580510_วิถีอาริยธรรม มโนสัญเจตนาของพ่อครูในงานคารวะบูชาบรรพชน อุบลราชธานี.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข22 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580510_วิถีอาริยธรรม มโนสัญเจตนาของพ่อครู ในงานคารวะบูชาบรรพชน อุบลราชธานี ส.ฟ้าไทว่า … วันนี้วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2558 เป็นช่วงฤดูฝนแล้ว มีฝนตกบ้างที่นี่ ชาวอโศกเราปฏิบัติธรรมถือศีลเป็นชีวิตที่มุ่งสู่นิพพาน ส่วนคนโลกมุ่งสู่ดาวดึงส์ สะสมกิเลส หรือเป็นจตุมหาราชิกา มอมเมาประชาชน ในโลกีย์คือหาพวกให้อยู่หมัดให้ได้ ส่วนเทพโลกุตระมีพระพุทธเจ้านำมา แล้วก็มีพระโพธิ- สัตว์ มาสืบต่อ ให้ศาสนาพุทธคงทนถึง 5,000 ปีต่อไป เมื่อเช้านี้อ่านข่าวของประเทศจีน ว่าเขากินทารกต้ม ทารกอายุ 5 -6 เดือน เขาว่าเป็นยาเสริมสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งมันหนักหนาสาหัสมากกับโลกีย์ที่ม ัน แรงมากขึ้น แต่เราอยู่กับพ่อครู ซึ่งก็ไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กับเราอีกนานไหม เวลามันสั้นมาก กว่าจะเข้าใจสิ่งที่พ่อครูเทศน์ แล้วกว่าจะปฏิบัติได้อีก มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเอานะ กิเลสมันมีและก็ตามตัวเรา เอาออกยากนะ กิเลสมันอยู่ในจิตวิญญาณ เราก็ต้องเรียนรู้กะเทาะออก ให้หมู่มิตรดีสหายดีช่วยขัดออกอีก มันต้องทุ่มเทจริงๆ จึงจะทำได้ จะได้คุ้มกับชีวิตที่มาพบท่าน เราจะได้ไม่เสียชาติเกิด พ่อครูว่า... มาต่อที่ ท่านฟ้าไทได้เกริ่นมาแล้วว่า อาตมาขวนขวายพากเพียรที่จะสอนแนะนำ อันนี้หลายคนก็ว่าอาตมานี่ ขยันเกินพิกัด อาตมาก็ว่ายังไม่ขนาดทรมานตนเอง เกินขนาดอะไร แม้จะบอกว่าเทศน์ไปไอไป ก็เพราะอวัยวะเจ้าการไม่สมดุล ก็ไอบ้าง ตอนไอก็จะเรียกว่าไม่สมดุล ไม่ปกติ จะเจ็บปวดก็มีเรียกว่าทุกข์ อาตมาก็ยอมรับเรื่องสังขารขันธ์ ก็ยังไม่ได้รู้สาเหตุปรับจริงๆ ก็ต้องยอมรับไป ถือว่าเป็นวิบาก พระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งประเสริฐ คือการเป็นอรหันต์ การเป็นอรหันต์นี้มีความประเสริฐ 2 อย่างใหญ่ๆ คือ 1.) ผู้บรรลุอรหันต์แล้วสามารถทำลายอัตภาพของตนเป็นสูญในวาระสุดท้าย ปรินิพพานเป็นปร

อ่านต่อ

ิโยสานได้ และ 2.) แม้จะตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้ว ถ้าท่านจะมีชีวิตต่อไป จนตายในชาติที่เป็นอรหันต์ แต่ท่านไม่ได้ตั้งจิตที่จะสูญอัตภาพ ท่านยังตั้งภพต่อที่จะเกิดอีกอยู่ ท่านจะเกิดอีกกี่ชาติก็ตาม ท่านจะมีหลักประกันในจิตของท่านเป็นจริง คือไม่ทำ บาปทำชั่วอีกแล้ว “ สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะล ัส สูปะสัมปะทา ” คือไม่ทำ บาป ไม่ทำชั่ว ทำแต่กุศล กรรมที่เป็นกิเลสนี่คือชั่ว พอกิเลสหมดแล้วในทุกปัจจุบัน ตั้งแต่ท่านตรัสรู้เป็นอรหันต์ กรรมชั่วต่อไปท่านไม่ทำอีก นอกจากที่เลยวิสัย อย่างอรหันต์บางท่านมีกิริยาหยาบ แต่เป็นเรื่องสุดวิสัยได้ แต่เจตนาท่านไม่มีแอบแฝงเด็ดขาดที่จะทำชั่ว ท่านทำแต่ดี จึงเป็นคนไม่มีโทษ ไม่มีภัยต่อสัตว์ หรือคนใดในโลกอีกเลย โลกทุกวันนี้มีแต่มนุษย์อวิชชา เลว ก็เลยทำให้โลกลำบากลำบน ยิ่งฉลาดแกมโกง ฉลาดเฉกา ก็ยิ่งก่อเรื่อง ก่อเหตุปัจจัย สร้างระบบมาหลอกคน ให้มาร่วมทำกันอีกก็เลยซับซ้อน คนยิ่งอวิชชาไม่ฉลาดทางสัจธรรม ซึ่งสัจธรรมนี้ลึกซึ้ง ลึกล้ำ แต่อวิชชานั้นลึกลับซับซ้อนไปเรื่อยๆ นึกว่าเป็นสิ่งดี แต่แท้จริงคือสิ่งเลว ทำได้ก็นึกว่าดีอีก ก็เลยยิ่งทำเข้าไปใหญ่ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นวิชชาที่ยิ่งใหญ่และเป็นจริงด้วย จะเป็นอาการชั่วแม้เล็กแม้น้อย อากาสาฯ วิญญานัญ จ าฯ อากิญจัญญาฯ หรือเนวสัญญาฯ อย่างไร จะเล็กน้อย “ ลหุตา ” กับ ” สุญญตา ” ก็ต้องเทียบกัน อาตมาถึงบอกว่า ที่มีน้อยที่สุดใกล้หมดกับหมดแล้ว มันยากจะแยกออกได้ ที่มันเหลือนิดน้อยจวนจะหมด กับมันหมด ก็แยกยาก อ่านยาก มันเกือบจะเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วคือ ศูนย์ จึงต้องใช้ญาณปัญญาที่ละเอียด “ นิปปุณา ” ละเอียดถึงนิพพานที่จะอ่าน นี่คือนามธรรมที่เป็นอรูปมาก คุณต้องทำถึงขีด ต้องหมดจริงๆ จึงจะรู้ว่าเหลือน้อยเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าคุณหนาเปรอะ แต่ว่าก็นึกว่าตนเหลือน้อย ยืนยันว่ามีจริง มันมีหรือมันหมดก็ต้องรู้เห็นของจริงของตน อาตมาว่า อ าตมาได้ศึกษาของจริงของพระพุทธเจ้ามาชาตินี้ จนประกาศตนว่าเป็นโพธิสัตว์ บอกไปอย่างไม่อยากอวด ขนาดบอกไปอย่างนี้คนไม่เชื่อเขาก็ไม่เชื่อ คนเชื่อด้วยศรัทธาที่เป็น สั ทธินทรีย์ คนเชื่อมี 2 แบบ คือ 1. ) เชื่ออย่างมีปัญญาแท้จริง 2.) เชื่อแบบไม่มีปัญญาแท้จริง ซึ่งคนเชื่อแบบไม่มีปัญญาเขาก็เชื่อของเขา เราไปบังคับเขาไม่ได้ ก็ต้องจำนน ภูมิธรรมหรือฐานจิตของใครมันมีขนาดไหน? มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ไปบีบบังคับให้มันโง่ แล้วให้ฉลาดไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่ได้ อาตมาจึงไม่มีปัญหาพวกนี้เลย ใครจะสงสัยจะแย้งไม่เข้าใจก็เรื่องจริงทั้งนั้น อยากเข้าใจก็เข้าใจ ตามแต่ละคน ทุกวันนี้ทำงานมา 45 ปีก็พยายามเปิดเผย วันนี้ก็พยายามเปิดเผยว่าอาตมาอยู่ทำไม ทำงานอะไร ทำไปทำไม ทำไมไม่ตายซะ แล้วก็มาพูดว่า อยู่ไปไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม ทำเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ได้เอาอะไรเลย เอามาให้เฉยๆ เขาฟังแล้วก็หมั่นไส้ หาว่าพูดแค่เท่ ใครก็ทำได้พูดได้ ใจเขาไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร อาตมาก็รู้ว่าไม่มีปัญหา ใครก็ตามที่ได้ยินเขาพูดกันมาว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็อาตมาพูดเองแหละ แล้ว 7 เป็นอย่างไร? อาตมาก็อธิบายสังขยาเลขทุกระดับแล้ว ที่พวกเรา มากันนี่แม้ตัวเองมีเชื้อสุขอยู่ แต่ก็ยังยอมมาล้างออก ทั้งที่ใจเสียดาย แต่ก็เข้าใจว่าต้องมาปฏิบัติล้างนะ จนมันออกไปได้จริงเรื่อยๆ หมดได้จริงก็ไม่เสียดายแล้ว จะมีปัญญาเข้าใจ เห็นอวิชชาของตนว่า ไปติดทำไม ไม่เห็นมีสาระอะไร แล้วเห็นชัดว่านี่ของเท็จของปลอม แต่ก่อนเรามีรสสุขเช่นนี้จริง แต่ตอนนี้เราไม่มี จึงยอมรับว่ามันไม่ใช่ของจริง มันเป็นเท็จ เป็นอาการจิตนะ จิตสุข จิตทุกข์ จิตอร่อย อิฏฐารมย์ แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว มันกลางๆ เฉยๆ ก็จะได้ว่าอร่อยหรือสุขอย่างไร แต่ตอนนี้ไม่มี จำได้อยู่ว่าเคยมี “ การจำได้กับการไม่มี ” นี่ต้องแยกให้ละเอียด คุณสัมผัสตอนนี้ คุณกำลังลิ้มเล็มแลบเลียอยู่นะ จะมานั่งเข้าใจผิดนะ ทั้งที่คุณมีแต่ว่าก็บอกว่าเป็นความจำก็ไม่ ใช่นะ ต้องอ่านของตนให้ชัดเจน รู้ผิดก็ของตน รู้ถูกก็ของตน แต่จะมีการพิสูจน์โดยเวลา มันนานไปก็ไม่เหลือ สัมผัสทีไรก็ไม่เกิดอีก มันจะเชื่อศรัทธา ทั้งรู้เปรียบเทียบ แต่ก่อนเคยมี แต่ตอนนี้ไม่มี ก็ไม่เสียดายไม่ห่วงหา และมีปัญญาว่าไม่น่าเสียดาย ไม่น่าห่วงหา มันเป็นอารมณ์ลมๆ แล้งๆ ไม่ได้วิเศษวิเสโสอะไร มันเป็นสิ่งที่เราเคยรู้สึกว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น แต่ตอนนี้สัมผัสสิ่งที่เคยสุขแต่ไม่สุขแล้ว ก็ไม่เห็นเลวลงตรงไหน ไม่ต้องเสียพลังงานด้วย มันว่างสบาย สงบ ทุกอย่างเราอยู่ในโลกก็ทำดีได้หมด ไม่ต้องจ่ายพลังงานไปกับกิเลส เราก็เอาพลังงานไปทำสิ่งที่ดีๆ เป็นคุณค่าประโยชน์อื่นได้อีก ไม่ได้เปลืองผลาญเบียดเบียนใคร มันของตนทั้งนั้น เกิดเจริญในตนทั้งนั้น ในสัจธรรมพวกนี้พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วเอามาให้คนพิสูจน์ อาตมาว่าอาตมาเป็นลูกทางจิตวิญญาณทางนามธรรม ได้ DNA ของศาสนาพุทธมา โ ดย ตรง จนมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คำว่า 7 นี้เป็นเลขที่ลึกซึ้งมาก จะมีคู่ของเลข เลขคู่ก็มีความจริงระดับหนึ่งพอมี 1 สามตัวก็เป็นตอง พอขึ้นมาอีก 1 ก็เป็น 4 ก็จะมีอะไรเพิ่มมาอีก เป็นความจริงยืนยัน รูปกับนามจะลงตัวกัน อย่าไปสงสัยว่าทำไมพระพุทธเจ้า ต้องเกิดตรัสรู้ปรินิพพานวันเดียวกันคือ 15 ค่ำเดือน 6 แล้วเป็นแบบนี้ทุกพระพุทธเจ้าด้วย พระพุทธเจ้าองค์สมณโคดม จะต้องเป็นชื่อเจ้าชายสิทธัตถะ อาตมาเกิดเดือน 7 ปี 2577 วันอังคาร (เลข 7 ) เฉียดนิดเดียวว่าไม่เกิดวันจันทร์ เดือน 7 ปี 77 อาตมานี่หลานเจ้าเหลนเจ้า รุ่น 7 อีก ใครก็ตามได้ยินจากที่พูดๆ กันมาว่า... อาตมาเป็นเชื้อสายรุ่น 7 ของเจ้าเมืองอุบลฯ เจ้าคำผง ซึ่งตอนนี้พูดกัน ประกาศกันว่าจะจัดงานนั้น หลายคนอาจจะนึกไปว่า ที่พูดอย่างนี้เป็น การอวดอ้าง อาตมาอยากจะอวดตัวอวดตน ว่าสืบเชื้อสายและคงมุ่งหมายอยากให้คนมานับถือ มาเคารพ มายกย่อง อะไรอย่างนั้น แล้วอาตมาก็จะได้โก้ ได้หรูยิ่งใหญ่ เป็นคนสำคัญ อะไรไปอย่างนั้น ก็ขอยืนยันว่า จิตใจที่อยาก จะได้อามิสต่างๆอย่างนั้น ไม่มีในจิตใจของอาตมาเลย อาตมาพูดขึ้นมาเพื่อเป็นเหตุปัจจัยในการทำงาน ให้เกิดความสืบต่อที่จะมีเป็นความเกิดใหม่ ซึ่งความเกิดใหม่ที่จะเกิดนี้ ก็จะเป็นความดีงาม ความควร เกิดให้แก่ผู้จะมาช่วยกันสร้างความเกิดนี้ขึ้น ให้แก่โลก แก่สังคม ก็เท่านั้น นี้คือเจตนา ของอาตมา ในงานที่จะทำทั้งหมดทั้งหลายที่อาตมาทำอยู่ และจะทำต่อไป ในงานที่อาตมาได้ทำมา จนเป็นสาธารณโภคี คือร่วมกินร่วมใช้ในทรัพย์สินส่วนกลาง มีการจัดสรรให้เหมาะสม มีเจ้าหน้าที่ทำการแบ่งแจกกันตามเหมาะควร ซึ่งทุกระบบก็จะมีการจัดสรร แต่อาตมาก็มีเจตนาสร้างคน ให้คนได้รับความรู้ และเป็นเช่นนี้ ไ ด้ อาตมาตั้งใจจะอยู่ให้ถึง 151 ปี ก็จะเหลืออีก 70 ปีเต็ม ที่จะอยู่แล้วจะอยู่ ทำไม? ก็อยู่เพื่อจะนำพากันทำให้เกิดระบบสังคมพฤติกรรมมนุษย์ ที่มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีการงานที่เราคัดเฟ้นว่าเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษต่อสังคม และ เ ป็นการงานที่ทำแล้ว ทุกคนทำงานฟรี ทำแล้วไม่เอาค่าแลกเปลี่ยน พ้นมิจฉาอาชีวะระดับ ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา แล้วก็ทำได้จริง อย่าว่าแต่คนที่ทำงานศาสนาพุทธจะทำได้เลย เขาไม่รู้ว่าคืออะไร เขารู้เผินๆ กันในศาสนาพุทธทั่วไป เขาแปลว่า ลาภแลกลาภ แล้วมันคือทำอย่างไร? เข าก็ไม่รู้ ลาภคือสิ่งที่คุณทำงานแล้ว ได้ผลผลิตออกมา คุณได้ คุณเป็น สิทธิของคุณ คุณทำกับมือของคุณ แล้วก็ทำอันนี้ให้คนอื่นไป โดยคุณไม่ต้องการผลตอบแทน นี่คือพ้นลาภแลกลาภ ทำงานฟรี 100 % ก็เกิดระบบสาธารณโภคี ทำให้ส่วนกลาง ถึงเวลาจำเป็นใช้ก็ไปเบิก แม้เขาไม่ให้เบิก ส่วนกลางคนที่ดูแลเขาว่าไม่เหมาะ ส ม จะให้ก็ต้องจำนน ระบบแบบนี้เกิดได้ท่ามกลางสังคมทุนนิยมที่มีความไม่สันโดษไม่มีความพอ ก็ยังเกิดได้ อาตมาพิสูจน์ธรรมะข้อนี้ของพระพุทธเจ้าได้ว่า พ้นมิจฉาอาชีวะ 5 ข้อนี้ได้ นี่พูดไปนี่ก็ไม่ได้อวดว่าตนยิ่งใหญ่ถึงทำได้นะ โลกทุกวันนี้เขาเจตนาโลภกันเลย ฮั้วกันโลภด้วย อย่าง CP เขาทำนี่ไม่สนใจใครเลย ว่าจะเป็นจะตายอย่างไร ก็รวบไว้หมด มันน่าจะเอาความรู้ความสามารถ มาเจือจานแบ่งปันกันก็ไม่ทำ กลับเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีน้ำใจ กินรวบหมด จะให้เป็นหนึ่งในโลกให้ได้ เหมือนบิล เก ต ต์ หรือวอร์เรน บัฟเฟตต์ ต้องเข้าทำเนียบคนรวยที่สุดในโลกให้ได้ ขออภัย เป็นอำนาจที่อาตมาขนลุกขนพอง ไม่เอา ถือว่าเป็นพฤติกรรมชีวิตที่เลวร้ายมาก เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เห็น อาตมาว่าเขาไม่รู้ ก็ต้องเปิดเผย จำเป็นต้องว่าเขา สาธยายว่าโหดร้ายซับซ้อนอย่างไร? แล้วระบบซับซ้อน เงินที่เราได้ แทนที่จะแจกจ่ายเจือจาน กลับเอาเงินนี้ไปออกดอกออกผล ลงทุนให้ได้กลับมามากๆ อีก เขามีทั้งอำนาจ ทั้งทุน โหดเหี้ยมมาก คนตายเย็นนะ ไม่ได้ตายแบบร้อนหวือหวา แต่ตายเงียบๆ ตายเนียน ตายสนิท ตายเย็นเจี๊ยบเลย อาตมาจำเป็นต้องให้ความรู้ สติ แก่คนไม่สติปัญญาหนาทึบเกินไป ก็พูดให้คนที่พอรับได้ แล้วเปลี่ยนตัวเอง คนที่ขูดรีดเอาเปรียบสังคมมาก เขาไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองก็เถอะ แต่คนที่มีบารมีพอรับได้ ก็จะให้คนแบบนี้ แล้วถ้าคนแบบนี้มีมากขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาสังคมได้ ทุกวันนี้มันแรง ถูกขูด ถูกเอาเปรียบจากทฤษฎีทุนนิยม แต่ทฤษฎีที่จะมาให้ลดละ มาให้พอเพียง มันมีน้อย ตามคำในหลวงตรัส เป็นทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เราเอามาออกอยู่บ่อย ก็ไม่เห็นมีทีวีช่องไหนเขาขานรับ ไม่เอาไปออกเสริม ก็เพราะเขาไม่รู้ว่ามีคุณค่ายิ่งใหญ่ ก็เลยไม่ขานรับ อาตมาก็ไม่ท้อแท้ต้องทำไปจนคนตาบอดเห็นได้ คนจะมามีจิตเข้าใจได้ว่า ถ้าไปหลงรวย จะไม่มีขีดจำกัด อันนั้นคือคน อปรโคยานที่ดุเดือดที่สุด ไปเอาอื่นอีกๆๆ ไม่เคยหยุดเลย ไปหลุดเอกภพเลย พวกเรามาสะพัดออก จนกระทั่งไม่มีของตนเลย ทุกอย่างเอาเข้ากองกลาง กองกลางจะร่ำรวย เหมือนที่ในหลวงเราตรัส ประเทศทั้งประเทศก็ไม่รวย เราก็รวยพอสมควร เราพอเพียงไม่ขัดเขิน หมุนเวียนได้ เท่าที่เราทำสมดุลได้ ไม่กักตุน เป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง ท่านตรัสเศรษฐกิจพอเพียงเขาก็ไม่เข้าใจ ก็เลยตรัสว่าเอาแบบคนจน ก็ไม่เข้าใจอีก ไม่เกิดปัญญาที่จะเอาตาม ท่านก็ตรัสอีก ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็หนักเข้าไปอีก เขางงกันว่าจะอยู่ได้อย่างไร นักเศรษฐศาสตร์ไม่น่าจะพูดเช่นนี้ เขารู้ว่ามีอะไรแฝงอีกมากที่จะตีราคามาให้นายทุนได้ แต่ถ้าตนไม่ต้องการมาก็เอาออกไปได้เลย แม้แต่ท่านจะพูดว่าขาดทุนของเรานี่แหละคือผู้ได้ คือผู้กำไร อาตมาก็ว่าจบแล้วนะ ถ้าจะว่าต่อไปก็คือมาสูญนี่แหละคือสุดยอด ไม่ต้องสะสมของตนเลย ไม่ต้องคิดขาดทุนหรือกำไรเลย ให้เป็นสูญตลอดนี่แหละ ความจริงนี้ไม่ใช่แค่เหตุผลตรรกะ แต่เป็นได้จริงและเจริญด้วย เจริญทางวัตถุ วิธีการ สังคม จารีตประเพณีด้วย จะเกิดองค์ประกอบของทั้งวัตถุรูป ที่อาศัยใช้สอย ที่จะมีจะเป็น ไปจนครบทุกด้าน วัตถุถึงพฤติกรรม จนถึงนามธรรม เป็นความรู้สึก คุณค่าประโยชน์หรือแม้ที่สุดจบที่เสียสละ ถ้ามนุษย์เสียสละได้จริง เสียสละจนไม่เหลือตัวตน นี่คือจบแล้ว แล้วก็อยู่กับสาธารณโภคีไป ทำให้มากให้เกินแล้วก็แจกจ่าย แต่ให้ประณีตประหยัด ไม่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ้งเฟ้อ ฝึกหัดแต่ละคนจนเกิดเป็นพฤติกรรมกลุ่ม ที่เป็นเอกภาพไปเรื่อยๆ มั่นใจว่าระบบของพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิลงตัวนี้ดีมาก จะเกิดผลแก่มนุษย์ที่รู้ แล้วก็ทำ โลกทุกวันนี้เอาแต่รู้ แต่ไม่ทำ แล้วตีราคาความรู้สูงมากกว่าทำ เขาฉลาดรู้ ก็ เลยเอามาเป็นสิ่งที่เอาเปรียบเขาซับซ้อนได้ คนทำได้แต่ไม่เก่งหรือฉลาด ก็ถูกคนรู้คนฉลาดนี่ออกกฎระเบียบมา เพื่อให้คนรู้ได้เปรียบ ให้คนที่ทำเป็นแต่ไม่ฉลาดพอ เป็นเบี้ยล่างตลอดเวลา ทุกวันนี้คนปลูกข้าวก็ไม่เป็นแล้ว รู้แต่ว่าไปซื้อมาหุงหรือซื้อมากิน บางทีจ้างคนมาป้อนให้กินอีก การศึกษาของเราจึงเป็น ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา จะรู้เท่าใดก็ต้องทำให้เป็นก่อน เรียกว่า “ วิทยาลัยอาชีวะ ” ไม่ใช่แค่ความรู้มาก ความคิดมากปฏิบัติไม่เป็น หลงส่งเสริมรู้มากๆ ทำไม่ เป็น นี่คือค่านิยมที่ผิด คุณได้เรียนดร. นี่คุณได้เปรียบเขาแล้วได้เรียนมา เวลาเริ่มทำงานก็สตาร์ทเงินเดือนมากกว่าเขา ทำไมเอาเปรียบเขามากไป ทั้งที่คุณได้เปรียบเขาที่รู้กว่าเขาแล้ว ซึ่งถ้าคุณมีความสามารถจริง สตาร์ทพร้อมกันเงินเดือนเท่ากันสิ ถ้ามีความสามารถจริงก็จะพาสชั้นเอง แต่ว่าเอาเปรียบได้เปรียบเขาก่อนแล้ว แล้วก็ไปตั้งกฎเกณฑ์สังคม คุมกฎเกณฑ์ไว้แล้วหมด อาตมาว่าส่งเสริมอาชีวศึกษาให้เจริญนี่ดีแล้ว อย่าไปส่งเสริมมหาวิทยาลัยที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พ่นแต่ความรู้ แต่ให้ทำจริงไม่เป็นสักเท่าไหร่ ทำได้ไม่เท่าไหร่ ถ้ามีปัญญาเห็นแสงสว่างว่า “ อาชีวะ ” นี่ คือความรู้แท้และไม่เป็นหนี้ด้วย ส่วนพวกนักรู้แล้วเอาเปรียบเขา โดยสัจจะคือเป็นหนี้เป็นบาป พวกที่ทำเป็น ตกลงไม่ได้เป็นข้าราชการกับเขา พวกข้าราชการเกษีย ณ แล้วได้บำนาญอีก แต่พวกชาวนา ชาวไร่ กรรมกรไม่มีบำเหน็จบำนาญ แต่เดี๋ยวนี้มีเบี้ยเลี้ยงให้ผู้สูงอายุเป็นหลักร้อย แต่เขาที่ตั้งกฎเกณฑ์เองได้ ก็ตั้งเงินให้เป็นแสนเป็นล้าน ยิ่งเป็นบริษัทตนเองก็ตั้งได้สูงตามใจเลย ถ้าคนประท้วงก็ไล่ออกได้ สรุปคืออาชีวะนี่ดีแล้ว ของเราก็เป็นตามธรรม เราอยากได้มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้สักที เราก็ได้แบบอาชีวะ ซึ่งไม่ต้องบอกหรอก อาตมาทำมหาวิทยาลัยก็ทำอาชีวะแน่ เพราะตั้งปรัชญาไว้ว่า จากศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ไปเป็น ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา แล้วมาเป็น ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ไม่ทิ้งงาน แล้วจะไม่เป็นคนไม่เป็นหนี้ มีแต่กำไรคือได้เสียสละ คนขาดทุนคือคนได้กำไร โดยสัจจะคือคนเสียนี่แหละคือคนได้ มีอะไรให้เขาตั้งแต่วัตถุ จนถึงกำลังแรงงาน จนให้ความรู้ เป็นผู้ให้เขาจริงๆ คือนั่นแหละคือผู้ได้ ถ้าไม่ใช่สัจจะโลกุตระแท้ อย่างในหลวง เอาอาตมาด้วยก็ได้ จะเห็นจริงเข้าใจจริงได้ยาก คนเข้าใจจริงเห็นจริง ขีดหนึ่งเรียกว่าศรัทธา ความเชื่อ อาตมาแบ่งเป็น 1 . เชื่อถือ (ศรัทธา) คือ คนในไทยนี่ก็เชื่อถือนับถือศาสนาพุทธส่วนใหญ่แต่ไม่เชื่อฟัง 2 . เชื่อฟัง (ศรัทธินทรีย์) คือ เชื่อแล้วทำตามด้วย ถ้าเชื่อถึงขีดจะทำตาม อย่างพระพุทธเจ้าให้ถือศีล 5 จะทำตามแล้วให้ถือศีล 8 ศีล 10 จะทำตามเลย 3 . เชื่อมั่น (ศรัทธาพละ) คือทำแล้วได้ผล ก็จะเชื่อมั่นเลย สรุปแล้วกว่าคนจะเข้าใจหรือถึงศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา แล้วพวกเราก็มีความจริง ถึงศรัทธากล้าทิ้งทรัพย์สินของตน มาอยู่กับสาธาณโภคี กินน้อยใช้น้อย มีสมรรถภาพก็ทำให้ส่วนกลางหมด แล้วจะเอาไปสะพัดกันก็เอาเลย ยอมรับนับถือพวกเราที่จะทำประโยชน์แก่โลกแก่สังคม ไม่เบียดเบียนใคร ใช้เลือดใช้เนื้อของตน มีน้อยใช้น้อย แต่อย่าให้เกิดขัดข้อง หรือทำไปจนเป็นหนี้ใคร ทำไปจนไม่เป็นหนี้ หรือเป็นหนุน “ เงินหนุน ” คือ ยืมเงินในหมู่พวกเราเองอย่างไม่มีดอกเบี้ย หรือติดหนี้บุญคุณ เราก็เลยเกื้อ ไม่กู้ เพราะการกู้คือมีดอกเบี้ยและมีบุญคุณ การเกื้อไม่มีบุญคุณแต่เป็นบุญคุณโดยสัจจะ เงินที่เกื้อมาเราเรียกว่า “ เงินหนุน ” เราจะซื่อสัตย์ไม่ชักดาบ ก็เป็นไปได้มาอยู่ทุกวันนี้ เงินกองกลางไม่มี NPL หรือหนี้เน่า ก็พอมีอยู่เหมือนกัน ขนาดคนคัดมาแล้วในอโศกยังมีหนี้เน่าเลย ก็พยายามคัดเฟ้นไม่ให้มาทำบาป เพราะมาทำหนี้เน่าในนี้ราคาบาปอกุศลมันแพงนะ คุณไปโกงเงินข้างนอก บาประดับหนึ่ง แต่ว่ามาโกงเงินข้างในนี่บาปมากกว่านะ เหมือนคุณฆ่าคนธรรมากับฆ่าพระอาริยะ ก็บาปต่างกัน ฆ่าโพธิสัตว์ยิ่งบาปมากกว่าอีก เป็นสัจจะ สรุปอีกที ชีวิตมนุษย์นั้นต้องทำ ไม่ใช่เอาแต่รู้ ทุกวันนี้ค้าความรู้ แล้วเอาความรู้ไปเอาเปรียบเอารัดกัน เป็นทั้งโลก ให้เลิกได้แล้วมันเป็นหนี้เป็นบาป อย่างเมืองไทยนี่ เ กิดรู้อย่างนี้ขึ้นมาวิเศษยิ่ง หลายอย่างในประเทศไทยคลี่คลายไปเยอะ ตอนนี้เราจะมีงานคารวะบูชาบรรพชนอุบลราชธานี ในวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของอาตมานะ อาตมาไม่ได้ผลักดันให้เกิดนะ แต่ว่ามันเกิดเพราะเหตุปัจจัย อาตมาพยายามเลี่ยง ให้จัดงานอโศกรำลึกตั้งแต่วันที่ 6 - 10 ซึ่งทำมาก็เป็นหลักค่อนข้างตายตัว แต่งานคารวะบูชาฯ นี้มาเติมทีหลังก็เลยต้องมาลงตัวจัดที่วันนี้ ก็เลยได้วันที่ 5 มิถุนายน อาตมาก็ไม่ได้เจตนา แล้วมันเกี่ยวกับสายเชื้อตระกูลเจ้าคำผงอีก เพื่อให้เกิดการรวมตัวของมนุษยชาติ เอาแรงงาน ความเห็น ความรู้มาทำ โดยอาศัยชื่องานนี้เป็นกตัญญูกตเวที ให้มีเหตุปัจจัยจูงนำลูกหลานที่สืบเชื้อ หรือว่าเป็นชาวอุบลฯ ซึ่งท่านสร้างเมืองอุบลฯ มาด้วยเลือดด้วยเนื้อ สมัยก่อนต่อสู้กันไม่รอดก็ตายเลย สมัยนี้ใช้กดปุ่มในห้องทำงานเลย เป็นอำนาจซับซ้อนแต่สมัยโน้น ท่านลงแรงออกหน้าจริง สิ่งดีๆ อย่างนี้เราก็จะมาเตือนคนว่า อย่ามาใช้อำนาจอย่างคนสมัยใหม่ เราต้องมากตัญญู ท่านที่บุกเบิก มีอะไรดีก็มาสืบทอดกันไป วัดหลวงที่เป็นวัดแรกของจ.อุบลฯ แล้วท่านเป็นผู้สร้าง จนบัดนี้ก็ยังอยู่ แม้อัฏฐิธาตุท่าน ก็อยู่กับอนุสาวรีย์ของท่าน หรือแม้แต่วัตถุต่างๆ ที่เนื่องเกี่ยวกับท่าน มีพิพิธภัณฑ์ก็อยู่ที่นี่ เป็นงานระดับจังหวัด ถ้าทำได้ดีก็จะเป็นต้นแบบทำต่อไปให้ดีขึ้นอีก ก็จัดให้มีองค์ประกอบศิลป์กันให้ดี ประกอบกัน เรามีเรือก็เลยเอาเรือเป็นองค์ประกอบศิลป์ เรามีแม่น้ำมู ล ก็เอาใช้เป็นองค์ประกอบ เราจะมีขบวนธรรมยาตรา นาวาบุญนิยม ก็จะมีประดับตกแต่งไปตามสุนทรีย์ แห่เรือจากบ้าน ราชฯ ไปวัดหลวงในวันนั้น แล้วก็ทำพิธีบูชาคารวะ กิจ กรรมงาน คารวะบูชา บรรพชนอุบลราชธานี 5 มิถุนายน 2558 ณ วัดหลวง จ.อุบลราชธานี 14.00 - 15.00 น. ธรรมยาตรา นาวาบุญนิยม จากชุมชนราชธานีอโศก สู่ท่าน้ำวัดหลวง 15.00 - 15.30 น. พิธีคารวะบูชาพระประทุมวรราชสุริยวง ศ์ (เจ้าคำผง) ที่วัดหลวง 15.30 - 17.00 น. สนทนาโอภาปราศรัยระหว่างลูกหลานพระประทุมวรราชสุริยวง ศ์ 17.00 - 17.15 น. ฉายวิดีทัศน์ "ประวัติเจ้าคำผง" (ผ่านจอ LED ใหญ่) 17.15 - 20.00 น. รายการเสวนา "เหลียวอดีตแลอนาคต" (บุญนิยมทีวีถ่ายทอดสด) 20.00 - 21.00 น. การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย *** มีโรงบุญมังสวิรัติแจกอาหารฟรีในงาน อ าตมานี่สายสุวรรณกูฏิ คือ เจ้าคำผงเป็นพ่อของเจ้ากุทองที่ในหลวงพระราชทานนามสกุลให้ว่าเป็นสุวรร ณ กูฎิ ซึ่งก็มีอีกหลายสาย อาตมาเป็น generation ที่ 7 จะมาร่วมกันทำสิ่งที่ดี โดยอาศัยถิ่นที่ จ.อุบลราชธานี นี้ เรามุ่งหมายแทรกโอสถทิพย์ ให้เกิดคนละหน่ายคลายกิเลส กิเลสเจือจางหรือดับไปให้ได้ แต่เราก็อาศัยสังคมเป็นองค์ประกอบศิลป์ แม้แต่มีบันเทิงก็มีบ้างไม่ให้เลอะเทอะเกินไปก็ทำ อาตมาเองทำงานนี้ ก็ไม่ได้มีเจตนาที่อยากได้อะไรตอบแทนมาให้แก่ตน ที่เป็นโลกธรรมเลยแม้แต่น้อย อาตมาพูดปฏิเสธอย่างนี้ คนผู้ไม่เชื่อ ก็ย่อมไม่เชื่อเป็นธรรมดา อาตมาบังคับใครให้ไม่เชื่อ หรือให้เชื่อ ไม่ได้หรอก ใครจะเชื่อก็เชื่อเอง ใครจะไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเอง ทั้งนั้นอาตมาไม่คิดว่าตนเองใหญ่เลย ก็ทำไปตามเหตุปัจจัย ส่วนคนอื่นเขาจะยกให้ก็เรื่องของเขา เขายกให้เรามีหน้าที่รับหรือปฏิเสธ ไม่มีหน้าที่เรียกร้อง ใครเอามาให้ก็มีหน้าที่รับบ้าง กับปฏิเสธ อาตมาว่าอาตมาประพฤติเช่นนั้นนะ อาตมาไม่เรียกร้องว่าทำไมไม่ให้ฉัน อาตมาไม่แสดงออกเช่นนั้นนะ อาตมาทำงานไม่ได้เก่ง แต่ทำอย่างเอาความจริงที่ได้แล้วมาบอกว่าได้อย่างนี้นะ ทำได้อย่างนี้นะ มันมีความจริงที่อาตมายังไม่ได้ก็พากเพียรต่อไป แล้วก็ทำอย่างไม่มีอะไรแอบแฝง เพื่อเอาเปรียบเอารัดนะ เอาความจริงมาบอก อันไหนไม่มีจริงก็ไม่ได้เอาไปบอกนะ ส่วนผู้เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง หรือจะเชื่ออย่างเต็มใจ ก็แล้วแต่ความจริงใจของแต่ละคน เท่าที่ภูมิปัญญาของผู้นั้นมี ไม่มีใครบังอาจไปจัดการกับจิตใจของใครๆได้ อาตมาไม่ได้คิดว่า อาตมาจะได้ดีหรือไม่ได้ดี เพราะอาตมาแสดงความจริงของประวัติศาสตร์ของตนเองหรือของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ แต่อาตมาทำงาน อาตมาร่วมทำงานอยู่ โดยนำเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์มายืนยันเพื่อเป็นเหตุปัจจัยจะทำงานอันมีที่มาที่จะไปกันต่อไปเท่านั้น อาตมาพูดเรื่องเหล่านี้ หรือเปิดเผยความจริงพวกนี้ ก็คือเล่าเรื่องความจริงส่วนหนึ่งของวัฏฏสงสารก็แค่นั้น ซึ่งมันก็เกิดขึ้นแล้ว และดับไปแล้ว มันไม่มีแล้ว ยึดเอาไม่ได้ เหลือเพียงประวัติศาสตร์ ไม่มีความจริงอะไรเหลืออยู่แล้ว ที่กล่าวถึงจึงเป็นแค่ที่เป็นที่มาของเรื่องเท่านั้น ความจริงที่คนทั้งหลายจะได้อดีตมาเป็นสมบัติกันอีกนั้นไม่ได้แล้ว จะได้แต่ความรู้ แบบอย่างที่ควรเอามาสร้างให้เกิดให้เป็นขึ้นอีกในปัจจุบันนี้เท่านั้น ที่เป็นความจริง ความจริงนั้น ก็จะมีกันในปัจจุบันนี้ และจะเป็นเหตุปัจจัยที่จะต่อเนื่อง สืบเนื่องเป็นความจริงได้อีก ก็จะเกิดอีกอย่างนี้ แบบนี้ ในอนาคต และต่อๆๆๆไปในอนาคต อาตมาเคยบอกว่า มีคนถามอาตมาว่า เป็นพระสารีบุตรมาเกิดหรือไม่? อาตมาก็บอกว่าใช ่ คนก็เลยนึกว่าเหมือนตัวตนบุคคล ที่เกิดมาสมัยพุทธกาล มีแม่ชื่อสารี คนนั้นชื่อสารีปุตโต ซึ่งอาตมาก็พิสูจน์เลยว่า ตัวตนอาตมาตอนนี้เป็นพระสารีบุตรไหม? ก็ไม่ใช่ แต่ถ้านามธรรมนั้นสืบต่อมาเป็นสัญญา ก็เป็นความรู้นั้น ความรู้นั้น ก็ไม่ใช่ของใคร แล้วจะบอกว่าเป็นความรู้ของพระสารีบุตร หรือว่าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ก็ถ้าพระพุทธเจ้าองค์ไหนยังมีชีวิตอยู่ ก็คือเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าองค์นั้น แต่ว่าถ้าท่านปรินิพพาน ก็ไม่ใช่ความรู้ของท่านแล้ว แต่มีนัยที่ว่า ความรู้นั้นอันเดียวกันหมดของพระพุทธเจ้าทุกองค์ ซึ่งก็อันเดียวกันกับของพระมหากัสสปะ คุณจะบอกว่าพระสมณโคดม คือพระกัสสปะมาเกิดได้ไหม? ก็ไม่ได้ แล้วจะบอกว่าอาตมาคือพระสารีบุตรมาเกิดได้ไหม? ก็ไม่ได้ แต่จะบอกว่ามีภูมิเหมือนไหมก็คือเหมือน ความจริงจึงอยู่กับปัจจุบันนิดเดียว ผ่านปัจจุบันแล้วไม่จริง เราจะอาศัยจริงที่สุด อนาคตคือสิ่งที่เดินทางแล้วยังมาไม่ถึง แต่มีอยู่ ก็เรียกปัจจุบันทุกอัน อนาคตเดินทางอยู่ พอถึงเมื่อไหร่ก็เป็นปัจจุบันทุกตัว ผ่านไปเป็นอดีต แต่อดีตเป็นฐานการศึกษาที่จะให้รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ก็ให้เลือกทำสิ่งที่ดี ไม่ดีอย่าทำ มันมีจริงในปัจจุบัน ถ้ามันยังมีอยู่ในปัจจุบันต่อไปไม่หยุด ไม่ตัดความสืบต่อ (สันตติ) มันก็จะมีจริง ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เป็นดีหรือชั่ว ในคน ในสังคมที่มีอยู่-เกิดอยู่ ในวัฏฏสงสาร ความเป็นจิตนิยามมันก็จะวนเวียนหมุนต่อไปๆๆๆ ในวัฏฏสงสาร เชื้อนี้เป็นเหตุ-เป็นปัจจัย มีพลังงานที่สืบต่อ (สันตติ) ไปอีกอยู่ มันก็จะมีต่อไปในอนาคต ถ้าคุณไม่ได้ล้างอาการสุข/ทุกข์ในจิต มันก็มีอยู่กับคุณตลอดกาล จนกว่าจะล้างให้จิตเป็นกลางได้นี่คือจิตอรหันต์ ไม่สุขไม่ทุกข์ตลอดกาล ดีหรือชั่วเป็นองค์ประกอบ ส่วนตัวเราเองมีแค่สุขกับทุกข์เท่านั้น เพราะแม้ชั่วเขายังสุขเลยกับคนที่ติด เราต้องเลิกชั่วมาก่อนแล้วแม้แต่ดีที่คุณยึดดี เอาดีเป็นสุขก็ต้องละล้างอีก ถ้าทำได้ก็หมดอนาคต ไม่มีแล้ว อดีตจะเกิดเพราะสุข เพราะทุกข์ก็ไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน