360904 หลีกเร้น โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข16 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360904 หลีกเร้น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

หลีกเร้น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ที่จริงก็แปลกนะ คนอย่างพวกเรานี่ คิดดูดีๆว่า ชีวิตคนที่หมกมุ่นอยู่ด้วยกาม หมกมุ่นอยู่ด้วยโลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขต่างๆ แล้วเขาก็มีสิ่งเหล่านั้นแหละเป็นเครื่องล่อเป็นอามิส จะมีชีวิตชีวา มีความสุข ความเพลิดเพลิน เจริญใจ เขาก็จะต้องมีลาภ มียศ มีสรรเสริญกัน ได้เสพสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือว่าเสพสมสุขสมตามใจตนเอง ตัวเองชอบอะไร เป็นอัตตา เป็นมานะ เป็นภวตัณหา เขาก็สบายใจ ชื่นใจ มีชีวิตชีวาของเขา แล้วก็อาศัยพวกนั้นแหละอยู่เป็นชีวิต ได้เงินมากๆ ได้ลาภ ได้ยศ มีอำนาจได้รับการยกยอปอปั้น สามารถอวดอ้าง เบ่งข่ม มีชีวิตสง่าผ่าเผย ได้รับการยกยอปอปั้น เชิดชู ยกย่อง จึงมีชีวิตอยู่ว่ามันเจริญ มันประเสริฐ เป็นความสุข นอกนั้นก็เป็นรสกาม รสสัมผัสแตะต้อง ได้สัมผัสสมใจทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สมมุติตามรูป ตามรส ตามกลิ่น ตามเสียง ตามอะไรที่สัมผัสทางกาย ก็อยู่กันไปได้ จะอยู่กันอย่างธรรมดา สามัญของมนุษย์สังคม มนุษย์ที่เป็นสัตว์โขลง เขาไม่ผิด ที่เขาอยู่เป็นมนุษย์สัตว์โขลง เขาก็ไม่ผิด แต่ความเป็นมนุษย์ สัตว์โขลงของเขานั้น ก็อยู่กันอย่างอวิชชา อยู่กันอย่างปกติที่ไม่แก้ เมื่อไม่แก้ ชีวิตก็จะต้องหนาหรือว่าได้รับสภาพของกิเลสเพิ่มขึ้นๆ จนจัดจ้านๆ จนทุกวันนี้เมืองไทย เป็นเมืองพุทธแท้ๆ อาตมานึกไม่ถึงจริงๆว่า ทำไมมันถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้ คือไม่มีทุจริตนี่ แทบจะหาไม่ได้กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จะทำงานด้านไหน ข้าราชการ ทั้งๆที่มีเงินดาวน์เงินเดือนแล้ว ก็ยังเห็นแก่ตัว ทุจริตแล้วก็ไม่รู้จักกุศล ไม่รู้จักขยันหมั่นเพียร เอาใจใส่ เพื่อที่จะสร้างบุญ สร้างคุณ สิ่ง

อ่านต่อ

ที่เสียสละ หน่อยไม่เอา จะเอาแต่เงินทอง ลาภ ยศ อะไรต่างๆนานา จะเสพโลกียสุข ถ้าไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาตอบแทน ไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนแล้วก็ไม่ขมีขมัน ไม่เอาถ่าน ไม่มีที่พึ่งเอาจริงๆเลย ไอ้ที่ว่าพึ่ง เราก็ไม่ได้อยากพึ่งอะไรที่เขาจะต้องมาประจี๋ประจ๋อ มาเอาอกเอาใจอะไรเราหรอก แต่ว่ามันมีที่พึ่ง ดูแล้วมันไม่มีสุจริต มันไม่มีการเสียสละ มันไม่มีความรู้ ความเข้าใจเลยว่า คนเรามันควรจะมีน้ำใจเกื้อกูลเสียสละ อย่างน้อยก็แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองแลกเปลี่ยนไป ที่เขาไม่เข้าใจทฤษฎีกำไรขาดทุนของอาริยชนนี่ เขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้จริงๆ ตัวเองเป็นบาป เป็นหนี้ เอาเงินเอาทอง เอารายได้ตอบแทนอะไรนี่ แลกเปลี่ยนไปตั้งมากตั้งมาย ก็ไม่รู้เรื่อง แล้วยังจะเอาเปรียบ เอารัดเพิ่มเติมเข้าไปอีกมากมาย จนถึงขั้นกิน ขั้นโกง ขั้นนอกลู่นอกทาง ขั้นเป็นส่วนพิเศษ ที่จะต้องได้เปรียบ เอาเปรียบ เขาก็เอา เขาก็อะไรอย่างนี้ เป็นต้น แต่พวกเรานี่ก็มามีชีวิต อาตมาก็พูดกรอกหูย้ำซ้ำซาก มีเหตุผล มีหลักฐาน มีอะไรเอามาประกอบการอธิบาย ขยายความ ทำความเข้าใจให้พวกเราได้เข้าใจ ได้รับรู้ ในเรื่องของความจริง ที่มันเป็นความจริง ที่ลึกซึ้งซับซ้อน ต้องเฉลียวฉลาดจริงๆ เฉลียวฉลาดที่จะรู้ทวนกระแส ทวนรสนิยม ทวนความรู้สึกเก่าๆ ที่เราเป็นอย่างปุถุชนเดิมๆ ที่ไปนึกว่าเป็นชีวิตชีวา เป็นรสอร่อย เป็นความสุข เป็นสิ่งที่เลิศยอด เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น อย่างที่แต่ก่อนเราหลง หรือว่าคนในปุถุชนส่วนใหญ่ให้โลกเขาที่เขายังหลง เขายังติดยังยึดอยู่กันนี่ เราก็พังได้ แล้วก็ยังอุตสาหะพากเพียร ตั้งใจศึกษา เช้าๆลุกขึ้นมาฟังธรรม คนนั้นพูดบ้าง คนนี้พูดบ้าง คนนั้นเอาหลักฐานนั้นมายืนมายันบ้าง เอาของพวกเราเอง หยิบของพวกเราเองมายืนยันบ้าง คำสอนบ้าง หลักการทฤษฎีต่างๆ สิ่งที่เป็นปรัมปราเป็นตำรา เป็นอะไรต่างๆนานา ก็หยิบมายืนยันกัน แล้วเราก็พิสูจน์ความจริงสูงสุด นั่นคือเราพิสูจน์ เมื่อพิสูจน์แล้วเราเป็นได้ ความรู้สึกของเรา มันจะเป็นไปจริงๆ มีเวทนานี่แหละ ความรู้สึก เวทนา อ่านเวทนาออก แล้วเราก็ลด ลด เวทนา ดับเวทนาที่หลงผิด ดับได้แล้ว เวทนาที่จะต้องอาศัย เราก็อยู่อาศัยตามความเป็นจริง เวทนาที่รับสัมผัสแล้วก็มีเวทนา มีสัญญา รับสัมผัสอะไรก็ได้รู้เท่าทันอันนั้นจริงๆ รู้อันนั้นจริงๆ ตรงๆ ไม่มีความกำหนัด ไม่มีผลัก ไม่มีดูด เวทนาที่มันมีกิเลส เวทนาที่ชื่อว่ากิเลส มันผสมอยู่ในเวทนา นี่แหละเป็นกิเลส หรือชื่อว่ากิเลส แล้วมันก็มาสังขาร มาปรุง มาแต่ง เราวิเคราะห์วิจัยเอาเวทนาในเวทนาเหล่านั้นออกได้ จับกิเลสได้ ฆ่าเวทนาหรือฆ่าสิ่งที่เป็นกิเลส กิเลสนี่มันเหมือนเวทนา แต่ความจริงมันเป็นแขก ไม่ใช่เวทนาแท้หรอก มันเป็นความหลง เป็นความกำหนัด เป็นความใคร่อยาก เป็นความต้องการ เป็นความเสพสม เป็นความผลัก ความดูดที่แท้จริง ถ้าเราดับสิ่งนั้นได้แล้ว เราก็พิสูจน์ความจริงได้ว่า เออ เวทนาบริสุทธิ์ เวทนาแท้ๆ มันเป็นธาตุรู้ชนิดหนึ่ง ธาตุรู้สึกชนิดหนึ่งตามความเป็นจริงเท่านั้น สัญญาจำได้ ก็รู้ว่าเวทนารับรู้สึกอันนี้ ว่านี่เป็นของใหม่ ของแปลก ของไม่เคยรู้ หรือของเคยรู้แล้ว รู้อย่างอุปาทาน หรือว่ารู้อย่างสมาทาน สมาทานคือ เราก็ยังยึดถืออยู่ ฉวยไว้อยู่ สมาทาน แต่ฉวยไว้หรือยึดถือไว้อย่างสมะ อย่างสงบแล้ว อย่างสันติแล้ว อย่างเรียบร้อยแล้ว อย่างไม่เป็นทุกข์เป็นสุขแล้ว เราก็ยังยึดถืออยู่แล้วก็รู้ด้วยว่านี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อาศัยเท่านั้น นี่เป็นลักษณะของสมาทาน ถ้าลักษณะของอุปาทาน ก็อาทาน เหมือนกันน่ะอุปาทาน อุป+อาทาน สมะ อาทาน สมะก็สงบ อุป+อาทาน อุปาทาน มันฉวยไว้ แล้วก็แถมมันยังงอก มันยังเกิด ยังหนา ยังเพิ่มกิเลสอยู่ อุปาทาน ยังมีรสอร่อยอยู่นั่นเอง อุปาทาน ยังมีรสสมใจ ยังมีอัตตา มีมานะ สุดยอดก็คือ ยังมีอัตตา ยังมีตัวตน ยังมีของตน ยังมีสิ่งที่เกิด สิ่งเหล่านั้นอยู่ ยังไม่ปล่อยวางสนิท ในนัยละเอียดพวกนี้ อาตมาเอาทั้งพยัญชนะ ทั้งภาษา หลักฐาน เอาทั้งพระสูตร เอาทั้งรายละเอียด ที่ท่านขยายความอะไรต่างๆนานา มาประกอบกัน ทั้งวิธีการ ที่ให้พวกเราได้ฝึกได้ฝน ทุกวันนี้ก็พยายามที่จะให้ฝึกปรมัตถ์ ให้ฝึกรู้อารมณ์ วิจัยกิเลส ในเรื่องเครื่องกิน เครื่องใช้ ในเรื่องความเป็นอยู่ ในเรื่องการงาน ในเรื่องชีวิต พฤติกรรมที่เราเป็นอยู่ เราจะได้เป็นผู้ที่ปฏิบัติมรรคองค์ 8 รู้จักสังกัปปะ รู้จักวาจา รู้จักกัมมันตะ รู้จักอาชีวะ แล้วก็มีมุทุภูตธาตุ มีกัมมนิยธาตุ ธาตุที่ทำการงานอยู่ก็จัดแจง ปรับปรุงให้อย่างเหมาะอย่างควร อย่างเหมาะอย่างสม แล้วแถมยังเกิดความเจริญของมุทุภูตธาตุ คือธาตุที่แววไว วิจัยได้เร็ว รับรู้ทัน แล้วก็ตัด หรือปรับหรือฆ่า มีปหานปธาน มีสังวรปธาน ปหานปธานได้ดี ได้เก่ง เกิดภาวนาปธาน เกิดผล ผลที่สูงสุดของพระโยคาวจร ของผู้ปฏิบัติธรรมนั้นก็คือ มีผลได้ฆ่ากิเลสนี่แหละ วิเศษที่สุด เป็นรายได้ หรือเป็นทรัพย์ ที่เป็นเนื้อแท้ของผู้ปฏิบัติที่ยังไม่สิ้นกิจ ยังไม่จบกิจ ได้ค่าอยู่ ได้มาก ได้น้อยก็แล้วแต่ ความเจริญของสัมมัปปธาน 4 เมื่อเรารู้จักสติปัฏฐาน 4 แล้ว เราจับกายะได้ จับเวทนาเป็น เรียนรู้จิตในจิตได้ รู้จักธรรมะ มีนิวรณ์บ้าง มีอุปาทานต่างๆบ้าง อย่าเพิ่งไปคิดถึงอุปาทานในขันธ์เลย อุปาทานต่างๆที่ไปยึดติด ไอ้นั่นเป็นเรา เป็นของเราอยู่นั่นน่ะ ที่เป็นเรื่องนอกด้วย เป็นอารมณ์ด้วย ไอ้อุปาทานที่จะทิ้งร่าง ทิ้งขันธ์ ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขารที่เป็นความบริสุทธิ์ คนมีขันธ์ 5 พระอรหันต์เจ้ามีขันธ์ 5 เราเป็นพระอนาคามีแล้วเราค่อยไปพิจารณาวาง รูปนี้ไม่ใช่เรา เวทนานี่ไม่ใช่เรา สัญญาไม่ใช่เรา สังขารไม่ใช่เรา วิญญาณไม่ใช่เรา เป็นพระอรหันต์ก่อน ให้มันมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่หมดอุปาทานอื่นที่เกินจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือแม้เราจะยึดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้เป็นเรา มันก็ยังทุกข์น้อย ไอ้ทุกข์สิ่งที่นอกๆผิวๆอยู่ ที่มันยิ่งกว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนุพยัญชนะเป็นสิ่งประกอบ เป็นวัตถุ เป็นพฤติกรรม เป็นบุคคล เป็นอารมณ์ เป็นรส เป็นชาติ เป็นอะไรต่างๆ เหล่านั้น แล้วอุปาทานเหล่านั้นว่าเป็นจริงเป็นจัง ยึดถืออยู่ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เราต้องได้ เราต้องมี เราต้องเป็น ไอ้อย่างนั้นซิทุกข์มาก เพราะฉะนั้นเราเข้าใจธรรมในธรรม เราเข้าใจนิวรณ์ นิวรณ์ 5 เราเข้าใจอุปาทานต่างๆ รู้จักอายตนะ 6 รู้จักอายตนะนอก อายตนะภายใน อายตนะนอก อายตนะใน ก็เกี่ยวข้องเป็นเวทนา 6 เป็นเวทนา 18 ก็เกิดจากอายตนะ 6 นั่นแหละ มีความรู้สึกกับอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกสุข ความรู้สึกอุเบกขา หรืออทุกขมสุข เป็นเวทนา 18 จนวิเคราะห์วิจัยเป็นเคหสิตะ เป็นเนกขัมมะออก ออกมันเป็นโลกีย์อย่างไร เป็นโลกุตระอย่างไร เป็นเวทนา 36 แล้วเราปฏิบัติได้อยู่ในภาวะของเนกขัมมะหรือไม่ ถ้าเราเป็นผู้ที่ยังอ่านไม่ออก รู้ไม่ได้เลยว่าเราเนกขัมมะเมื่อใด เนกขัมมะได้ผลของเนกขัมมะหรือไม่ อ่านเวทนาในเวทนาเป็นจริงๆ ถ้าเผื่อเราไม่รู้ ไม่เป็น เราก็ไม่เจริญหรอก เพราะฉะนั้นกายะ สติปัฏฐาน 4 เราก็จับองค์ประชุมที่เกี่ยวข้องกับอายตนะใน อายตนะนอก รูปเป็นอายตนะนอก เสียงเป็นอายตนะนอก อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันก็เป็นองค์ประชุม มันมีอายตนะนอก มันก็ประชุมอยู่กับเรา สัมผัสอยู่กับเรา มีตา มีรูป มีจักขุวิญญาณ รวมแล้วเป็น 3 อย่างนี้แหละคือผัสสะ แล้วจึงเกิดเวทนา เกิดเวทนาเราก็วิจัยเวทนาออก แล้วก็แทงทะลุไปถึงเหตุมันคือตัณหาในเวทนาที่เป็นสุข เป็นทุกข์ ปหานตัณหาได้ถูกตัว มีปหานปธาน สังวรตัวเองอยู่เสมอ แล้วก็ปหาน มีปหานได้ เกิดผลในการปหาน ลด ละ จาง คลาย ได้ฆ่าตายสนิท ไม่เกิดอีกก็ตาม คุณมีความสามารถ มีอินทรีย์พละเท่าไหร่ๆ ทำได้จริงๆ สัมมัปปธานเกิดอยู่จริง ในการปฏิบัติประพฤติ รู้สติปัฏฐาน 4 รู้สัมมัปปธานว่าเรามีสัมมัปปธานอยู่น่ะ มีการได้สังวร มีสติรู้ตัว ได้สังวรเสมอ แล้วก็ได้ปฏิบัติมุทุภูตธาตุก็เกิดอยู่ กัมมนิยะ ก็มีอยู่ เกิดเจริญอยู่ สังวรอยู่ ปหานอยู่ ได้รับผลการปหาน รักษาผลในการปหาน อนุรักขนาปธานได้ และมีอิทธิบาทอยู่จริง ทำไป ไม่ได้หนักหนา ไม่ได้เซ็ง ไม่ได้เบื่อ มีฉันทะ มีวิริยะ มีจิตตะ มีวิมังสา เป็นคนครบ 4 มีองค์ 4 ครบ มีองค์ 4 ของทั้งสติปัฏฐาน ทั้งสัมมัปปธาน ทั้งอิทธิบาทอยู่อย่างดี อย่างครบ เมื่อไหร่ๆ เราก็มีความเบิกบาน ร่าเริง ฉันทะ พอใจ มีวิริยะพากเพียร ไม่เฉื่อย ไม่เบื่อ ไม่เซ็ง ไม่ท้อแท้ ไม่ถดถอย มีความเพียร ไม่เพียรเกินด้วย จนกระทั่งทรมานร่างกาย จนกระทั่งทำให้สุขภาพร่างกายเสีย หรือว่าไปทำร้าย ทำลายผู้อื่น ไปเบียดเบียนผู้อื่น คนที่เพียรจัด เบียดเบียนผู้อื่นได้เหมือนกัน ตัวเองเอาจัด ตัวเองเพียรจัด ตัวเองก็ไปรุกรานผู้อื่น เขาจะหลับจะนอน เป็นต้น เราก็ไปเพียรอะไรก็ไม่รู้ ทำงานทำการ ทำโน่นทำนี่ วุ่นวายอยู่ ไม่เกรงใจเขา เพียรเกินไป เพียรไม่รู้จักองค์ประกอบของชีวิต ประมาณอะไรไม่ได้สัด ไม่ได้ส่วน ไม่พอเหมาะพอดี อย่างนี้ เป็นต้น เก่ง ขยัน ขยันเกิน แล้วก็ทำอะไรไม่รู้จักกาละเทศะ ไม่รู้จักประมาณ อย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้อยู่ว่าเราเพียรได้ถูกกาละ ถูกเทศะ ถูกสภาพ ไม่ได้ทรมานตน ไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น เป็นคนที่มีปัญญา มีญาณ มีปฏิภาณไหวพริบ รู้รายละเอียดอะไรต่างๆนานา ไม่เป็นคนงอกแงกงอแง มีความเอาใจใส่ โดยเฉพาะมีอิทธิบาท อิทธิบาทนี่เป็นตัวสำคัญนะ เมื่อใดเราชักจะไม่เบิกบานร่าเริง ชักท้อแท้ ถดถอย เย็นๆชืดๆ จืดๆ เบื่อๆ เซ็งๆ เป็นโรคแล้ว รีบหาหมอ จริงๆ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านี่ โพธิปักขิยธรรม 37 นี่ โดยเฉพาะ 4 นี่เป็นตัวที่ตรวจไว้เถอะ ส่วนอินทรีย์พละนั้นเป็นผลได้ของเรา อินทรีย์ 5 พละ 5 นี่ จำโพธิปักขิยธรรม 37 หลักนี่ได้หรือเปล่า ถ้าหลักใหญ่นี้เราจำไม่ได้นี่แน่ะ เราจำให้ได้ จำจนกระทั่งจะทำอย่างไรก็ไม่ลืม ต่อให้ข้าศึกจับเอาไฟฟ้าช็อตสมองยังจำได้ ไม่ลืม เอามันถึงอย่างนั้น หลักเกณฑ์ใหญ่ๆพวกนี้สำคัญ มันจำได้แม่น มันเรียบเรียง แล้วมันขึ้นใจ มันก็จะทำให้เรารู้รายละเอียด โดยเฉพาะทั้ง 37 หลักนี่มันควรจะรู้หมด สติปัฏฐาน 4 อะไร สัมมัปปธาน 4 อะไร อิทธิบาท 4 อะไร อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อะไร มรรคมีองค์ 8 อะไร เรียงลำดับ แล้วมันจะสัมพันธ์ร้อยเรียงกัน สอดร้อยเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนกันเยอะแยะเลย มันจะมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนกันอย่างซับซ้อนลึกซึ้งมาก อาตมาพยายามหยิบเอามาพูด ค่อยๆพูด ค่อยๆอธิบาย ค่อยๆสอดร้อย ค่อยๆสาง ค่อยๆสอดลึกมา ขยายกันมา มันมีผลต่อกันอย่างไรๆ พูด พยายามขยายความอยู่ทุกวันนี้ แหม อย่างพยายามดูผลของพวกเรามากเลย ว่ารับไหวไหม รับเข้าใจได้ขึ้นไหม มีสภาวะรองรับไหม พยายามทำมาเรื่อยๆ นี่มันไม่ใช่ง่ายหรอก ยาก แต่ก็เป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นควรจะรู้หลักพวกนี้เอาไว้ อาตมาเอามาทบมาทวนนะนี่ ที่พูดไป ทบทวนไม่ใช่อื่นหรอก แต่ทวนแล้วก็เคยได้ยิน จำได้ไหม ยัง อาตมาว่าเจอเข้าเยอะ ทบทวนระลึกได้ พอจำได้ ยังจำได้เรียบร้อยจริงๆยัง ยังละ พยัญชนะก็สำคัญ บัญญัติก็สำคัญ ปริยัติก็สำคัญ ภาษาหลักต่างๆก็สำคัญ เรารู้สิ่งเหล่านี้ เรารู้ทฤษฎี องค์ประกอบอะไรต่ออะไรด้วย มันก็สำคัญ ช่วยด้วย เพราะ ฉะนั้นเรามาฟังทุกวันๆ ก็อย่าปล่อยปละละเลยนัก อะไรสำคัญก็ควรจะเห็นความ สำคัญในความสำคัญบ้าง อาตมาจะเอาพระสูตรนี้มาขยาย มาอ่านให้ฟังอีก ที่จริง ที่สันติอโศกก็อ่านให้ฟังแล้ว อธิบายไปแล้ว ที่นี่ได้ฟังหรือยังไม่ทราบ มิคชาลสูตร ว่าด้วยผู้มีปกติอยู่ผู้เดียว เล่ม 18 ข้อ 66 พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระมิคชาละ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวฉะนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรพระเจ้าค่ะ ภิกษุจึงชื่อว่ามีปกติอยู่ผู้เดียว และด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุจึงชื่อว่า อยู่ด้วยเพื่อนสอง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร มิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่า ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความใคร่รัก ให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดีกล่าวสรรเสริญหมกมุ่นรูปนั้นอยู่ เมื่อเธอยินดีกล่าวสรรเสริญหมกมุ่นรูปนั้นอยู่ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้า ก็มีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องนี่คือที่เขาบอกว่าสังสัคคะ ความเกี่ยวข้อง ความคลุกคลีอะไรนี่ยังมีความเกี่ยวข้อง ยังมีความคลุกคลี ดูกร มิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเพลิดเพลิน และความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่าผู้มีปกติอยู่ด้วยเพื่อนสอง มีเพื่อนสองนะ ไม่ใช่อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ต้องกล่าวว่า มีเพื่อนสาม เพื่อนสี่ เพื่อนห้าหรอกนะ แค่สองนี่ก็ถือว่าเป็นผู้อยู่แต่ผู้เดียวแล้ว เพราะฉะนั้นผู้อยู่แต่ผู้เดียวจริงๆนั้นคืออย่างไร นั่นเมื่อกี้พูดถึงรูป พูดถึงเสียง พูดถึงกลิ่น พูดถึงรส เมื่อกี้พูดถึงรูปก็ทางตา หู จมูก ทางลิ้น ทางกายอะไรด้วย จนกระทั่งถึงทางใจ รับไว้ในฐานที่เข้าใจ ทีนี้ทางใจนี่แหละท่านก็อธิบายซ้ำอีกว่า ธรรมารมณ์ที่ผู้รู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดีกล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นธรรมารมณ์ นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี กล่าวสรรเสริญหมกมุ่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ ย่อมเกิดเพลิด เพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้า ก็มี ความเกี่ยวข้องเป็นสวรรค์ เกี่ยวข้องก็สังสัคคะ ประกอบด้วยสวรรค์ อาตมาแปล พยัญชนะของอาตมาเอง เขาแปลว่าคลุกคลีเกี่ยวข้องก็ถูก แต่ว่านั่นมันแปลโดย อรรถ ถ้าแปลโดยพยัญชนะแล้ว สังสัคคะมันประกอบด้วยสวรรรค์ สังก็ประกอบ ด้วย สัคคะก็สวรรค์ มันยังเป็นสวรรค์หอฮ่ออยู่นั่นเอง คลุกคลีเกี่ยวข้อง มันยัง หลงอยู่ ความจริงแล้วเราเกี่ยวข้องได้ แต่เราไม่มีสวรรค์ ไม่ประกอบด้วยสวรรค์ นั่นเราจบ ถ้าไม่เกี่ยวข้องกันก็ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่ผู้ประเสริฐสุดหรอก เพราะว่ามนุษย์คือสัตว์ที่เกี่ยวข้องกัน แล้วช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และสร้างสรรกัน เป็นพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ เพื่อคน คนอยู่เพื่อคน ไม่ใช่อัตตหิตายะ อัตตสุขายะ ไม่ใช่ ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่อัตตหิตายะ ไม่ใช่อัตตสุขายะ คือ เพื่อตัวเอง ประโยชน์เพื่อตัวเอง อัตตสุขายะ สุขเพื่อตัวเองไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่มีสุข เพราะฉะนั้นอัตตสุขายะ ไม่มีละ ที่จริงที่เรียกว่าวูปสโมสุข ก็เป็นเครื่องอาศัยนอกแล้วเป็นโวหาร มันอทุกขมสุข ที่เรียกว่าวูปสโมสุข หรือวูปสโมสุข มันอทุกขมสุข มันไม่สุขอะไรหรอก อุเบกขา ตามจริงน่ะเป็นโวหารเท่านั้นแหละที่เรียก เรียกสุขอย่างถึงขั้นวูปสมแล้ว อุปสมแล้ว มีสภาพสมแล้ว อยู่ชิด อยู่ใกล้ อยู่กับความเป็นสมะ หรือสโม ที่เมื่อกี้อธิบายแล้ว สมาทาน สม+อาทาน มันมีหรืออาศัย หรือฉวยไว้ รับไว้แต่เพียงสมะ เป็นฐานเท่านั้นเองนะ ต่อไป อธิบายถึงธรรมารมณ์ หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดีกล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อความเพลิดเพลินก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้าก็มีความเกี่ยวข้อง ดูกร ภิกษุ เมื่อประกอบไปด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่ามีปกติอยู่ด้วยเพื่อนสอง ดูกร มิคชาละ ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ฟังดีๆนะ ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ คือมีเพื่อนสอง ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าหญ้าและป่าไม้เงียบ เสียงไม่อื้ออึง ปราศจากคน แต่ชนเดินเข้าออก คือปราศจากคนนี่แหละ ปราศจากคนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของมนุษย์ที่ต้องการสงัด คือพวกฤาษีต้องการสงัดแบบนั้น ควรเป็นที่ประกอบของมนุษย์ผู้ต้องการสงัด สมควร เป็นที่หลีกเร้นอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่ามีปกติอยู่ด้วยเพื่อนสอง ถึงอย่าง นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า อยู่แต่ผู้เดียว โดยศัพท์ก็ต้องคำว่าเอกะ เอโก เอกัสสะ อะไรนี่แหละ ซึ่งอาตมาท้วงนักเลย ท้วงในพระไตรปิฎกนี่ ไปแปลอยู่ผู้เดียวนี่ เป็นตัวที่เรียกว่าเป็นตัวที่สูงสุดอยู่นี่แหละ ถ้าปกติอยู่แต่ผู้เดียวแล้ว ก็บรรลุธรรม ไปแปลอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าขืนแปลว่าอยู่แต่ผู้เดียวแล้วก็จะบรรลุธรรม บิณฑบาตแต่ผู้เดียว นั่งแต่ผู้เดียว นอนแต่ผู้เดียว เดินแต่ผู้เดียว ไปแต่ผู้เดียว มาแต่ผู้เดียว ทรงสังฆาฏิแต่ผู้เดียว ซึ่งภาษาพวกนี้ มันไม่ใช่ผู้เดียว เรียกว่ามันมีผัสสะ มันมีอะไรแล้วทั้งหมด มันเป็นเอก เอาแต่คำว่าเป็นเอกมาใช้ มันเป็นเลิศ มันเป็นยอด มันเป็นที่สุด มันเป็นที่หนึ่ง แล้วมันเป็นความสำเร็จยอดสุดแล้ว เยี่ยมยอดแล้ว ควรจะแปลนัยเอกเป็นอย่างนี้บ้าง นี่แปลเอกว่า แต่ผู้เดียว แต่ผู้เดียวๆ พอเจอสูตรนี้เข้า ก็จะรู้ว่ามันค้านแย้งกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้นอยู่แต่ผู้เดียวหรือหลีกเร้น เดี๋ยวจะเอาสูตรหนึ่งมาอ่านให้ฟัง เอาให้ช้ด เจาะให้ลึกถึงเนื้อหาแท้ ปรมัตถสัจจะ ไม่เช่นนั้นเราก็ยังติดยึดในการเสพภพ แม้อยู่สงัด แม้อยู่แต่ผู้เดียวจริงๆ มันก็มีเพื่อนสอง ถ้าเราเสพภพ เสพสิ่งที่พอใจแล้วเราได้สมใจที่เราอยู่ผู้เดียว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง เสร็จแล้วเกี่ยวข้อง เราก็กิเลสเกิด ไม่เป็นสุข เพราะเราไม่ศึกษา แล้วก็ไม่ล้าง ไม่ละ ไม่ดับ เมื่อไม่ ดับจริง อะไรมาสัมผัสแตะต้องจริงๆ ก็ไม่ชอบ ทนไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ทนได้ ต่อผัสสะ จึงถือว่าโลกุตรจิต เอ้า ทีนี้ มาอ่านดูเนื้อแท้ ดูกร มิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรักชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นรูปนั้น เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นรูปนั้นอยู่ ความ เพลิดเพลินย่อมดับ ตัวความเพลิดเพลินไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีความเพลิดเพลินก็ไม่มี ความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีสวรรค์แล้ว ไม่ มีสังสัคคะ ก็คืออสังสัคคะ หรือนิสสัคคะแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้อง ดูกร มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยความเพลิดเพลิน และความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่ามีปกติอยู่ผู้เดียว ฯลฯ นั่นพูดถึงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอีกทั้ง 5 ทีนี้ต่อมาอันสุดท้ายก็ธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ก็คืออารมณ์ทางใจ จะเป็นอารมณ์สงบ อารมณ์ว่าง อารมณ์อยู่เฉยๆ อารมณ์ไม่ต้องการสัมผัสใดๆ อารมณ์ไม่รับรู้อะไรก็ตาม เป็นอารมณ์ของภพ เพราะฉะนั้นเราอยู่เป็นปกตินี่ เราก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นมนุษย์ธรรมดา เปิดหู เปิดตา มีผัสสะเป็นปัจจัย แต่เราอยู่เหนือมัน มีโลกุตรจิต แล้วมีโลกุตรจิตก็คือจิตไม่มีเพื่อนสอง จิตอยู่แต่ผู้เดียว ทั้งๆที่มีเพื่อนห้อมล้อม เราคือผู้อยู่ผู้เดียว ไม่ว้าเหว่ อบอุ่นด้วย แต่อยู่แต่ผู้เดียว อยู่แต่ผู้เดียว แต่มีเพื่อนเป็นล้าน มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสครบสมบูรณ์ เขาเป็นอย่างไร รู้แจ้ง แล้วไม่เป็นทาส อิสรเสรีภาพ ลอยตัว นั่นคือผู้อยู่แต่ผู้เดียว อิสรเสรีภาพลอยตัวอยู่แต่ผู้เดียว แต่มีเพื่อนครบพร้อม มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีปกติธรรมดา ธรรมชาติ นี่อธิบายล่วงหน้าไปก่อน ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ บทบาทของโลกียะเหล่านี้ มันมีอยู่ทั้งสิ้น ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้น ความเพลิดเพลินก็ดับ เมื่อไม่ มีความเพลิดเพลินก็ไม่มีความกำหนัดกล้า เมื่อไม่มีความกำหนัดกล้าก็ไม่มีความเกี่ยวข้องทั้งๆที่คลุกคลีอยู่ด้วย เกี่ยวข้องอยู่ด้วยที่จริงแต่ก็ไม่อยู่ด้วย ไม่เกี่ยวข้อง อยู่ด้วยตรงไหน อะไรคือตัวไม่เกี่ยวข้อง อะไรคือตัวอิสระ อะไรคือตัวเอก อะไรคือตัวอยู่แต่ผู้เดียว ฟังดีๆ เมื่อไม่มีความกำหนัดกล้า ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง ดูกร มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่ามีปกติอยู่ผู้เดียว ดูกร มิคชาละ ภิกษูผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ฟัง ดีๆ ตรงนี้ ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ อาการที่อยู่แต่ผู้เดียวได้แล้วนี่ แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ในที่สุดบ้าน คืออยู่ในเคหะทั้งหลายแหล่ อยู่ในธรรมดา ในธรรมชาติ หมู่บ้าน เรือน เคหะ ที่สุดบ้าน ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่ามีปกติอยู่ผู้เดียว นี่คือคนอยู่ผู้เดียว เห็นไหม นี่เห็นไหม อยู่พร้อม มีพระราชา มหาอำมาตย์ มีเดียรถีย์ คนนอกด้วย มีสาวกเดียรถีย์ มีใครต่อใคร มีบ้าน มีเรือน มีทุกอย่างครบพร้อม อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี แต่ฉันอยู่แต่ผู้เดียว ดูกร มิคชาละ เราเรียกว่าผู้ปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ว่ามีปกติอยู่ผู้เดียว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะตัณหาซึ่งเป็นเพื่อนสอง เธอละได้แล้ว เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่ามีปกติอยู่ผู้เดียว ฟังซะ ไม่เคยได้ฟังก็ฟังซะ ไม่เคยรู้ก็รู้ซะ เพราะฉะนั้นถ้าพาซื่อแต่แค่อยู่แต่ผู้เดียว โดยพาซื่อ โดยเอาประโยคง่ายๆว่าอยู่แต่ผู้เดียว ใครก็เข้าใจ เด็กเขาก็เข้าใจแล้ว แล้วก็เข้าใจอย่างเด็กๆนั่นแหละ อยู่แต่ผู้เดียวแล้วก็หนี หลบอยู่แต่ผู้เดียว แม้ธรรมารมณ์ก็ไม่รู้ตัวเองว่า ธรรมา รมณ์เราติดภพอะไร ติดภพอยู่เปลี่ยวจริงๆ อยู่ไม่ต้องการผัสสะ ไม่ต้องการรับรู้ใครๆ มันทุกข์ มันรำคาญ มันไม่แกล้วกล้า มันไม่อาจหาญ อย่างฤาษีนี่ ไม่ชอบยุ่ง ไม่ชอบมีบทบาท ไม่ชอบมีการงาน ไม่ชอบมีเพื่อน เพื่อนจริงๆน่ะนะ ไม่ใช่เพื่อนสองชนิดที่มีกิเลสตัณหาเป็นเพื่อนสองนะ ตัณหามากกว่าสอง ไม่ต้องพูด ขอให้ตัณหาเรื่องเดียวเท่านั้นก็จะตายแล้ว ไม่ต้องมีเพื่อนสองแล้ว แต่เรามีอุบาสก อุบาสิกา มีภิกษุ ภิกษุณี อย่าว่าแต่คนธรรมดา ต่อให้พระราชา มหาอำมาตย์ ทั้งหลายแหล่ ต่อให้เดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์ มีบ้าน มีช่อง มีคนชาวบ้าน ทั้งหมดนี่ มีผู้เปิดพระไตรปิฎกบาลีมาให้ ผู้มีปกติอยู่ผู้เดียว พระบาลีเรียก ว่าเอกวิหารี วิหารแปลว่าเครื่องอยู่ วิหารี ผู้มีเครื่องอยู่เป็นเอก มีปกติอยู่ผู้เดียว เอาคำว่าเอกนี่แหละมาใช้ แล้วก็ไปแปลว่าผู้เดียวๆ ไปผู้เดียว มาผู้เดียว อะไรต่ออะไรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันควรจะแปลว่า อย่างผู้ที่บรรลุแล้ว นี่ยังมีสูตรที่บอกว่า มีปกติเดินผู้เดียว ไปผู้เดียว มาผู้เดียว บิณฑบาตผู้เดียว ฉันอาหารผู้เดียว อะไรต่ออะไรผู้เดียว โธ่เอ๊ย ฉันอาหารเอกะ นี่ก็ไปแปลว่าฉันอาหารผู้เดียว ก็นั่งกินอยู่กับเพื่อนนี่แหละ แต่เป็นเอก เป็นการบรรลุธรรมไม่ได้เหรอ เห็นไหมว่ามันพาซื่อน่ะ ตกลงแล้วจะกินไม่ได้เพื่อนนี่ ต้องหาที่หลบกินผู้เดียว ถึงจะเป็นผู้ที่บรรลุธรรมสูง มันจำกัดจำเขี่ยจริงๆ บรร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน