้ที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีการงานอะไร หลับหูหลับตา หลีกหลบ หลีกๆเลี่ยงๆ หมกๆหมักๆตัวเอง อยู่ที่นั่นที่นี่ โดยไม่มีคุณค่าอะไร ก็ไม่ใช่ความสงบอย่างนั้นน่ะ สงบที่หมายถึงจิต มันสงบจากกิเลส ซึ่งเป็นตัวร้ายน่ะ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ดี เป็นตัวร้าย ที่มันเป็นตัวมีอยู่ในคนทุกคน ที่ยังไม่ได้ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง อย่างถูกทาง เป็นสัมมาทิฏฐิ จะต้องมีกิเลสนี้อยู่ทุกคน ไม่ว่าใครทั้งสิ้นในโลก จนกว่าจะมาพบทางวิเศษ แล้วก็ปฏิบัติให้ลดละกิเลสนั้นลงได้จริงๆ จึงจะรู้ว่า กิเลสมันลดลงได้ มันตายได้ มันดับสนิทได้ พระพุทธเจ้ายืนยันนักหนา ทรง ยืนยันกับพวกเราว่า กิเลสนั้นดับได้ ดับสนิทได้เรียกว่านิโรธ อย่างอริยสัจเลยที เดียวน่ะ ดับกันจริงๆ สัจจะนี่คือจริงดับสนิทจริงๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้โกหกเราน่ะ ท่านตรัสความจริง ท่านไม่มาโกหกมนุษย์แน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านตรัสเอาไว้ ถ้าเรียนรู้ให้ถูกจริงๆ ไม่ผิดไม่เพี้ยน แล้วนำมาปฏิบัติจริงๆ เราจะพบความสุข ที่เป็นสุขสงบจากกิเลสนั้นจริงที่สุด พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องนี้ด้วย แล้วก็สอนเรื่องกรรมด้วย เรื่องกรรมสัจจะ ซึ่งกรรมสัจจะนี้ อาตมาอยากจะเน้นกับพวกเรามากทีเดียว เพราะว่ายิ่งในวาระ ที่เป็นคนที่เมื่อตายไปจากโลกแล้วนี่ ศาสนาเราศาสนาพระพุทธเจ้านี่ ไม่ได้ตาย แล้วสูญ ไม่ใช่ตายแล้วก็ชาติเดียวแล้วเลิกเลย สังสารวัฏยาวนานนักหนา ถ้า ใครศึกษามาดีๆจะเห็นเช่นนั้น สมัยนี้เป็นสมัยที่ถูกลวง มีผู้รู้รู้อยู่แต่เฉพาะสามัญสำ นึก รู้แต่เฉพาะวงแคบๆในวัฏฏะสั้นๆรอบเดียว เกิดมาแล้วก็จะแก่แล้วก็จะตาย รอบเดียว ไม่สามารถล่วงรู้สังสารวัฏ ที่มีรอบซ้อนรอบลึกน่ะ อันเนื่อง ด้วยความซับซ้อน เป็นจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่อีกมากมาย เมื่อไม่ล่วงรู้ ก็ เอาแต่เฉพาะที่ตัวเองรู้ เพราะว่าตนมันรู้แค่นี้อยู่ ส่วนมากมันไม่ใช่จะรู้ในเรื่อง ลึกๆซึ้งๆ ไมใช่จะรู้ได้ง่ายๆ แล้วยิ่งไม่ปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย ก็ไม่เกิดญาณ เมื่อไม่เกิดญาณ ก็ไม่สามารถมีบุพเพนิวาสานุสติญาณ ไม่สามารถมีญาณระลึกรู้ เรื่องเก่าเรื่องหลังเรืองอดีต เรื่องที่สืบเนื่องมายาวนาน ไม่สามารถรู้ ก็ไม่ ค่อยจะเชื่อเรื่องกรรม ทำสิ่งที่ดีแล้วเราก็จะได้ดี ทำสิ่งที่ช่วก็จะเป็นชั่วของเรา เรียกว่ากัมมัสสโกมหิน่ะ แล้วเราก็จะเป็นผู้ที่รับมรดกของกรรมของเราเอง กัมมทายาโท แต่เราไม่เชื่อกัน ทุกวันนี้ยิ่งไม่เชื่อกันมาก เพราะความตื้นเขิน ของญาณ เพราะไม่ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อไม่เชื่อกรรม จึงทำกรรมชั่วได้ง่าย เพราะไม่กลัวบาป ไม่เชื่อว่าตายแล้วจะต้องมีสิ่งที่เนื่องต่อ เป็นกัมมทายาโท สามารถที่จะเป็นผู้ที่จะต้องรับมรดกของกรรมของตน เป็นของ ตนพาเกิดอีก เป็นกัมมโยนิ กัมมพันธุ ก็ไม่เชื่อเมื่อไม่เชื่อกรรม เอาความ ฉลาดมาเรียนรู้ความฉลาดที่หลบๆเลี่ยงๆอยู่ในสังคม อยู่ในโลก เพียงแต่ว่าไม่ให้ เขาจับได้ว่าเราทำชั่ว ไม่ให้รับอุปสรรค ไม่ได้รับโทษภัยอะไรในสังคม เท่านั้น หลีกเลี่ยง หลีกหลบอยู่เท่านั้น หลีกเลี่ยงหลีกหลบอยู่เท่านั้น กรรม 3ชั่วจึงเกิดได้มากมาย แต่ถ้าเผื่อว่าผู้ใดได้ศึกษาศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ ที่เป็นกัมมนิยมหรือกัมมสัจจะ เป็นกรรมที่เป็นสัจจะความจริง กรรมเป็นตัว กำเนิด กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นเครื่องอาศัย เป็นที่พึ่งอาศัย และ กรรมนี่แหละจะจำแนกสัตว์ ให้เกิดดีเกิดชั่ว ให้เกิดมั่งมีร่ำรวย ให้เกิดทุกข์ยาก ให้เกิดมอุปสรรคลำบาก หรือว่าจะให้เกิดเป็นผู้ที่มีบุญบารมีอะไรต่างๆนานา ก็ ด้วยกรรมทั้งสิ้นน่ะ กรรมนี้ไม่ได้อยู่ที่ไหน กรรมอยู่ที่กาย วาจา ใจ กาย วาจา ใจของมนุษย์นี่แหละ เรียกว่ากรรม กระทำออกมาทางกาย ออกมาเป็นรูปเป็น แบบเป็นบทบาทข้างนอกเลย เรียกว่ากายกรรม ออกมาทางคำพูดก็เรียก ว่าวจีกรรม ออกมาทางมโน ไม่ออกมาด้วยซ้ำอยู่ในจิตของเรานี่แหละ ในจิตใน ใจของเรานี่แหละ เป็นบทบาทของกรรมอยู่ เช่นเราคิด เรานึก หรือแม้แต่ เรามีอารมณ์ มันเป็นกรรมของจิตทั้งนั้น เรามีอารมณ์โกรธ นั่นเรียกว่ากรรมชั่ว เรามีอารมณ์โลภ ก็กรรมชั่วอีกเหมือนกัน แต่เราไม่คำนึง ไม่เคยคำนึงถึงกรรม เหล่านี้กัน และไม่เคยสังวรสำรวม ไม่เคยคิดว่ามันชั่ว จะโกรธก็โกรธมันให้ สมอยาก สมใจ โกรธไปเท่าไหร่ ก็โกรธเลย ไม่เคยสำนึกไม่เคยมีสติ สัมปชัญญะ ไม่เคยมีปัญญา ไม่เคยได้เล่าเรียน ว่าเราจะต้องกำหนดรู้ว่า เมื่อ เกิดโกรธในใจแล้ว มีอารมณ์โกรธแล้วนี่ มันเป็นของชั่วอยู่นะ เป็นกรรมนะ อันจะติดตนนะ เป็นกัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโทนะ เป็นการกระทำ เป็นบทบาท ของกรรม เป็นบทบาทที่มันเกิดจริง เกิดในใจก็เป็นในใจ แล้วก็สั่งสมลงเป็น มรดกของเรา เราชอบโกรธบ่อยๆอาฆาตบ่อยๆ เราก็จะมีสิ่งเหล่านั้นแหละเป็น มรดกของเรา เราจะเป็นคนขี้โกรธ แล้วก็ได้รับทุกข์ได้รับภัยจากความขี้โกรธ หรือเรามีราคะ มีโลภก็ตาม มีความโลภมีราคะในใจ เราก็ไม่เคยศึกษา ไม่ เคยสังวรสำรวม มันจะเกิดราคะก็ให้มันปลุกเร้าเสียด้วยซ้ำ ปลุกเร้าราคะ ให้ ตัวเองมีราคะจัดๆจ้านๆ ให้มีความโลภ อยากได้มาให้แก่ตัว เอาเปรียบเอารัดเขาก็ไม่รู้ ทำไปให้ตัวเองมีความโลภจัดๆจ้านๆ จนกระทั่งทุจริตอกุศลอย่างไรก็ ไม่เคยสังวรไม่เคยสำรวม ไม่เคย...ระงับ ไม่เคยลดละ สิ่งอย่างนี้น่ะ ถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรมะ แล้วไม่เกิดความเชื่อถือ ก็ไม่เชื่อฟัง เชื่อถือหมายความว่า เราฟังแล้วเราก็ยอมรับด้วยเหตุผล ยอมรับ ด้วยหลักฐานอะไรก็แล้วแต่ เสร็จแล้วเราก็เชื่อถือ แล้วเราก็ไปเชื่อฟัง คือ ปฏิบัติตาม ผู้เชื่อฟังคือผู้ปฏิบัติตาม ถ้าผู้ใดไม่เชื่อถือ ไม่เชื่อฟัง ก็ไม่ปฏิบัติ เมื่อไม่ปฏิบัติ ก็ไม่มีความเชื่อมั่น จะไม่เกิดความเชื่อที่สูงสุด เป็นศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ จะไม่เกิดอำนาจของความเชื่อนี่สูงขึ้นไป มันก็หลวมๆอยู่อย่างนั้น แหละคน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ศึกษาธรรมะไม่ปฏิบัติธรรมะนี่ เป็นคนน่าสงสาร น่าสงสารจริงๆ ในโลกในสังคมทุกวันนี้มากหลากหลายเลย มัวแต่ไปอยู่กับโลกีย์ ไปหัวหกก้นขวิด เขาหลอกยังไง เขายั่วยวน ปลุกเร้า มอมเมายังไง ไป ตามโลกน่ะ อยากได้ลาภมากๆ เอามาสะสม เอาเปรียบเอารัดเขายังไง ขี้ โกง ทุจริต ทำร้ายทำเลวยังไง ก็ทำกันไป สังคมถึงได้เดือดร้อนกันไปหมด ตัว คนก็มีกรรม สังคมก็เดือดร้อน คนมีกรรมก็คือ มีทุจริตกรรมด้วยซ้ำไป มีอกุศล กรรมด้วยซ้ำไป สั่งสมเป็นมรดกของตน โดยเฉพาะยิ่งผู้ที่กำลังพูดอยู่ขณะนี้ อยู่ หน้าศพ ผู้ที่เป็นศพไปแล้ว ตายไปแล้ว ไม่ได้อะไรไป เห็นๆอยู่แล้ว จะไป โลภเอาลาภมาให้เป็นก่ายเป็นกองน่ะ ให้มีมรดก ให้มีเงินทองเป็นมรดกแบบวัตถุ มากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้เป็นมรดกที่จะได้เป็นของตัวของตนไปเลย ไม่ได้ คุณจะ ให้มาเผาเป็นแบบกงเต็กนี่ เอาธนบัตรสดๆมาเผาเดี๋ยวนี้ เอาทองคำ เอาเพชร มาเผา อยู่ต่อหน้าศพเดี๋ยวนี้ มันก็ไม่ไป มันไม่ได้ เอาเผาไปให้ยังไง มันก็ ไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ แล้วยิ่งโลภโมโทสัน ไปโกงเขามา ไปเอาเปรียบเอารัด เขามา ความเอาเปรียบนี่เป็นความชั่วนะ ได้เปรียบเขามา ไม่น่าดีใจอะไร เลย มันเป็นความชั่ว แต่ชื่นใจเหลือเกิน ที่เราได้เปรียบ นี่คือความเข้าใจผิด เรียกว่ามิจฉาทิฐิ หรือโมหะ หลงผิด คนเรานี่ชอบที่จะไปหาทางเอาเปรียบเขา เมื่อได้เปรียบแล้ว โอ้ย.ชื่นอกชื่นใจ มันโง่หรือฉลาดลองคิดดูซิ คนที่ได้เปรียบ กับคนที่เสียสละน่ะ นี่พูดกันธรรมดาๆนะ คนได้เปรียบเป็นความชั่ว ไปเอา เปรียบเขามา แล้วได้เปรียบเขานี่ เป็นความชั่ว แต่คนที่เสียสละไม่เอาเปรียบ เป็นคนที่เสียสละ เที่ยวคดเที่ยวโกงเขา สามารถ ทานสามารถบริจาค สามารถเสียสละของตนให้แก่เขาได้ เป็นความดี แต่พอเสียเล็กเสียน้อย ไม่ดีใจ เสีย ใจอีกแน่ะ บางทีโกรธแค้นด้วย นี่คือมิจฉาทิฐิ คือผู้ที่มีความเห็นไม่เข้าทาง มี ความเห็นผิดเพี้ยนมีโมหะ หลงผิดเป็นถูก หลงกงจักรเป็นดอกบัว หลงดอกบัว เป็นกงจักร คือเห็นสิ่งหนึ่ง เห็นหน้ามือเป็นหลังมือ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มัน เห็นกลับกันน่ะ เห็นความเลวเป็นความดี เห็นความดีเป็นความเลว ไปได้ เปรียบเขามา เป็นความเลว เป็นความชั่ว กลับดีใจ แหม...มันผิดหนักไหม เสร็จแล้วเราก็เคยทำกันมาทั้งนั้น เมื่อไม่ได้ศึกษาธรรมะ ก็เคยทำมาทั้งนั้น ไม่ เคยสังวรสำรวมตัวเองเลย พอได้เปรียบมาดีอกดีใจ ดีไม่ดีฉลองด้วยซ้ำที่ได้ เปรียบเขามา ฉลองใหญ่เลย ฉลองความชั่วตัวเองก็มีด้วย ดูเถอะคนเรา นี่คือสัจจะที่เราไม่ศึกษากัน นี่ยกตัวอย่างแล้วก็พูดให้ฟังง่ายๆ เพราะ ฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ใดได้มาศึกษาสัจธรรมจริงๆแล้ว แล้วให้ศึกษาตั้งใจจริงๆสำรวม สังวรจริงๆนะ เมื่อเรารู้ดังที่พูดนี้แล้วถ้าเชื่อนะ ถ้าเชื่อก็ไปสังวร เราจะไปทำ อารมณ์ เราจะไปทำใจในใจ เรียกว่าโยนิโสมนสิกการ อย่าไปทำใจในใจว่า เป็นผู้ที่ เออ!.นี่เราเองตอนนี้เราเกิดได้เปรียบเขามาแล้วนะ เอาให้..มันเป็น ความชั่ว เราสำนึก แล้วเราก็พยายามที่จะสลัดคืน จะต้องพยายาม เอ๊อ! เรา ได้เปรียบเขามา ไม่ดีแฮะ มันเป็นบาปเป็นกรรมเป็นภัยเป็นหนี้ เพราะฉะนั้น เราไปสละดีกว่า เราไปทำคืน เราไปเกื้อกูลผู้อื่น ไปเป็นทานเป็นบริจาคอะไรไป สละความโลภน่ะ ถ้าสละความโลภ เราอย่าไป หวงแหน อย่าไปเอาเปรียบเอารัดน่ะ เราทำอย่างนั้นได้มันเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นจริงๆ กรรมเป็นอันทำ คุณคิดก็เป็นอันทำ คุณพูดก็เป็นอันทำ คุณกระทำลง ไปทางกายลงไปเต็มรูปเลย กายวาจาใจประกอบออกมาเต็มๆรูปเลย มันก็ยิ่ง เป็นความจริง เป็นกรรม กรรมเป็นอันทำ คุณคิดอยู่ในใจ คิดด่าคนแล้วคุณ ว่าคุณไม่ได้ด่า โกหกไม่ได้ โกหกไม่ได้ ถ้าคุณคิดด่าเขา คุณก็ได้คิดแล้ว คุณ ก็ได้ด่าเขาแล้วในใจ ยิ่งด่าออกมาทางปาก เป็นเสียง ก็เป็นการการกระทำ เป็นกรรม กรรมสั่งสมลงไปเลย ไม่ต้องรอนายสุวรรณ นายสุวานจด ไม่ต้อง รอ ดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่ว เป็นตัวของมันเอง คนเราทุกวันนี้ เข้าใจกรรมผิดไป ไปรับเอาผลของกรรมมา มาๆๆ มาเป็นข้อพิจารณาเช่น คนไปโกงเขา เมื่อไปทำการโกงแล้วก็ได้เงินมาใช้ เรียกว่าเขาทำชั่วแต่ได้ดี ว่างั้น นี่คือคนพิจารณาเพี้ยน ก็เมื่อไปโกงเขานี่ การกระทำ อยู่ที่การโกงน่ะ การกระทำมันอยู่ที่การโกง เมื่อไปโกงเขาแล้ว มันก็เป็นการทำชั่วแล้ว กรรมนั้นก็บันทึกลงไปแล้ว เป็นกรรมของตน เป็นกัมมัส สโกมหิ เป็นมรดกของตน เป็นกัมมทายาโท ตนจะต้องรับเป็นทายาทของกรรม อันตนทำไปแล้ว ตนโกงก็เป็นกรรมชั่ว เป็นอกุศลกรรม เป็นทันที ส่วนที่บอกว่า โกงแล้ว ได้เงินมาใช้นี่ ปล้นเขาจี้เขา แล้วได้เงินมาใช้ ไอ้การได้เงินมาใช้ นี่ ไม่ใช่บุญเลย การได้เงินมาใช้นั้นนะ มันเป็นเรื่องผลพลอยได้เฉยๆ ผล พลอยได้จากกรรมชั่ว ก็ๆก็ได้ ได้เงินมาใช้ จะบอกว่าเป็นของดี ถ้าเผื่อว่า การได้เงินมาใช้ ได้เงินมามากๆเป็นของดี แล้วก็สะสมเงินไว้มากๆเป็นของดี น่านิยม น่าสร้าง น่ากระทำ ถ้าเป็นอย่างนั้นแท้ พระพุทธเจ้าผิดก่อนเพื่อน พระ พุทธเจ้ามีเงินมีทอง มีทรัพย์ศฤงคาร กลับไม่สะสม นอกจากไม่สะสมแล้วก็สลัดคืน มอบให้แก่โลกเขาไปหมดด้วยซ้ำ กลายไปเป็นผู้ไม่มีเงินสักบาท นี่พระพุทธเจ้า เรานะ ศึกษาประวัติก็คงจะรู้กันทั้งนั้น กลับเป็นคนไม่มีเงินสักบาท จนกระทั่ง ตลอดพระชนม์ชีพ จนกระทั่งดับขันธ์ปรินิพพาน ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร เพราะฉะนั้น การไม่มีเงินทอง ต้องไปซื้อไปหานี่ มันไม่ใช่ความ เลวเลย มันเป็นความประเสริฐที่เป็นได้ยากเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นพระที่มา ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า ที่เป็นฆราวาสก็ตาม มาปฏิบัติ ธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นคนที่ไม่สะสม เป็นแต่คนขยัน สร้างสรร สุจริต กรรมน่ะ กอบก่อสร้างสรรแล้ว เมื่อมีเมื่อเกิดก็แจกจ่ายเจือจานเอื้อเฟื้อเกื้อกูล บริจาคหรือทาน หรือให้แก่กันและกัน ไม่สะสม กรรมวิธีของพระพุทธเจ้า สังคมของพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า มีอุบาสกอุบาสิกา ภิกษุภิกษุณีของพระพุทธ เจ้านี่ เมื่อเวลากระทำกรรมแล้ว เป็นสังคมพุทธบริษัท จะอยู่รวมกัน แล้วก็จะ อยู่พึ่งพาอาศัยกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องสะสม ถ้าการสะสมเป็นของดี พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องสะสมก่อนเพื่อน เพราะพระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ที่ทำกรรม ดีทำสิ่งที่ดี มีพฤติกรรมที่ดี ให้แก่ตนเอง เพราะฉะนั้น ตัวอย่างอันดีของพระพุทธเจ้า ตัวอย่างของพระ อริยสาวกต่างๆ ไม่ได้สะสมจริง สะสมด้วยการสะสม เป็นความชั่วด้วยซ้ำไป เป็นความไม่ดีด้วยซ้ำไป แต่เราไม่ได้ศึกษาธรรมะ ก็เลยไม่ได้เดินตามรอย พระพุทธเจ้า สังคมก็เลยเป็นสังคมที่ไม่เอื้อเฟื้อเจือจาน ต่างคนต่างกอบโกย ต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ต่างคนต่างสะสมมาให้แก่ตนแก่ตน ก็เลยเกิดการแย่งชิงกัน เกิดการทุจริตกัน เกิดใช้ความฉลาดเรียกว่าเฉกตาหรือเฉโก ใช้ความเฉลียว ฉลาดน่ะ เฉลียวฉลาดนี่ เฉกตาหรือเฉโกนี่ เอามาหาทางเอาเปรียบเอารัด เป็นความฉลาดนะ ทุกวันนี้นี่ สร้างความฉลาดแบบเฉกตากันนี่ทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งโลกไม่ใช่แต่บ้านเมืองไทย สร้างความเฉลียวฉลาด แบบจะได้เปรียบเขา เอาเปรียบเขา ได้มาก็มาหลงดีใจ นั่นน่ะมันเป็น แหม! มันน่าสมเพช อาตมาเกริ่นแล้วเมื่อกี้ว่า ไปได้เปรียบเขามา มันเป็นความชั่ว แล้วมาหลงดีใจ ที่เราได้ทำชั่ว มันน่าสมเพชจริงๆน่ะ เพราะฉะนั้นฟังธรรมวันนี้ แล้วนี่นะ ถ้าผู้ใดยังไม่เคยได้ฟังธรรมะของอาตมาแล้ว เอาไปไตร่ตรอง อาตมา กำลังพูดผิดอยู่หรือ หรืออาตมากำลังพูดถูก เอาไปไตร่ตรอง คุณจะฉลาดมาก ฉลาดน้อยอะไรก็เอาไปไตร่ตรองตามความฉลาดของคุณก็แล้วกัน อาตมาว่าไม่ได้พูด ยากเย็น ไม่ได้พูดลึกลับอะไรเลย พูดง่ายๆพูดธรรมดาๆสามัญนี่น่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าศึกษาดีๆแล้ว เราจะเห็นได้ว่า เราเดินทางผิดอยู่ ตลอดเวลาเลย ส่วนมากของมนุษย์ที่ไม่ได้ศึกษาสัจธรรม ไม่ศึกษาพระธรรมของ พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจึงก่อกรรม กายกรรมก็ดี ก็เป็นไปในรูปแบบของการ เอาเปรียบเอารัด กอบโกยมีความโลภเป็นที่ตั้ง ดีไม่ดีก็มีความอาฆาตมาดร้าย ความโกรธแค้น แก้แค้นอะไรต่ออะไรกันต่างๆนานาอยู่ตลอดเวลา อย่างหยาบ บ้าง อย่างละเอียดบ้าง ก็ตามแต่เถอะน่ะ เป็นการสร้าง บาป สร้างเวรให้ แก่ตนของตนไปตลอดเวลาน่ะ เพราะฉะนั้นอาตมาขอเตือนนะ ผู้ใดยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตายนี่ ขอให้ ระวังกรรม 3 ระวังกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ระวังจริงๆ สังวรระวัง กายของเรานี่ จะเป็นการเสียสละ จะเป็นการโอบอ้อมอารี เมตตาเกื้อกูล ช่วยเหลือผู้อื่นหรือเปล่า กายกรรมของเรา จะเป็นความขยันหมั่นเพียร เป็น ความอุตสาหะ วิริยะ การกระทำในกรรมที่ดี การงานที่เป็นกุศล การงานที่เป็นสิ่ง ที่ควรกระทำ หรือว่าการงานที่เป็นมิจฉาชีพ มิจฉากัมมันโต มิจฉากัมมันตะ มัน เป็นอย่างไร ให้พิจารณาจริงๆ พูดก็ตามพูด ก็พูดเป็นยังไง เราพูดนี่ มัน สร้างสรรดี หรือว่าพูดแล้ว ก็กลายเป็นภัยเป็นพิษ กลายเป็นบาปเป็นเวร กลายเป็นความชั่วทุจริต หรือว่าเป็นอกุศลอะไร ต้องพิจารณาจริงๆ พระพุทธ เจ้าท่าน มิจฉาวาจาก็มีตั้ง 4 อย่าง มิจฉาทางความคิด เราดำริ ดำริไปใน กาม ในความใคร่ ความอยากได้มาให้แก่ตน มาบำเรอตน หรือว่าดำริไปในทางพยาบาท อาฆาตเคียดแค้น ดำริไปในทางเบียดเบียนตน เบียดเบียนท่าน นี่เป็นมิจฉา 3 ทางความคิด ทางการคิด นี่เป็นมรรคองค์ 8 พระพุทธเจ้าสอน เอาไว้เรียบร้อยหมด แต่ว่าเราไม่ได้เดินทางตามพระพุทธเจ้าสอนเลย เดี๋ยวนี้ ปฏิบัติธรรม ก็ไปปฏิบัติธรรม หลับหูหลับตา นั่งเพ่งภาวนา สะกดจิตกันไป ตามแบบฤาษีสมัยโบราณ แบบอุทกดาบสบ้าง แบบอาฬารดาบสบ้าง แบบปริพาชก แบบฤาษีต่างๆที่เขานั่งหลับหูหลับตากัน มีมากน่ะมีมากมาย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน พระพุทธเจาท่านสอนมรรคองค์ 8 เป็นทางอันประเสริฐน่ะ ให้มาเข้าใจเป็น สัมมาทิฏฐิ แล้วก็ไปมีสติสัมมาวายามะ ไปพยายามมีสติสังวรตน กำกับกรรม 3 มีสัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ ให้ประจำชีวิต เรียกว่าสัมมา อาชีวะ ให้ทำจริงๆแล้วจะสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อสั่งสมลงเป็นสัมมา สมาธิ โดยการลดมิจฉาหรือลดสิ่งที่เป็นอกุศล เป็นสิ่งที่เป็นบาป เป็นสิ่งที่เป็น ความชั่ว เป็นสิ่งที่เป็นทุจริตได้เสมอๆ คุณจะเห็นเลยว่า เมื่อคุณปฏิบัติลดสิ่งที่ เป็นบาป เป็นชั่ว เป็นอกุศลทุจริตเหล่านี้แล้ว คุณจะเห็นว่ามันดีอย่างไร นี่เรียก ว่าสัมมาญาณ ยิ่งคุณรู้จิตรู้กิเลส กิเลสความโลภ อาการมันเป็นยังไง เราลด กิเลสความโลภได้ กิเลสความโกรธ ความอาฆาตมาดร้าย มันเป็นอาการยังไง มันอยู่ใจของเรานี่ เราโกรธ เรารู้อาการมันให้ได้ แล้วเราลด ลด ด้วยการกดข่ม เรียกว่าสมถะก็ได้ หรือจะลดด้วยการพิจารณา เรียกว่าวิปัสสนา ลดมันจริงๆ ลดลงไปได้จริงๆนั่นแหละ คุณจะเห็นว่าเมื่อลดแล้ว คุณจะสบายใจ ไหม การเห็นอารมณ์ ที่มันว่างหรือลดจากกิเลสนั้น อารมณ์ที่ลดจากกิเลสเป็น อย่างไร คุณจะเห็นเป็นปัจจัตตัง เห็นของของตนเอง มันสุข มันเบา มันว่าง มัน ง่าย หรือว่ามันร้อนเร่า ถ้าเรามีอารมณ์โลภ อารมณ์โกรธ มันร้อนเร่านะ คุณ จะเห็นเอง คุณจะเข้าใจ คุณจะรู้ด้วยตน เรียกว่าปัจจัตตัง รู้จริงๆนั่นแหละ เรียกว่าสัมมาญาณะ เกิดญาณรู้ รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า รู้ความจริง ของกิเลสในจิต อารมณ์ของจิต เราเรียกว่ารู้ปรมัตถ์น่ะ นี่เราจะรู้จริงๆเลย แล้วเราจะเห็น จนกระทั่งคุณจะเชื่อมั่นว่า อ้อ.การลดกิเลสนี่ มันเป็นประโยชน์ คุณค่า เป็นความประเสริฐของมนุษย์ คุณเชื่อมั่น คุณปฏิบัติไป คุณก็จะกระทำสูง ขึ้น มากขึ้น ได้ดีขึ้น ก็เป็นผู้ประเสริฐขึ้น เป็นอริยะ อริยะแปลว่าผู้ประเสริฐ ประเสริฐขึ้นจริงๆ แล้วคุณก็จะกระทำได้ จนกระทั่งถึงขั้นวิมุติ ถึงขั้นดับความ โกรธ ดับความโลภ ในเหตุในปัจจัยใดๆก็แล้วแต่น่ะ ในเงินในทอง ในลาภในยศน่ะ สรรเสริญหรือนินทา หรือว่าจะในโลกียสุขต่างๆ คุณไปมีความสุขแบบไม่ เข้าท่า มีความสุขในอบายมุข คุณก็มาเลิกดู มาเลิกดู จริงๆเลย ลดละจริงๆ คุณทำของคุณ เป็นของคุณ ทำของคุณ ได้ของคุณ คุณไม่เอาเปรียบเขา ก็เป็น บุญของคุณ คุณไปเอาเปรียบเขา ก็เป็นบาปของคุณน่ะ เป็นบาปเป็นบุญ เป็นกัมมานัง พลัง วิปาโก ท่านว่ายังงั้นน่ะ เป็นผลกรรมเป็นผลวิบากของ กรรมของตนเอง เพราะฉะนั้นผู้ใดที่จะปฏิบัติธรรม มีชีวิตอยู่นี่ อะไรๆไม่สำคัญเท่า กรรม เงินทองไม่สำคัญ ยศศักดิ์ไม่สำคัญ สรรเสริญนินทาไม่สำคัญหรอก ถ้าจะ พูดถึงเรื่องนินทาแล้วนะ ถ้าคุณรู้จักอาตมา พระโพธิรักษ์... เขาด่าขึ้นหน้า หนังสือพิมพ์เลย เดรัจฉานโน่นแน่ะ เขาด่าขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์เลย เดรัจฉานโน่น แน่ะเขาด่า เคยเห็นมั่งไหม เดรัจฉานโพธิรักษ์ พิมพ์ตัวแดงแจ๋เลยนะ หนังสือ พระยาครุฑเขาพิมพ์น่ะ ถ้าลงนินทาแล้ว ไม่มีใครได้รับหนักเท่าอาตมาหรอกน่ะ ด่ากันน่าดูเลย แต่อาตมาก็เข้าใจเขานะ เขาด่าเพราะความเห็นของเขา เขา เองเขาไม่เชื่ออาตมา เขาไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาพาเป็น เขาเชื่ออย่างของ เขา มันคนละทิศกัน มันสวนทางกันน่ะ มันคนละกระแส กระแสคนหนึ่งเขาจะ ไปทางลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขของเขา กระแสของอาตมามันไปทางลด ลด ลาภยศ ไปในทางไม่ติดใจในสรรเสริญโลกียสุขอะไร มันทวนกระแสกัน มันก็ เป็นเรื่องธรรมดา มันก็ต้องเห็นต่างกันเป็นธรรมดา ธรรมดาอ่านว่าธรรมดา มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก อาตมาไม่ได้โกรธเคืองเขา แล้วก็ไม่ได้เสียอกเสียใจ อะไร เพราะว่าเราเองเราก็ถือว่า เราไม่เก่ง ที่เราทำให้เขาเข้าใจไม่ได้ ก็เป็นความไม่เก่งของเรา เราก็มาปฏิบัติที่เรา มาปรับตัวที่เรา เราจะไป โทษเขาไม่ได้หรอก เพราะว่าเขาเอง เขาก็ต้องมีความคิด ความเห็นของเขา อย่างของเขา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของชีวิตแล้วละก็ ถ้าผู้ใดเข้าใจว่า ชีวิตคือ อะไร อาตมาขอบอกได้เลยว่า ชีวิตคือกรรม 3 ชีวิตมนุษย์นี่คือกรรม 3 ถ้าคุณ หมดกรรม 3 คุณก็หมดชีวิต คุณก่อเกียรตินี่หมดแล้ว กายกรรมก็ไม่มีแล้ว วจีกรรมก็ไม่มี นี่ไปอ้าปาก ไปจับปากอ้าดูซิ ไม่มีเสียง ไม่มี จิตวิญญาณก็ไม่มี คิดนึกอะไรแล้ว หมดกรรม 3 แล้วนี่ หมดชีวิต เพราะฉะนั้นผู้มีชีวิต คือผู้มี กรรม 3 เข้าใจให้ดีชีวิตคืออะไร ชีวิต คือ กรรม 3 กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ผู้หมดกรรม 3 คือผู้หมดชีวิต เพราะฉะนั้นผู้จะมีชีวิตที่ดี คืออะไร ผู้มีชีวิตที่ดี คือ ผู้ทำให้กายกรรม ของเราดี กายกรรมของเราเป็นกุศล กายกรรมของเราเป็นสุจริต วจีกรรม ของเราเช่นเดียวกัน มโนกรรมของเราเช่นเดียวกัน ให้เป็นกุศล ให้เป็นสุจริต นั่นคือชีวิตที่ดี ฟังง่ายนะ แล้วใครคงไม่เถียงอาตมาแน่ หรือใครเถียง ยกมือ ขึ้นซิ มีไหม อาตมาพูดผิด เถียงเลย ไม่ผิด แต่เราไม่เคยศึกษาสัจธรรม แล้วไปคิดอะไรเฟ้อๆ ชีวิตคือละคร ชีวิตคืออะไรต่ออะไร อู๊ว์! ปราชญ์ นักปราชญ์ นักอะไรต่ออะไร ตั้งกันมากมาย ชีวิตคือนั่นคือนี่ คือโอ๊ย! สารพัด สาระเพ เขาตั้งสุภาษิตหรือทุภาษิตก็ตามตั้งขึ้นมาเยอะแยะ แต่เสร็จแล้วก็ปฏิบัติ ยาก ปฏิบัติไม่ได้ ชีวิตคือละคร เอ้า!ก็เล่นละครเท่านั้นเอง จะไปได้เรื่อง อะไรล่ะ น่ะ มันก็ไม่เข้าท่า ชีวิตนี่น่ะ เป็นเรื่องจริง คุณจะเจ็บจะปวดก็จริง คุณจะเลิกเจ็บได้ เลิกปวดได้ ก็จริง จริงน่ะ ไม่ต้องมีทุกข์ ไม่ต้องมีโศก ไม่ต้องมีโศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ อะไรที่เป็นปกิณกทุกข์ไม่ต้องมีได้น่ะ ไม่ต้องมีได้จริงๆ หรือแม้แต่ที่สุดชีวิตไม่ต้องมีกิเลส ไม่ต้องมีสันตาปทุกข์ ต้องมี ราคะเป็นกองไฟ ต้องมีโทสะเป็นกองไฟ ต้องมีโมหะเป็นกองไฟอยู่ในใจเรา ไม่มีได้ ถ้าเผื่อว่าไม่จริงนะ หลักการของพระพุทธเจ้ามาสอนเรานี่ ไม่จริง พระพุทธเจ้าก็โกหกเรา พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่า เมื่อปฏิบัติตนไม่ให้มีไฟราคะ ไม่มีไฟโทสะ ไม่มีไฟโมหะ ดับได้หมดเลย สันตาปทุกข์นี้ดับได้สิ้นซาก เป็น พระอรหันต์เจ้า ถ้าปฏิบัติไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็มาหลอกเรา ตั้งแต่ 2,500 กว่า แล้วน่ะซิ อาตมาว่าน่ามาลองนะ เอาชีวิตของเรานี้ไปลอง ลองไปแย่งลาภ ลองไปแย่งยศ สร้างบาป สร้างเวรให้แก่ตัวเองนี่ ก่อกรรม เป็นกัมมทายาโท เป็นมรดกของกรรมนี่ เราใช้ชีวิตอย่างนั้นมากันคนละมากๆ ตั้งแต่เกิดมาแทบ ทั้งนั้น อาตมาก็เคยหลงมาก่อน เกิดมาก็หลงอย่างโลกๆเขาพาไป แย่งลาภแย่ง ยศแย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน