580511_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เอกีภาวะเจาะลึกถึงอรูปฌาน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580511_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เอกีภาวะเจาะลึกถึงอรูปฌาน
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ ๑๑ พ.ค. ๒๕๕๘ เป็นวัน แรม ๙ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะแม...วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันลงไปให้ละเอียด
ซึ่ง ความเป็นจริง แต่ละคนที่มาฟังอาตมาบรรยาย อาตมาก็ถามผ่านจอโทรทัศน์ถามผู้อยู่ทางบ้านด้วย ก็ขอถามส่งผ่านไป ว่า ที่อาตมาบรรยาย ในเมืองไทยคงยังไม่เคยมีใครบรรยายแบบนี้ ตั้งแต่อาตมาได้นำเอาความจริงที่อาตมามั่นใจมาเปิดเผย ในเมืองไทย ตั้งแต่เรืองสมาธิที่สอนกันมาผิดๆก็พูดมาตลอด ตอนหลังนี้ก็พูดว่าที่ปฏิบัติพากันทำอยู่มันไม่เข้าทางพระพุทธเจ้าเลย เพราะไม่รู้จักคำว่ากาย หรือคำว่า บุญ เขาก็รู้คำว่ากาย แต่รู้ผิด มิจฉาทิฏฐิ การปฏิบัติธรรมจึงงมงายตลอดเวลา ก็ถามผู้ที่นั่งฟังก็จะตอบต่อหน้าอาตมา ว่าฟังแล้วรู้สึกอย่างไร? อาจฟังแล้วก็อาจว่าพูดทำไม ไปหาเรื่องทำไม เขานับถือกระแสหลักทั้งโลกเลย
มีท่านพุทธโกษาจารย์มาเป็นต้น หรือว่าเรียนกันมายืนยันว่า เป็นตำราหลัก แต่อาตมาก็ว่าเพี้ยนไปจากพระพุทธเจ้า และมาถึงวันนี้อาตมาแจกแจงรายละเอียดถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าต่างๆมายืนยันว่า ที่อาตมานำมาอธิบายนั้นมันลงกัน รับกัน ขยายกัน ส่งเสริมกันไปกันได้ ร้อยพวงมาลัยได้แท้จริงเลย
และยังอธิบายลึกซึ้งซับซ้อนเข้าไปอีก ถ้าไม่รู้จริงก็จะงงๆ แต่ก็ถามเลยว่าที่นั่งฟังนี่ยิ่งงง หรือยิ่งฟังยิ่งกระจ่าง...ก็ยิ่งกระจ่าง ถือว่าเป็นคำตอบที่ทำให้อาตมามั่นใจว่าคือความจริงที่ถูกต้อง เพราะถ้าอธิบายผิด จับแพะชนแกะไป ถ้าไม่จริง พวกคุณจะไม่กระจ่าง จะมืด งง สงสัยไปใหญ่เลย ส่วนทางบ้าน หรือทางวัดอื่น ถ้าได้ติดตามฟังที่อาตมาได้พูดไป อาตมาว่าถ้าท่านสนใจจริงๆ ไม่ต้องถือว่าตนเป็นผู้รู้มากก็ได้ ยิ่งผู้ที่ได้เรียนมาหากไม่มีจิตต้านเกิน มีปรโตโฆษะบ้าง จะเกิดปัญญ
อ่านต่อ
าอย่างดี ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา
วันนี้จะเจาะลึกลงไปอีก ในคำถามที่ว่า เอกภาพหรือเอกีภาวะ ที่บอกว่า บ้านราชฯเป็นบ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ มีนิยามชีวิต ๕ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ มีสถาบันการศึกษาหลายอย่าง ทั้ง ว.บบบ. วนบ. ว.สว. ฯ ขอฟังทัศนะของพ่อครูในการพัฒนาเอกีภาวะอย่างไร? ตอบ... อาตมาก็ได้ตอบไปบ้างแล้วก็จะตอบย้ำและลึกไปอีก ให้ชัดเจนว่า คำว่าเอกีภาวะไม่ใช่เอาสภาพต่างกันภายนอกที่หลากหลาย แต่เอกีภาวะหมายถึงจิตที่มีปัญญาแล้วมีคุณลักษณะที่ครบทั้งปัญญาและเจโตพร้อม จึงเป็นเอกีภาวะ แล้วยิ่งเป็นเอกภาพย่ิงเท่าใด ความแตกต่างหลากลายยิ่งมีมากเท่านั้นในภายนอก ดังสำนวนฝรั่งเขาบอกว่า Unity of Diversity คำว่า Unity คือเอกภาพ ของ Diversity คือความหลากหลาย ก็อย่างที่ถามมาว่า บ้านราชฯเป็นบ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ มีนิยามชีวิต ๕ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ มีสถาบันการศึกษาหลายอย่าง ทั้ง ว.บบบ. วนบ. ว.สว. ฯ ขอฟังทัศนะของพ่อครูในการพัฒนาเอกีภาวะอย่างไร? นี่ก็เอาหลักฐานตัวตนแท่งก้อนง่ายๆมาถาม แล้วก็ถามว่าจะเป็นเอกภาพกันอย่างไร?
ก็ตอบไปบ้างว่าเป็นเอกภาพทางจิตวิญญาณ สิ่งแตกต่างเหล่านั้นเป็นเหตุปัจจัยของมนุษย์ของสังคม เป็นกัมมันตะ อาชีวะ แม้จะเป็นวาจา เป็นคำพูด เป็นการกระทำ แล้วก็ใช้เป็นการเลี้ยงชีพ อาชีวะก็เกิดจากสังกัปปะ
การได้ปฏิบัติธรรมจนถึงสัมมาสังกัปปะ อย่างบรรลุผลสำเร็จผล ที่ถึงฌาน ถึงสมาธิ ถึงจิต จนกระทั่ง จิตได้ฌาน ๔ โดยไม่ยากไม่ลำบาก และจิตนั้นตั้งมั่นเกิดขึ้น ในตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ภาคนี้คือจิตเป็นฌาน ส่วนอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนาคือ ภาคสมาธิ คือปัญญาวิมุติ กับ เจโตวิมุติ
ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ คือปัญญาวิมุติ ส่วนอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นเจโตสมถะ...
ที่อธิบายขยายนี้ก็ไม่มีที่ในตำราใดหรอก ในอรรถกถาจารย์หรือแม้ในพระไตรฯก็ไม่มีอย่างที่อาตมาพูด แต่ก็มั่นใจว่าไม่ได้ออกนอกที่พระพุทธเจ้าตรัส เพราะมั่นใจว่าเอาสภาวะที่เป็นมาพูด อาตมาใช้ฌาน ๑ ฌาน๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ ก็แล้วแต่จะใช้ เพราะฌานของอาตมาได้ตลอดเวลา จะอยู่ในฌาน ๑ คือต้องปรุงอย่างมาก ถ้าคนมีกิเลสก็ยังเคร่งคุมเป็นวิตก ส่วนวิจารคือทำพฤติกรรมนั้นออกมา พฤติกรรมจิตออกมาเป็นวาจากัมมันตะ จนเป็นอาชีวะ จะออกมาทำในระดับไหนเป็นอนุโลมปฏิโลม ที่ผู้ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌานทั้ง ๔ ทำได้ง่าย
ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งหลับตาทำฌานในภวังค์ เขาว่าถ้าจะใช้วิปัสสนาต้องถอนจากฌาน ๔ ถอนจากอุเบกขา ที่ไม่คิดไม่นึก ออกมาให้มีการปรุงให้นึกคิดให้คลาย แล้วเขาก็ว่าให้เป็นฌาน ๓ ฌาน ๒ ฌาน ๑ มีวิตกวิจารแล้วจึงวิปัสสนา ที่เขาแปลว่า ขบคิด คือคิดอะไรขึ้นมาเพื่อเกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่วิปัสสนาเลย
คำว่าวิปัสสนา มีคำว่า ปัสสติ คือการเห็น เป็นกิริยา เห็นอยู่หลัดๆ มีตาเห็นรูปอยู่ภายนอก เป็นฌานพุทธ ไม่ใช่แบบหลับตาไปเห็นนั่นไม่ใช่ฌานพุทธ ผู้ที่คล่องแคล่วแล้วก็จะทำได้โดยง่ายและเข้าใจ ฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ แล้วใช้ได้อย่างชำนาญในชีวิตประจำวัน มีจิตมุทุภูตธาตุ เปลี่ยนแปลงได้เร็วไว เชิงเจโตจะอนุโลมได้ง่าย ปัญญาก็จะเข้าไปร่วมทำงานได้อย่างดี
ฌาน สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นฌานเป็นสมาธิที่มีการงานด้วย ไม่ใช่เข้าฌานเข้าสมาธิแล้วทำงานไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ ยิ่งงานอาชีพก็เลิกพูดกันเลย ถ้าฌานสมาธิเป็นแบบที่เขาทำ ก็เท่ากับทำให้คนสิ้นค่า คือมัวแต่เข้าฌาน สมาธิ ก็คือไม่ต้องทำการงานอาชีพ ทางกาย วาจา ใจไม่ต้องทำ ให้คนอยู่เฉยๆ หรือพูดว่าถ้าให้เลือกระหว่าง ฌาน ชนิดหนึ่งไม่ได้ต้องเสียเวลาหยุดทำกิริยา ไม่เสียเวลาทำงานทำการอาชีพ ทำมาหากินได้แคล่วคล่อง พูดได้ทำงานได้ทำกรรมกิริยาทุกอย่างทำอาชีพเลี้ยงตนได้ กับ ฌานอีกแบบที่เอาแต่หลับตา ไม่ทำมาหากิน ไม่ทำการงาน จะเอาฌานแบบไหน ? ไม่ต้องพูดเรื่องผิดหรือถูกก็ได้ แล้วที่พูดนี่เป็นจริงไหม เป็นฌานแล้วทำงานได้ ทำอาชีพได้ มันเป็นจริงไหม ? พวกเราก็ทำพิสูจน์จนทำได้กันมาแล้ว ฌานหมายความว่าอะไร ? ฌาน หมายความว่า จิตเพ่งเผา ซึ่งเขาก็แปลว่าจิตเพ่งเผา แต่เขาเอาแต่เพ่งไม่ค่อยมีเผา เพ่งให้จิตนิ่ง ดังนั้นฌานที่รากศัพท์แปลว่าไฟ จึงเลือนหายไป เขาอธิบายไม่ได้ ยังดีในพจนานุกรมบาลี - ไทยยังแปลว่า ไฟ ที่ ว่า ไฟ คือบัญญัติแทนพลังงานทางจิต ที่กำจัดพลังงานพยาบาท นิวรณ์ พลังไฟ ราคะ โทสะ โมหะได้ คำว่าไฟฌานคือเป็นไฟที่ไปสู้กับ พลังไฟ ราคะ โทสะ โมหะ ได้ เป็นวสี เป็นอำนาจเป็นพลังอย่างแท้จริงเลย มีธรรมฤทธิ์ กำจัดได้
ล.๓๓ ข.๑๓๗ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ...กิเลส ที่มีกำลังทุรพล อันนอนเนื่องอยู่ในสันดานของเรา ถูกเผาด้วยไฟ คือญาณแล้วไม่สิ้นไป ข้อนั้นไม่เคยมีเลย ผู้ใดเป็นที่เคารพของ โลกทั้งปวง เป็นผู้เลิศลอยในโลก และเป็นอาจารย์ของโลก โลก ย่อมอนุวัตรตามผู้นั้น เราประกาศพระธรรมเทศนาสดุดีพระสัมพุทธ เจ้า ด้วยคาถามีอาทิดังกล่าวมาตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้น แล้วได้ไปสวรรค์ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เรากล่าวสดุดีพระพุทธเจ้าใด เพราะการกล่าวสดุดีนั้น เราไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการกล่าว สดุดี ครั้งนั้น เราได้เสวยราชสมบัติใหญ่อันเป็นทิพย์ในเทวโลก ได้ เสวยราชสมบัติใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิก็มากครั้ง เราเกิดแต่ใน สองภพ คือ ในเทวดาและมนุษย์ คติอื่นไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งการ กล่าวสดุดี เราเกิดแต่ในสองตระกูล คือ สกุลกษัตริย์และสกุล พราหมณ์ หาเกิดในสกุลที่ต่ำทรามไม่ นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี
ถ้าไปปฏิบัตินั่งหลับตาแล้ว ญาณปัญญาจะไม่เหมือนกัน ไม่เป็นวิปัสสนาญาณ เป็นแต่สัญญาญาณ เอาความจำมานึกคิด ไม่เป็นฌานลืมตาที่จิตรับวิถี เห็นอยู่รู้อยู่ เป็นปัจจุบันนั่นเทียว มีวิญญาณเกิด แต่อย่างไปนั่งหลับตาทำ ไม่เกิดวิญญาณครบ เอาแต่ในสัญญามาปฏิบัติ แต่แบบลืมตา จะรู้จริงรู้แจ้งตัณหาทั้ง ๖ ที่เกิดทางทวารทั้ง ๖ กระทบแล้วเกิดกิเลสตัณหาให้เกิดอย่างเห็นอยู่หลัดๆ เป็น Phenomenal ไม่ใช่ไปนึกคิดแต่ในรูปภพ อรูปภพ แต่นี่มีกามาวจรให้เห็นจริงเลย การทำฌานลืมตาจึงเห็นของจริง พูดกันรู้เรื่อง
พระพุทธเจ้ายืนยันชัดเจนว่า การปฏิบัติธรรมจะต้องมีสักขี ครบองค์ประชุมของกาย สัมผัสครบกาย คำว่ากายคือองค์ประชุม ซึ่งเขาเข้าใจคำว่ากายเพี้ยนไปว่าคือข้างนอก แต่ก็ดีอย่างคือเขาไม่มีกาย
การปฏิบัติต้องสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย จิตก็โน้มไปสู่ทิศเจริญ สุภันเตว อธิมุตโตโหติ จิตโน้มไปสู่สิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็นสูงสุด สุภันเตวะ เกิดเป็นผลเช่นนั้นด้วยการมีพร้อมทั้งวิโมกข์ข้อที่ ๑ รูปีรูปานิปัสสติ ทั้งวิโมกข์ข้อ ๒ คือ อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ
วิโมกข์ ๘ ก็คือทำฌานทำสมาธิ แต่ถ้ามีการเห็นรูปหลัดๆ เห็นอย่างลืมตา ไม่ใช่ไปนึกคิดในรูปภพ อรูปภพ แต่ต้องมีกามาวจร อย่างในพระไตรฯล.๑๐ มหานิทานสูตร ข้อ ๖๐ อธิบายว่า ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูป นั่นเอง ฯ
นี่ถ้าอาตมาพูดโมเมนะ ก็จะเพี้ยนไป พวกคุณก็จะมึนไปเรื่อยๆ พูดครั้งต่อไปก็จะพูดเพี้ยนไม่เหมือนเดิม แต่นี่พูดไปกี่ครั้งร้อยครั้นพันครั้งก็เหมือนเดิม เพราะมันละเอียดลออมากเลย ไม่มีทางพูดได้เหมือนเดิมหากไม่มีสภาวะจริง แล้วพูดหลอกพวกคุณนี่เดี๋ยวพวกคุณก็จับได้ พวกคุณโง่นักหรือ ไม่ใช่ว่าเหมือนบางสำนักที่หลอกให้คนกู้เงินมาทำบุญ
ก็ขอย้ำฝากผู้บริหารประเทศว่าเรื่องนี้อย่าให้หายไปเหมือนสายลมพัด เป็นเรื่องร้ายกาจที่ต้มคนจำนวนมาก ทำให้คนโง่ลง ทำลายศาสนา ทำลายสังคม มนุษยชาติ หากหลักฐานชัดเจน จับได้ไล่ทันขนาดนี้ก็ไม่เด็ดขาด นี่จะเรียกมาให้การก็จะเป็นจะตาย ว่ามีโรคไปไม่ได้ อาจตายวันตายพรุ่งก็ได้นะ ขออภัยไม่ได้แช่งนะ โรครุมร้ายเหลือเกิน อาตมาขอฝากจริงๆด้วยความเห็นแก่ชาติ เห็นแก่ศาสนา เห็นแก่มนุษยชาติ กรุณาเอาภาระทำหน้าที่ให้เรียบร้อย
การได้ฌาน สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น มันจะมีที่อาตมานำมา ในพระไตรฯล.๒๔ ข. ๒๙ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือคนหนึ่งย่อมจำ ปริตตารมณ์ คนหนึ่งย่อมจำมหัคคตารมณ์ คนหนึ่งย่อมจำอัปปมาณารมณ์ คนหนึ่งย่อมจำ อากิญจัญญายตนะ ว่า หน่อยหนึ่งไม่มีดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๔ ประการ นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัญญา ๔ ประการนี้ อากิญจัญญายตนะที่คนหนึ่งจำได้ว่า หน่อยหนึ่งไม่มี ดังนี้เป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้แลมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปรปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีสัญญา อย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในสัญญานั้น เมื่อหน่ายในสัญญานั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ
ปริตตารมณ์คืออารมณ์ที่ทำได้ขนาดย่อยๆแบ่งส่วนทำ ตั้งแต่กามาวจร จนทำได้ก็เลื่อนไปเป็นรูปาวจร อรูปาวจรไป ทำเพิ่มไปเรื่อยๆ จนเป็นอัปปมาณารมย์ คืออารมณ์ที่มาก เยอะ ครบ สมบูรณ์ถ้วนเต็ม
อากิญจัญญายตนะคือความมีอายตนะรู้ว่า หน่อยหนึ่งนิดหนึ่งไม่มี อันนี้เป็นสัญญานะ ท่านใช้ว่า สัญญา ๔ เป็นการกำหนดรู้ อันที่ ๔ นี้คือกำหนดไม่มีนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง นั่นคือการบรรลุ อสัญญีสัตตายตนะ คือธาตุรู้ที่มีอายตนะกำหนดรู้อยู่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ มีอายตนะครบ แม้ที่สุดสมบูรณ์ด้วยวิญญาณฐีติ ๗ ก็ถึงขั้นอายตนะ ๒ คืออสัญญีสัตตายตนะ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอันนั้นเป็นอายตนะ ๒
อสัญญีสัตตายตนะคือสัตว์ที่มีอายตนะ แต่มีอสัญญี คือมีธาตุรู้นะอายตนะเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างรูปกับนาม คือสัตว์ที่ดับสัญญา คำว่าอสัญญีสัตตายตนสัตว์นี้ ตามสัตตาวาส ๙ ข้อที่ ๕ คือพวกมิจฉาทิฏฐิปฏิบัติ มาผิดเป็นฌาน ๔ พอข้อที่ ๕ ก็กลายเป็นอสัญญีสัตว์ ไปดับสัญญาเลย แล้วก็แปลเข้าใจไปเช่นนี้ไม่ว่าอาจารย์ไหนๆ สอนกันมาก็กลายเป็นถ้าจะเข้านิโรธต้องดับสัญญาหมด ไม่รู้เรื่องแถมดับเวทนาด้วย เป็นเช่นนั้น ซึ่งมันผิด
เนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น คำว่า อสัญญีสัตตายตนะคือสัตว์ที่ดับอสัญญี มีอายตนะ ส่วนเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น คือสัญญากำหนดรู้ การกำหนดรู้ก็คือภาคปฏิบัติ ท่านปฏิบัติผ่านอากิญจัญญายตนะมาขั้นหนึ่งแล้ว ในวิญญาณฐีติข้อที่ ๗ ก็ผ่านอากิญจัญญายตนะคือนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่เหลือแล้ว เป็นฐานนิพพาน แต่มิจฉาทิฏฐิอย่างอาฬารดาบสก็ไปนั่งดับไปหมด
คำว่า อสัญญัสัตว์ กับอสัญญีสัตตายตนะ นั้น มีอสัญญีเหมือนกัน แต่มันต่างกัน ซึ่งถ้าเข้าใจว่ามันต่างกันไม่ได้ก็จะปนกันไปหมด แยกจิตละเอียดไม่ได้ ปฏิบัติธรรมไม่บรรลุหรอก
ที่อาตมาเอาสัญญา ๔ มาพูด เมื่ออากิญจัญญายตนะก็ทำให้กิเลสไม่มีนิวรณ์ได้อย่างลืมตานี่แหละ แล้วข้อที่ ๒ ของอายตนะ ๒ คือเนวสัญญานาสัญญายตนะ มันต่อจากอากิญจัญญายตนะ ข้อนั้นคือข้อทบทวนตรวจสอบ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ไม่ได้ ต้องกำหนดรู้ สัญญาให้หมด นาสัญญา แม้แต่อากาสานัญจายตนะก็ต้องกำหนดรู้ให้อีกๆๆๆ ให้รู้ในเวทนา ๑๐๘ ทุกปัจจุบันตรวจสอบอากาสาฯ วิญญานัญจายตนสัญญา ก็ต้องตรวจสอบกำหนดรู้ทุกวิญญาณทุกปัจจุบันที่สัมผัส ที่ว่าวิญญาณสะอาดบริสุทธิ์เป็นอากาสนี่คืออย่างไร ทำไปก็จะชำนาญ ทำเนกขัมมสิตอุเบกขาให้เป็นสังขารุเปกขาญาณ ให้เป็นอเนญขาภิสังขาร ด้วยทำอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมังแล้วตรวจสอบสัญญาอ่านว่ามันว่าง อากาสาฯ มันเป็นสภาวะว่าง ส่วนวิญญาณธาตุรู้มันเป็นเช่นนี้นะ มันคนละลักษณะนะว่าระหว่างอากาสธาตุกับวิญญาณธาตุ มันต่างกัน วิญญาณสะอาดที่เป็นอุเบกขานะ แล้วธาตุว่างกับธาตุวิญญาณ มันมีธุลีละอองเหลือไหม? แล้วมันจะใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ไม่ได้ต้องตรวจแล้วตรวจอีกทำแล้วทำอีก จนนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)
จนเกิดญาณตัวสุดท้าย คือ กตญาณ คือญาณที่บอกให้รู้ว่า จบ ก็ตรวจ เวทนา ๑๐๖ ทุกกาละ อดีต ปัจจุบัน อนาคต อย่างละ ๓๖ ก็ตรวจทั้ง อดีต และอนาคต อปรันตะ และปุพพันตะ ก็สูญเหมือนกัน
ส่วนอนาคต อปรันตะ ก็คืออปรโคยาน ส่วนปุพพันตะก็คือปุพพวิเทหทวีป
อประหรือปรันตะ ก็อื่นอีกๆ จนผู้ปฏิบัติไปข้างหน้าจนสุดแล้ว แล้วที่สุดก็คือ ทำจนกระทั่งมั่นใจว่า เป็นกิจญาณที่สมบูรณ์ตัดสินได้เป็นกตญาณ เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)แล้ว มีต้นทุนในปุพพวิเทหะคือสูญที่สุดแห่งปุพพันตะก็เป็นฐานสูญ ปัจจุบันก็สูญ เมื่อมั่นใจแน่แล้ว อนาคตก็ต้องไม่มีทางเป็นอื่น เหตุปัจจัยนี้ครบแน่นอน ไม่ใช่การเดาหรือทำนาย แต่มั่นใจในหลักฐานความจริงยืนยัน
เวลาจะตัดเสื้อคุณก็ต้องมีรูปแบบของเสื้อ แต่อาตมาพูดถึงเสื้อที่เต็มรูป คุณจะอ๋อ พูดถึงแขนก็จะอ๋อ พูดถึง ตัวก็จะอ๋อหรืออธิบายต่อมีปกเสื้อก็จะอ๋อ แม้จะไม่ถึงเต็มรูปก็จะตามรู้ได้ จนถึงรูปสมบูรณ์แบบ
ฌาน กับสมาธิ เช่นนี้จิตที่ได้ปฏิบัติจึงมีคุณสมบัติที่มี พุทธพจน์ ๗ มาก็ให้พิจารณา ๖ อันนี่แหละที่จะบ่งบอกเอกีภาวะ ๑. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ๒. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) ๓. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) ๔. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) ๕. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) ๖. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) ๗. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.๒๒ ข.๒๘๒-๒๘๓)
ไม่ใช่ว่า ไปเอาจิตออกนอกตัว ไม่คิดถึงใครเลย ใครจะเป็นจะตายก็ไม่ดูแลเลย แต่ไม่ใช่ กลับเป็นคนที่มีเมตตา คำนึงถึงมนุษยชาติ รักกัน เคารพกัน แล้วก็ช่วยกัน เกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกันไม่ทะเลาะวิวาท
ไม่วิวาท แต่มีความหลากหลาย ก็จะเข้าใจอนุโลมปฏิโลมไปตามความหลากหลาย แต่อยู่กันอย่างประสานกัน ยิ่งแข็งแรงยิ่งมากขึ้น ยิ่งหลากหลายยิ่งขัดแย้ง แต่ก็เข้าใจกันว่า คนไหนพออยู่ได้ไม่ถึงกับเสียหายเป็นเชื้อโรคก็อยู่กันไปอนุโลมกันไป บางอย่างไม่เป็นพิษก็อยู่ไป สามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ แต่อยู่กันได้อย่างสมานัตตตา แล้วก็มีเสมอสมานกัน โสดาบันเสมอโสดาบัน สกิทาฯเสมอสกิทาฯ อนาคาฯเสมออนาคาฯ
ลักษณะเอกีภาวะจึงมีลักษณะของ ๗ ชนิด รวมเอกีภาวะด้วยหรือมีลักษณะ ทั้ง ๖ นี่แหละคือความเป็นเอกภาพคืออยู่กันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูล อย่างมีสัมพันธภาพพิเศษ ที่พูดนี่มีจริงไหม? แล้วหลงตัวหลงตนไหม?
ขอยืนยันว่าเป็นสัจจะจริง ผู้ไม่มีสภาวะเข้าถึงไม่ได้จะปฏิเสธ ว่าพูดไปเรื่อยเลอะเทอะ แต่ถ้าอาตมาพูดเลอะไป ก็จะไม่มีหลักฐานเกิดเป็นหมู่กลุ่มเช่นนี้จนเขาปฏิเสธไม่ได้ ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวแล้วนะมีลูกหลาน
ทำไมต้องระลึกถึงกันเพราะไม่ได้สอนให้เห็นแก่ตัว หรือให้อสังสัคคะแบบอยู่แต่ผู้เดียวไม่ไม่เกี่ยวกับใคร ไม่มีมิตรดีสหายดีเลย คำว่าอยู่แต่ผู้เดียวคือไม่ใช่ไม่มีหมู่ แต่อยู่อย่างไม่มีตัณหาแล้ว ไม่ใช่ไม่มีหมู่กลุ่ม เขาแปลอสังสัคคะว่าอยู่แต่ผู้เดียวไม่คลุกคลีด้วยหมู่
คำว่า สัคคะ คือแปลว่า สวรรค์ คือดาวดึงส์คือจิตที่หลงสวรรค์ สัคคะ ในอนุปุพพิกถา ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ มี ๕ อย่างนี้
ทาน ก็ต้องสอนกัน ศาสนาไหนก็สอนทาน แต่ทานของพระพุทธเจ้าทานอย่างอัตถิทินนัง ในอนุปุพพิกถาคือคำสอนเบื้องต้น เริ่มแต่ทานเลยก็ทำใจในใจไม่เป็นก็ไม่เกิดผล ทานแล้วเป็นกิเลสโลภมากกว่าเก่า ทำใจในใจไม่เป็น มันก็เลยไม่ได้ผลอะไร เป็นนัตถิทินนังทานแล้วไม่ได้ผล ผู้รู้สภาวะสัมมาทิฏฐิก็อธิบายได้ แล้วก็ต้องสอนก่อนเลย อนุปุพพิกถาข้อที่ ๑ ทาน
ศีล ก็คือยิฏฐัง ในทานมัย ภานามัย สีลมัย ก็ไม่ต่างกันหรอก คำว่ายัฏฐังคือยัญพิธี เขาแปลเช่นนี้ว่า ยัญพิธีที่บวงสรวงแล้ว ก็เลยนึกถึงการบูชายัญ เอาคนไปต้มใส่หม้อ ก็ไปโน่นเลย พิธีกรรม ซึ่งไม่ใช่ ที่จริงคือพิธีกรรมที่คุณเริ่มทำเลย เรามาเทศน์กันทุก หกโมงเย็นคือพิธีกรรมชนิดหนึ่งคือการฝึกฝนอบรม ในขณะฟังธรรมปริยัติ คุณได้บุพเพนิวาสานุสติญาณไหม? คุณได้สำนึกแก้ไขไปได้ทันทีบ้าง บางทีแก้ไขได้ดีเลย คำนี้เสียบแรงหลุดจากกิเลสได้เลยนะเรา พูดไปนี่ทิ่มพรวดเลยกิเลสไม่ฟื้นเลยได้ดี มันพอมีไหมนะสักราย
อย่าหลงว่าเราได้มากไปนัก ดูให้ชัด หลงง่ายไปจะหลวม เมื่อเวลาเราพูดถึงสูตรต่างๆ มีไวยพจน์ที่แทนกันได้ก็จะชัดขึ้นๆ ในหมวดสังกัปปะ ๗ เป็นหมวดของรูปนาม มีเจโตและปัญญาที่สมบูรณ์แบบ การปฏิบัติฌานลืมตาของพระพุทธเจ้าจะต้องมีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วสั่งสมเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ไม่ใช่เจโตสมถะ แต่เป็นเจโตสมาธิคือตั้งมั่นสงบ แต่สมาธิกว้างกว่า สมาธิของพระพุทธเจ้าลืมตา ส่วนสมถะนั้นเป็นเชิงเจโต พระพุทธเจ้าเลยว่า มีบุคคล ๔ แบบอยู่ ๑. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ ๒. บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ . ๓. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ ๔. บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ พตปฎ. เล่ม ๓๖ ข้อ ๑๐, ข. ๑๓๗, ข.๕๒๕
แล้วก็มีพระพุทธเจ้าแบ่งคนที่บรรลุเป็น ๑. สุกขวิปัสสโก (ผู้เห็นแจ้งโดยปัญญาเพรียวๆ) ๒. เตวิชโช (ผู้ใช้วิชชา ๓) ๓. ฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา ๖ ฝ่ายเจโตสมถะ) ๔. ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง ๔ ได้แก่... _อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย _ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด _นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว _ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค)
สุขวิปัสสโกคือผู้ได้โลกุตระอย่างเดียว ไม่ได้เจโตสมถะ แต่ท่านก็มีเตวิชโช คุณปฏิบัติธรรมนี่มีเตวิชโชตลอดเวลาได้ เป็นการทบทวนลงบัญชี ว่าอันไหนทำได้อันไหนไม่ได้ ก็รู้ความเกิดความดับของกิเลส อันไหนดับได้ถาวรมั่นคงก็เห็นจากสิ่งที่ปฏิบัติมาจริง ไม่ใช่ตักกะเอา เหมือนนั่งสมาธิหลับตาแล้วจะเกิดปัญญาเอง ไม่ใช่
ฉฬภิญโย คือ หก อาตมาก็ไม่เก่งว่าท่านหมายถึงอะไร? ในวิชชามันมีวิชชา ๘ ประการ อภิญญา ๖ นี้ท่านเอาอะไรบ้าง...ก็เอาแต่มโนมยิทธิ ไปถึงจุตูปปาตญาณ ไม่เอาวิปัสสนาญาณกับอาสวักขยญาณ
มโนมยิทธิ อิทธิวิธี ทิพยโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ทั้ง ๖ อย่างนี้มันดูเป็นความเก่งเหนือคนแบบโลกีย์ เป็นฤทธิ์เดชที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา เป็นรูปธรรมไปเสีย เป็นการเกิดตายของตัวตนแต่ไม่ใช่อธิบายอย่างกิเลสตาย อย่างละเอียดลงไป ดับสัญญาดับเวทนาไม่ใช่ดับทั้งดุ้น แต่ดับเวทนาในเวทนา ดับสัญญาในสัญญาที่เป็นอุปาทานในขันธ์ ๕ ให้หมดไปท่านไม่ได้รู้เช่นนั้นก็เลยถือเป็นฤทธิ์ไปทั้งหมดตั้งแต่ข้อที่ ๒ – ๘ ของวิชชา ๘ ก็เลยออกนอกพุทธ ที่พระพุทธเจ้าว่าท่านรังเกียจ ไม่เอา ระอา ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็เลยไม่ได้สิ่งที่ควรได้ ท่านแปลกันมาอย่างไม่ถูกต้องชัดเจน เพราะอันนี้เป็นภาษาปรมัตถ์ไม่ใช่ภาษาสมมุติสัจจะตัวตนบุคคลเราเขา
แล้วไปแปล อิทธิวิธญาณ เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ... คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ (เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ) ก็ไปแปลเป็นตัวตนบุคคลเราเขาหมด เป็นความหยาบไป มันไม่ตรงตามปรมัตถ์ที่พระพุทธเจ้าหมาย
ข้ออื่นๆก็มีนัยปรากฎเหมือนกันได้ อาตมาเคยเอามาอธิบายตลกๆว่า ถ้าท่านเคยแสดงว่า อิทธิวิธญาณ อย่างนี้ทะลุกำแพง ภูเขา เดินบนน้ำ เขาว่ามีนะ ท่านแสดงยมกปาฏิหาริย์ ทำให้ปรากฏก็ได้ทำให้หายก็ได้ ผุดดำดินได้ เดินบนน้ำไม่แตก ยิ่งกว่าแมงมุมเดินบนน้ำ ลูบคลำพระอาทิตย์พระจันทร์ด้วยฝ่ามือได้ อาตมาเคยอธิบายว่า เอามือลูบหัวล้านพระอาทิตย์ได้ ไม่ร้อนเลย
คือของพระพุทธเจ้านี่ลูบคลำพลังงานกิเลส ที่ร้อนแรงอย่างไรก็ตามก็อยู่บนไฟนรก แต่ท่านอยู่อย่างเย็นสบายมันไม่ได้ไหม้ท่านเลย มีอานุภาพสูงส่ง นี่คือธรรมาธิษฐานเนื้อแท้
แต่พออธิบายเป็นสายโลกีย์ที่คนอ่านแล้วก็ว่า ได้สักอย่างหนึ่งรับรองว่าชีวิตนี้รวย ไปหากินได้ทั่วโลก รวยเละเลย มาดูสิคนเหาะได้ ดำน้ำได้ รวยเละเลย คนละบาทเท่านั้น ฟังแล้วตลก พระพุทธเจ้ายืนยันว่า อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์และอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์
ที่อาตมาอธิบาย คืออนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์คือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียนรู้ปฏิบัติได้ แต่ไปทำแบบอิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์ นั้นทำปฏิบัติไม่ได้หมดหรอก แต่เรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิตามอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์นี้ แล้วปฏิบัติให้ตรง ทำได้แน่
เรามาเรียนรู้ ความเป็นโสดาบัน มันจะเริ่มต้นกันที่ไหน?
ต้องเห็นกายที่เป็นสักกะต้องรู้ตน ต้องเรียนตน แล้วในตนตัวแรกที่จะรู้ก็คือ ความเป็นกาย มันจึงเป็นความสำคัญมาก ถ้าเข้าใจความเป็นกายผิดก็เจ๊งแต่แรกเลย แล้วยิ่งบอกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย เรียนรู้สังขาร ๓ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารก็เริ่มต้นที่กายสังขาร ก็ต้องทำกายก่อน แล้วก็ทำให้เกิดความสงบรำงับที่กาย ให้กายสังขารเกิดปัสสัมภยัง แต่ถ้าหลับตาไปเสียก็ไม่เกิดกาย ดีไม่ดีตัดลมหายใจไปอยู่ในภพเสียเลย เพราะคำว่ากายแม้แต่ลมหายใจก็คือกายนะ อย่าไปทิ้ง เพราะท่านสอนคนที่ไปหลงปฏิบัตินั่งหลับตาในป่า แม้ปัจจุบันก็ตามท่านเลยสอนให้ต้องไม่ทิ้งกาย อย่างน้อยต้องมีลมหายใจภายนอกด้วยนะ ถ้าความรู้สึกขาดหายจากภายนอกไม่ถือว่ามีกาย เมื่อไม่มีกายก็ไม่รู้สักกายด้วยปัญญาแต่คุณไปรู้ด้วยสัญญาเท่านั้น คุณเห็นกายแค่รูปในภพ เป็นรูปาวจร ก็ระลึกรู้อันนั้นซึ่งไม่เป็นความจริง ไม่ผัสสะ ไม่ครบกระบวนการ ไม่รู้รูปรู้นามสมบูรณ์
รูป ๒๘ ดิน น้ำ ไฟ ลม ปสาทรูป โคจรรูป ทำงานร่วมกันปฏิกิริยากันจึงเกิดสิ่งปรากฏ เป็น การเห็นอยู่หลัดๆ ตากระทบรูปให้เห็นผัสสะ ก็เกิดอิตถีภาวะก็ทำให้เป็นปุริสภาวะไปเรื่อยๆ จนปุริสภาวะ ในปุงลิงค์ เป็นนปุงสกลิงค์ ให้เป็นเอกบุรุษ จนเป็นอุตมะ เหนือกว่าอุตมปุริสสะ เป็น นปุงสกลิงค์ หมดเพศเลยสูงสุดให้ได้ นั่นคือรูป อันที่ ๗ แล้วคือ ภาวรูป
อยู่ที่หทยรูป คือสิ่งที่ถูกรู้อยู่ตรงไหนตรงนั้นแหละ ไม่ใช่รูปธรรม แต่เป็นนามธรรมนะ เมื่อจับลักษณะจิตที่เป็นอาการได้ตรงไหนก็ตรงนั้นแหละ อยู่ในอาการ ๓๒ นี้แหละ บางคนบอกว่าเจ็บใจจริงๆ แล้วมันเจ็บตรงไหน? มันเจ็บที่หัวใจหรือที่หัวปวดไปหมด ก็อันนี้แหละหทยรูป มันมีอาการ มีเครื่องหมายบอกตรงนี้แหละ อาการอย่างที่ว่านี้คือมันมีน้ำหนัก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive