580513_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ผู้เห็นธรรมคือผู้เห็นพระพุทธเจ้า.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580513_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ผู้เห็นธรรมคือผู้เห็นพระพุทธเจ้า

พ่อครูว่า....วันนี้วันพุธที่ ๑๓ พ.ค. ๒๕๕๘ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ปีมะแม อาตมาก็พยายามดูใจตน ที่มาบรรยายธรรมะนี่ แต่ละวันๆ มีเว้นบ้าง มันเบื่อบ้างไหม? อาตมาก็ว่าแม้บางทีบางครั้งมีคนฟังไม่กี่คน บางคราวก็มีคนเยอะ ก็ดีได้ฟังเยอะ แต่ว่าเราได้พูดได้บรรยาย สาธยายสิ่งที่ อาตมาว่าชีวิตนี้ ถ้าไม่ได้ทำอันนี้ อาตมาว่าล้มเหลวไม่มีที่ดีเลย เท่าที่ทำมาอยู่ประจำเป็นหลัก

อาตมาอยู่ทางโลก ก็ได้รับโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ ยินดีแบบนั้นๆ แต่พอมาเข้าใจสัจธรรม ทำงานมาก็ยิ่งเป็นความจริงว่า มนุษย์นี่น่าสงสาร หรือน่าเวทนาจริงๆ เราก็เข้าใจโดยปริยายว่า หมายความว่า อะไร? สงสารกับเวทนาก็อันเดียวกัน แต่ถ้าใครไม่มีสัญญาในปรมัตถธรรม ที่แท้จริง ก็จะกำหนดผิด สัญญาคือการกำหนดหมาย กำหนดรู้ ทำได้อย่างนี้ใช่ก็จำ หรือใกล้เคียงก็จำ มีกำหนดรู้ จำไว้ในความจำของเรา

คำว่า เวทนา หมายถึงอาการของจิต ส่วนคำว่า สงสาร มันหมายถึงโลก คือความหมุนเวียน สังสารวัฏ แล้วความหมายมาใกล้เคียงกันก็เพราะตัวของคนและคนไม่ได้รู้จักเวทนา ไม่รู้ เวทนาในเวทนา เมื่อวานนี้ เราย้ำอีกว่า เพราะอาศัยเวทนาจึงเกิดตัฯหา แล้วมีการต่อเนื่องวนไป บางคนก็ไปรอบโลก รอบจักรวาล บางคนก็วนรอบเล็กๆ คนที่วนในวัฏฏสงสาร ในโลก ไม่มีจบ แล้วที่วนอยู่ในโลกนี้ ที่สรุปได้ก็ต้องขึ้นสู่สูง คำว่าสูงนี้ก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดของแต่ละคน ก็มีขึ้นแล้วก็ลง ไปแล้วก็มา ดีแล้วก็ชั่ว สุข/ทุกข์ อกุศล/อกุศล วนอย่างนับสังสารวัฏไม่ไหว

เพราะไม่ได้เรียนรู้เวทนา ที่บอกว่า น่าเวทนา ก็คือ เขาไม่รู้จักเวทนา ดังนั้น เวทนาจึงเป็นเครื่องอาศัย เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งตัณหา ก็คือ เวทนา เพราะเวทนานี่แหละที่คนไม่เรียนรู้แก้ไข

อ่านต่อ

จนจบสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่เริ่มต้นเป็น เวทนา ๒ คือ กายิกทุกข์ และเจตสิกทุกข์ ซึ่งตัณหาทำให้เกิดเวทนานั้น สังสารวัฏ กับ เวทนา ที่พระพุทธเจ้าว่ามีเหตุปัจจัยต่างๆก็รวมลงเป็น อัตตา

สิ่งที่มนุษย์อาศัย จะต้องแก้ไข มี ๔ เท่านั้น ที่ต้องเรียนรู้ คืออาหาร ๔ ๑.กวฬีการาหาร ๒.ผัสสหาร ๓.มโนสัญเจตนาหาร ๔.วิญญาณาหาร

ถ้าทำเวทนาตั้งแต่กายิกทุกข์ เจตสิกทุกข์ เป็นทุกข์อาริยสัจจ์ เริ่มต้นเรียน ก็ที่ กายิกทุกข์ คือทุกข์ที่เนื่องไปด้วยกาย ทุกข์จริงๆ อยู่ที่กาย แต่ไม่ใช่อยู่ที่ร่างเนื้อ ที่รูปร่าง อย่างเรานั่งอยู่นี่ ถ้าเมื่อย มันไม่ได้ทุกข์ที่ร่างกายนะ แต่มันอยู่ที่ใจทุกข์ กายิกทุกข์อยู่ที่ใ

เมื่อไปปฏิบัติต้องปฏิบัติที่ความจริง อยู่ที่ รูป นาม และวิญญาณต้องมีสามอย่างนี้ และต้องมีภายนอกด้วยจึงจะครบ กายสักขี ยืนยันเป็นรูปธรรม แม้จะเป็นนามธรรมก็ยืนยันได้ต่อหน้ากันนี่ก็ยืนยันได้ ถ้าเข้าใจถึงขีดที่รู้ได้ด้วยปัญญา การรู้นั้นมีสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย และรู้เห็นแจ้งด้วยปัญญา

เริ่มต้นเราต้องมีทิฏฐิก่อน มีปริยัติ ที่ได้เรียนรู้ สดับมาก่อน แล้วเข้าใจ แล้วต้องถูกตรง พอถูกตรง สัญญาก็กำหนดถูก ที่ต้องเรียนต้องมี ๓ เส้าของกาย มีตากับรูป มีหูกับเสียง มีกลิ่นกับรส ฯ มีครบทั้งนอกและใน อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ

ผู้ศึกษาต้องทำมรรคองค์ ๘ เริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐิ และต้องสัมมาด้วย มันมีอันเดียวหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องสมบูรณ์ แล้วมันยากตรงนี้แหละที่ว่า หนึ่งเดียวที่ถูกต้องนี่ เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียว

เริ่มต้นที่ ศรัทธานี่ คือเชื่อถือ ยังไม่ถึงกับไปปฏิบัติ อาตมาทำมา ๔๕ ปีน่าจะมีคนเชื่อถือเป็นล้านนะ แต่ว่าเชื่อถือยังไม่ได้ปฏิบัติตาม แต่ถ้าปฏิบัติตามนี่คือเชื่อฟัง ก็จะมีนิดหน่อย อาจถึงหมื่นคน ไม่อยากพูดว่าถึงแสนคน ที่พูดไล่ไปนี้เพื่อให้รู้ว่า ใครล่ะถูกจริง เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียว ใครจะค้นพบสัจจะหนึ่งเดียว พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ในข้อที่ ๑๐ ของสัมมาทิฏฐิ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างลึกซึ้ง

ชนสองพวกได้กล่าวกันและกันว่า “เป็นผู้โง่” เพราะทิฐิ ฯเรา(ตถาคต)ไม่กล่าวทิฐินั้นว่าเป็นสัจจะ เพราะเหตุว่าสัตว์ยึดทิฐิของตนว่า “สิ่งนี้เท่านั้นจริง” (สิ่งอื่นเปล่าดาย ไม่มีจริง) สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้นมิได้มีสองอย่าง สัจจะหลากหลาย ต่างๆ กันนั้น มิได้มีเลยในโลก แต่ที่ไปเห็นว่ามีก็เพราะ ไปสัญญาว่าเที่ยงแท้แน่นอน เท่านั้น (น เหวะ สัจจานิ พหูนิ นานา อัญญัตระ สัญญายะ นิจจานิ โลเก) พตปฎ. ล.๒๕/๔๑๙ , ล.๒๙/๕๑๙ - ๕๙๙

คนจะหลอกคนต้องสร้างสิ่งที่ให้คนเชื่อว่ามี แต่ผู้ที่ลดความมีแล้วก็จะรู้สัจจะว่ามีมากมันเฟ้อเกิน ไม่น่าสนใจ ก็อาศัยเท่าที่ควรมี ชีวิตจะไม่หวงแหนเลย จะไม่เกิดอย่างที่ว่า [๕๙] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัย เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดการตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจจึงเกิดการ รักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรั กใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้นอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาทการกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วยประการฉะนี้แล

คนไม่รู้ก็จะมีอย่างนี้ไปตลอดโลกแตก จนกว่าจะมีกลุ่มชุมชนที่อยู่กันอย่างไม่มีทะเลาะวิวาท ไม่มีการป้องกัน โดยเฉพาะยิ่งลึกคือ ไม่มีตระหนี่ ไม่มียึดถือ ไม่มีความพะวงหมกมุ่นฝังใจ เพราะว่าเป็นเป็นสิ่งควรได้ แล้วก็ไปแสวงหา เพราะไปได้ฟังมาจึงเกิดตัณหา ก็แสวงหา ได้ลาภมาก็ฝังใจ(วินิจฉโย) คือตัดสินตกลงใจ จึงเกิดความรักใคร่พึงใจ(ฉันทราโค) จึงเกิดการพะวง(อัชโชสานัง) จึงเกิดการยึดถือ(ปริคโห) จึงเกิดตระหนี่(มัจฉริยัง) จึงเกิดการป้องกัน(อารักโข) เกิดการรักษา แล้วใครมาแตะก็เกิดเรื่อง

ที่กล่าวมานี้เพื่อให้รู้ว่า มีแต่การกำหนดหมาย จึงมีตระหนี่ยึดถือ เราก็กำหนดหมายว่า ป้องกัน ตระหนี่ ยึดถือคืออย่างไร อาการจิตเราเป็นอย่างนั้นๆเป็นอย่างไร เรามีหรือไม่? มีมากหรือมีน้อย แล้วไปมีกับอะไรบ้างในโลก ถ้าไปมีมากในโลก ที่เขาว่าอะไรก็น่าได้น่ามี เป็นอบายมุข ก็น่าได้น่ามี อันนี้เวรเลย ต้องลดลงมา อบายมุขนี่เลิกที พฤติกรรมที่ไม่ดีอบายทั้งนั้น ก็เรียนรู้แล้วเลิกมาตามลำดับตาม สัญญา ๔ นี้ ๑.ปริตตารมณ์(กำหนดของเขตทีละน้อย) ๒.มหัคตารมณ์(กำหนดขอบเขตได้มากขึ้น) ๓.อัปปมาณารมณ์(ทำได้มากจนไม่อาจประมาณ) ๔.อากิญจัญญายตนะ(ต้องตรวจดูว่านิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่ให้มี)

สัญญา ๔ นี้ อากิญจัญญายตนะนี่ท่านนับว่าเลิศสุดใน ๔ สัญญานี้ แม้อากิญจัญญายตนะ นั้นต้องมีสัมผัสจริง ถ้าไม่มีสัมผัสไม่เกิดอายตนะ ต้องมีสิ่งจริงมีที่มาที่ไปนะ อย่างศาสนาพุทธสอนให้ทำที่กามาวจรก่อน มีสัมผัสทางทวาร ๕ ก่อน แล้วกามาวจรที่แย่ที่สุดเรียกว่า อบาย ต้องกำหนดจัดการตรงนี้ก่อน เป็นปริตตารมณ์ จนมีผลได้เพิ่ม เป็น มหัคตารมณ์ เป็น อัปปมาณารมณ์ จนตรวจสอบว่าแม้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่ให้มี

เริ่มต้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาริยสัจ ๔ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา เริ่มต้นกำหนดรู้ทุกข์ก็พอได้แต่ว่า อันที่ ๔ นี่คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือข้อปฏิบัติที่จะเกิดให้ดับเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งข้อปฏิบัติวิธีปฏิบัติทุกวันนี้มันผิด อาตมาก็ยังไม่เห็นว่าที่ถูกที่สมบูรณ์ที่เขาทำมีอยู่ตรงไหน

ทางปฏิบัติคือมรรคองค์ ๘ ปฏิบัติมรรคองค์ ๘ เพื่อให้ได้สัมมาสมาธิ ผู้เรียนรู้ศาสนาพุทธรู้ว่า สมาธิ คือจิตตั้งมั่น แต่จิตตั้งมั่นเขาก็คิดว่าคือจิตที่ไม่วอกแวก จิตเป็นหนึ่งเลย มันก็เพี้ยนจากจิตตั้งมั่นของพระพุทธเจ้า มาเป็นตั้งมั่นแบบโลก แบบเทวนิยม ที่นั่งหลับตาสะกดจิตทำได้ จนสัญญา ย นิจจานิ ว่า นี่แหละ คือฌาน ๔ และก็คำว่าตั้งมั่นคือจิตที่เป็นฌาน ๔ ได้มั่นแข็งแรงตั้งมั่นตกผลึกเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา

แต่เขาว่าไปนั่งสมาธิแล้วจะเกิดฌาน แต่ที่จริง ทำฌานแล้วจะเกิดสมาธิ ฌานเป็นมรรค สมาธิเป็นผล แต่เขาก็เพี้ยนไปหมด ปางนี้อาตมานำสัจจะมาพูด แล้วอาตมาเป็นคนมีวิบาก ให้มาทดสอบความจริง ถ้าอาตมาไม่ใช่คนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ ๑๐ อาตมาก็โบกธงลาไปนานแล้ว ถ้าอาตมาไม่มีสมาธิตั้งมั่น ไม่แน่ และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ได้ ป่านนี้ทำไม่ไม่ได้สักที อาตมาไม่ได้มีปัญหาหรือตัณหาเหล่านั้น อาตมาเคยพูดแล้วว่า แม้จะสอนไปแล้วเหลือคนนั่งฟังเพียงคนเดียว ก็ไม่ประหลาดใจ แม้ที่สุดไม่เหลือใครมาเชื่อเลย อาตมาก็จะทำต่อ เพราะมั่นใจว่า สัจจะมีหนึ่งเดียว

แล้วทำไมข้อที่ ๑๐ ของสัมมาทิฏฐิ ทำไมพระพุทธเจ้าต้องตรัสถึง สยังอภิญญา

ปัจจัตตัง เป็นการเห็นด้วยตน รู้ด้วยตน เป็น มรรค พอได้ปัจจัตตังก็จะเห็นด้วยตนรู้ด้วยตนเกิดผลด้วยตน แล้วเป็นปัจเจก มีของๆตน แล้วจากปัจเจกจะสูงขึ้นเป็นสยังอภิญญา ซึ่งจากสยังอภิญญา จะแบ่งเป็นปัจเจกของสยัมภู กับปัจเจกของสัมมาสัมพุทธะ แล้วจึงจะเป็น สัมมาสัมพุทธะ เป็นธัมมสามี คือเป็นเจ้าของธรรมะ เด็ดขาด เป็นต้นธาตุต้นธรรมเลย

๑.ปัจจัตตัง ๒.ปัจเจก ๓.สยังอภิญญา ๔.ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ๕.สยัมภู แล้วท่านตรัสว่า ผู้เป็นสยังอภิญญา ในโลกนี้มีอยู่ด้วย ถ้าเป็นสยังอภิญญาก็เกินครึ่งแล้ว เอนเอียงไปหาจริงแล้ว ถ้าจะแบ่งสัจจะเป็น ๔ ส่วน ที่จะถึง วัฏฏะแล้วเผื่ออีกอันหนึ่ง ถ้าแค่ ๓ เป็นวงวน ต้องมี ๔ จึงเป็นตัวตัดสินให้ไปข้างหน้า อย่างโสดาบัน มี โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ขั้นนิยตะก็เลยครึ่งแล้ว

ยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า ก็ต้องมีผู้มีภูมิรู้อย่างน้อย สยังอภิญญา จึงเชื่อได้ว่ามีความแม่นยำถูกต้องพอเชื่อถือได้ ถ้ายิ่งมีโพธิสัตว์ระดับสูงกว่าอาตมาระดับ ๘ ก็ยิ่งดีสิ แต่อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ ๗ อาตมาก็อยู่ในขีดตัวที่เป็นหลักแล้ว ที่พูดวันนี้เพื่อขยายความว่า อาตมาเป็นอันนั้นจริง แต่คนไม่เชื่อง่ายๆ ฟังก็ฟังไป จะนับว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ ๕ ก็ได้ คืออนุโพธิสัตว์ จะเชื่อว่า อนุโพธิสัตว์ก็ได้ ไม่ต้องถึง นิยตโพธิสัตว์ก็ได้ พิสูจน์ไปแต่อาตมาว่าอาตมาเป็นนิยตโพธิสัตว์

ทุกวันนี้อาตมาแสดงสัจจะของพระพุทธเจ้า นี่คือการพิสูจตนว่าอาตมาจริง ถูกต้องหรือไม่ ทำงานมาผ่านอายุ ๗๒ ปีมา ๙ ปีแล้ว มันก็ยังไม่เท่าไหร่นะ อาตมาจึงจะอยู่พิสูจน์ต่อไปอีก ก็ตั้งไว้

อาตมาไปเยี่ยมคนป่วย โยมพ่อท่านถักบุญก็พูดวนว่ามันตายได้วันนี้ก็ดี มันเจ็บปวดไปหมด มันน่าเบื่อ อาตมาก็มานึกถึงตนเอง โยมพ่อท่านถักบุญอายุ ๗๒ ปี อาตมานี่ จะขึ้น ๘๒ ปี อาตมาก็ยังไม่มีอาการเช่นนั้นเลย ความรู้สึกอยากตายของอาตมาไม่เกิด แล้วยังมีเหตุปัจจัยที่อาตมาต้องทำงานอีก มันก็มีอะไรเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ก็ดูคนอายุ ๘๐ คนอื่นสิ เขาก็บ่นนั่นบ่นนี่ไป แต่อาตมานี่ไม่เหมือนเขาไม่ได้บ่นเช่นนั้น

ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ ๑๐ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คุณเกิดมาครบอาการ ๓๒ พร้อมสัญญาและใจ ได้พบคนนี้หรือยัง เขาจะได้อธิบายโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งให้คนเข้าใจได้ แล้วเอาไปปฏิบัติให้คนเข้าสู่โลกุตระได้ โลกุตระคือโลกหน้า โลกุตระมี ๑ กายในกาย

คำว่ากาย นี้ เขาก็เข้าใจไม่ได้แล้ว รู้ผิดๆ จะเข้าไปสู่ กายในกาย ได้อย่างไร องค์รวมของกาย คุณก็ไปสัญญากำหนดผิด

กายในกาย คือองค์ประชุมของรูป/นาม แล้วเรียกว่า วิญญาณ คือผัสสะ ๓ คำว่า กาย ทิ้งข้างนอกไม่ได้ ต้องมีข้างนอกด้วย สัมผัสดินน้ำไฟลมด้วย มีรูป ๒๘ ครบ มีปสาทรูป โคจรรูป แล้วเกิดวิญญาณ คำว่ากายในกายรวบเลยว่า คืออ่านวิญญาณ ซึ่งเกิดจากเวทนา/สัญญา/สังขาร ซึ่งแตกสังขารออกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ ก็คือนาม ๕ ก็คือจิต มโน วิญญาณ

ส่วนรูป ก็แจกเป็น อุปาทายรูป ๒๔

เวทนา สัญญา นี่เป็นตัวหลัก แล้วกำหนดรู้ เจตนา ผัสสะ แล้วให้ทำมนสิการให้สัมมาทิฏฐิ ถ้าใครทำใจในใจไม่โยนิโส ให้ลงไปถึงที่เกิดไม่ได้ จะต้องคู่กับสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิจะโยนิโสมนสิการไม่เป็นเลย จะโยสิโสมนสิการอย่างถูกต้องถ่องแท้ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ต้องฟังธรรมจากสัตบุรุษ ได้ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์

อาหารสู่วิชชาและวิมุติ ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ ๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ . ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)

สัตบุรุษนั้นแหละคือสยังอภิญญา ถ้ายิ่งเจอปัจเจกหรือสยัมภูได้ก็แล้วแต่บารมี ถ้าใครเจอก็มาบอกอาตมาบ้าง อาตมาก็อยากได้ของดีนะ อาตมาไม่เคยหลงตน ว่าตนคือพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปหรือพระศรีอาริย์นะ ไม่ได้เคยหลงตนเช่นนั้นเลย ก็บอกอยู่แต่ว่าตนเป็นโพธิสัตว์ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าแค่บอกว่าอาตมารู้เอง

เขาเรียนมาผิดว่า ผู้รู้เองมีแต่สยัมภูคือพระพุทธเจ้าองค์เดียวนี่คือความเพี้ยน แต่ชาตินี้อาตมาไม่ได้รับมาจากใครเลย ไม่ได้มีอาจารย์ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้องเลย เขาก็ว่า เป็นพระพุทธเจ้าหรือไง อาตมาก็ว่าไม่ใช่ นี่คือความขาดวิ่นขององค์ความรู้ในศาสนาพุทธ เขาตู่อาตมาเองว่าอาตมาเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาไม่เคยหลงตนหรือเคยพูดว่าอาตมาเป็นพระพุทธเจ้าเลย มีแต่เขาตู่ว่า

สยังอภิญญาก็ต้องรู้สัมมาทิฏฐิ ต้องอธิบายได้อย่างเข้าใจ ปฏิบัติได้มีสิ่งจริงยอมรับ อาตมาก็อธิบาย อธิบายแล้วเขาก็บอกว่าอยากฟังอีกที แต่คนก็ไม่ได้เข้าใจง่ายๆ ก็ต้องอธิบายอีกๆๆ อธิบายตั้งแต่ทาน ทานที่จะมีผลเป็นอัตถิทินนัง ซึ่งก็อธิบายต่างจากเขาอีก เขาไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษแท้ ถ้าเขาเชื่อเขาจะไม่กล้าติกล้าว่า เขากลัวตกนรก แต่เขาไม่เชื่อจริงๆเขาจึงกล้าว่า กล้าจะเอาเข้าคุกด้วย

อาตมาก็บอก ทาน แล้วมีใจโลภ ใจจะเอาเป็นอย่างไร แล้วทำใจในใจทำอย่างไร ก็ต้องมีฉันทะเป็นมูล แล้วมีมนสิการเป็นแดนเกิด ไม่มีสถานที่ แต่เป็นนามธรรม คุณต้องสัญญากำหนดรู้ว่าเวทนาเกิด เวทนาคือองค์ประชุมของรูป/นามที่เกิดจากการกระทบสัมผัส ถ้าสังขารมันก็ปรุงแต่งเป็น จิตสังขาร ที่อยู่ในกายสังขาร แล้วกายนี่ก็คือนาม คือความรู้สึกนะ คือเวทนา

ก็จับอ่านอาการทุกข์/สุขก่อน อาตมาก็อธิบายว่า สุข มันคือสุขเท็จ ที่จริงมันคือการบำเรออุปาทาน ตัณหา ถ้าไม่บำเรอ อุปาทาน ตัณหาก็คือไม่มีสุข/ทุกข์ ซึ่งตัณหาก็คือตัวอยาก อุปาทานคือตัวยึด ตัณหาคือdynamic ส่วน อุปาทานคือ static พระพุทธเจ้าสอนให้ฆ่าตัณหา อุปาทานจะดับไปด้วย หลักคือสมุทัยอยู่ที่ตัณหา แล้วในมูลสูตรท่านบอกว่า ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย จะมนสิการต้องมีผัสสะเป็นเหตุนะ จึงจะรู้สมุทัยที่เป็นปรมัตถ์ หากไม่มีผัสสะจะไม่ครบความจริง รู้ได้ยาก

เมื่อครบความจริงมีผัสสะ จับกิเลสได้ รู้สมุทัยที่เราจะจัดการกับมัน ก็คือตัวอยาก ตัวตัณหาคือตัวเหตุแห่งทุกข์ เมื่อจับได้ จึงรู้ว่าเพราะโลภ ได้สมโลภก็สุข ก็ต้องมาลดความโลภ คือทำทาน ศีล ภาวนา ทำทานคือสละความยึดของเรา ความโลภของเรา อ่านจับอาการ ลิงค นิมิต รู้นามรูปด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส

พระไตรฯล.๑๐ ข.๖๐ ว่า ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัติ นามกาย ต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกาย จะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรอานนท์ การบัญญัติ รูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศเมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรอานนท์ การบัญญัติ นามก็ดี รูปกาย ก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบ ก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรอานนท์ การบัญญัติ " นามรูป" ต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูป นั่นเอง ฯ

“นาม" คือลักษณะของวิญญาณที่อยู่ภายใน เป็นธาตุรู้ ตัวรู้ "รูป" คือสิ่งที่ถูกรู้

และง่ายๆตอนนี้เริ่มต้นก็ต้องเอาภายนอกก่อน นี่ลิ้นจี่ นี่ฟักข้าว นี่สละ แตงโม กล้วย เยอะแยะเลยอุปกรณ์การสอน ...ตาก็กระทบรูป

นามรูปก็มีทั้งนอกและใน มี ปสาทรูปคือ(ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เสร็จแล้วก็มีการดำเนินไป คือโคจรรูป(รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) พอมีปสาทรูปกระทบสัมผัสกับโคจรรูป ก็คือมี "รูป" และ "นาม" กระทบกัน มันก็จะเกิดการกระทบกันระหว่างคู่ เช่น ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เป็นต้น พอสัมผัส ก็เกิดภาวะปรากฏ(ปาตุ) เป็นปาตุภาวะ เป็นปาตุสัจจะ ปรากฏทันที ต้องรู้ด้วยธาตุรู้ ว่ามันมีสิ่งปรากฏ ทันทีที่มันเกิดมันก็ปรุงแต่งเป็น ภาวรูป ๒ คือ อิตถัตตภาวะ มันปรุงเป็นอิตถัตตะคือตัวเกิดคือภาวะแม่ ส่วนปุริสสะ คือตัวพ่อตัวต้นที่จะให้เป็นหนึ่ง ก็เกิดลักษณะของเพศ เป็นอิตถีลิงค์ ปุงลิงค์ ทำให้อิตถีลิงค์มาเป็นปุงลิงค์ให้ได้จนเป็นนปุงสกลิงค์ เป็นอุตตมปุริสสะ ไม่มีเพศแล้ว จนทำให้สูงสุด อย่างพวกคุณก็ทำอรหันต์ก่อน อาตมาก็ทำต่อให้เป็นถึงพระพุทธเจ้าได้

ฟังอีกครั้งนะ

คุณก็เห็นพระพุทธเจ้าได้ แม้ในยุคนี้!!!

พระไตรปิฎก ล.๑๐ ข.๖๐ ว่า ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัติ นามกาย ต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่อ อาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกาย จะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดมีผัสสะ แล้วมีผัสสะ จึงเป็นปัจจัยเกิดวิญญาณ ส่วนนามกายก็คือองค์ประชุมของนาม ก็คือวิญญาณนั่นเอง คือธาตุรู้ที่ประชุมกันจึงเกิดนามกาย

อย่างรูปกาย ของคุณ ถ้าสัมผัสฟักข้าวนี้ จะพึงสัมผัสแต่เพียงชื่อ เอาชื่อมันก่อน รูปกายจะพึงปรากฏไหม? ก็ไม่เลย อย่างพระอานนท์ว่า เพราะว่าคุณไม่ถึงพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทส คุณไม่ได้อ่านอาการเลย เพราะไม่มีใครสอนให้คุณรู้จักอ่าน อาการของใจ ไม่ได้สอนให้คุณแยกแยะเพศของอาการ ไม่ได้สอนให้คุณกำหนดเครื่องหมายเป็นนิมิตของอาการใจเลย คุณฟังอาตมาอุเทสไปนี่ ฟังไปแล้วเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติก็ต้องอ่านอาการนี้

แต่ถ้าคุณปฏิบัติแต่เพียงว่า กายคือร่างภายนอกเท่านั้น รูปกายของคุณ ก็คือร่างของฟักข้าวนี้ภายนอกนี้เท่านั้น คุณก็จะสมมุติสัมผัสแต่เพียงชื่อรูปกายก็คือว่า ฟักข้าว คุณจะสัมผัสเข้าไปหาสภาพของ กายในกาย ของฟักข้าวก็แค่ว่า มันมีเนื้อ มันมีสีแดง มันมีกลิ่นมันมีรสของมัน แล้วคุณจะเอาอะไร เอาแต่เปลือก หรือว่าเอาเนื้ออะไรลึกเข้าไปอีก โดยเฉพาะมันไม่ได้ถึงแค่รูปเท่านั้น

ทีนี้ นามกาย ก็คือ บัญญัติเข้าไปอีกว่า มันมีเนื้อ มีรส มีวิตามิน มีสารที่จะเอาไปเลี้ยงร่าง นอกจากนั้นมันยังมีเวทนา รสมันก็มี แต่รสทิพย์ รสบ้า รสอปรโคยาน ที่คนถูกหลอกว่าเป็น รสอร่อย อิฏฐารมย์ นั่นแหละรสนอกจากรสของตัวฟักข้าว นั่นคือรสผี

๑.คือ รสจริง กับ ๒. คือรสผี ซึ่งรสผีนี้คุณถูกหลอกว่าเป็นรสทิพย์ หลงว่าว่าได้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผส อย่างนี้แหละเป็นทิพย์ เป็นวรรณทิพย์ เป็นอายุทิพย์คืออยากอยู่ต่อไปให้อยู่กับรสทิพย์นี้ตลอดไป เป็นดาวดึงส์ เป็นยามา ให้นานแสนนาน หรือเบื่อสุขนี้แล้วก็หาสุขต่อไปเรื่อยๆๆ สุขนี้มันเบื่อแล้วก็ไปหาสุขใหม่ ดูเหมือนไม่มีทุกข์เลย มีแต่สุข เหมือนพระอนุรุธะที่ว่า ขนมไม่มีก็ไปเอามา คือไม่รู้จักคำว่าไม่มีเลย เคยได้สมใจตลอดเวลา แต่พอเขาบอกว่า ขนมไม่มี ก็บอกว่า ไปเอาขนมที่ชื่อว่า "ขนมไม่มี" มากินอีก คือไม่รู้ว่า ไม่มี คืออะไร?

คุณก็ต่อเนื่องด้วยเทวดาดาวดึงส์ไปตลอด มันลวงพรางคุณ ด้วยความต่อเนื่อง ถ้าคุณไม่สะดุดเพราะมีเหตุปัจจัยพร้อมก็ไม่เห็นทุกข์ แต่ถ้าสะดุดด้วยเหตุปัจจัยไม่ได้ตามอุปาทานก็ทุกข์ มีความอยากแล้วไม่ได้ก็ทุกข์ จะแรงร้ายอย่างไรก็แล้วแต่ว่ายึดมากหรือไม่อย่างไร เข้าใจไหมว่านี่คืออปรโคยาน ที่จะไปหาเทวดาดาวดึงส์อยู่ตลอดกาลนาน มันเป็นเช่นนี้ ได้เป็นกันไหม?

พระพุทธเจ้าว่า.... อาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกาย จะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ คุณจะสัมผัส ฟักข้าวนี้ ภาษาว่าฟักข้าวนี้ คุณก็เรียกมันไม่ถูกแล้ว เพราะคุณไม่มี "นามรูป" คุณมีแต่รูปก็คือฟักข้าว มันไม่มีนาม มันไม่รู้ด้วยภาษา ว่า อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คืออะไร? ก็ไม่เกิดรูป/นาม ไม่เกิดกาย แต่พอคุณเข้าใจว่า พพจ.ให้กำหนดรู้ อาการ ลิงค นิมิตอุเทส นี้ เมื่อตาคุณกระทบรูป คุณก็รู้ทันที ก็กำหนด อาการ เพศ นิมิต ได้ แล้วแม้หลับตาไปก็กำหนดบัญญัติได้ว่า ฟักข้าวเป็นเช่นนี้

ถ้าคุณเองไปปฏิบัติในอนาคต สภาพฟักข้าวปรากฏให้คุณรู้เป็นวจีสังขาร ในจิต คุณก็รู้แล้ว ว่าบัญญัติ อุเทสด้วย ว่าเป็นชื่อฟักข้าว ถ้าบัญญัติด้วยฟักข้าว มันก็คือสิ่งข้างนอก แต่ถ้าบัญญัติวจีสังขารว่า สุขเวทนา/ทุกขเวทนา ภาษามันเรียกอย่างนี้ อาการนี้มันเรียกอย่างนี้ เครื่องหมายอย่างนี้คือสุข เครื่องหมายอย่างนี้คือทุกข์ มันเป็นสังขารที่คุณเรียนรู้สังกัปปะ ๗ ก็มีอาการนี้ปรากฏเป็นวจีสังขาร มันเป็นอาการที่คุณม่ีสภาวะปรากฏนี้ในใจ คุณรู้ภาษาบาลีก็เรียกว่า เวทนา เป็นวจีสังขารในจิต แล้ววจีสังขารอันนี้ ในผู้ที่ยังเป็นเคหสิตะ มันปรุงแต่งโดยคุณไม่รู้เรื่องเลย สัมผัสปุ๊ปเป็นสุขเวทนา สัมผัสแล้วเป็นทุกขเวทนา มันก็เป็นบัญญัติชื่อเป็นเคหสิตเวทนา แต่เมื่อคุณปฏิบัติไปจนเป็น เนกขัมสิตเวทนา จนกระทั่ง อาการเป็นสุขหรือเรียกตัวภายในว่า เป็นโสมนัสเวทนา ซึ่งแยกเป็นเคหสิตเวทนากับ เนกขัมมสิตเวทนา ไอ้โสมนัสเคหสิตเวทนา ต่างกับ โสมนัสเนกขัมสิตเวทนาอย่างไร? ก็แยกแยะได้

จะเป็นสัมผัสมาจากนอกไปหาในหรือปั้นอยู่ภายในเองเลยเป็นมโนมยอัตตา ฟักข้าวข้างใน ก็จำได้ว่ารสเป็นเช่นนี้ รสเราชอบหรือไม่ชอบ เดี๋ยวนี้เราปฏิบัติแล้วลดอาการชอบหรือไม่ชอบ เดี๋ยวนี้อาการติดยึดอร่อยมันจางลงไป มันลดได้ เป็นเนกขัมมะ อาการจางคลายมีหรือสัมผัสเดี๋ยวนี้รสทิพย์ในใจก็ไม่มี คุณก็จะเห็นอาการไม่มีในจิต เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา

หากคุณไม่มีภาษาก็มีสภาวะของวจีสังขารนั้น ว่าเป็นอาการเฉยๆกลางๆ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้ว แต่ตอนนี้เราเรียนรู้ภาษาแล้ว ว่าอ๋อ อันนี้เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา โอ้ อย่างนี้เอง ตถตา ความจริงมันเป็นเช่นนี้เอง ใครมีคนนั้นจะเห็นเองรู้เอง ใครเห็นตถตา นี้เป็นปรมัตถธรรม ขั้นฐานนิพพาน ต้นทางนิพพานเลย ใครเห็นก็คือคุณเริ่มเห็นพระพุทธเจ้าองค์โสดาบัน เป็นอนุพุทธองค์โสดาบัน ใครเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา นี่แหละพระพุทธเจ้าแท้ไม่ต้องเอาข้าวไปถวายพระพุทธเจ้าเลย เพราะเราไม่งมงายขนาดวิญญาณจะกินข้าวด้วย เพราะไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลมจะกินข้าวหรือ? คนไม่รู้เรื่องก็งมงาย ว่าเอาข้าวไปถวายพระพุทธเจ้า แต่นี่แหละคือเห็นพระพุทธเจ้า พวกคุณเห็นพระพุทธเจ้าไหม?

ลองตั้งใจตอบให้ดีนะ แม้จะเป็นอนุพุทธะคือเราเห็นอุเบกขาตัวใดตัวหนึ่ง แม้อุเบกขานี้จะไม่ตั้งมั่นยืนยัน แม้จะไม่อัปปนา พยัปปนา เท่าไหร่ สัมผัสแล้วก็ยังไม่ตั้งมั่นเท่าไหร่ไม่เป็นไร แต่ว่าพอรู้ว่ามันบริสุทธิ์ขึ้นไหมใครมีของตนลองยกมือหน่อยสิ ...ก็มีพอสมควรนะ นี่คือคุณเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา เป็นตถตาความจริงเลย แม้เป็นได้น้อยๆ

เราฟังธรรมแล้วพยายามปฏิบัติให้เกิดสภาวะแท้ให้ได้ ยิ่งมีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญาประภัสสรา นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน