580401_สรรค่าสร้างคน(วนบ.) บ้านราชฯ ชำแหละการสะกดจิตแบบรัสปูตินเมืองไทย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580401_สรรค่าสร้างคน(วนบ.) บ้านราชฯ ชำแหละการสะกดจิตแบบรัสปูตินเมืองไทย

พ่อครูว่า....รายการเราก็ไม่ขาดธรรมะ สังคมโลกมีมนุษย์ในสังคม แล้วมนุษย์นี่ต้องเข้าใจโลก เข้าใจมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์เอง ก็จะมีพลังพิเศษทางจิตวิญญาณที่จะขับเคลื่อนตัวเรา ถ้าเราไม่รู้จักตัวเรา ไม่รู้จักธรรมะ มนุษย์ก็จะรู้จักแต่ความเป็นโลก โลกคือ ลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข ที่จะไปแย่งชิงโลกธรรมกัน อยากได้สุขทางกาม ทางอัตตา ไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไร ปล่อยให้กิเลสควบคุมตัวเรา โลกจะหลอกเรามอมเมาเราไปเรื่อยๆ ปุถุชนปรุงแต่งยั่วยวนกันเช่นนี้ มอมเมาไปตลอดกาลนาน ตนเองเป็นทางตนเองเป็นทาสโลก แล้วไม่รู้ว่าโลกคืออะไร แล้วไม่รู้ว่าตนคือใคร ชีวิตเราจะเจริญจริงๆคืออะไร? ก็ได้รู้เหมือนโลกๆว่า ชีวิตจะเจริญด้วยโลกธรรม ที่สามัญเข้าใจกันแบบนี้ทั้งโลก มนุษย์จึงเป็นทาส สังคมเดือดร้อน

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องโลก เรื่องตัวตน แล้วมีพลังอำนาจเรียกว่า อธิปไตย โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ท่านก็เรียนรู้แล้วลดความเป็นทาสโลก ทาสอัตตา จนอำนาจโลก อำนาจอัตตาทำอะไรท่านไม่ได้ นั่นแหละเรียกว่าธรรมะ ก็มีอำนาจเป็นธรรม ที่สู้กับโลก กับความเป็นทาสตนเองได้ จริงๆได้ถาวร

นอกจากไม่เป็นทาสแล้วก็รู้คุณค่าความเป็นคน ท่านก็ทำคุณค่านี้ให้โลกไปจนกว่าท่านจะตาย ทุกคนที่มีธรรมาธิปไตย อยู่เหนือกามเหนืออัตตาธิปไตย

คนไม่รู้ก็ตกเป็นทาส กาม ทาส อัตตา

ส่ิงที่เป็นกาม เป็นโลก เห็นได้ง่ายรู้ได้ง่ายกว่า อัตตา แต่แม้เห็นโลกได้ง่ายแต่ก็เลิกเป็นทาสโลกไม่ง่าย คนมีภูมิปัญญาก็ไม่อยากเป็นทาสส่ิงเหล่านี้ก็เลยหาวิธี ได้มีความรู้ที่เขาถือว่าหลุดพ้นได้ ก็มีสองสายใหญ่ๆ

หลุดพ้นโดยหนีไปจากโลกธรรมไปเลย ก็เลยไปอยู่กับตัวตน แล้วไม่รู้ตัวเองจริง ก็เป็นลัทธิฤาษ

อ่านต่อ

ีดาบส เกิดก่อนพระพุทธเจ้า หนีเข้าป่าเขาถ้ำไป ก็ไม่เป็นภัยต่อโลก ต่อสังคน แต่ไม่รู้จักตัวเองไม่รู้ภพชาติที่ตนไปสร้างไว้กี่ชนิด ทั้งรูปภพ อรูปภพ หนักหนาสาหัส

ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเราเป็นเช่นนี้ เป็นลัทธิหนีโลกธรรม เกือบทั่วไปแล้ว ส่วนอีกพวกหนึ่งหนีอีกแบบแต่ไม่หนีจากสังคม ก็ศึกษาของพระพุทธเจ้า ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ไม่ชัดในไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา หรือวิมุติ คือหลุดพ้นก็พยายามศึกษา แต่ไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ

อาตมาพาทำมาก็หลายสิบปี เขาก็ไม่รับได้ เขาต้านด้วย แต่ก็มีผู้ที่รับได้อยู่ ก็ได้เท่าที่ได้ บางคนก็ไม่กล้าออกมา

เขาเรียนความรู้ปริยัติที่เรียกว่า ปัญญา พวกนี้ก็กลุ่มกลางๆ ส่วนอีกพวกหนึ่ง เรียนทางปัญญาด้วย มีการนั่งสมาธิ และแถมถือศีลด้วย ตัวอย่างชัดที่สุดคือธรรมกาย ใช้ปัญญา สมาธิ และศีล เขาเข้าใจได้แค่สีลลัพพตุปาทาน ไม่ต้องพูดถึงสีลลัพตปรามาส แต่ธรรมกายนี่ประยุกต์อยู่ในเมือง เอาทั้งปัญญา ที่จริงเป็นเฉกา ไม่ใช่ปัญญา สร้างภพชาติวิมานหลอกคนไปมากมายเลย

สายที่สามนี้น่ากลัวมาก ไปใช้วิธีสะกดจิต สมาธิ แล้วผนวกกับการเอาโลกธรรม อามิสมาล่อ สะกดจิตให้เป็นทาสอัตตา โดยไม่รู้ว่า อัตตา ๓ คืออะไร โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตาคืออะไร ตนเองหลงแล้วมาหลอกให้คนอื่นหลงด้วย พยายามครอบงำ ตกเป็นทาส บริวารของผู้สะกดจิต เป็นนักสะกดจิตที่ยิ่งใหญ่มาก

อาตมาจะอ่านบทความเรื่องการสะกดจิตก่อน การสะกดจิต (จากเว็บไซด์http://happybookpublishing.com)

จิตนั้นเป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่มีความเร้นลับ ซึ่งมีพลังมากยิ่งกว่าพลังงานใดๆ ที่มนุษย์ค้นพบมาเสียอีก ในสมัยโบราณนั้นให้ความสำคัญกับการฝึกจิตมาก จุดประสงค์เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของจิตให้สูงยิ่งขึ้น ตั้งแต่ครั้งอดีต ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตามมีความพยายามที่จะเรียนรู้เรื่องของจิต จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ในการควบคุมจิตใจของผู้อื่นให้เป็นไปตามที่ตนเองต้องการ หรือที่เรารู้จักในชื่อว่า “การสะกดจิต”

“การสะกดจิต” นั้นหมายถึง วิธีการที่ทำให้ผู้ถูกสะกดจิต มีสภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย แต่ไม่ใช่การทำให้หลับ หลังจากนั้นผู้สะกดจิตก็จะทำสั่งจิตของอีกฝ่ายหนึ่งให้ทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากอีกฝ่ายเลย

การสะกดจิตนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงทางด้านความประพฤติและอุปนิสัย เช่นเปลี่ยนจากคนขี้เกียจเป็นคนขยัน เปลี่ยนจากคนกินน้อยให้กินมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถช่วยในเรื่องของสุขภาพจิตได้อีกด้วย ทำให้คนที่อยู่ในภาวะเศร้าซึมกลับมาเป็นคนร่าเริง

การสะกดจิต มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Hypnotism ซึ่งต้นกำเนิดมาจากภาษากรีกที่ว่า Hypnos ที่มีความหมายว่า “หลับ” จึงทำให้หลายคนเชื่อว่าวิชาสะกดจิตที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ มีที่มาจากยุคกรีกโบราณ

เมื่อกล่าวถึงเรื่องของการสะกดจิต หากไม่กล่าวถึงคนผู้หนึ่งคงไม่ได้ นั่นคือ “รัสปูติน” บุรุษที่ได้ชื่อว่ามีพลังในการสะกดจิตสูง จนสามารถสะกดจิตเชื้อพระวงศ์แห่งรัสเซียให้อยู่ในอำนาจ จนนำมาซึ่งหายนะของราชวงศ์รัสเซียในที่สุด

รัสปูติน นั้นมีชื่อเต็มว่า “กริกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน” (Grigori Yefimovich) เป็นนักบวชที่มีพลังจิตสูงในยุคปลายราชวงศ์โรมานอฟของจักรวรรดิรัสเซีย เกิดเมื่อ 10 มกราคม ค.ศ.1869 เมื่อครั้งยังเด็กก็เป็นเด็กธรรมดาที่เกิดในตระกูลเกษตรกรในบริเวณไซบีเรีย

ต่อมาเมื่อเป็นหนุ่มก็บวชเข้าเป็นนักบวชในนิกายคริสตี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนทำให้เขาค้นพบกับพลังในการควบคุมจิต แต่ก็ยังถือว่าเป็นขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ในปีค.ศ.1901เขาได้เดินทางไปแสวงบุญที่กรีกและเยรูซาเลม เป็นเวลา 2 ปี เชื่อกันมากว่ากรีกนั้นเป็นสถานที่ที่สอนให้รัสปูตินได้เข้าถึงวิชาสะกดจิตอย่างแท้จริง จนสามารถใช้ได้อย่างชำนาญ

ในปีค.ศ.1904 ก็เกิดเหตุการณ์ที่เป็นการเปิดโอกาสให้รัสปูตินได้ใกล้ชิดกับบรรดาราชวงศ์ของรัสเซีย เมื่อพระราชโอรสองค์โต ของพระเจ้าซาร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย เจ้าชายอเล็กไซที่พระอาการประชวรด้วยโรคฮีโมฟีเลีย(Hemophilia) เป็นโรคที่เลือดออกง่าย แต่หยุดยาก ซึ่งในขณะนั้นบรรดาแพทย์ทั่วประเทศรักษาไม่ได้ แต่ทางรัสปูตินกลับรักษาได้ โดยการบังคับทางจิตของเจ้าชายอเล็กไซและให้จิตนั้นไปบังคับให้เลือดหยุดไหล ซึ่งนั่นก็เป็นการเริ่มต้นเข้าไปมีบทบาทของรัสปูตินในอาณาจักรรัสเซียและยัง มีอีกหลายเหตุการณ์ที่บันทึกถึงความสามารถของบุรุษผู้นี้ในการใช้การสะกดจิต ซึ่งนั่นคงเป็นตำนานในการสะกดจิตอีกบทหนึ่งของโลก

นอกจากรัสปูตินที่ใช้การสะกดจิตเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแล้ว การสะกดจิตนั้นยังถูกนำไปใช้ในการทหารอีกด้วย เชื่อว่าหากพูดถึงการทหารย่อมต้องนึกถึงผู้นำกองทัพนาซีเยอรมัน ยุครุ่งเรืองในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”

“อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” นั้นถือว่าเป็นคนที่ทหารนาซีรักมาก และให้ความเคารพเชื่อฟังเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งอาจมาจากวีรกรรมที่เขาได้ทำไว้ อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากการสะกดจิต การเกิดขึ้นของสัญลักษณ์ “สวัสดิกะ” และคำกล่าวที่ว่า “ไฮ้ ฮิตเลอร์” สองสิ่งนี้น่าจะเป็นตัวแปรที่ช่วยให้สามารถสะกดจิตทหารทั้งกองทัพได้

นอกจากนั้นในการรบหลายครั้ง ทหารนาซีมักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบฝ่ายศัตรูทั้งที่มีกำลังน้อยกว่า เชื่อว่านั่นเป็นเพราะการสะกดจิตดึงความลับจากทหารฝ่ายศัตรูทำให้ล่วงรู้ถึงแผนการ ที่ตั้งและจำนวนคนของศัตรู

นอกจากนั้นในยุคของฮิตเลอร์ ยังเชื่อว่ามีการจัดให้มีโครงการลับในการทดลองและค้นคว้าในเรื่องของพลังจิต ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างดี หากว่าในสงครามโลกครั้งที่สอง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไม่สามารถค้นคิดระเบิดปรมาณูสำเร็จ เชื่อว่าผลการรบในสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายกองทัพนาซีเยอรมันต้องได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน

พ่อครูว่า...พลังจิตแค่ไหนก็สู้ระเบิดปรมาณูไม่ได้ ระเบิดลูกหนึ่งคนตายเป็นล้าน นี่เขายกตัวอย่างการสะกดจิตว่ามีคนใช้ได้จริง วันนี้อาตมาจะพูดเรื่องสะกดจิตของธรรมะกาย พูดอย่างวิชาการนะ ตัวท่านธัมมชโย จะรู้ว่าตนสะกดจิตหรือไม่ แต่ตัวท่านเป็นนักสะกดจิตตัวยง อาตมาเรียนมาทำมา ให้นั่งสบายๆ หลับตาเข้า ไม่ต้องเคร่งเครียด เบาๆ ทำสงบๆ ทำใจใสๆ ว่างๆ ทำมาแล้ว ร้อยครั้งพันครั้งหมื่นครั้งอาตมาทำมาจนเมื่อย

ใครตกเป็นทาสธรรมกาย ถูกสะกดจิตเหมือนรัสปูตินทำ แล้วใช้เล่ห์หลอก เอาความดีงามแบบผิวเผินมาแปะไว้ แล้วหลอกให้ไปหาเงินมาให้ ตนเองเสวยอำนาจ ยศศักดิ์เต็มที่ใช้การสะกดจิตให้คนอื่นตนใต้อำนาจ แล้วเป็นทาสโลกอย่างแรง เขาไม่ได้แค่ในประเทศไทยด้วย เขาเอาทั้งโลก ประเทศไทยเรื่องเล็ก

เจดีย์เขาไม่ใช่รูปแบบธรรมดา ต้องเป็นแบบจานบิน เอาองค์ประกอบตกแต่งที่ถือว่าเก่งนะ ศาสนาพุทธสอนให้คนไม่ตกเป็นทาสโลกกับอัตตา แต่นี่เขาสอนให้คนตกเป็นทาสโลก กับทาสอัตตา เขาสอนกัลยาณธรรม ธรรมดาว่า อย่าทำชั่วบางอย่างพื้นฐาน คนก็ได้ประโยชน์ส่วนนี้ คนที่ไปกับธรรมกายไม่ทำชั่วพื้นฐานพวกนี้ เลิกได้ เรียกว่าอบายมุขก็แล้วแต่ เมื่อละได้ ชีวิตจะเจริญ สร้างสรรได้ แต่เมื่อเจริญก็เอาส่ิงที่ได้มา มาให้แก่ รัสปูตินเมืองไทย

ขออภัยนะอันนี้น่ากลัวกว่ารัสปูติน เพราะว่า อย่างรัสปูตินนั้นหยาบคนรู้ได้ สุดท้ายก็ถูกฆ่าตาย แต่นี่ไม่ฉลาดเท่าธัมมชโย คนก็นึกว่าดีประเสริฐ แต่ลึกกว่านี้ร้ายกว่ารัสปูตินมาก

เขาผนวกกับนักธุรกิจ แต่พอสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนถูกจับได้ ก็ทำเป็นยอมรับ เพราะจำนนก็บอกว่าจะเอาเงินคืน ก็พอมีบริวารที่จะมาช่วย เขาถือว่าจะได้บุญได้วิมาน ถ้าได้เอามาทานให้แก่คนนี้งานนี้ สุดยอดแล้วใช้บุญเป็นวิมานหลอกคนจนสำเร็จ

จะลองอ่าน ความเลวร้ายของรัสปูตินบ้าง

รัสปูติน กริกอริ รัสปูติน เกิดในครอบครัวเกษตรกรบ้านนอกของไซบีเรีย ในตอนเป็นหนุ่ม รัสปูตินมีความกระหายที่จะเป็นแบบเกษตรกรผู้ที่ทำงาน ดื่มเหล้าหนัก และเสเพลเรื่องผู้หญิง ขนาดอวัยวะเพศอันผิดมนุษย์มนาของเขาเป็นที่ชื่นชอบของเด็กสาวๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งมาดูเขาเปลือยกายว่ายน้ำในสระเช่นเดียวกับพวกเธอ

วันหนึ่ง ไอริน่า แดนิลอฟว่า คูบาชอฟว่าภรรยาสาวสวยของนายพลรัสเซียร่วมกับสาวใช้ 6 คน ร่วมกันล่อลวงเด็กหนุ่มรัสปูตินอายุ 16 ปีไปเสียตัว หลังจากเหตุการณ์ครานั้นแล้ว รัสปูตินจึงเริ่มเที่ยวโสเภณีในหมู่บ้านเกิดของเขา

เมื่อถึงอายุ 20 ปี รัสปูตินแต่งงานกับเด็กสาวในท้องถิ่นเดียวกัน ชื่อ ปราสโกเวีย เฟโอ โดรอฟน่า ดูโบรวิน่า และเป็นพ่อของเด็กสี่คน สามคนมีชีวิตอยู่จนเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าจะแต่งงานแล้ว เขาก็ยังเที่ยวโสเภณีอยู่

จากการได้ร่วมสนุกทางกามารมณ์กับเด็กสาวนาไซบีเรียสามคน ซึ่งเขามีโอกาสพบขณะไปว่ายน้ำเล่นที่ทะเลสาบนั้นเอง ได้ชักจูงให้รัสปูตินรู้ถึงความหลายหลากในศาสนา ในราว พ.ศ. 2443 เขาก็ได้ร่วมกับนิกายนอกรีตนอกรอยที่เรียกว่า นิกายคลิสติ กลุ่มศาสนิกชนผู้ยึดถือในนิกายนี้เชื่อว่ามนุษย์มีบาปมาแต่เริ่มแรก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไถ่บาปในเวลาต่อมา

ดังนั้น พวกเขาจึงประกอบพิธีอันพิลึกพิลั่นหลายอย่างเกี่ยวกับความวิตถารในทางกามารมณ์และการบูชายัญ ผู้คนในบ้านเกิดของรัสปูตินไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมเหล่านี้ จึงขับไล่ รัสปูตินให้ต้องเร่ร่อนไปทั่วชนบทของรัสเซีย เพื่อประกอบการเยียวยารักษาโรค และชักชวนผู้หญิงในแดนเถื่อนให้เข้าร่วมพิธีกรรมอันวิตถารพิธีกรรมเหล่านี้ประกอบด้วยการดื่มเหล้า การร้องเพลง การเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง และก็ทำกิจกรรมอย่างว่าเป็นหมู่คณะ ( สวิงกิ้งนั่นเอง ) ในทุกๆ แห่งที่สะดวกไม่ว่าจะเป็นป่า ( โปรดนึกภาพตามว่าสภาพจะเป็นอย่างไร ) ยุ้งข้าว หรือกระท่อมของสาวกคนใดคนหนึ่ง หลักนิยมของรัสปูตินในการไถ่บาปผ่านการปลดปล่อยทางกามารมณ์นั้น ทำให้สตรีมากมายที่ศรัทธาในนิกายนี้ต้องบำเรอความสุขให้เขาเสียก่อนเป็นขั้นแรก แม้ว่ารูปโฉมของ “ นักบุญจอมราคะ ” แสนจะสกปรกเลอะเทอะ โรเบิร์ต แมสซี่ นักเขียนอัตชีวประวัติจึงบันทึกไว้ว่า “ การร่วมเพศกับคนบ้านนอกที่ไม่ได้อาบน้ำ หนวดเคราและมือสกปรกได้ก่อให้เกิดความรู้สึกเสียวซ่านอย่างใหม่ขึ้น ”

ในปี พ.ศ. 2448 รัสปูตินได้เข้ามาตั้งมั่นอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์เบอร์ก ( เมืองหลวงในขณะนั้น ) รัสปูตินได้บรรเทาอาการโรคโลหิตไหลไม่หยุด ( ฮีโมฟีเลีย ) ของเจ้าชายอเล็กซิสได้ เป็นที่ชื่นชมของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และซารีน่า อเล็กซานดร้า ผู้เป็นพระราชมารดาเป็นอันมาก รัสปูตินจึงอาศัยอิทธิพลของซารีน่าแผ่อิทธิพลและสร้างเรื่องอื้อฉาวทางกามารมณ์จนเป็นที่กล่าวขวัญในเมืองหลวง (จะไม่อ่านหมด ยาวมาก) เหตุการณ์การสังหารราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย เมื่อ ปี ค.ศ.1918 นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ที่สะเทือนใจชาวโลกอย่างมาก และต้นเหตุแห่งการสูญสิ้นราชวงศ์และสถาบันกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่นี้ เชื่อกันว่ามาจากคำสาปแช่งของพ่อมดรัสปูติน ที่มีฉายาว่าบุรุษแห่งความมืด...

ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov Dynasty : 1631 - 1917) เป็นราชวงศ์ที่สองและราชวงศ์สุดท้ายแห่งอาณาจักรรัสเซีย ราชวงศ์นี้มีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่หลายพระองค์ เช่น พระเจ้าปีเตอร์มหาราช และพระนางคัทรีนมหาราชินี ราชวงศ์โรมานอฟปกครองรัสเซียด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาโดยตลอด และไม่ยินยอมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญอันจะเป็นการลดพระราชอำนาจของกษัตริย์ กษัตริย์จึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครอง เพราะเหตุนี้เองทำให้ประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองการปกครอง และพยายามต่อต้านการปกครองระบอบกษัตริย์เพื่อปลดแอก กระทั่งช่วงปลายราชวงศ์ สมัยซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 สถานการณ์บ้านเมืองของรัสเซียตกต่ำมาก เศรษฐกิจย่ำแย่ ประชาชนยากจนอดอยาก การต่อต้านระบบศักดินาทวีความรุนแรงมากขึ้นจนเกิดกระแสความคิดแนวมาร์กซิสต์ โดยมีแกนนำอยู่ในพรรคแรงงาน เช่น เลนิน มาร์ตอฟ ปเลคานอฟ อันทำให้เกิดการปฏิวัติรัสเซียในเวลาต่อมา

พ่อครูว่า...รัสปูตินได้ไปมีส่วนล้มราชวงค์ เพราะได้ไปรักษาเชื้อพระวงค์ ใช้การสะกดจิตที่เป็นมโนมยอัตตา

ในการสะกดจิตให้ไปสั่งระงับประสาทหรือระงับส่วนต่างๆของร่างกาย ทำได้ อาตมาตั้งแต่เล่นสะกดจิต ก็เข้าใจเรื่องพลังจิต ที่เป็นอุปาทานจนหลงผิดได้เลย

เช่นมันไม่มีสิ่งนี้แต่สะกดจิตให้เขาเห็นได้จริงๆ เขารู้สึกว่ามีจริงๆ เช่นสั่งว่าคนนี้โต๊ะนี้ ขณะหลับตานี่สั่งไว้ ต่อมาจะให้ลืมตา แล้วบอกว่าบนโต๊ะนี้ไม่มีอะไรเลย ว่างหมดนะ ทำใจสบายๆเบาๆ บอกว่าไม่มีอะไร อยู่บนโต๊ะ พอเขาลืมตามาเขาก็ไม่เห็นจริงๆ ถามว่ามีอะไรไหม? เขาก็ไม่เห็นจริงๆ เราก็บอกว่าให้เขาเอามือกวาดไปสิ แล้วเขาก็จะไม่รู้ว่าอะไรมี แต่ที่จริงมีแก้วน้ำวางอยู่ เขาก็กวาดถูกแก้วน้ำตกอยู่เพล้ง เขาก็ตื่น

ก็ได้ศึกษาว่าถ้าถูกสะกดจิตก็ทำได้ สิ่งที่ไม่มีจะให้เห็นก็ได้ เช่นสะกดจิตว่า เอาเหล็กเผาไฟแดงไปวางนาบที่แขน (ทั้งที่เป็นอย่างอื่นที่ไม่ร้อน) พอนาบไปเขาก็ร้อนจริง

มันเป็นมโนมยอัตตา ในอัตตา ๓ ๑. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) ๒. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) ๓. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๐๒)

เช่น พ่อครูยกปากกา ขึ้นมาใครก็เห็นเหมือนกันหมด นี่ลูกฟักข้าวใครก็เห็นเหมือนกันแต่ถ้าจิตเราถูกสะกดจนวิปลาสไป เช่นสะกดว่าเห็นฟักข้าวนี่ลูกใหญ่นะ เขาก็จะเห็นว่าใหญ่ แต่คนเราไปติดอีกอย่างที่เห็นว่า รูปนี่สวยนะ นี่ก็ติดในโอฬาริกอัตตา คือติดในกามคุณ ๕ ที่ปรุงแต่ง ติดในตัวที่ถูกโลกหลอกว่าอร่อย เป็นความน่ามีน่าได้น่าเป็น ต่างไปจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติของส่ิงนี้ เป็นการสร้างอัตตาของตน เช่นเสพรูปสวยอันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งเท็จ ในโอฬาริกอัตตาที่ชื่นใจ ทั้งๆบางทีทำทุจริต เช่นไปโกงเขามาได้เงินมาก็ชื่นใจ คุณฉลาดโกงเขาก็ชั่วแล้ว แล้วยังไปหลงยินดีสิ่งที่ตนได้มาอีก นั้นทำให้ฝั่งลึกในจิตอีก

อบายน้นเขาไปติดในรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส อย่างหยาบก็ติด การละเล่น บันเทิง อย่างไมเคิลแจกสัน เป็นของไม่จริง สุขขัลลิกะ โอฬาริกอัตตา ที่หยาบมาก อาตมาดูไมเคิลเต้น ร้องเพลงก็ไม่ได้สุขอะไร ไม่ได้เกิดรสอะไร ก็เต้นไป ดีไม่ดีมันลามกด้วย แต่เขาก็ติด โลกทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยรสโอฬาริกอัตตา

อาตมามาเผยแพร่สูตรของพระพุทธเจ้าให้พวกเรา ให้พวกเราลดละหน่ายคลาย แต่ก่อนใครดูฟุตบอลแล้วอร่อยมาก แต่เดี๋ยวนี้จางคลายไหม? หรือไม่เกิดรสชาติในใจแล้วนี่คือของเท็จ นี่คือส่ิงลวงสร้างขึ้นมา

ธรรมกายไม่ได้สร้างแต่มโนมยอัตตาเท่านั้น แต่สร้างความสวย ยิ่งใหญ่หรูหรา ในโลก อันนี้ซ้อนไม่ได้ดูหยาบ แต่ที่จริงผู้เห็นชัดรู้สัจธรรม ก็จะเห็นว่าหยาบ แต่คนไม่รู้จะหลงว่างามมาก หรูหรามาก สวยมาก ปรุงแต่งกันมาก

โอฬาริกอัตตาและมโนมยอัตตาเขาใช้อย่างเห็นๆ แต่ว่า เขาไม่รู้ว่าเขาจับมโนมยอัตตากับโอฬาริกอัตตาเขาไปฝังลึกใต้ก้นบึ้งของจิตเป็นอรูปอัตตาไปด้วย เขาสร้างนิพพานเป็นอัตตาด้วย ผู้รู้ท้วงติงเขาก็ไม่ฟังเพราะเขาสะกดจิตจนคนเป็นทาสเป็นบริวารที่ปล่อยไม่ไปแล้วอันตรายมาก ดูนิ่มนวลแต่หยาบคายกว่ารัสปูติน

สร้างทั้งรูปแบบยิ่งใหญ่ องค์ประกอบต่างๆนานาให้คนหลง แล้วเขาก็ทำได้เพราะคนอวิชชา ตกเป็นทาสเขาอย่างย่ิง ต่างกับพระพุทธเจ้าที่สอนให้คนฉลาด ไม่ตกเป็นทาสโลก ทาสอัตตา ของพระพุทธเจ้าถอนล้าง แต่นี่ทำให้คนติด จม หลอกบุญใหญ่บุญมาก มหาศาลเป็นมหัปปิจฉะ อนันตังไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด

อาตมาไม่โกรธเกลียดแต่กลัว ขนพองสยองเกล้า สังคมไทยหากให้ลัทธินี้ครอบงำประเทศแล้ว จะตกต่ำย่ิงกว่าประวัติศาสตร์รัสปูตินอีก เพราะเขาผนวกอะไรหลายอย่าง ใช่เล่กล ฉลาดแกมโกงย่ิงกว่ารัสปูติน

ธรรมกายเป็นลัทธิที่ตรงกันข้างอย่างสิ้นเชิงกับของพระพุทธเจ้า ยิ่งกว่าเทวทัต เพราะเทวทัตเป็นสายที่ใช้ฤทธิ์ไม่ใช่โลกธรรม แต่สายธรรมกายนี้ติดยึดหนักกว่าเทวทัตซับซ้อนกว่า ที่อาตมาพูดนี่เหมือนถล่มทำร้ายธรรมกาย แต่ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้ทำร้าย เขาทำความร้ายมาเอง อาตมาเปิดเผยความร้ายนี้ อาตมาสู้รบปรบมือกับเขาไม่ได้ อาตมาเล็กๆไม่มีอำนาจอะไร เขามีอำนาจที่ผูกโยงกับอำนาจรัฐ(รัฐบาลก่อน) แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้ ก็หวังว่า รัฐตอนนี้จะมีดวงตาเห็นว่านี่คือผีร้ายแรงของสังคม จัดการไปตามความจริงก็จบ ถ้าซูเอี๋ยกันไปไม่รอด เพราะเชื้อโรคร้ายแรงฆ่าตายยาก เชื่อพันธ์นี้นะ ยากมาก

ก็ขอสรุปลงที่ว่า ลัทธิ ที่ แยกไว้ ๓ อย่างใหญ่ๆ ๑.ลัทธิมักน้อยสันโดษหนีทิ้งโลก เป็นอัตตาเต็มตัวเต็มบ้อง เข้าใจว่ากามต้องทิ้ง แต่ไม่เข้าใจจิต ไม่มีจิตวิเคราะห์ ไม่มีผัสสะจริงแล้ววิเคราะห์ว่าจิตนี้ติดอะไร แล้วฝึกจิตให้มีปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริง

ต้องเรียนรู้ ธรรมชาติมันจะมีเวทนาเป็นส่วนสองเลย ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ผู้ที่ได้ศึกษาจิตวิเคราะห์แบบพุทธก็จะแยกแยะได้ ศึกษา นาม ๕ คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ แตกจิตให้รู้ว่าอะไรคือจิตจริงที่เป็นธาตุรู้แล้วอะไรคือตัวที่สองที่เราหลงสร้างเป็นอัตตา

ถ้าปฏิบัติจะลด อัตตา ๓ ไปตามลำดับ แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ อรูปอัตตาจะใหญ่ยิ่งกว่าโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตาอีก เพราะทุกอย่างไปรวมลงที่จิต แต่ถ้าลดละไปก็จะได้ตามลำดับ จนหมดอัตตาได้ แล้วจะรู้ว่า สัญญา ย นิจจานิ ทุกอย่างอยู่ที่เราไปยึดมั่นกำหนดหมาย ผู้มีตาทิพย์จะอ่านหรือรูปจริงกับรูปสองได้ เสียงสอง

ผีกับเทวดาก็อย่างเดียวกัน ถ้าฆ่าเทวดาได้ ผีก็หายไปด้วยได้ ก็เหลือแต่จิตที่เป็นอย่างเดียวเป็นเอกัคคตาได้

ถ้าไม่รู้จักโอฬาริกอัตตา ก็ไปสะสม จะจัดจ้านตามโลกเขาไป อยากได้จนต้องทุจริตก็ต้องทำ ทุจริตได้ก็หลงว่าดีอีก เป็นมานะ อติมานะซ้อนอีก แล้วก็ทำอย่างย่ามใจ ไม่ว่าสายศาสนาหรือนักธุรกิจ

นักธุรกิจ ยิ่งฉลาด แกมโกงซับซ้อนจะยิ่งรวยมาก เพราะไม่มีเศรษฐกิจพอเพียง เพราะถ้ามีก็จะตีกรอบตนว่าไม่รวยกว่านี้อีก ทำได้มากก็จะช่วยคนอื่นได้มาก อย่างวอเรน บัฟเฟต มีอยู่ ๑๐๐ % จะทำทานถึง ๘๐% คนอย่างนี้มาคุยกันจะรู้ได้เลย แต่ทุกวันนี้คนทำทานอยู่ไม่กี่ % หรอก

อย่างชาวอโศกนี่ทำมากก็จะยิ่งสะพัด ไม่สะสมเอามาเป็นของตน ต้นทุนเราจะมีมากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นส่ิงทุจริต เรามีปัญญาเหนือทุจริต อกุศล เราใช้เป็นกุศลสร้างเพื่อโลก คนไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องมีเครื่องมือมากหรือทันสมัย เพราะเราทำเพื่อสังคม เรามีเครื่องมือมากเราก็ทำช่วยได้มาก ไม่ได้ทำมาแล้วเอาเงินมาปันผลแก่สมาชิกไม่ใช่ เราทำถึง ไม่เอาลาภแลกลาภเลย

มาบวชเป็นพระเป็นเจ้าแล้วไม่รู้ ก็ยังรับเงินตอบแทนค่าตอบแทนนี่คือการรับจ้าง การทำทานกับการรับจ้างมันต่างกัน

ที่จะเน้นวันนี้ชัดๆก็คือการสะกดจิต นี่คือเรื่องที่ไม่ค่อยรู้ทันกัน อาตมาไม่พูดว่าธัมมชโยจะรู้ว่าตนทำสะกดจิตไหม แต่บอกเลยว่าคุณทำการสะกดจิต จะบอกว่าบกพร่องโดยสุจริต ก็เป็นความผิดที่ใหญ่มากเลวร้ายมาก ให้คนหลงวิมานงามงายอัตตา สร้างภพชาติให้คนติดหลง มอมเมาด้วยภพชาติ คนหลงสวยงามหรูหรา ฟู่ฟ่า ให้คนหลงเบิกบาน อาตมาได้อ่าน บทสัมภาษณ์ของเสี่ยบุญชัยว่า ธรรมกายจะทำให้เขาได้ภพชาติ

ก็ขอเข้าสู่มิจฉาทิฏฐิข้อแรกคือทำทาน

เขาติดสินบนเก่ง สร้างวิมาน ก็เก่ง ประกอบรูปร่างองค์ประกอบ อย่างนี้หยาบใหญ่หรูหรามหัปปจิฉะ มีแสงสีเสียง ทำให้เขาติดยึดกลายเป็นอัตตาที่หนาแน่น เป็นอัตตาที่ยิ่งใหญ่ซ้อนลงไป

มิจฉาทิฏฐิข้อแรกคือทาน เขาไม่เข้าใจว่าทำทานอย่างไรเป็นอัตถิทินนัง เขาทำทานแล้วยิ่งสร้างภพชาติ ทำให้เขายิ่งอยากได้อยากเป็นในวิมาน ชาตินี้ได้เท่านี้ชาติหน้าจะได้มากกว่าเดิม เป็นภพชาติที่เขาไม่เข้าใจ ถูกหลอกให้งมงาย ทานแบบนี้ทำใจในใจอย่างไรจึงเป็นอัตถิทินนัง

เกิดผลเป็นจิตที่สังเวยบวงสรวงแล้วมีผล คือมีพฤติกรรมนั้น แล้ว จิตคุณมีผลอย่างไร มีผลลดละหน่ายคลายกิเลสหรือไม่? ถ้าผู้ใดไม่รู้ว่าทานอย่างไรมีผล อัตถิทินนัง ก็จะไม่รู้วิธีทำใจในใจ ทานคือการสละความโลภ ล้างจิตโลภให้เล็กลง แต่นี่ไปตั้งวิมานให้โลภใหญ่กว่าเก่า โดยหลอกว่าถ้าเอาอันนี้มาบริจาคให้เรา ชาติหน้าจะได้อันนี้อีก ๑๐๐ อัน นี่คือคำหลอกคน ยิ่งถูกสะกดจิตก็ยิ่งเชื่อง่าย เชื่อก็ยิ่งมาทำทาน จนมีคนที่หมดตัว ทำทานไม่ทัน

เขาสอนให้คนเลิกอบายมุข เป็นขั้นต้นง่ายๆ คนพวกนี้สร้างฐานะได้ทุกคน แต่เราไม่หลอกให้เอาเงินมาทำทานให้เรา แต่เขาหลอกให้ทำทานให้เขา ประเด็นคือมันเป็น นัตถิทินนังคือทำทานแล้วไม่ได้ผลลดกิเลส แต่ว่ากลับทำให้กิเลสเพิ่มขึ้น ทำทานแล้วอยากได้มากขึ้น ทำจิตจริงเลย

ไม่ว่าจะวัดไหน หรือธรรมกายก็ทำทานมิจฉาทิฏฐิ ในสัมมาทิฏฐิ ๑๐

เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).

๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . ๒. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ๓. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . ๕. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . ๖. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ .

ต่อให้นั่งสมาธิ แต่แล้วเวลาทำทานก็โลภมากกว่าเก่าอีก คือการไม่เข้าใจปรมัตถ์นี้แล้วไม่รู้จักมนสิการ ที่ต้องรู้จิตตั้งแต่สักกายะ ไม่รู้ก็ไปสร้างภพชาติ เป็นนัตถิทินนัง นัตถิยิตถัง นัตถิหุตัง สังเวยบวงสรวงแล้วได้ผลเพิ่มกิเลสแน่ อย่างไปทำทานไหว้เจ้า แล้วสาธุขอให้รวยๆๆ คุณไหว้เจ้าไม่ได้ลดกิเลสเลย นี่คือวิธีการคือยิตถัง แต่พระพุทธเจ้าสอนให้เกิดการลดละหน่ายคลายกิเลส แต่นี่สอนตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าก็ไม่มีทางได้ผล

ย่ิงมาใช้วิธีซับซ้อนสะกดจิตอีก สร้างภพชาติ หลอกให้รวยมากใหญ่ กิเลสมากโต นั่งหลับตาได้รูปภพ อรูปภพใหญ่โต สะกดจิตเป็นภพภายใน ดูไม่มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้าน แต่ว่ามันเป็นภพภายใน ยิ่งเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องนอกรีตที่พระพุทธเจ้าอึดอัด เกลียดชังระอา ด้วย

แม้แต่ทานก็ไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิ อ่านจิตไม่เป็นโยนิโสมนสิการไม่เป็น สัมมาทิฏฐิต้องมีปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา

ตรงไหนที่เกิดเวทนา นั่นคือหทยรูป ตรงนั้นคือแดนเกิด คำว่าแดนเกิดกับหทยรูปคืออัน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน