340131 ตอบแหลก แจกทรัพย์แท้ ตอนที่ 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340131 ตอบแหลก แจกทรัพย์แท้ ตอนที่ 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก
หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก
ตอบแหลก แจกทรัพย์แท้ ตอนที่ 2 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2534 เนื่องในงานปลุกเสกสมณะแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก
คนกินเจหรือมังสวิรัติมานาน กลับไปกินเนื้อสัตว์อย่างเก่า : คำถาม : ดิฉันมีญาติห่างๆ คนหนึ่ง เป็นแม่ของเพื่อนของพ่อ (คนจีน) … พ่อครูว่า… เป็นแม่ของเพื่อนของพ่อ แหม! มันหลายชั้นอยู่นะ เป็นแม่ของเพื่อนของพ่อ เป็นแม่ของเพื่อน แหม! มันชักคลำยากเหมือนกันนะ (ผู้ฟังหัวเราะกัน) เอาเถอะ อาตมาว่าไม่ต้องไปติดตามถึงปานนั้นก็ได้นะ เอาแต่แค่ว่า คนหนึ่งเป็นคนจีน บอกว่าเป็นแม่ของเพื่อนของพ่อ ก็ไม่รู้
_ เขากินเจมาเป็นเวลาหลายปี แต่มาเมื่อปีสองปีนี้ สติเขาเริ่มเลอะเลือนและหันกลับไปกินเนื้อสัตว์ เป็นที่แปลกใจของลูกหลานเขามาก อยากทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ มีเหตุปัจจัยอะไรบ้างคะ (เท่าที่พ่อท่านสามารถประมวลได้ และพวกเราชาวอโศกมีโอกาสจะเป็นไปได้ไหม) พ่อครูว่า… ตอบปัญหาท้ายก่อน พวกเราชาวอโศก จะเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ ตราบใดที่กินมังสวิรัติโดยไม่มีปัญญาและไม่เกิดญาณทัสสนะ คือปฏิบัติไปแล้วเราต้องปฏิบัติธรรม เราไม่กินเนื้อสัตว์นี่ ไม่ใช่ว่าไม่กินเนื้อสัตว์เพราะแค่เหตุผล บางรายเขามีเหตุผลแค่ว่า เขากินเพื่อสุขภาพ บางรายก็เป็นเหตุผลทางด้านศาสนา เหตุผลแค่มันบาป จะเป็นเรื่องของสุขภาพ จะเป็นเรื่องของนึกว่าบาปก็ตาม สองความหมายนี้จะทำให้คนบรรลุการไม่กินเนื้อสัตว์อย่างสมบูรณ์ไม่ได้ จะสมบูรณ์ได้ก็ด้วยการเกิดญาณเห็นจริงเห็นจังเลย และโดยเฉพาะติดทางกาม รูป รส กลิ่น สัมผัสของมัน เนื้อสัตว์นี่ โดยเฉพาะเรื่องนี้
อ่านต่อ
นี่สำคัญ ถ้าเผื่อว่า เราไม่ติดในรส ในรูป ในกลิ่น ในสัมผัสอะไรของเนื้อสัตว์แล้วนะ และเราก็มีเหตุผลเกิดญาณจริงๆ ว่าเนื้อสัตว์มันไม่ได้มีคุณค่าอาหาร หรือว่าคุณภาพอะไรต่ออะไรที่เลอเลิศไปกว่าพืชผักเลย จะเกิดญาณปัญญาอย่างที่เราพยายามแนะนำกันเสมอว่า ผักเป็นสมุนไพร มีธาตุอาหารอะไรครบครัน แล้วก็มีอะไรหลายๆ อย่าง แม้แต่จะเอาแง่เชิงของศาสนาว่าเป็นบาปเป็นบุญ เป็นการทรมานสัตว์ เป็นการเอาเปรียบสัตว์ เป็นการทำลายสัตว์ อะไรก็ตามแต่ในด้านนั้นก็ตาม และก็แม้แต่เหตุผลในด้านของสุขภาพร่างกาย เข้ามาเสริมอีกด้วย ญาณด้วยปัญญาทั้งหมดทั้งมวล ถ้าสมบูรณ์บริบูรณ์จริงแล้ว มันจึงจะไม่กินเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะที่มันเบื่อหน่ายคลายนั่น มันคือเรื่องของกิเลสกาม กิเลสราคะ ที่มันติดอยู่ทุกวันนี้ เถียงกันทั้งนั้นๆ มันเรื่องราคะ เรื่องของกาม เรื่องของกิเลสที่มันติดเนื้อสัตว์ เพราะว่ามันกินกันมานาน และรสมันก็จัดกว่าจริงๆ รสมัน กลิ่นมัน สีมัน อะไรก็แล้วแต่เถอะ ที่เขาทำ มันเป็นอย่างนั้น ไปๆ ก็คลุกเข้าไปเรื่อยๆ คลุกเล่นไปเรื่อย
สัจจะ 2 : สมมติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ คำถาม (1) สมมุติสัจจะต่างจากปรมัตถสัจจะอย่างไร สมมุติสัจจะมีความสำคัญต่อการบรรลุปรมัตถสัจจะหรือไม่ พ่อครูว่า… แหม ! อันนี้ดี ปัญหานี้ดีจริงๆ อันนี้นี่อาตมาพยายามอธิบายให้พวกเราฟังนะ สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ นี่ พยายามขยายความให้เห็นความสำคัญของสองด้าน จำได้ว่าไม่นาน เมื่อวานนี้ หรือเมื่อเช้านี้ไม่ทราบ อาตมาได้อธิบายไว้ว่า พระอรหันต์นี่ท่านอยู่กับสมมุติสัจจะ ส่วนปรมัตถสัจจะท่านเลิกเลย เพราะว่าท่านจบแล้วก็เลิกกันไป จบกิจนี่ แต่ทีนี้อาตมาก็เคยพูดนะ แต่ไม่ใช่เมื่อวานนี้หรอก หลายวันแล้ว หลายนานมาแล้ว หลายครั้งหลายคราว ว่าพวกที่ศึกษาธรรมะโดยไม่ศึกษาสมมุติสัจจะและไม่เอาใจใส่สมมุติสัจจะ บอกว่าจะตัองเอาแต่ปรมัตถ์ ปรมัตถ์สัจจะ คนนี้ไม่มีสิทธิ์จะได้เป็นพระอรหันต์เลย ขอยืนยัน เพราะปรมัตถ์สัจจะนั้นมันจะเกิดกิเลส เกิดอะไรขึ้นมา จริงๆ แล้ว เพราะมันมีสมมุติสัจจะเป็นตัวเหตุ ตัวองค์ประกอบ ตัวมีปัจจัยสำคัญทุกทีไป เราจะต้องศึกษาสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ และสมมุติสัจจะนี่แหละเป็นเครื่องอาศัยด้วย ปรมัตถสัจจะเป็นตัวการนะ หลงสุขบ้าง เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์สำคัญ ตัวการ เป็นตัวที่จะฆ่ามัน สำคัญตรงที่ว่าเราจะต้องรู้มัน จับตัวมันให้ได้ แล้วก็ฆ่ามันด้วยให้ถูกวิธี แต่มันจะเกิดหรือเรามีชีวิตที่อาศัย แม้พระอรหันต์แล้วก็อาศัยสมมุติสัจจะอยู่เท่านั้น เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่เป็นปุถุชนไปจนกระทั่งยันเป็นพระอรหันต์ ยังไม่ปรินิพพานไป สมมุติสัจจะสำคัญมากต่อชีวิต ดีหรือชั่วนี่ก็ตาม สมมุติสัจจะสำคัญมากกับชีวิต เราต้องรู้ชัดดีๆ ในชั่ว ในกุศล นั้นซับซ้อนมากมายก่ายกอง ไม่เช่นนั้น เราจะทำกุศลไม่ถูก ทำอกุศลไม่ถูก ไม่ถูก แม้แต่จะเป็นสภาพของจิตวิญญาณที่มีกิเลสลงไปในนั้นด้วยก็ตาม กุศลนี่หมายได้ทั้งโลกียะสมมุติสัจจะ กุศลหมายได้ทั้งโลกุตระ หรือปรมัตถ์สัจจะ กุศลก็คือสิ่งที่ฉลาด กุศลแปลว่าความฉลาด สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดีงาม ดีงามทางโลกโลกียะก็ด้วย และต้องถูกต้อง อย่างที่อาตมาเคยบอกว่าความดีทางโลกนี่นะ ถ้าจะมองกันไปโดยแง่ตื้นๆ ใครก็รู้ การได้เงินมากๆ มีเงินมากๆ เป็นความประเสริฐ เป็นความเก่ง เป็นความดีของคน โดยสุจริตนะว่างั้นนะ แต่ความจริงแล้ว การจะมีเงินมากๆ โดยสุจริตก็ตาม ยังไม่เก่งเท่าสละออก เห็นมั้ย ในแนวซ้อนแล้ว เห็นมั้ย เพราะฉะนั้น กุศลที่ชัดเจน กุศลสละออกต่างหากดีกว่า กอบโกยมาสะสมไว้มากๆ มากๆ ว่าดีนี่ สามัญใครก็บอก โอ๊! คนนี้มีบุญ คนนี้เจริญ คนนี้ประเสริฐ มีเงินมากๆ เขาจะมีมากนั้นซับซ้อนอีก เพราะบุญของเขา เขายิ่งให้ไปยิ่งเป็นบุญของเขา ยิ่งให้ไป ยิ่งเป็นมรดกของเขา เกิดมาชาติหน้า มันมีมากเองเลยนะ ทำอะไรนิดก็ได้มาก ทำอะไรหน่อยก็ได้มาก จับอะไรนิดอะไรหน่อย มามากเลย เพราะมันเป็นของเขา มันเป็นกัมมัสสโกมหิ มันเป็นกรรมทายาท มันเป็นมรดกของเค้า ดีไม่ดีเหมือนได้อย่างฟลุ๊คๆ สิ่งเหล่านี้เป็นวิบาก เป็นอจินไตยที่เราคำนวณไม่ได้ แต่เป็นจริงนะ (ดู กรรม 5 ในภาคผนวก ) เพราะฉะนั้น อย่าไปนึกว่าเราได้แล้ว ก็เอามากอบไว้ หอบเอาไว้ หวงเอาไว้ เป็นวัตถุรูปว่ามีมากๆ และก็ไม่แจกจ่าย ไม่เอื้อเฟื้อออกไป นั่นแหละยิ่งตาย ตามหลักเศรษฐศาสตร์โลกๆ ด้วยซ้ำ เพราะสะพัดออกไป สะพัดโดยวิธียิ่งให้นั่นคือบุญ นั่นคือการค้า เราให้ฟรี ทานนี่คือการค้าทางโลกุตระ ถ้าเราให้เค้าไปแล้ว เค้าแลกกลับมานี่การค้าของโลกียะ มันหมดค่า หรือดีไม่ดีไปหลอกเอากลับคืนมา แลกกลับมาได้มากกว่าเก่า แล้วเราหลงว่ามันได้กำไร นั่นคือขาดทุน อย่างที่เราอธิบายกันแล้ว ฟังดีๆนะ เห็นมั้ย ซับซ้อนแล้ว การค้าของโลกุตระยิ่งเอาเงินให้เค้าไป นั่นแหละคือยิ่งมีไว้ สะสมไว้เป็นบุญ เป็นมรดก เป็นกรรมทายาท อาตมาเคยบอก แม้แต่พินัยกรรม ก็ไม่ใช่เรื่องทำทาน แต่คือความจนทางของคนขี้หวง อั๊วยังไม่ตาย ลื้ออย่าได้เอาเลย ต่างหาก (พ่อท่านหัวเราะ) พินัยกรรมนะ อั๊วยังไม่ตาย ลื้ออย่าหวังได้เลย ต่างหาก มันเป็นความจนทาง พินัยกรรมไม่เป็นบุญ ไม่ต้องเขียนเอาไว้ เขาก็ต้องเอา คุณจะตื่นมาพูดกับเค้าไม่ได้ ถ้าคุณเองคุณมีเวรมีภัยไม่ทำพินัยกรรม มันก็ทะเลาะกัน ถ้าคุณไม่มีเวรไม่มีบาปมาก คุณไม่ทำพินัยกรรม มันก็แบ่งกันไปตามสัดส่วน ยิ่งเป็นคนดี ลูกเต้าเหล่าหลานหรือผู้ที่จะมีสิทธิ์ได้รับสมบัติ มันก็ยิ่งไม่มีปัญหา ถ้าคุณเป็นเวรเป็นภัยของคุณ คุณไม่ดีหน่อย (พ่อท่านหัวเราะ) เสร็จแล้วมันก็ขายหน้า ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ มันทะเลาะกัน มันฟ้องกัน มันฆ่าแกงกัน นั่นมันวิบากของคุณเอง มันก็ประจานหน้าไอ้ตัวพ่อแม่ มีลูกมีเต้า มีเหล่ามีหลานมีเหลนมีอะไรไม่เข้าท่า เน่า นั่นเป็นเรื่องของคุณ เพราะฉะนั้น เรื่องพินัยกรรมนี่ พูดมาแล้ว พูดมาอีก บอกพินัยกรรมไม่ใช่ทาน ขอยืนยัน โดยเฉพาะพินัยกรรมที่จะได้ก็ต่อเมื่อฉันตาย พินัยกรรมมันมีความหมายเยอะแยะเหมือนกัน ว่าพินัยกรรมบางทีไม่ได้ให้ตอนตายหรอก ให้ตอนเป็น เป็นสัญญากำหนดอันหนึ่งเท่านั้นเอง แต่พินัยกรรมที่หมายนี่ หมายถึงว่าจะได้ก็ต่อเมื่อ หรือจะเป็นไปตามพินัยกรรมที่สั่ง ก็ต่อเมื่อฉันตายแล้ว ไอ้นี่มันคนจำนนทาง มันขี้หวง ว่าอั๊วไม่ตายแล้ว ลื้ออย่าหวังว่าจะได้อะไรจากฉัน ไม่ได้ทานนะ แต่เป็นวิธีการฉ้อฉลอันหนึ่งของคนที่คิดได้ (พ่อท่านหัวเราะ) สรุป ที่ถามว่า สมมุติสัจจะต่างจากปรมัตถ์สัจจะอย่างไร ก็ต่างมาก เพราะปรมัตถ์สัจจะนั้นคือสภาพของจิต เจตสิก รูป นิพพาน สภาพของบทบาท พฤติกรรมที่เราจะต้องรู้จิต รู้วิญญาณ รู้อารมณ์ของปรมัตถ์ รู้อารมณ์ของทุกข์ของสุข รู้อารมณ์ของกิเลส ของการลดกิเลส จิตละกิเลสแล้ว หรือหมดกิเลสแล้ว ต่างๆ นานา พวกนี้ นี่เป็นเรื่องของปรมัตถ์ ส่วนสมมุติสัจจะนั้น โอ! อะไรต่างๆ นอกกว่านั้น คือสมมุติทั้งนั้น ตัวตน บุคคล เรา เขา สมมุติวินัย การเป็นอยู่ จารีตประเพณี ดิน น้ำ ไฟ ลม แท่งก้อนอะไรต่างๆ นานา สมมุติสัจจะทั้งนั้น ซึ่งเราต้องอาศัยมันมากกว่าปรมัตถ์ในชีวิตนะ เพราะฉะนั้น จะว่าไม่สำคัญไม่ได้ ที่ถามว่า สมมุติสัจจะมีความสำคัญต่อการบรรลุปรมัตถ์หรือไม่ คิดว่าตอบแล้วนะ
_ บางคนปฏิบัติธรรมแล้ว ชอบทิ้งสมมุติสัจจะ มักอ้างความจริงใจ บริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง พ่อครูว่า… นี่คิดว่าตอบแล้วเมื่อกี้ _ การอยู่กับคนในสังคมจะต้องเอาสัจจะแง่ไหนเป็นบรรทัดฐาน หรือต่างคนต่างยึดปรมัตถ์สัจจะของตนเองอยู่ร่วมกันก็พอแล้ว พ่อครูว่า… นี่แหละความหลงผิด ตรงนี้แหละสำคัญ ถ้าเข้าใจว่าปรมัตถ์สัจจะนี่แหละเป็นตัวปฏิบัติธรรม สมมุติสัจจะอย่าไปยุ่งเขา นี่เป็นแนวคิดอันหนึ่งของพวกนักปฏิบัติธรรมกลุ่มใดๆ ก็แล้วแต่มีอย่างนี้ เสร็จแล้วเขาบอกปรมัตถ์สัจจะคือมาอ่านจิต นั่งดูจิต อ่านจิต สายนั่งหลับหูหลับตาพวกนี้จะเป็นอย่างนี้ พอเรื่องอื่น ไม่เอา ไม่เอาๆ แบบนี้ขอยืนยันว่าพวกนี้ไม่มีอรหันต์ ไม่มีอรหันต์ อย่างที่เขาถนัดก็คือ เขาจะสะกดจิต สะกดจิตแล้วก็อ่านจิต ทำจิตให้ว่างด้วยวิธีทำอย่างไรก็แล้วแต่เถอะ แต่ลักษณะสะกดจิตนั้นมากที่สุด เสร็จแล้วเขาก็ไปหลงตัวสะกดจิตได้ การสะกดจิตนี่สะกดจิตได้เป็นชาติๆ ด้วยนะ มันไม่ใช่ว่ามันจะไม่ได้สำคัญ ได้สำคัญนะ สะกดจนเป็นชาติๆ ให้มันว่างให้มันอะไรไปนี่ โถ! ชีวิตหนึ่งมันไม่นานไม่ช้าอะไรหรอก เดี๋ยวมันก็ตาย แล้วมันก็หลงว่าเป็นจิตว่าง ที่จริงยังไม่รู้เลยว่ากิเลสมีหรือไม่มี กระทบสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วกิเลสจะโผล่หรือไม่โผล่ ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รับ ไม่รู้ ไม่อะไรทั้งนั้นเลย แล้วก็ไม่รู้แม้แต่ที่สุดอยู่กับตัว การสัมผัสแตะต้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับจิตเป็นอย่างไร สมมุติก็คือข้างนอก ไม่เอา ให้แต่มาอ่านจิตข้างใน จะอ่านจิตข้างในแล้วลัดตัดลงไป ทำจิตให้ว่าง ทำจิตให้สงบ สงบๆๆๆๆๆๆ อย่างประเภทที่เรียกว่าไม่มีรายละเอียด ธรรมะของพระพุทธเจ้าละเอียดลออมาก ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงได้มีทฤษฏีมรรคองค์แปด ค้านแย้งกับทฤษฎีที่มานั่งหลับตาสะกดจิต หนีไปป่าเขาถ้ำ ไปหลบลู้คู้อะไรต่ออะไร ไม่มีผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยนะ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ถึงจะกระทุ้งกระแทกกระเทือนอะไรออกมา ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่รู้เรื่องหรอก แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม มีคุณค่าทั้งด้านสังคมและตัวเอง ถึงเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ถ้าอย่างที่เอาแต่ปรมัตถ์ และก็หลงแต่หลบลี้ไปนี่นะ จะมีแต่ประโยชน์ตน ประโยชน์ตนโดยความหมายของเขา แต่ว่าเขาจะละและหลุดพ้น เขาจะเอาที่ตัวจิตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นประโยชน์ท่านไม่มีเลย นอกจากประโยชน์ท่านไม่มี ยังเป็นภาระแก่สังคมด้วย
กามเป็นหนี้ พยาบาทเป็นโรค : คำถาม (2) ผมอยากถามว่า กามเป็นหนี้ เป็นอย่างไร กามเป็นหนี้อย่างไรครับ ได้ยินแต่สมณะพูดว่า “กามเป็นหนี้ พยาบาทเป็นโรค” จริงไหมครับ พ่อครูว่า… กามเป็นหนี้ พยาบาทเป็นโรค เออ! ใครหนอ สอนนี่ (คนฟังหัวเราะกัน) หือ สมณะว่า… พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบ พ่อครูว่า… อ๋อ! พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหรอ กามเป็นหนี้ พยาบาทเป็นโรค เหรอ อ๋อ ! สมณะว่า… ถีนมิทธะเป็นเครื่องจองจำ พ่อครูว่า… อ๋อ! ถีนมิทธะเป็นเครื่องจองจำเหรอ? กามเป็นหนี้ ก็คือเป็นสิ่งที่ผูกพัน เป็นสิ่งที่ติดยึด เป็นสิ่งที่นัวนัง จะต้องมีการใช้คืน จะต้องมีการไม่แล้ว เรื่องกามเป็นหนี้ นี่คือความเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักแล้วง่ายเลย นัวนังติดต่อต่อเนื่อง ก็ใครมีความรัก รู้แสนรู้ดีนะ มันเป็นหนี้นะ อาตมาเคยบอกว่า คนเรานี่นะ เกิดมาเป็นคู่รักกันนี่คือมาใช้หนี้กัน มันไม่จบง่ายๆ หรอก เสร็จแล้วก็ฆ่ากันด้วยเกสรดอกไม้ ฆ่ากันด้วยหยาดน้ำผึ้ง เห็นมั้ยล่ะ กามเทพ ยิงด้วยลูกศรของกามเทพ นี่อาบน้ำผึ้งเลยนะ เกสรดอกไม้เต็มเลยนะ ศรกามเทพนี่แผลงถูกใครนี่ (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะกัน) มันหลอกว่ามันหวาน มันหอม มันอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา นั้นแหละคือหนี้นัวนัง ผูกรัด อื้อฮือ! เจ้าประคุณเอ๋ย! เจ็บแสบ หลุดพ้นไม่ได้ อิสระเสรีไม่ได้ ทาสเป็นทาสจริงๆ เลย นั่นเรียกว่าลักษณะกามเป็นหนี้ ส่วน พยาบาทเป็นโรค นั้น มันทุกข์ ความพยาบาทนี่เป็นทุกข์ ใครรู้สึกความพยาบาทของตัวเอง ถ้ายังไม่ได้แก้แค้น หรือแม้แก้แค้นแล้ว แต่ยังไม่สมใจซะทีนี่ ใครว่ามันเป็นสุขบ้าง มีไหม? พยาบาทเป็นทุกข์เป็นร้อน นั่นแหละเป็นโรคร้าย คนเป็นโรคนี่ทุกข์ ฉันใด ก็ฉันนั้น พยาบาทมันเป็นโรคอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้น อาการของมัน เรียนรู้แล้วเลิก ล้าง อย่าให้มันมีอาการอย่างนั้น พยาบาทเป็นลักษณะอย่างไร เวลาเราโกรธ อาการโกรธเป็นอย่างไร ลดอาการนั้นลงไปให้มันเบาบางจาง ให้มันว่างๆ ให้มันไม่เกิดอาการอย่างนั้น นั่นแหละต้องเรียนรู้อาการพวกนี้ รู้อาการ ลิงคะ นิมิต เรียกว่ารู้นามรูป รู้อาการมันให้ได้ แล้วลดอาการมันด้วยวิธีที่ พูดแล้วก็สั้นๆ สรุปลงตีหัวเข้าบ้าน สมถภาวนา กับวิปัสสนาภาวนา เอาจริงๆ ปฏิบัติจริงๆ นี่เป็นเนื้อหาของสารัตถะ
ปฏิบัติธรรม จำเป็นต้องกินอาหารธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่ง หรือไม่? : คำถาม (3) เราจำเป็นต้องกินอาหารธรรมชาติ (ข้าว ถั่ว งา ผักต้ม ผัดสด) หรือไม่? เพราะในพระไตรปิฎกไม่มี ไม่เหมือนเรื่องผู้หญิง ที่ท่านตรัสบอกพระอานนท์ พ่อครูว่า… ส่วนเรื่องผู้หญิงเชื่อ เรื่องกินข้าวถั่ว งา ผักต้ม ผักสดนี่ ไม่มีในพระไตรปิฎก ก็จริงนะ (คนฟังหัวเราะ) จริง จริงๆ ด้วย เรื่องของการปรุงแต่งอาหารรสชาติเอร็ดอร่อยอะไรต่างๆ นานา พวกนี้นะ สมัยตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี คุณเชื่อไหมว่า อาหารนี่นะ มันจะมีน้อยอย่างกว่าสมัยนี้ แล้ววิธีพิลึกพิลือปรุงแต่งอะไรก็น้อยกว่าสมัยนี้ สมัยนี้เรา โอ้โห! อาหารจีน อาหารแขก อาหารไทย เดี๋ยวนี้มันสื่อสารทั่วโลก มันมีสารพัดอาหารเลย ผสมผเส พันธุ์ทาง พันธุ์แท้ พันธุ์กระเทย อะไรเยอะหมดเลยนะ มีต่างๆ นานา มันเยอะ มันแยะ เพราะฉะนั้น มันจึงยากที่จะลด ลดสภาพกามในอาหารนี่ ยาก สมัยนี้นะ สมัยพระพุทธเจ้าไม่มากเท่าไหร่ แต่ถึงขนาดนั้น พระพุทธเจ้ายังตรัสว่า อาหารนี่เป็นหนึ่งในโลก ทีนี้ลักษณะบอกว่าที่เราจะกินข้าวถั่วงานี่ เรามีความรู้ สมัยโบราณท่านก็ไม่ได้อธิบายถึงขนาดอย่างนี้ มีที่ท่านพูดนะ ข้าวมธุปายาส ข้าวยาคู ข้าวโน่นข้าวนี่ ก็มีลักษณะการปรุง ไอ้ข้าวสาคู ขออภัย (พ่อท่านหัวเราะ) ไอ้ข้าวยาคู อย่างโน้นอย่างนี้นี่เป็นอาหารที่มันก็มีลักษณะพวกนี้แหละ ข้าวถั่วงาพวกนี้แหละ คุณไปอ่านดูดีๆ สิ ไม่ได้พูดตรงๆ เหมือนที่เราพูดนี่ชัดๆ ทุกวันนี้เรารู้เลย นี่ธาตุไหน พืชผักอย่างไร อย่างไรมันของสมัยนี้ สมัยโน้นก็เป็นภาษาบาลีที่พยายามแปลมา ซึ่งมันก็ไม่ตรงกันทีเดียว ที่จริงภาษาบาลีมันไม่ตรงกันทีเดียวเมื่อแปล แต่จริงๆ มันอาจจะตรงกันจริงๆ โดยที่เรียกว่า พวกเราไม่ค่อยรู้ชัดก็ได้ เพราะภาษาตั้งแต่สองพันห้าร้อยปีกับเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้นี่นะ คุณสงสัย แค่นั้นน่ะ มันไม่น่าจะยากเย็นอะไรหรอก คุณมาปฏิบัติจริงๆ ดูสิ กินธรรมชาตินี่ คุณจะรู้จักกิเลสจริงไหม และคุณจะละกิเลสจริงไหม อันนี้แหละแน่กว่า กินข้าวเปล่าๆ กินแต่ถั่วเฉยๆ กินแต่งาเปล่าๆ ลองไปอย่างที่ว่า หรือกินผสมไม่ได้มีอะไรคลุกปนปรุง หรือว่า แหม! ไปเจอเอาไอ้อาหารอร่อยแล้วก็อดได้ไหม อดไม่ได้ไหม ไอ้ประเภทปรุงมา ผัดมา แกงมา น้ำพริกมา ยำมา อะไรมา ปาปาย่าป๊อกๆ มา อะไรอย่างนี้ (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะกัน) คุณจะไหวไหม? มันเคยติดนี่อะไรต่างๆ นานา อันนี้สิจริง เห็นกิเลสจริงๆ คุณเข้าใจเลย เอ๊อ! นี่กิเลสจริงๆ เลย จากอาหารนี่แหละ แล้วไปกินธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติ จะกินปรุงแต่งหรือไม่ปรุงแต่งนี่ คุณพลิกแพลงคุณทำไปเถอะ แล้วคุณจะรู้เลยว่า โอ๊ย! กิเลส ปฏิบัติธรรมนี่คุณจะไม่สงสัยเลยว่าทำไมจะต้องไปมีสูตรกินอาหารธรรมชาติ ข้าว ถั่ว งา คุณจะไม่สงสัยเลย ปฏิบัติให้จริงเถอะ ก็จะได้ จะรู้ความจริงพวกนี้ออกมา
ทำอย่างไรจึงจะลดอาการดูหมิ่นดูแคลน ไม่ศรัทธาหมู่เพื่อนพรหมจรรย์ : คำถาม (4) ทำอย่างไรดีครับ ที่สามารถลดอาการดูหมิ่นดูแคลน ไม่ศรัทธาหมู่เพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งสมณะ สมณุทเทส นักบวชหญิง และฆราวาสชาย-หญิง ตอนแรกก็ศรัทธาดี พออยู่ใกล้ไปนานๆ ชักเบื่อหน้า (คนฟังหัวเราะกัน) ผมก็อยากรักและเคารพศรัทธาเพื่อนพรหมจรรย์ให้มากๆ ช่วยแนะนำหน่อยครับ พ่อครูว่า… สงสัยจะเป็นของสมณะเขียนมา หมายถึงหมู่เพื่อน แสดงว่า ผู้เขียนนี่ก็ต้องเป็นเพื่อนด้วยกัน มองจุดดี มองสัจจะความจริง มีจุดดี จุดสูง จุดพิเศษ คุณจะมีความรู้ถึงจุดดี จุดพิเศษของคุณค่าของคนได้เท่าไหร่ เท่าที่คุณมีปัญญามีภูมิ ก็พยายามมอง แล้วเราก็เห็นว่า เออ! น่าเคารพ น่านับถือ น่าบูชา ยิ่งว่า โอ้! อันนี้เราไม่มีนะ เราขาด ท่านมี ท่านมีมากนะ เราไม่มีเลย มองในจุดนี้ จะอยู่ในสมณะ จะอยู่ในฆราวาสก็ตามนะ พยายาม พยายามอ่านจริงๆ นั่นล่ะจะทำให้เราศรัทธาเลื่อมใสได้ อีกมุนหนึ่ง อยู่ไปนานๆ แล้วมันชักแก่วัด มานะมันชักขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวเองจะเจริญขึ้นหรือไม่เจริญขึ้นนั้นไม่ทราบ แต่ว่า ข้าก็มานานแล้ว บางทีนี่ไอ้ที่มาบวชๆ นี่มาทีหลังฉัน จะแน่อะไรกันนักกันหนา ฟังธรรมะก็น้อยกว่าฉัน ฉันฟังมาหมดแล้ว พูดเมื่อไหร่ฉันก็รู้ทั้งนั้น พ่อท่านพูด รู้ทุกอย่าง เทศน์ดีกว่าด้วย แค่ไม่ให้ขึ้นธรรมมาสน์เฉยๆ (คนฟังหัวเราะกัน) ฉันเทศน์ดีกว่า เหนือกว่าด้วย มานะนี่แกละมันทำให้ลบหลู่ คนแก่วัด มานะนี่มันทำให้ตัวเอง ต้องเข้าใจอาการของมานะให้ได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีภูมิธรรม โดยสมมุติสัจจะเป็นฆราวาสนี่ต้องเคารพนับถือสมณะหรือนักบวช พระพุทธเจ้าท่านยืนยันเลยนะ ให้เคารพกันโดยการบวช โดยอาวุโส ภันเต คุณบวชก่อน เพราะฉะนั้น จะเป็นพระอรหันต์แล้ว บวชทีหลังก็ตาม ก็ยังต้องกราบเคารพพระผู้พี่ที่บวชก่อน เป็นธรรมดา ต้องมีสมมุติสัจจะ ต้องรู้จักระดับอะไรๆ แล้วก็ไม่ใช่กราบแต่มือนะ เราเคารพ เรามองมุมดีที่จะกราบเคารพ จริงในผู้ที่ไม่น่าเคารพ แม้บวชนาน มันไม่มีจุดที่น่าเคารพมันก็อาจจะมี ไม่น่าเคารพก็เป็นเองเป็นธรรมดา ไอ้นั่นตัวสัจจะ แต่โดยรูปแบบระเบียบ ก็ต้องทำตามรูปแบบระเบียบ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองสัจจะออกจริงว่าพวกเรานี่เสื่อมไปจริงๆ สมณะก็ไม่น่าเคารพ สมณุทเทสก็ไม่น่าเคารพ สิกขมาตก็ไม่น่าเคารพแล้ว ฆราวาสที่อยู่ด้วยกัน แหม! เราอยู่ไปห้าปี แปดปี ไม่น่าเคารพหมดเลย จริงหรือ? จริงหรือ? ถ้าจริง ก็ว่าไปเลย ก็ไม่น่าเคารพจริง ก็ไม่ต้องเคารพ คุณแน่คุณก็ไปเลย ไปตั้งก๊กใหม่ พรรคใหม่แล้วกัน พรรคนี้มันไม่ดีแล้ว มันไม่น่าเคารพแล้ว มันเสื่อมหมดแล้ว แต่ความจริงถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เรานั่นแหละวิปริต เอาละมั้ง ตอบตั้งหลายมุมแล้ว (พ่อท่านหัวเราะ) พิจารณาตามที่ว่าน่ะ คิดว่าศรัทธาคงคืนมาน่ะ
เวลาเจอคนที่ละโมบเกินจำเป็นเด่นชัดแล้ว : คำถาม (5) ในการทำงานที่มีจุดหมายแห่งการให้ แต่เวลาเจอคนที่ละโมบเกินจำเป็นเด่นชัดแล้ว เราไม่พอใจเขา ไม่อยากส่งเสริมเขา ทำอย่างนี้ถูกหรือผิด (ถ้าผิด จะปรับปรุงตัวเองอย่างไร) พ่อครูว่า… ถูก แต่วิธีการที่จะต้องค่อยประนีประนอม อย่าพึ่งหักโค่นจนเกินไป นอกจากว่าเราได้กระทำกับผู้นี้แล้วหลายครั้งหลายคราว ไม่รู้ตัว ก็จะต้องแข็งขึ้น แรงขึ้น นั่นก็เป็นวิธีการ แต่มันมีเขตขีดจำกัดเหมือนกันนะ ถ้าเผื่อว่ามันแรงขึ้น แข็งขึ้น มากขึ้น แต่คนนี้นี่นะก็ไม่ได้ละโมบจนเกินมาตรฐานนักหรอกที่จะอยู่กับหมู่ เราก็จะต้อง อ๊ะ! เรารู้เขาว่า คนนี้มันได้แค่นี้นะ เราก็ช่วยไม่ได้ ผู้ที่เก่งกว่าเรา ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่ที่จะทำกับเขา ก็ทำไม่ได้แล้ว ก็ต้องปล่อยเค้า แต่เค้าไม่ต่ำกว่ามาตรฐานก็ต้องอยู่ด้วยกันไป คนเรามันมีขีดจำกัดนะ คนเรา บุญบารมี มันหมดบุญไง ที่เขาใช้ภาษาว่าหมดบุญ มันไม่เจริญกว่านั้นได้จริงๆ มันมีเหมือนกัน หรือคนเรานี่มันมีขีดเจริญ ตอนแรกนี่ เวลามันมีบารมีเก่า ปฏิบัติอะไรมันเหมือนเจริญได้ไว ปุ๊บๆๆ พอชักจะเต็มตุ่มแล้ว ชักจะช้าลงๆๆ พอเต็มตุ่มแล้ว ตอนนี้ต้องของใหม่แล้ว ต้องอุตสาหะวิริยะเพิ่มของใหม่ บางคนเพิ่มก็ไม่ได้ หมดฤทธิ์หมดแรง นั่นคือดวงจริงๆ เลย สุดแข่งดวงเลยจริงๆ แต่จริงๆ มันจะถึงขีดไม่เจริญอีกเลยนี่ยาก หายากๆ ถ้ามีสัตบุรุษหรือมีผู้ที่ดีพอที่จะทำ นอกจากจะไม่มีสัตบุรุษ คนนี้มันด้าน มันดื้อ มันมานะใหญ่ มันอะไรมาก เราก็ไม่สามารถที่จะกำราบลงได้ เขาก็จะต้องไม่เจริญ ฝ่ออยู่แค่นั้นก็จริง โอ้ ! อันนี้นะ ปัญหา 5 ข้อนี่ เจ้าประคุณเอ๋ย จับใบนี้ขึ้นมา กำไร (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ) จับมา ใบนี้ 5 ข้อ
ยมกปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าทรงแสดง : คำถาม ยมกปาฏิหาริย์ เป็นอย่างไร พระพุทธองค์ทรงแสดงอย่างไร พ่อครูว่า… แหม! ยมกปาฏิหาริย์ นี่อาตมาจะไม่ขอตอบในวันนี้หรอกนะ ยมกปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า แสดงอย่างไร พระพุทธเจ้าเท่านั้นแสดงได้ อย่าเรียนเลย ไปหาอ่านเอาในพระไตรปิฎกก็แล้วกัน อย่าเรียนเลย เพราะว่า มันเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้า ดูในชีวิตที่สร้างศาสนา พระพุทธเจ้าแสดงอยู่กี่ครั้ง ดูเหมือนสองครั้งเท่านั้นนะ ในชีวิตที่สร้างศาสนา อาตมาก็ขออภัยนะ ยมกปาฏิหาริย์อาตมาไม่ตอบ ไปหาอ่านเอง เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรมาก แล้วก็ไม่มีใครมีสิทธิ์แสดงยมกปาฏิหาริย์ จะแสดงยมกปาฏิหาริย์ก็มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น ซึ่งท่านจะสร้างศาสนา ท่านจะต้องแสดงเป็นปาฏิหาริย์พิเศษ ตอบได้ง่ายๆ แค่นั้นหละนะ ซึ่งท่านก็ทำอยู่ ดูเหมือนสองครั้งเท่านั้นนะ
การสำรวมอินทรีย์ 6 พระอริยบุคคลท่านสำรวมกันอย่างไร? : คำถาม การสำรวมอินทรีย์ หรือประตูหกนั้น พระอริยบุคคลท่านสำรวมกันอย่างไร
พ่อครูว่า… ประตูหกก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำรวมก็คือ เราจะต้องรู้ว่า ตามันเห็นรูป มันกระทบรูป แล้วเราก็พยายามอ่านรูปที่เราเอง อาตมาชี้ไปตรงนี้ จิตมันไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกนะ มันอยู่ที่ความรู้สึกของเรารับรู้นี่แหละ แล้วมันก็ไม่ได้อยู่ที่ว่า เอ้า! สมอง อยู่ที่สมองก็ไม่ใช่หรอก มันอยู่ที่ไหนมันบอกไม่ถูกนะ มันรู้ มันเป็นรูป หูได้ยินเสียง มันก็เป็นเสียง คุณก็จะพยายามอ่าน นั่นคือเสียง นั่นคือรูป เสียงก็คือเสียงดัง ถ้าเสียงอย่างนี้นะ ใครๆ ได้ยินก็เหมือนกันนะ สีแดงก็สีแดง มันก็อย่างนั้นน่ะ แดงคือแดง อย่างนั้นแหละ เราเรียก “แดง” เฉยๆ ภาษาอังกฤษเรียก “เรด (Red)” ภาษาจีนเรียกอะไร? เรียก “อั๊ง ก็ว่าไป มันสมมุติชื่อเรียก แต่คือลักษณะจริงๆ มันอย่างนั้นนะ ใครที่ตาไม่บอดสี เห็นอย่างนี้ก็อย่างนี้ นั่นคือรูป ทีนี้การพิจารณาการสำรวมก็คือว่า รูปอย่างนั้นน่ะ เห็นแล้วมันเกิดอาการซ้อนมั้ย เห็นแล้วชอบ เห็นแล้วชัง เห็นแล้วอยาก เห็นแล้วโกรธ เห็นแล้วดูดอยากได้ เห็นแล้วอยากผลักอยากทำลาย อย่างนี้เป็นต้น รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นรส สัมผัสทางกาย สัมผัสทางใจเองก็ตาม มันก็จะมีของจริงตามความเป็นจริงของมันเอง กับกิเลสปรุงแต่ง เราอ่านกิเลสปรุงร่วมแล้วลดกิเลสนั้น นี่คือการสำรวมของพระอริยะ อธิบายคร่าวๆ แค่นี้นะ
อุโบสถ เข้าใกล้ยา เข้าใกล้ธรรมโอสถ โรคภัยไข้เจ็บจะหายไปอย่างไร? : คำถาม อุโบสถแปลว่าเข้าใกล้ยา บุคคลผู้เข้าใกล้ธรรมโอสถ โดยสมาทานรักษาศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ฯลฯ แล้ว โรคภัยไข้เจ็บของสัตว์โลกจะหายไปอย่างไรครับ พ่อครูว่า… อุโบสถแปลว่าเข้าใกล้ยา นี๋เดี๋ยวไปพูดให้เปรียญเค้าได้ยิน เดี๋ยวเขาจะเอาตายอีกเหมือนกัน เขาหาว่าอาตมาแปลบาลีผิด (คนฟังหัวเราะ) ก็จริง อาตมาแปลว่าอย่างนี้จริง แต่ว่ามันไม่ถูกภาษาบาลีเขา ไม่ถูกไวยากรณ์ของเค้า เขาก็เอาเรื่องกับอาตมาอยู่ เอาละ นี่คุณถามมาก็พูดกันที่เรา อุโบสถนี่ มีตั้งเยอะนะ อาตมาจำไม่หมดหละ จำไม่ได้ จำไม่หมด อุโบสถนี่ อาตมาเขียนไว้ในหนังสือ “ทางเอก” มีเยอะหลายอย่าง อุโบสถหมายถึงโรงเรือน ก็ใช่ อุโบสถหมายถึงวันสำคัญที่จะทำกิจของสงฆ์ ก็ได้ หรือวันอุโบสถคือวันสำคัญ เป็น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive