581221_คนจะมีธรรมะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
การแยกกายแยกจิตแบบพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ
ฉบับที่แล้วเราได้อธิบายถึงการแยกกายแยกจิตแบบพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ ที่เรียนรู้จากอาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ โดยมีธรรม ๒เป็นองค์ประกอบของ รูปกับนาม ก็จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในเหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัยที่มีความเป็นอัตตา เป็นนัยสำคัญแห่งการเกิด-ดับ แล้วกำจัดตัวตน เฉพาะที่เป็นอกุศลจิตในอัตตาให้ดับ(นิโรธ) สิ้นไปจากจิตใจเรา อย่างถาวรนิรันดร์ อาตมากำลังพยายามไขความลึกแห่งความจริงเรื่องนี้ด้วยความเชื่ออย่างยิ่ง ว่าเป็นความรู้และความจริงที่จะช่วยโลกยุค นี้ หรือยุคไหนๆก็ตาม ได้แน่นอน เพราะต่างก็แสวงหากันอยู่ทั้งนั้นและรู้ยิ่งกันทั้งนั้น[แล้วได้อธิบายไป กระทั่งถึงตอนที่ว่า...] ผู้ปฏิบัติสัมมาสังกัปปะ ๗ได้ผลจะมีวิชชา ๕ เป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสังขาร ๓ ได้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิแท้ ตั้งแต่วิปัสสนา ญาณเป็นญาณหลัก แล้วจึงจะสามารถทำมโนมยิทธิญาณ-อิทธิวิธญาณ-ทิพพโสตญาณ-เจโตปริยญาณเจริญขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์(ปาฏิหาริย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า)อย่างเป็นจริง จะไม่ใช่วิชชา ๕(หรืออภิญญา ๕)ที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์อย่างหลงผิดเด็ดขาด ผู้ปฏิบัติจึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสังกัปปะ ๗ อย่างสัมมาทิฏฐิตามพระวจนะ คือ ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ตั้งแต่ สติปัฏฐาน ๔ -สัมมัปปธาน ๔ -อิทธิบาท ๔ ก็จะเกิดผลเป็นอินทรีย์ ๕ไปตามลำดับ กระทั่งบรรลุถึงขั้นสูงสุดเป็นพละ ๕ ซึ่ง ก้าวเดินด้วยโพชฌงค์ ๗ ไปตามทางเดิน คือมรรคองค์ ๘ ตลอดเวลาในชีวิตสามัญจึงสามารถกำหนดสภาวธรรมที่เป็น ตัวตนของกิเลส(อัตตา)ได้แท้แน่ชัด เพราะปฏิบัติสติสัมโพชฌงค์-ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์-วิริยสัมโพชฌงค์ แล้ววิจัยสังกัปปะ ๗ ที่มีตักกะ-วิตักกะ-สังกัปปะ-อัปปนา-พยัปปนา-เจตโส อภินิโรปนา
อ่านต่อ
-วจีสังขาร ว่า ตัวตนที่จะทำความดับ(นิโรธ) นั้นคือ ดับเฉพาะอกุศลจิตตัวใด ต้องให้แม่นยำถูกตัวตนของกิเลสตัวนั้น จนหมดสิ้นตัวตนนี้(อนัตตา) ถึงจะเป็นโลกุตระถูกต้องแน่แท้[ฉบับที่แล้วอธิบายมาได้ถึงตรงนี้ โปรดอ่านต่อ] อันแตกต่างกันกับการทำความดับ(นิโรธ) ที่ดับจิตไปทั้งจิต จนจิตดำ(กิณหะ) มืดมิดขึ้นในใจ ซึ่งเป็นความดับที่ปฏิบัติกันรู้กันแพร่หลายอยู่เป็นสามัญทั่วไป ผลธรรมแบบนี้ ไม่ใช่ทางปฏิบัติหรือผลธรรมที่จะพาไปนิพพานอย่างประเสริฐ ซึ่งถือกันว่าเป็นธรรมอันเลว(นาลมริยา ธัมมา) ดังนั้น วิธีปฏิบัติชนิดนี้ จึงมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็นวิธีสะกดจิต-วิธีสมถะ(hypnosis)แท้ๆ ดับจิตให้ดำ(กิณหะ)มืด เมื่อดำมืดสนิทก็พึงใจ พอใจ ถือว่าเป็นโชค(สุภ)ที่ทำภาวะดำนี้ขึ้นในใจได้สำเร็จ อาการนี้ของจิตใจ จึงชื่อว่า สุภกิณหะ ซึ่งเป็นความหลงภาวะดำ(กิณหะ)นั้นแหละเป็นภาวะที่น่าพึงใจ(สุภ) มรรควิธีก็ผิด ผลที่ได้จึงผิดด้วย ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เพราะไม่มีการวิเคราะห์วิจัย(analysis)แต่อย่างใด มีแต่การสะกดจิต-การทำสมถะ(hypnosis) จึงไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสังขาร ๓ ซึ่งได้แก่ กายสังขาร(สังขารคือการปรุงแต่งของกายหรือการปรุงแต่งของรูปกับนาม) จิตสังขาร(การปรุงแต่งของจิตหรือการปรุงแต่งของธรรม ๒ ที่เป็นนามกาย) วจีสังขาร(การปรุงแต่งของวจีหรือการปรุงแต่งของธรรม ๒ ที่เป็นนามกายอยู่ในใจยังไม่เปล่งออกมาเป็นวจีกรรม) เมื่อไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสังขาร ๓ หรือยังอวิชชา หรือยังมิจฉาทิฏฐิ ในความเป็นสังขารอยู่ ก็แน่นอนว่า ผู้นั้นไม่สามารถปฏิบัติอภิสังขาร ซึ่งก็มี ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร-อปุญญาภิสังขาร-อเนญชาภิสังขาร ให้เกิดผลบรรลุธรรมได้เลยเด็ดขาด กายสังขารก็ยังมิจฉาทิฏฐิ จิตสังขารก็รู้กันไม่กระจ่าง โดยเฉพาะวจีสังขารนั้น ผู้มิจฉาทิฏฐิอยู่อย่างนี้ จะไม่สามารถปฏิบัติถึงขั้นปรมัตถธรรม ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องมีสัญญาเข้าไปสัมผัสกาย(องค์ประชุมของธรรม ๒) หรือองค์รวมของรูปกับนาม สัมผัสเวทนา สัมผัสจิต สัมผัสธรรม จึงจะมีความรู้ที่เป็นวิปัสสนาญาณ เห็น(ปัสสติ)จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน ซึ่งต้องจำแนกแยกแยะ(analyse) ทั้งรูปกายทั้งนามกายต่างๆให้รู้แจ้งรู้จริงความเป็นรูปโดยเฉพาะความเป็นนาม ด้วยอาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ จนถึงขั้นวจีสังขาร ซึ่งวจีสังขารนี้ยังมีสถานะแค่สภาวธรรมของจิตในจิตอยู่ภายในเท่านั้น ยังไม่ได้แสดงออกมาเป็นวจีกรรมภายนอก ความรู้แจ้งด้วยญาณปัญญาเช่นนี้แลชื่อว่า วิชชา ๘ ที่เริ่มตั้งแต่วิปัสสนาญาณ เป็นไปจนกระทั่งอาสวักขยญาณ ครบ ๘ แต่..เพราะผู้ปฏิบัติใดถ้ายังไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง หรือรู้อย่างมิจฉาทิฏฐิในความเป็นอาการความเป็นกายของจิต-เจตสิก-รูป ไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์จะบรรลุพุทธธรรมอย่างสัมมาทิฏฐิ จนกระทั่งถึงนิพพาน เรื่องอาการนี้ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องศึกษากันให้รู้แจ้งชัดเจนถ่องแท้จริงๆ อาการนี้เป็นภาษาบาลี ซึ่งมีความหมายลึกละเอียดยิ่งยอด ขั้นปรมัตถธรรม ที่เป็นความลึกละเอียดถึงขั้นจิต-เจตสิก-รูป(จิต)-นิพพาน อันวิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์ใดๆ ก็ไม่สามารถเข้าถึงความลึกละเอียดนี้ได้ นอกจากพุทธศาสตร์ ศาสตร์เดียวเท่านั้น อาการไม่ใช่ภาษาไทย ซึ่งไทยเอามาใช้ก็เริ่มมาจากพุทธธรรมนี่เอง แต่มาถึงยุคนี้ความรู้ทางพุทธธรรมมันเสื่อมมาก จนกระทั่งไม่มีความรู้ความเข้าใจความเป็นอาการได้ แม้ได้ก็ไม่ถึงขั้นโลกุตรธรรม ถ้าผู้ปฏิบัติใดไม่สามารถเข้าถึงกาย(องค์ประชุมของรูปกับนาม ซึ่งเป็นเวทนา ๒ ต่างๆ) ของความเป็นเวทนาในเวทนาได้ ก็ไม่อาจจะวิเคราะห์แยกแยะ(analye) เห็นอาการของเวทนาที่ต่างกัน(ลิงคะ)ของธรรมะ ๒ สำคัญ คือ เคหสิตเวทนา ๑๘ ที่เป็นโลกียธรรม กับเนกขัมมสิตเวทนา ๑๘ ที่เป็นโลกุตรธรรม ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิถ่องแท้(โยนิโส) และเข้าถึงสภาวะจริงแล้ว ก็จะอธิบายได้ อย่างเช่น อาตมาเคยอธิบายลักษณะพระโสดาบันจะเอาสังโยชน์ ๓ ก็ได้ จะเอาศีล ๕ ก็ได้ เป็นเกณฑ์กำหนดขนาด(ปริตตัง) เพื่อใช้สาธยายระบุคุณลักษณะของรูป ๒๘ ของจิต ๘๙ ของเจตสิก ๕๒เป็นต้น ให้ฟังว่า ผู้นั้นมีจิตเข้ากระแส(โสตาปันนะ) ได้อย่างไร นั่นคือ เราต้องมีปัญญาขั้นวิปัสสนาญาณ รู้ว่าปฏิบัติอย่างไร และจิต-เจตสิก-รูปเป็นไป อย่างไร จิตจึงเข้ากระแสโลกุตรธรรมหรือเป็นอาริยธรรมได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ ข้อ ๖๒๐ ว่า ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ ; สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ และนิพพาน ธรรมเหล่านี้เป็น โลกุตระ รวมทั้งหมดคือ โลกุตรธรรม ๔๖ ซึ่งบทปฏิบัติที่เข้าข่ายโลกุตรธรรม ก็คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ นั่นก็คือ โลกุตระเริ่มตั้งแต่กายในกาย อันเป็นข้อที่ ๑ ในสติปัฏฐาน ๔ หากสัมมาทิฏฐิ และสัมมาปฏิบัติ ก็นี่แหละคือ เครื่องชี้บ่งถึงความเป็นโลกุตรธรรม ไปกระทั่งจบข้อสุดท้ายคือ เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา อันเป็นเอกัคคตาจิต เป็นฐานแห่งนิพพาน จึงจะเข้าสู่อรหัตมรรค-อรหัตผล เป็นผู้โลกสูญ(สุญโญ โลโก) เป็นผู้มีความหลุดพ้น(วิมุตติ) สูญความเป็นโลก เพราะว่า สูญจากตน(อัตตา) และจากสิ่งที่เนื่องจากตน ฉะนั้น เรา(ตถาคต)จึงกล่าวว่า โลกสูญ(พระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ ข้อ ๖๓๓) ฉะนี้แลผู้หลุดพ้นจากโลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตยได้..เป็นผู้มีธรรมาธิปไตย ความละเอียดมีอีกมาก ผู้สนใจจะหาอ่านได้จากพระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ ยุคนัทธวรรค สุญกถา ตั้งแต่ข้อ ๖๓๓ ถึง ๖๕๘ ซึ่งเป็นการมีญาณรู้จิตในจิตของตน อันมีเวทนาในเวทนา มีธรรมในธรรม ที่สามารถทำองค์ประชุมของรูปกับนามที่เรียกว่ากายหรือธรรม ๒ กายในกายก็คือธรรม ๒ ผู้มีญาณ ขั้นวิปัสสนา(อันเป็นวิชชาข้อหนึ่งในวิชชา ๘) ซึ่งสามารถรู้กายในกาย หรือรู้เวทนาในเวทนา หรือรู้จิตในจิต-รู้ธรรมในธรรม ล้วนหมายถึงธรรม ๒(เทฺว ธัมมา)ทั้งนั้น ธรรม ๒นี้ก็คือ กายทั้งนั้น ใช่ไหม เมื่อผู้ปฏิบัติสัมผัสทางตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจแล้วสามารถอ่านเข้าไปถึงจิตได้ จิตที่ว่านี้คือกาย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๓๐ และข้อ ๒๓๑ หมายถึง องค์ประชุมของรูปกับนามที่มีภายนอกและภายในขณะยังประชุมกันพร้อมอยู่ทั้งหลายนั้น โดยอ่านอาการที่เรียกว่า รูปกาย(องค์ประชุมของสิ่งที่เป็นตัวถูกรู้ ตั้งแต่ภายนอกถึงภายใน นี่คือรูป) และนามกาย(องค์ประชุมของสัญญาหรือปัญญา ที่เป็นตัวกำหนดรู้เองแท้ๆ นี่คือนาม)ได้ รูปเป็นภาวะที่ถูกรู้(object) เมื่อเป็นรูปกายก็คือ องค์รวมของภาวะที่ถูกรู้ ซึ่งในการปฏิบัติธรรมนั้น กายก็เป็นภาวะของสังขารธรรมของธรรม ๒ ที่ตาสัมผัสรูป-หูสัมผัสเสียง ฯลฯ เป็นต้น ส่วนนามกายคือ องค์รวมของภาวะที่เป็นตัวรู้เอง(subject) องค์รวมของธาตุรู้ ที่สัมบูรณ์ ตอนนี้กำลังเป็นวิชชา(วิปัสสนาญาณ) เข้าไปรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสังขาร(ตามปฏิจจสมุปบาท)ที่ธรรม ๒ ซึ่งกำลังปรุงแต่งกัน(สังขาร)อยู่ มันก็คือ กาย ใช่ไหม? จากภาษาที่เรียกองค์ประชุมของรูปกับนามว่า กาย เราก็อ่าน ธรรมในธรรม เข้าไปในธรรม ๒(สังขารธรรม)ก็กายในกาย นั้นแหละ ซึ่งธรรม ๒นี้ก็คือกาย คือสภาวธรรมของจิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดๆในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๓๐ อันเป็นธาตุรู้ (วิญญาณ) และการรู้ก็เกิดจากรูปและนาม หรือนามรูป ที่มีอายนตะกำลัง ทำให้เรารู้ในภาวะความรู้สึก(นามกาย = เวทนา หรือจิต)แท้ๆ ที่มีการปรุงแต่งของรูปกับนาม เกิดเวทนา แต่ชวนงงภาษาที่เรียกเท่านั้นเอง อธิบายมาถึงตอนนี้ เราก็จะเห็นชัดว่า อิทัปปัจจยตา(ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย,กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย,กฎที่ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น,ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย)ของรูปกับนาม เมื่อมาถึงตอนนี้เรียกมันว่าเวทนา แต่แท้ๆมันก็คือ กายนั่นเอง ใช่ไหม? เห็นไหมว่ากายก็คือจิตหรือมโนหรือวิญาณ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส เวทนาตัวนี้ แท้ๆมันก็คือความรู้สึก(เวทนา) ที่ผู้ปฏิบัติเองนั้นแหละกำลังกำหนดรู้(นาม=สัญญา) ความเป็นจิต(มโน,วิญญาณ)ที่กำลังเป็นความรู้สึก(เวทนา) ให้ถูกรู้(รูป) เช่น ศีลข้อ ๑ ในชีวิตสามัญของเรา ขณะสัมผัสกับสัตว์ตัวหนึ่งขึ้นมา แล้ว เราสามารถอ่านอาการของจิตใจของเราได้ เห็นอาการจิตอยากทำร้ายสัตว์หรืออยากฆ่าสัตว์ตัวนี้ ผู้มีวิชชามีภูมิรู้สัมมาทิฏฐิด้วยว่า นี่คือ สมุทัย(นี้คือ พ้นสังโยชน์ข้อ ๑) ที่เราจะต้องกำจัด แล้วเราก็ปฏิบัติการกำจัด(ใช้ปหาน ๕ด้วยวิปัสสนาวิธี มิใช่หลับตาสมาธิ)เป็นต้น โดยรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอาการของกายในกาย แยกรูปกายแยกนามกายได้ แล้วก็แยกเวทนาในเวทนา ต่อไปได้ว่า เวทนาส่วนที่เป็นเคหสิตเวทนา(มโนปวิจาร ๑๘ ที่เป็นโลกียธรรม) มีอาการที่เป็นนั้น คืออย่างนี้ๆ แยกจิตในจิตได้ว่า อกุลจิตต่างจากกุศลจิตอย่างไร แล้วก็ปหาน(กำจัด)เฉพาะอกุศลจิตตัวที่เป็นเหตุ(สมุทัย)เท่านั้น จัดการทำบุญ(ปุญญาภิสังขาร)ธรรม ๒ให้กลายเป็นธรรม ๑(เอกสมโสรณา ภวันติ) โดยเหตุแห่งกายนอกก็ยังมีอยู่ ส่วนเหตุแห่งกายในเราก็จัดการกำจัดส่วนที่เป็นสมุทัยที่เรียกว่า กายก็ดี เป็นเวทนาก็ดี เป็นจิตก็ดี ก็คือธรรมส่วนที่เป็นอธรรม(อกุศลธรรม)นี่เอง ให้ส่วนนี้เท่านั้น ดับลงจนสำเร็จให้ได้[เทฺว ธัมมา ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ] ธรรม ๒ภายนอก ก็ยังสัมผัสรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอยู่นั่นเอง แต่เราก็สามารถทำภายในของเราให้กลายเป็นเหลือเพียงธรรม ๑(เป็นเอกัคคตาจิต)ได้จริง อย่างนี้ๆ นั่นคือ เราสามารถทำให้กิเลสตัวอกุศลจิต-สมุทัยนั้นลดละจางคลายลงหรือนิโรธได้ เราก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริง(เห็น)อาการของเนกขัมมสิตเวทนา(มโนปวิจาร ๑๘ ที่เป็นโลกุตรธรรม)ว่า มีอาการเป็นอย่างนี้ๆ ฉะนี้เองคือ เทฺว ธัมมา ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ ที่ท่านแปลเป็นภาษาไทยว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ในพระไตรปิฎก(ฉบับหลวง) เล่ม ๑๐ ข้อ ๖๐ หรือธรรม ๒ อย่างนี้ ทั้ง ๒ ส่วน รวมลงเป็นอย่างเดียวกับเวทนา ในพระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) เล่ม ๑๐ ข้อ[๑๑๒] ผู้ปฏิบัติวิเคราะห์วิจัย(analye)เวทนาในเวทนา หรือจิตในจิตให้ยิ่งๆต่อขึ้นไปอีก จากความเป็นกายหรือธรรมะ ๒ฉะนี้แล นี่คือ ความเป็นคู่ของรูปกับนาม ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องมีสภาวะ ๒ (เทฺว ธัมมา) คือ มีรูปกับนาม หรือภาวะ ๑ ถูกรู้ และอีกภาวะหนึ่งนั้นเป็นตัวรู้เสมอ แล้วทำสภาวะ ๒นี้ ให้กลายสภาวะเป็น ๑ (ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ ฯ)ให้ได้ การปฏิบัติธรรมแบบของพุทธ จึงไม่ใช่หลับตาสะกดจิต(hypnotize)เข้าไปทำจิตให้เป็นหนึ่งอย่างสมาธิที่เป็น meditation แต่ปฏิบัติสัมมาสมาธิด้วยมรรค ๗ องค์ ให้เกิดจิตเป็นหนึ่งในขณะที่มีชีวิตเป็นปกติลืมตา มีสติตื่นมีกรรมกิริยาสามัญ แต่ต้องวิเคราะห์แยกแยะ(analyze)กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรมที่มีสัมผัส ๖อยู่ แล้วจัดการทำธรรม ๒(เทฺว ธัมมา)ให้เกิดเป็นหนึ่ง(เอกัคคตา) ให้เวทนาเป็นหนึ่ง-ให้ธรรมเป็นหนึ่ง(ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ) โดยมีทั้งการปฏิบัติสัมมัปปธาน ๔ มีทั้งอิทธิบาท ๔เป็นไปตามโพธิปักขิยธรรม ๓๗ จนกระทั่งเกิดสมาธิ ที่เป็นการทำจิตให้เป็นหนึ่งในแบบสัมมาสมาธิที่ชื่อว่า supra concentration การปฏิบัติแบบสะกดจิต(hypnotize) ผู้ปฏิบัติฝึกฝนที่อบรมจิตตนให้เกิดสมาธิ ด้วยวิธี meditation นี้ จึงมีจิตเป็นหนึ่ง (เอกัคคตาจิต) ต่างกันกับการปฏิบัติฝึกฝนที่อบรมจิตตนให้เกิดสมาธิด้วยวิธี supra concentration คนละทิศ มันตรงข้ามกัน ๑๘๐ องศาเลยทีเดียว เพราะสัมมาสมาธิ(supra concentration)นั้น แยกแยะวิเคราะห์วิจัย(analyze) จนจับมั่นคั้นตายได้ตัวสมุทัยแล้วกำจัดตัวร้ายตัวนี้ มันตายลง มันดับลง จึงทำให้เกิดจิตเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตาจิต ฉะนี้คือจิตเป็นหนึ่งแบบพุทธ ที่สัมมาทิฏฐิ แต่จิตก็ยังมีธรรม ๒ อยู่เสมอ แม้กำจัดธรรม ๑ คือ อกุศลจิตได้หมดไปแล้ว จิตของผู้ปฏิบัติก็เห็นแจ้งจิต(กุศล) ส่วนที่เหลือ(รูป) เป็นจิตที่ว่างจากกิเลสแล้ว มีนิโรธแล้ว เห็นแจ้ง(สัจฉิ)ด้วยวิปัสสนาญาณหรือวิชชา(นาม)ของตนอยู่ ยังมีธรรม ๒อยูู่่นั่นเอง มีรูปกับนามประกอบกันอยู่ จิตไม่ได้ดับแบบถูกสะกดให้ดับ แบบดำ(กิณหะ)มืดลงไป ไม่เห็นแจ้งอะไรเลย ถือว่า เข้านิโรธหรือเป็นนิโรธ แล้วก็จะมีการออกจากนิโรธกันอีก แบบสมาธิ meditation แล้วก็เข้าๆ-ออกๆอยู่อย่างนั้น ไม่รู้แล้ว ไม่รู้เสร็จ ไม่มีภาวะจบกิจสัมบูรณ์ กล่าวคือ การทำสมาธิแบบหลับตา meditation นั้น ไม่ทำงานทำการเลี้ยงชีพ (อาชีวะ)ใดๆเลย ทำการสะกดจิต(hypnosis) ไม่ทำอาชีพ แต่มีอาจารย์บางคนตีขลุมโมเมว่า ขณะอยู่นิ่งๆทำสมาธิอยู่นั่นแหละเขามีสัมมาอาชีวะแล้ว ..ว่างั้นเลย ขี้ตู่เอาแท้ๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวทางกายกรรม-วจีกรรม แม้มโนกรรม(กัมมันตะ)ก็กดข่ม สะกดให้อยู่นิ่งๆ ให้อยู่ในอารมณ์เดียว ด้วยการฝึกแบบสะกดจิต(hypnotye) ก็อย่างนี้ ซึ่งต่างจากแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ คือ ขณะทำอาชีพอยู่ ก็ปฏิบัติตนให้ปราศจากมิจฉาอาชีวะ ๕ ในงานอาชีพที่เราทำนั้น จนกระทั่งเป็นสัมมาอาชีวะได้ไปตามลำดับบริบูรณ์ จิตที่ได้อบรมในขณะปฎิบัติไป ก็จะสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ หรือขณะทำการงานทุกอย่าง(กัมมันตะ)อยู่ ก็มีการปฏิบัติตนให้ปราศจากมิจฉากัมมันตะ ๓ ในการกระทำทุกอย่างนั้นจนกระทั่งเป็นสัมมากัมมันตะได้บริบูรณ์ หรือขณะพูดอยู่ก็มีการปฏิบัติตนให้ปราศจากมิจฉาวาจา ๔ ในการพูดนั้น จนกระทั่งเป็นสัมมาวาจาได้บริบูรณ์ แม้คิดแม้รู้อยู่ก็ปฏิบัติตนให้ปราศจากมิจฉาสังกัปปะ ๓ ในการคิดนั้นจนกระทั่งเป็นสัมมาสังกัปปะได้บริบูรณ์ เช่น ถ้าเป็นเวทนาก็ยังเป็นอาการสุข แล้วยังแว็บวนมาทุกข์อีกอยู่ ไม่ถึงขั้นไม่สุขไม่ทุกข์อย่างเดียวเด็ดเดี่ยวยั่งยืนตลอดกาล ชนิดที่ไม่กลับกำเริบแน่นอน จนกระทั่งไม่มีอารมณ์ ๒ อีกแล้ว เหลืออยู่แต่เวทนาเดียว คือ มีแต่ความรู้หรือรู้สึกกับสิ่งที่กระทบอยู่นั้นก็รู้แต่ความเป็นจริงของสิ่งนั้น ไม่มีอารมณ์อื่น เช่น อารมณ์ชอบ หรืออารมณ์ไม่ชอบ ไม่มีทั้ง ๒ อารมณ์ มีแต่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวะที่สัมผัสอยู่นั้นตามที่เป็นจริงนั้นๆเท่านั้น จึงจะชื่อว่า ไม่ทุกข์ ไม่สุข(อทุกขมสุข) นี้แลคือ อุเบกขาเวทนา ซึ่งยังเป็นความรู้(ปัญญา,ญาณ,วิชชา) ที่เป็นความรู้ชนิดไม่มีอาการของความไม่รู้ เพราะรู้จนไม่มีอย่างอื่นเท่าอีกแล้ว สูงสุดแล้ว จบหมดแล้ว ไม่มีสุดกว่านี้อีกแล้ว ซึ่งถึงสุดท้ายด้วยการพิพากษาจบสิ้นแล้ว หนึ่งเดียว ไม่มีสงสัย ไม่มีลังเล ไม่มีแว็บไหวเป็นอื่นอีก สูงแท้ จริงแท้ คมลึกแม่นชัดตรงเด่นแท้ แน่แท้สุดๆ นี่คือ พ้นอวิชชา กล่าวคือ คุณสมบัติที่ตนเองจะต้องมี จิต-เจตสิกต่างๆ ต้องมีรูป มีนามคู่กันมาเสมอๆ รูปทั้งหมด ๒๘ ก็ต้องอ่านสภาวะ ที่ถูกรู้คือรูปได้ แม้จะเป็นจิตในจิตเรียกว่า นามกาย ก็อ่านสภาพนามกายให้ชัด ไม่ว่า จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ หรือเจตสิก ๕๒ อาการของนาม เช่น อาการของเวทนา เวทนานี้เป็นนาม คือ จิตหรือเจตสิก เวทนามีอาการที่จะเรียนรู้ได้ ถึงความเป็นอาการของมัน ซึ่งมีทั้งอาการ ภายนอก และทั้งอาการภายใน ที่รู้ได้ด้วย ๔ ภาวะ ได้แก่ ๑. ลักษณะ หมายถึง รูปร่างของอาการ แม้แต่อาการของความเป็นอากาส หรือความว่าง กระทั่งอาการสูญคือไม่มี ๒. สสัมภาระ หมายถึง อาการที่ทำการสะสม, อาการที่ทำการรวบรวมให้เกิดสิ่งนั้นๆขึ้นมาเป็นของใช้งานได้ ๓. อารัมมณะ หมายถึง อาการของความรู้สึก, อาการของการรับรส, อาการของความรู้ในภาวะที่เราสัมผัสอยู่ ๔. สมมุติ หมายถึง อาการที่เป็นความเห็นร่วม, อาการของความตกลงกันได้,อาการสงบชั่วคราว, อาการพักศึกชั่วครั้ง และทั้ง ๔ ภาวะนี้ ก็ปรุงแต่งกันอยู่แต่ละภาวะ เป็นธาตุดิน(ปฐวี)บ้าง เป็นธาตุน้ำ(อาโป)บ้าง เป็นธาตุไฟ(เตโช,อุณหะ) บ้าง เป็นธาตุลม(วาโย)บ้าง เป็นธาตุอากาศบ้าง เป็นธาตุวิญญาณบ้าง คือธาตุทั้ง ๖ ธาตุที่ยังไม่ใช่ธาตุสูญ หรือสุญญตธาตุ(ธาตุที่หลุดพ้นสิ้นจากสิ่งนั้นๆ) แม้ที่สุดธาตุสูญ ซึ่งเรียกด้วยภาษาว่าธาตุนี้ มันไม่มีหรือมีอยู่ถ้าเป็นอุตุนิยามมันก็ไม่รู้ตัวมันเอง แต่ถ้ามันมีธาตุรู้แค่ขั้นสัญญาขึ้นมาตั้งแต่พีชนิยามมัน ก็จะรู้ในความมีนั้น ยิ่งเป็นขั้นปัญญา ก็ยิ่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงที่วิจิตรพิสดารมากขึ้นๆ เราจึงสามารถศึกษาธาตุดิน-ธาตุน้ำ-ธาตุไฟ-ธาตุลม-อากาศ-วิญญาณหรือสูญ ได้จากอาการว่า มีอาการนั้นอย่างไร มันไม่มีอาการนั้นอย่างไร มันเป็นอยู่อย่างปกติสามัญนั้นอาการอย่างไร มันเป็นอยู่อย่างไม่ปกติไม่สามัญนั้นอย่างไร ทั้งอาการภายในที่มันปรุงแต่ง(สังขาร) ให้เป็นตัวมันเองจนสัมบูรณ์ในความเป็นตัวเอง(self) ทั้งที่มันปรุงแต่งที่ไม่ยึดว่าเป็นตัวมันเลย ก็สามารถกระทบรู้อาการ หรือสัมผัสอาการนั้นๆได้(ปฏิฆสัมผัสโส) รูปกาย คือ สิ่งที่ถูกรู้(object) คือภาวะที่สัญญาเข้าไปรู้ด้วยการได้สัมผัสนามกาย คือ ตัวผู้รู้(subject) คือสัญญาที่เข้าไปสัมผัสจนสามารถรู้ แล้วศึกษา เมื่อมีความรู้แจ้งรู้จริงยิ่งๆขึ้นก็เป็นปัญญา-ปัญญินทรีย์ จนรู้รอบก็เป็นปัญญาพละ ทั้งความเป็นรูปกาย ทั้งความเป็นนามกาย สามารถรู้ได้จาก..อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทส ด้วยกันทั้งคู่ คำว่า อาการนี้แลที่นักปฏิบัติธรรม ต้องสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง สัมผัสทั้งในขณะเป็นรูปธรรม ทั้งขณะเป็นนามธรรม จากพระไตรปิฎก เล่ม ๑๐ ข้อ ๖๐ ที่ว่า ธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้ ทำให้เหลือเป็นเวทนาเดียวกันกับเวทนาโดยส่วน๒(เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ) จะต้องทำให้จาก ๒ กลายเป็น ๑ จนได้ คำว่า อาการ มี ๓๒ (ทวัตติงสาการ) แล้วก็มีอาการที่ ๓๓ คือ ตาวติงสาการ หรืออาการของจิตที่หลงเสพรสสุข เรียกกันว่า เทวดาดาวดึงส์(คือ อาการที่ ๓๓ ของจิตนั่นเอง เกิดเป็นมโนมยอัตตาอยู่ในจิตผู้อวิชชา) ซึ่งเป็นอาการที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาเองด้วยอวิชชา กำหนดเอง แล้วยึดเองว่าจริงว่าเที่ยง(สัญญายะ นิจจานิ) หลงเป็นแดนสุข ตามที่ตนติดสารพัดที่สัมผัสอยู่ภายนอกก็เรียกว่า กามคุณ ๕ แต่ถ้าขาดจากภายนอกแล้ว เข้ามายึดเป็นตัวตนของตนอยู่ภายใน ก็ชื่อว่า รูปหรืออัตตา ที่สำเร็จด้วยจิตอยู่ภายในจิต ตกผลึกเป็นอาสวะหรืออนุสัย(มโนมยอัตตา) ถ้าเหลือแค่ขั้นอรูปก็เรียกว่า อรูปอัตตา ผู้หลงเสพหรือยึดติดอยู่ก็มี(โหติ)จริง ผู้ปฏิบัติจนกระทั่งหมดความหลงเสพสิ้นความยึดติดได้แล้วจริง จึงเป็นผู้ไม่มี(น โหติ)ภาวะนั้นๆในใจสำเร็จจริง แต่ถ้าตนยังมีหลงเวียนขึ้นมาแว็บใดเมื่อใดอีก ก็เป็นเท็จสำหรับตน คือ ยังหลงวนมามีสิ่งไม่จริงสำหรับตนอยู่ ก็ต้องทำ ความหลง(โมหะ)ของตนนี้จนไม่มีในใจสำเร็จ เด็ดขาด ยั่งยืน ตลอดกาล สัมบูรณ์ ให้ได้ แต่ไม่ไปโทษ-ไม่ไปลบหลู่หรือขัดแย้ง ผู้ที่ยังมีอื่น เพราะเขายังมีอยู่แท้ บางทีตนก็อนุโลมมีกับผู้อื่นอยู่ตามความเหมาะสม ก็ต้องทำตามกาล แต่ตนไม่มีแล้วจริง ผู้สามารถเข้าถึงที่สุดของสภาพมี(โหติ) และไม่มี(น โหติ) ทั้ง ๒ นี้ได้แล้ว และไม่ยึดมั่นถือมั่นในสภาพทั้ง ๒ นี้ได้จริงก็เป็นอรหันต์ขั้นอุภโตภาควิมุติ ที่จะอนุโลม-ปฏิโลมอยู่กับธรรม ๒ ที่ไร้เพศ(นปุงสกลิงค์) หรือจะกว่า ๒ ก็ได้โดยผู้นี้ทำความสูญให้ แก่ตนได้ยิ่งขึ้นๆจริงแล้ว ตามลำดับของบารมี ส่วนผู้ที่อนุโลม-ปฏิโลมได้แค่สภาพธรรม ๑ หรืออนุโลมได้แค่น้อยๆอยู่(ปุงลิงค์)คือ อรหันต์ปัญญาวิมุติ อรหันต์จะไม่ทำ อะไรเกินกว่าที่ตนจะทำได้อย่างเผื่อไว้เสมอ เพราะท่านสิ้นความประมาท(อัปปมาท)แล้วแท้ และท่านก็ไม่มีตน(อนัตตา)แล้วอย่าง แน่นอนเด็ดขาดแท้เที่ยง(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ฯ ทีนี้ มารู้จักอาการ ๓๒ ได้แก่ อะไรบ้าง (๑) เกสา ผมทั้งหลาย (๒) โลมา ขนทั้งหลาย (๓) นขา เล็บทั้งหลาย (๔) ทันตา ฟันทั้งหลาย (๕) ตโจ หนัง (๖) มังสัง เนื้อ (๗) นหารู เอ็นทั้งหลาย (๘) อัฏฐี กระดูกทั้งหลาย (๙) อัฏฐิมิญชัง เยื่อในกระดูก (๑๐) วักกัง ม้าม (๑๑) หทยัง หัวใจ (๑๒) ยกนัง ตับ (๑๓) กิโลมกัง พังผืด (๑๔) ปิหกัง ไต (๑๕) ปัปผาสัง ปอด (๑๖) อันตัง ไส้ใหญ่ (๑๗) อันตคุณัง ไส้น้อย (๑๘) อุทริยัง อาหารใหม่ (๑๙) กรีสัง อาหารเก่า (๒๐) ปิตตัง น้ำดี (๒๑) เสมหัง น้ำเสลด (๒๒) ปุพโพ น้ำเหลือง (๒๓) โลหิตัง น้ำเลือด (๒๔)เสโท น้ำเหงื่อ (๒๕) เมโท น้ำมันข้น (๒๖) อัสสุ น้ำตา (๒๗) วสา น้ำมันเหลว (๒๘) เขโฬ น้ำลาย (๒๙) สิงฆานิกา น้ำมูก (๓๐) ลสิกา น้ำไขข้อ (๓๑) มุตตัง น้ำมูตร (๓๒) มัตถเก มัตถลุงคัง เยื่อในสมอง ทั้ง ๓๒ ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า อาการ ๓๒(ทวัตติงสาการ) ก็หมายความว่า องคาพยพทั้งหลายในร่างกายของคนนี้ ต่างก็มีอาการทั้งสิ้น นายแพทย์ที่รักษาร่างกายของคนที่ตรวจด้วย stethoscope(หูฟังของแพทย์ที่ใช้ ฟังอวัยวะภายใน) ก็ล้วนตรวจดูอาการของคนหรือสัตว์ แม้อยู่ภายในร่างกาย เช่น ตรวจหัวใจก็ดี ปอดก็ดี เป็นต้น ตรวจรู้ได้ว่า เป็นปกติ หรือผิดปกติ ในส่วนใดส่วนหนึ่งของอาการ ๓๒นี้แล หรือ หมอแมะของจีนก็ดี ผู้สามารถตรวจดูอาการจากร่างภายนอกเพื่อรู้อาการ ของอวัยวะภายในด้วยการแมะก็ดี ก็ล้วนรู้ด้วยการสัมผัสจากเหตุปัจจัย จึงจะมีอาการให้รู้ ก็นัยเช่นนี้ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องมีขันธ์(ขันธ์ ๕) โดยเฉพาะขันธ์ ๕ ในปัจจุบันนี้(ทิฏฐธรรม)จะเป็นทั้งสมมุติสัจจะ และเป็นทั้งปรมัตถสัจจะ แต่ถ้ามีแค่อดีต หรืออนาคต ก็สัมผัสเรียนรู้ได้แค่สัญญา จะไม่บริบูรณ์ด้วยปัญญา ที่สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาเลย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๓๖ ข้อ ๑๔๙ และข้อ ๑๕๑ จึงจะถือว่าเกิดปัญญาที่บริบูรณ์ทั้งภายนอก-ภานใน และทั้งรูป-ทั้งอรูป ตามวิโมกข์ ๘ทุกข้อ ก็มีผัสสะ(สัมผัส)ทั้งนั้น จากพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ข้อ ๖๔ ถึง ข้อ ๗๖ ก็ทรงยืนยันว่า จะสามารถรู้ได้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย และแม้ข้อ ๗๗ ถึงข้อ ๘๙ ก็ทรงย้ำหนักแน่นอีกว่า เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ไม่มีฐานะที่จะปฏิบัติ นั่นก็คือ ไม่มีกรรมฐาน ไม่มีฐานที่จะให้การ กระทำ (กรรม) ไม่มีที่ตั้ง,หลักแหล่ง,ตำแหน่ง,เหตุ(ฐาน)ให้เรากระทำ(กรรม) ให้เราปฏิบัตินั่นเอง เห็นไหมว่า ปัจจุบัน(ทิฏฐธรรม)ก็สำคัญมาก หรือสัมผัส(ผัสสะ)ก็สำคัญยิ่ง ทีนี้ก็มารู้กันว่า อาการ คืออะไร คือภาวะ ๒หรือธรรมะ ๒คือ สสารกับพลังงานก็ดี รูปกับนามก็ดี หรือภาวะที่มากเกินกว่า ๒ ขึ้นไปก็ตาม มันปรุงแต่ง (สังขาร)กันเกิดเป็นธาตุต่างๆขึ้นมา อาการของพลังงานจึงสามารถเรียนรู้ได้ ถ้าทางวัตถุก็เป็นพลังงานทางอุตุ นิยาม ซึ่งเรียนรู้กันเป็นวิทยาศาสตร์ของ โลกทั่วไป ส่วนทางชีวะก็มีพีชนิยาม กับ จิตนิยาม ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ของโลกก็ เรียนรู้กันอยู่ ทางธรรมก็เรียนรู้ โดยเฉพาะของพุทธเรียนรู้ถึงขั้นโลกุตรธรรม และขอยืนยันว่าเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง พุทธนั้นสามารถเรียนรู้อาการของ พลังงานที่ปรุงแต่งกันระหว่างรูปกับนาม มันจะมี ๒ ส่วน ทั้งรูปกับนามเสมอ เมื่อมันปรุงแต่ง(สังขาร)กัน ก็เกิดอาการขึ้นมา อาการนี้แหละคือ ภาวะจะเป็นรูป กับรูปปรุงแต่งกันอยู่ก็ได้ ก็เป็นเรื่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive