580512_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ อสุรกายคือใจที่ไม่กล้า .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580512_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ อสุรกายคือใจที่ไม่กล้า
พ่อครูว่า....วันนี้วันอังคารที่ ๑๒ พ.ค. ๒๕๕๘ อาตมาว่า วันนี้มาอ่านบทกวีก่อ
อสุรกายคือใจที่ไม่กล้า
(๑) อสุรคือจิตแท้ ของคน ใจไม่กล้าของตน นั่นแท้ ใจตนต่ำลงจน เลวชั่ว ใช่เลย คือจิตคนผู้แพ้ บ่กล้าทำดี (๒) แม้มีโอกาสให้ ตนทำ แต่เพราะกิเลสจำ พ่ายแพ้ อ่อนแอจึ่งไม่สำ- เร็จกิจ นั้นนา ลาภยศสรรเสริญแล้ ฤทธิ์ร้ายทำลายคน (๓) ปุถุชนทั้งหมดล้วน คืออสูร เล็กใหญ่ตามกายกูล แต่ละผู้ นามและรูปคือมูล ประชุมเกิด กายแฮ อสุรกายนั้นรู้- จักได้ในตน (๔) ทุกคนเรียนอ่านได้ จริงตาม จิตเฮย องค์ประชุมรูปนาม เพ่งรู้ เห็นกายเกิดพ่ายกาม นั่นแหละ อสูรแล จิตอ่อนแอไป่สู้ บ่กล้าทำดี (๕) ทุกคนมีจิตนี้ ในตน พึงฉลาดทำใจจน แกร่งกล้า เอาชนะจิตตนชน อุปสรรค โอกาสดีอย่าช้า จักพ้นจิตอบาย (๖) อสุรกายจิตแท้ ตนทำ จิตถูกกิเลสกำ- หนดไว้ จิตจึงอ่อนแอสำ- เร็จเสร็จ มารเลย ต้องกำจัดกิเลสได้ จึ่งพ้นจิตอบาย (๗) อสุรกายดับสิ้น จากจิต บริสุทธิ์ให้สนิท จึ่งแท้ เผด็จศึกประเสริฐฤทธิ์ กันเถิด จะชนะทุกสิ่งแล้ อย่าแพ้ภัยตัว.
สไมย์ จำปาแพง ๕ พ.ค. ๒๕๕๘ [นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ ๒๙๙ ประจำเดือน มิถุนายน ๒๕๕๘]
คำว่า อสุรกาย พวกเราได้เรียนรู้มาแล้ว ก็จะมีความรู้ไม่เหมือนเก่า เอาแค่ ๑๐ ปีย้อนหลังก็ได้ คำว่าอสุรกาย ที่เรารู้ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว เพราะเราเข้าใจคำว่ากายได้ดีขึ้นเยอะ มันจะไกลจากชาวโลกที่ไม่สัมมาทิฏฐิ ที่ไม่สามารถอาริยธรรม ปรมัตถธรรมของพระพุทธเจ้าได้
อสุรกายเขาจะคิดออกไปไกลตัว ส่วนมากจะคิดว่าไม่มีในตัวเรา และถ้าเราจะเป็นอสุรกายก็ต้องตายไปตกนรก จริงๆคำว่าอสุรกายเป็นปรมัตถ์ อสุรกายจริงๆไม่ใช่สั
อ่านต่อ
ตว์ในอบายภูมิ ๔
๑. นิรภูมิ ๒.เปรตหรือปิตติวิสยะ ๓.ติรัจฉาโยนิ ๔.อวินิปาต แต่จริงๆแล้ว ๔ ตัวนี้เป็นอสุรกายทั้งสิ้น อสุรกายคือองค์ประชุมที่ยังไม่สามารถมีพลังพิชิตกิเลส เริ่มตั้งแต่คนไม่สัมมาทิฏฐิ เป็นอสุรกายทั้งนั้น พอสัมมาทิฏฐิแล้ว รู้จักกาย เริ่มแต่สักกายะ คือสักกะตัวตนของเรา กายก็คือองค์ประชุมของรูปนาม ที่เป็นตัวตนของเรา
เมื่อศึกษาธรรมะเราจะเห็นตัวตนของเรา พวกเรานี่ เรียกได้แล้วว่า เป็น "คนตาทิพย์" มันไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยและประหลาดนะ ไม่ได้รู้สึกมหัศจรรย์อะไร ว่าเราตาทิพย์แล้วภาคภูมิวิเศษอะไร แต่เราจะรู้สึกว่า อสุสาสนีย์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริง ว่าตราบใดโลกมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากอรหันต์ เป็นอรหันต์แล้วท่านไม่ตื่นเต้นสักองค์ เราน่าจะตัดสินใจว่า เราเป็นพระอรหันต์หรือยัง ถ้าเผื่อว่าเราจะเรียกตัวเราเป็นอรหันต์สมบูรณ์ หากแม้จะต้องพูดต้องบอกต้องตอบคน เราจะสามารถตอบได้ไหม? ว่าเราเป็นอรหันต์ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร พวกเราศึกษาธรรมะขนาดนี้แล้ว ได้อะไร
ได้อรหันต์นี่ดูยิ่งใหญ่นะ น่าตื่นเต้น ดูน่าฟูฟ่องนะ กิเลสปีติมากขึ้นไม่ใช่นะ มันก็จะมีความรู้ตั้งแต่ฌาน ๑ ก็มีปีติแล้ว แรกๆที่เรารู้สักกายะ ที่เรียนใหม่ก็เจอแล้วก็อ๋อ อาจมีปีติขึ้นได้แรกๆ
ผู้จะเป็นโสดาบัน เริ่มเป็นโสดาบัน จนกระทั่งได้เต็มรูป เห็นองค์ประชุมรูป/นาม ก็คือกาย ที่เราจะต้องรู้ก่อนเลย เราปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าก่อนอื่นต้องรู้ "กาย" ก่อน จริงๆก็ต้องรู้สังขาร เพราะอวิชชามีปัจจัยก็เกิดสังขาร เกิดวิญญาณเกิดนามรูป เกิดอายตนะ เกิดผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เป็นลำดับ เราจะต้องรู้ว่า กาย คืออย่างไร หากเข้าใจไม่ได้แต่ต้นก็ไม่มีจุดเริ่มต้นเลย
โสดาบันเริ่มต้นจะรู้จักกาย กายจะถูกรู้โดยญาณปัญญาของเรา แม้จะใช้ภาษาเรียกว่าอาริยสัจ ๔ ก็ตาม คุณก็ต้องรู้สภาพทุกข์ และทุกข์ก็คือกายของสัตว์นรก ในแรกๆ เราต้องอ่านให้ออก เกิดอาการนั้นในจิตเรา เรามีสัญญากำหนดรู้ทุกข์ เป็นอาริยสัจข้อที่ ๔ หรือเป็นสังขารข้อที่ ๑ คุณพ้นอวิชชาข้อต้น ก็คือรู้สังขาร สังขารที่จะรู้เบื้องต้นคือ กายสังขาร ซึ่ง กายสังขารก็คือ กายนั้นแหละตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง
ปฏิบัติแบบนั่งสมาธิหลับตาทำ จะไม่มีต้น กลาง ปลาย เริ่มต้นไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนที่ถูกต้องเลย ทฤษฎีพระพุทธเจ้าสอน ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่ง ศีลคือ มีกรอบให้เรา แล้วเราก็ใช้กรอบนั้นศึกษาเพื่อจะได้รู้สัตว์ที่เป็นกาย เป็นสัตตาวาส ๙ เริ่มต้น สัตว์ข้อที่ ๑ คือ กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เมื่อไม่ได้ศึกษาธรรมะ จะอยากได้สุขทิพย์ วรรณะทิพย์ อายุทิพย์ เป็นเทวดาดาวดึงส์ แสวงหาทุกลมหายใจเข้าออก เป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็นที่อวิชชา มิจฉาทิฏฐิ คนไม่รู้ก็จะเป็นเช่นนี้อยากนั่ง อยากเดิน อยากไปอยากมา อยากมี ตามที่โลกหลอก ก็อยากได้สุขนี่แหละ แม้แต่มันเลว เกลียดชัง ก็อยากให้คนที่เราเกลียดชัง ได้รับทุกข์โทษัยไป หากจิตหยาบเร็วแรงก็ไปเช่นนั้น พอได้สมใจก็ได้สุขทิพย์ ดีใจสมใจ ถ้าฟังธรรมถึงวันนี้แล้ว จะเห็นว่าสุข คำนี้ร้ายกาจ น่าบูชานับถือไหม? ที่จริงมันร้ายมาก มันลวงมนุษยชาติทั้งโลก คนก็ตกหลุมนี้ตลอดชีวิต จะเห็นได้ว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่มาก ขบถต่อความเป็นคน เพราะคนปุถุชนสามัญก็เช่นนั้น
กว่าจะเข้าใจว่า เราไปหลงไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้เป็นความหลงที่ผิด เหลวไหลเลอะเทอะ สิ่งที่ยังไม่เข้าใจอันนี้แหละ พระพุทธเจ้าตรัสในมหานิทานสูตรว่า อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งตัณหาก็คือเวทนา เป็นอารมณ์ทิพย์อารมณ์สุข เป็นวรรณะทิพย์ สุขทิพย์
กาย ของตน ก็ส่วนใหญ่พยายามแสวงหาสุขทิพย์ของตนทั้งนั้น เมื่อรู้กายก็ต้องรู้เวทนา รู้จิต รู้ธรรม จริงๆแล้ว กายในกายก็คือจิตในจิต ตัวการที่จะต้องชำระมันอยู่ในเวทนา เป็นอารมณ์ผี อารมณ์หลอก อารมณ์สุข แต่มันมีเวทนาทุกข์หรืออทุกขมสุขในนั้นเท่านั้นเอง ผู้เรียนรู้แล้วจะเข้าใจชัดในลีลาจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต
มันจะมียอดนิยายของความเป็นโลก ก็คือ มีเวทนานี่แหละ เรากำลังแสวงหาเวทนาที่เป็นสุขทิพย์ เรากำลัง อสุรกาย เรากำลังเป็นผี เป็นสัตว์นรก
ในพระไตรฯล.๑๐ ข.๕๙ ถ้าพูดถึง ทุกข์ ก็คือจิต สุขก็คือจิต กายก็คือจิต แล้วท่านก็มาขยายอาการแห่งความโง่ของคน ว่า.... [๕๙] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัย เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิด การตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจจึงเกิดการ รักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจจึงเกิด การพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้นอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วย ประการฉะนี้แล
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่า เรื่องในการป้องกันอกุศลธรรม อันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกันมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการ ป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกัน อกุศลธรรมอัน ชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการ ถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิด ขึ้นแห่งอกุศล ธรรมอันชั่วช้าลามกเหล่านี้ คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การ กล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ก็คือการป้องกันนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตระหนี่มิได้มีแก่ใครๆ ในภพ ไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่ โดยประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ การป้องกันจะพึงปรากฏได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการป้องกัน ก็คือ ความตระหนี่นั่นเอง ฯก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความยึดถือมิได้มีแก่ใครๆ ในภาพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือโดยประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความ ตระหนี่จะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ตระหนี่ ก็คือความยึดถือนั้นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวงมิ ได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวงโดยประการ ทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือ(ปริคโห) จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ยึดถือ ก็คือ การพะวงนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะ อาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ รักใคร่พึงใจมิได้มีแก่ใครๆ ใน ภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรัก ใคร่พึงใจโดยประการทั้งปวง เพราะดับความ รักใคร่พึงใจเสียได้ การพะวงจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการพะวง ก็คือความรัก ใคร่พึงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไป นี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตกลงใจมิได้มีแก่ใครๆ ใน ภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจ เสียได้ ความรักใคร่พึงใจจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยความรักใคร่ พึงใจ ก็คือ ความตกลงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ อาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุก แห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลาภ ความตกลงใจจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ตกลงใจ ก็คือ ลาภนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะ อาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการแสวงหา มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการแสวงหาโดย ประการทั้งปวง เพราะหมดการแสวงหาลาภจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
พ่อครูแทรกว่า การแสวงหานี่เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เช่นแสวงหาอาหารมาเลี้ยงชีพ แม้พระพุทธเจ้าก็ต้องบิณฑบาต เป็นอาหารปริเยติทุกข์ ถ้าเข้าใจไม่ได้ว่า ต้องมีเจตนา แต่อย่าอยาก นี้ ก็จะไม่สามารถปฏิบัติได้เลย ก็คืออย่ามีตัณหา จงทำให้เต็มบริสุทธิ์ก็จบ ให้มีมโนสัญเจตนาได้ ซึ่งเจตนามี ๓ อย่างคือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คำว่า วิภวตัณหาคือรู้จักตัณหาแล้วได้กำจัดตัณหาสิ้นแล้วก็จบภพชาติ คุณก็มีมโนสัญเจตนาได้ พระอรหันต์มีเจตนา แต่ไม่มีตัณหา ถ้าจะบอกว่าท่านม่ีตัณหาได้ ก็มีวิภวตัณหานะ อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องการประสงค์สร้างศาสนานี้ ...หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกและสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ยังปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรมที่เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอกแสดงบัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ และข่มขี่ปรัปปวาทะที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯลฯ . (มหาปรินิพพานสูตร พตปฎ.เล่ม ๑๐ ข้อ ๑๐๒) ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังต้องมีวิภวตัณหาเลย การแสวงหาอาหารในมโนสัญเจตนาหารของผู้จบกิจก็ต้องอาศัยวิภวตัณหา แล้วก็ต้องมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ต้องสู้กับมาร มารจะเอาให้ตาย แต่พระพุทธเจ้าว่าเราต้องสร้างศาสนาให้ได้ก่อน เป็นทุกข์ที่ต้องแสวงหาหรือปริโยสนัง
คนบรรลุแล้วกับคนธรรมดาก็มีตัณหา แต่ของคนบรรลุแล้วเป็นตัณหาที่ไม่มีตัวตนแล้วรับใช้โลกทำงานให้แก่โลกอย่างประเสริฐ ซึ่งมันไม่ได้ต่างกันเลย ก็อยู่ในความเป็นคนเป็นสังคมนี่แหละเหมือนอย่างพวกเรา
อาตมาเองพูดกับพวกเราอย่างสบายใจ เห็นพวกเราทำงานทำการสร้างสรรไป ไม่ได้ต้องมีลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นอามิสอะไร มีแต่เจตนา อย่างให้พวกเราไปลงแรงกันปลูกพืช เตรียมแปลงใส่ปุ๋ยแล้ว น้ำมีแล้วก็ไปเอาเมล็ดผัก จะปลูกฟักทอง ๗๐๐ หลุม แล้วก็จะปลูกฟักอีก๓๐๐ หลุม รวมแล้ว ๑๐๐๐ หลุม ไปช่วยกัน ก็ไปทำ แดดร้อนก็ร้อน ก็ทำได้ คนขยันเอาภาระก็ตั้งใจรับผิดชอบ ถ้าไม่มีคนดีๆอย่างนี้ สังคมชาวอโศกสาธารณโภคีตั้งอยู่ไม่ได้หรอก แล้วก็ทำกันคนละไม้คนละมือ จะมีคิดกันใหม่ก็ช่วยกันบูรณาการไป พูดถึงแล้ว อาตมานี่ประสพผลสำเร็จจริงๆในชีวิต
อย่างเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เขาประสพผลสำเร็จอะไรมากมาย อาตมาว่าถ้าอาตมาหรือให้พวกคุณไปเป็นเจ้าสัวฯ คุณจะเอาไหม?...ไม่เอา ทั้งที่เป็นเศรษฐีติดอันดับโลกนะ ....มันบาป พูดไปพวกเราอาจมีจิตเหยียดๆ ชิงชัง เราก็ต้องดูรายละเอียด จริงอยู่เราไม่ริสยาหรอกไม่อยากเป็นอย่างเขา แต่ว่าอย่าไปมีจิตเชิงข่มเบ่งอะไร
จิตมันเกิดปัญญารู้จริงว่าชีวิตคนนี่โลกมันหลอกเราขนาดไหน แล้วคนไม่มีภูมิธรรมที่จะรู้เขาไม่รู้จริงๆนะ ...วันนี้อาตมาอ่านหนังสือพิมพ์ คอลัมน์ของเปลว สีเงินเขาเขียนไว้ เขาก็ว่าคุณธนินท์ไว้มากเลย พวกเราศึกษาธรรมะจะเห็นถึงกรรมกิริยาที่ไม่น่าทำ แล้วแต่ก่อนพวกเราก็คิดจะมีการกระทำแบบนั้นที่จะล่าโลกธรรม หรือไปเป็นคนมอบตนในทางที่ผิด คนที่คิดด้วยกันเห็นด้วยกันทำบาปร่วมกันไป มันซับซ้อนแต่คนไม่รู้ อวิชชา ไม่เข้าใจสัจจะ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของลาภ ก็คือ การแสวงหา นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไป ทุกแห่งหน คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อไม่มีตัณหาโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับตัณหาเสียได้ การแสวงหาจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของการแสวงหาก็คือตัณหา นั่นเอง ฯ
อาตมาพยายามขยายความให้เข้าใจว่า มนุษย์มันมีแค่นี้แหละ เพราะมีเวทนาจึงเกิดตัณหา มันต้องการสุข เป็นเทวดาดาวดึงส์ เกิดเรื่องยาวมาเลย จนถึงเกิดการป้องกัน
เด็กเราที่จบสัมมาสิกขาไป บางคน มันรวยเกินระดับไป อาตมาก็ยังว่า เขาอยู่ข้างๆสันติอโศกก็แสวงหา กอบโกยไป ซื้อกิจการ ขยายผล ทั้งที่อายุไม่เท่าไหร่นะ เขาพยายามสะสมกอบโกย เห็นแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ถ้าเผื่อว่า มองลึกๆ เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายหรือทุจริต แต่เขาอาศัยระบบทุนนิยม จะบอกว่าเขาอกุศลก็ไม่ แต่มันรวยได้ แต่ละคนมีบารมี มีฐานความจริงแต่ละคนไม่เท่ากัน
แทนที่เราน่าจะใช้โอกาสทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นแทนที่จะไปกอบโกย หวงแหน จนสุดท้ายตระหนี่หนัก ต้องป้องกันไม่ให้ของตนพร่องลงไป ก็เกิดรุนแรงแน่ แต่พวกเราศึกษาฝึกฝนมาจนบัดนี้ อาตมายิ่งเห็นทางรอดของมนุษยชาติ อาตมาว่ามองไม่เห็นทางอื่นเลย มีทางนี้ทางเดียว อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัส คนเดียวรอดได้ก็วิเศษ แต่ถ้าได้ร้อยคน พันคน หมื่นคน ก็จะพาสังคมประเทศไทยไปรอดแน่
ประเทศไทยหากมีคนมีภูมิธรรมอย่างชาวอโศก มีจิตถึงสาธารณโภคี จริงๆแล้วเราทำสาธารณโภคีทุกวันนี้เรารู้ว่ายังดีไม่สุด ยังเอาภาระขยันขวนขวายช่วยเหลือได้มากกว่านี้ มีความซับซ้อนในจิตวิญญาณมากมาย นอกจากเราจะไม่มีตัวกูของกูไม่เห็นแก่ตัวแล้ว เรายังทำงานเสียสละให้ผู้อื่น มันเป็นความเจริญที่ซับซ้อน
พฤติกรรมหรือพลังงานคนอาริยะ โลกุตระ จึงเป็นพลังงานแห่งการงานที่ประเสริฐวิเศษ ซับซ้อน พวกโลกยิ่งดูด ยิ่งทำให้สังคมทุกข์เดือดร้อนเท่าไหร่ ทางธรรมนี่ยิ่งทับทวีกว่านั้น อย่างคุณเอง สมมุติเป็นรูปธรรม คนนี้ อยู่ทางโลกทำงานได้เงินเดือนหมื่นหนึ่ง คุณเอง ได้หมื่นหนึ่ง คุณเอาเปรียบเขาไป ถ้าจะให้อาตมาประมาณ แล้วขยายความให้ฟังว่า คุณเอาเปรียบเขาทางโลก ได้บาปสมมุติว่า ได้ บาป ๕ หน่วย
ถ้าคุณสละเงินหมื่นหนึ่งมาสาธารณโภคีเลย คุณเอง จะไม่ได้แค่พ้นบาป ๕ หน่วยเท่านั้น ซึ่งคุณเองก็พ้น บาป ๕ หน่วยได้แต่คุณเองจะเป็นผู้สร้างสรรสิ่งประเสริฐทับเท่าทวี ๕ เท่า ๑๐ เท่า ยิ่งคุณเอาสมรรถนะที่คุณแต่ก่อนหาให้แก่ตนเอง แต่ตอนนี้เอาสมรรถนะมาทำให้ทางนี้อย่างน้อยเท่ากับทางโลก คุณจะมีสิ่งประเสริฐไม่ใช่แค่ค่าหมื่นหนึ่งเท่านั้น ถ้าคุณขยันเท่ากันมันก็กว่าแล้ว ถ้ายิ่งคุณขยันกว่านั้นอีก มันทับทวีไม่ใช่ ๕ เท่านะอาตมาให้ ๑๐ เท่าเลย เพราะค่าของความสะอาดของจิตใจคนนี่ค่าสูงกว่านะ ราคาความสะอาดกับความสกปรกไม่ได้เท่ากันนะ ใครยิ่งมีจิตที่เป็นจิตจริง เช่นคุณมาทำงานที่นี่แต่ยังมีกิเลสก็ฝืนอยู่ ก็ลดค่าลง แต่ถ้ายิ่งจิตบริสุทธิ์ขึ้นก็จะค่าสูงขึ้น ค่าของการทำงานค่าตัวอรหันต์ทำงานนี่ค่าสูงมากนะ มันสูงเกินที่จะพูด
อาตมาทำงานให้พวกเราได้มาเป็นคนเช่นนี้ ๔๐ กว่าปี อาตมาเหมือนคนตั้งบริษัท ถ้าอาตมาอยู่ทางโลกทำแบบทุนนิยมเลย แบบคุณธนินท์เลย อาตมาก็จะรวย รับรองว่ารวยกว่าแกรมมี่ อาร์เอสนะ อาจรวยพอๆกับธนินท์ นี่พูดแบบหลงตนใหญ่หน่อย แต่อาตมาจะไม่ภูมิใจเลยเท่าอาตมามาตั้งบริษัทนี้ แต่ถ้าอาตมาทำแบบคุณธนินท์อาจมีคนงานมากเป็นล้านคน แต่อาตมาได้คนงานเท่านี้อาตมาภูมิใจมากเหนือกว่าเขามี ถ้าคิดย้อนไป อาตมาเผลอเป็นแบบคนนั้น อาตมาก็พาคนทำบาปอีกมหาศาล อาตมามาเป็นแบบนี้ ได้พวกคุณมาทำด้วยนี่คือชีวิตที่ไม่ซวย
อาตมาหยิบเรื่องโลกมาให้ฟังว่า มันน่าเบื่อหน่ายน่าละเลิกนะ แต่เขาก็ไม่เบื่อกัน คนทุกวันนี้หลงโลกธรรม โลกีย์หนักมากเยอะด้วย จึงน่าสงสารมาก อาตมาเองมีกำลังใจพากเพียรขวนขวายก็มีความจริงที่ว่า มันน่าสงสารแต่ก็เกินมือเกินบารมีจะไปช่วยได้ เป็นต้นว่า อย่างผู้ที่มีอำนาจมีอิทธิพลต่อสังคม เป็นผู้เจตนาดี ปรารถนาดี พูดเต็มๆตั้งแต่ในหลวง จนถึงสถาบันรัฐบาล อาตมาช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย เพราะเขาไม่เชื่อน้ำมนต์อาตมา อาตมาไม่มีเครดิตทางสังคม อาตมาก็ได้แต่ช่วยเหลือพวกคุณนี่แหละ ที่พอจะฟังอาตมารู้ รู้ว่ามีค่ามีประโยชน์
พวกที่ในสังคมมีอีกเยอะที่จะรับทฤษฎีของพระพุทธเจ้าไปทำ ที่พูดนี่ขออภัยไม่ได้ไปว่าเขาไม่มีปัญญานะแต่พูดถึงความจริงว่า อาตมาเสนอไป มันก็ลอยหายไปตามลม ไม่ได้เป็นตัวตั้งที่เขาเอาไปใช้จริงจัง อย่าว่าแต่อาตมาเลย แม้ในหลวงเองมีแต่พระราชดำริดีๆ แต่สืบสานกันไม่เป็น รับไม่ติด น่าสงสารประเทศ ชัดๆว่าท่านให้เอาแบบคนจน เศรษฐกิจพอเพียง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แต่ก็รับไม่ติดเลย ท่านผู้มีโอกาสมีบารมีทำงานต่อสังคม มีอิทธิพลต่อสังคมจริง กลับทำไม่ได้ นี่มันน่าสงสารประเทศ ถ้าจะว่าไปแล้ว นี่คือความเข้าใจของอาตมานะ อาตมาว่าถึงกระนั้นก็ตาม เมืองไทยก็ยังดีกว่าหลายๆประเทศ ที่เขาไม่มีสิ่งดีๆ ที่จะปรากฏเช่นอย่างพระราชดำรัสในหลวง เศรษฐกิจพอเพียง ท่านตรัสแล้วไปมีผลถึงสหประชาชาติรับได้ เป็นเรื่องไม่ใช่ตื้นๆนะ เหมือนพระพุทธเจ้าว่า ผู้เกิดปัญญาเหมือนชั่วไก่กระดิกหาง งูกระดิกลิ้นก็ประเสริฐแล้ว ฉันเดียวกับพระราชดำรัสในหลวงที่มีอิทธิพลต่อสังคมบ้าง
ต่างประเทศเขาต้องการให้ประเทศเขายิ่งใหญ่ในโลกธรรมทั้งนั้น ถ้าแต่ละประเทศในโลก มีความคิดเหมือนพระราชดำริในหลวงเรา ให้มาเอาแบบคนจน แม้จะเป็นความคิดที่เข้าใจเลย ว่าน่าจะทำให้เกิดผล ถ้าแต่ละประเทศเกิดได้ โลกจะสบายขึ้นอย่างมาก น่ามหัศจรรย์ แต่ทำอย่างไรจะให้เขาเข้าใจได้ว่ามาจนนี่ดีกว่ามารวย แค่นี้ อาตมาเองไม่ท้อถอย อาตมามั่นใจว่ามีชีวิตแบบนี้ประเสริฐ อย่าไปแย่งชิง ล่าโลกธรรม เบียดเบียนสังคมอยู่เลย
คนๆหนึ่งมีสมรรถนะแรงงาน แล้วก็มาฝึกว่าตนไม่ต้องไปหลงโลก หลงบำเรอตน ทั้งปัจจัยชีวิต ที่เกินเครื่องใช้ในชีวิตก็คือสะสมสมบัติบ้า เต็มบ้านช่อง แล้วก็ไปซื้ออีกหลายบ้าน ที่ดินก็จะเอาให้มีทั่วโลก แล้วเขามีไว้เพื่อค้ากำไรเพิ่มขึ้นนะไม่ได้มีที่ดินไว้เพื่อใช้งานทำงานเหมือนพวกเราที่ทำเพื่อเกื้อกูลคนอื่นไม่ได้ทำเพื่อบำเรอส่วนตัวนะ เขาจะเอามาว่าย้อนพวกเราก็ว่าได้แต่นัยลึกเขาเถียงไม่ได้
สัจจะที่โลกเขาเป็นเราก็เป็น โลกเขามีตัณหาเราก็มีตัณหา แต่มีตัณหาคนละตัณหา อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็มีตัณหาที่มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ ฉันเดียวกันอาตมาก็มีเจตนาทำงานให้สำเร็จเช่นกัน พระพุทธเจ้าท่านตั้งพระทัยกับมารว่าจะต้องทำอันนี้ให้สำเร็จถึงจะตาย เมื่อทำสำเร็จ มารมาอาราธนาให้ตายท่านก็ตกลง อีก ๓ เดือนจะปรินิพพาน
อาตมานั้นมารอย่ามาอาราธนาเลย อย่าว่าแต่ ๑๕๑ ปีเลย ถ้าถึง ๑๕๑ แล้วแข็งแรงดีก็จะอยู่ต่ออีกนะ อยู่แล้วทำประโยชน์ต่อโลกได้ก็อยู่ต่อ แต่ตอนนี้แม้ชาวโรฮิงญ่า ก็ช่วยไม่ได้
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ชาวโรฮิงญา ที่มานี่ มันสิ้นไร้ไม้ตอก น่าสมเพชเวทนา นี่ฆ่ากันมาฝังกันมา อะไรนักหนา ร้ายแรงขนาดนี้ มาเกิดที่เมืองไทยเห็นๆ คนเหล่านี้พฤติกรรมเขาไม่กล้าหืออะไรเลย มีแต่นั่งร้องไห้นั่งเศร้า ก็เลยได้ร่างเป็นคนแต่พลังงานชีวะชนิดหนึ่งเป็นอสุรกาย คนเหล่านี้เขาอยากเป็นเทวดาดาวดึงส์นะ คนเหล่านั้นเขาคิดจะอปรโคยานไหม? เขาจะคิดว่าจะต้องไปรวยไหม? เขาไม่คิดหรอก เขาคิดไม่ออก หากเขาคิดออกจะไม่ต้องมาตกในสภาพเช่นนี้นะ
คนเรานี่วิบากกรรมมีจริง เขาไม่อยากรับวิบากนั้นหรอก ขออภัยนะที่พูดนี่ไม่ได้ว่าไม่ได้ข่มเขา เขาก็น่าสงสาร แต่พูดเป็นวิชาการ ว่าเขาไม่ได้อยากสิ้นไร้ไม้ตอก น่าสมเพชเวทนาอย่างนั้นแต่เขาต้องเป็น เขาไม่ได้แสวงหาที่จะเป็น จะบอกว่าขี้เกียจไม่เอาถ่าน แล้วทำไมไม่ขยัน จะบอกว่าโง่แล้วทำไมโง่ ไม่ฉลาดล่ะ คนฉลาดแกมโกงยังไม่ได้เป็นแบบนี้เลย เพราะในสภาพวิบากกรรม คนเหล่านี้ก็เหมือนกับไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ให้เขาเอาไปขายไปทำอะไรต่ออะไรเหมือนกันเลย เขาก็อยากฉลาด ไม่อยากตกในสภาพนั้นอยากขยัน อยากฉลาด เป็นสิ่งประเสริฐของมนุษย์ อย่างพวกเรามาฝึกขยัน ฉลาด พ้นทุกข์ก็ต้องสั่งสมเอา แต่เขาไม่สั่งสมใช่ไหม? ถามว่าพวกเราจะอยากเป็นอย่างเขาไหม?ก็ไม่ ก็ต้องสั่งสมวิบากที่ไม่ให้เป็นอย่างพวกเขา คิดออกไหม?
ทำไม? คนที่ขยันที่สุดจึงมาเป็นคนที่ขี้เกียจที่สุด คำตอบก็คือ เขาขยันทำบาปในชาติก่อนๆ จึงต้องมาเป็นอย่างชาวโรฮิงญา เหมือนคนที่เป็นเหมือนสัตว์ที่ให้เขาเอาไปขายเอาไปฆ่า ที่พูดนี่เพื่อเตือนให้อย่าคะนองนะ คนที่เอาเปรียบคนอื่นเขามากๆ คุณจะเป็นยิ่งกว่าโรฮิงญานะ ไม่ใช่อาตมาขู่แต่เป็นสัจจะ ถ้าฟังธรรมเข้าใจก็เปลี่ยนแปลงชีวิตเถอะ วิบากมีจริง นี่เป็นตัวอย่างที่อาตมายกมาให้สังวรระวัง
คุณจะฝึกฝนความขยันที่ประเสริฐ ดี เสียสละ กับคุณจะขยันทำเลว ขยันเอาเปรียบคน สั่งสมวิบากมากทับถมไว้เยอะ ถ้าคุณขยันเอาเปรียบ คุณก็จะเกิดมาเป็นคนขี้เกียจหนักเหมือนวัวเหมือนควาย เขาไม่ได้อยากเป็นนะ เขาได้ร่างเป็นคน แต่วิบากเขามันน่าสมเพชเวทนาหนั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive