360912 ระวังจะเป็นฤาษีจัญไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์383 KB
วันที่แก้ไข13 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360912 ระวังจะเป็นฤาษีจัญไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ระวังจะเป็นฤาษีจัญไร (ตอนที่ 1) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

อาตมาก็มีหน้าที่ที่จะพยายามให้ฝึกฝนเรียนรู้ แล้วก็มีอะไรที่คิดว่ามันจะ เจริญขึ้น เพราะว่ามันยาก การปฏิบัติธรรมนี่ แล้วเราจะรู้ความเป็นจริง ในการที่จะอ่านจิตเข้าไปอย่างแท้จริง เป็นปรมัตถ์ เราช่ำชอง เราจะชำนาญในปรมัตถ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ว่าเราจะต้องกำหนดรู้ในอารมณ์ หรือวิเคราะห์วิจัย ถึงสภาพของกิเลส ตัณหา อุปาทาน โดยเฉพาะมรรคองค์ 8 นี่ ต้องวิเคราะห์วิจัยในปัจจุบันธรรม มีผัสสะเป็นปัจจัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเราทำงานอยู่เป็นปกติ มีสิ่งสัมผัส ตาเห็นรูป มีจักขุวิญญาณประกอบรับรู้มา จักขุวิญญาณมันจะรวมรับมาทั้งหมดนั่นแหละเพราะมันเร็ว มันจะสังขาร จะปรุงเวทนา สัญญา สังขาร จะทำงานมาปั๊บ เป็นจักขุวิญญาณ เรารวมเรียกว่าผัสสะ ในผัสสะต่างๆ ก็มาวิจัยซ้อนลงไปในผัสสะ เห็นเวทนา เข้าใจในเวทนา เพราะว่าผัสสะมันจะก่อให้เกิดเวทนา เป็นสุขเป็นทุกข์นั่นเอง บอกแล้วว่าสุขหรือทุกข์ เวทนานี่ มันเป็นตัวรวม มันเป็นตัวไม่ใช่เวทนา ที่จริงมันเป็นตัวที่เรียกว่าจักขุวิญญาณแล้ว ผัสสะมันก็มารวมปั๊บเป็นสุขหรือทุกข์ มันก็เป็นแล้ว ทีนี้ต้องมาวิจัยลงไปในเวทนา ที่เราเรียนเวทนามาแล้ว เวทนามันจะมีสุขหรือทุกข์แล้วสุขทุกข์แบบไหน เคหสิตโสมนัส หรือเนกขัมมสิตโสมนัส ส่วนมาก พอสัมผัสแตะต้องสิ่งที่เราชอบ พอได้สิ่งที่เราชอบ เราก็รู้ปุ๊บ ไอ้รู้ปุ๊บนั่นน่ะ ถ้าเรา พิจารณาปั๊บลงไปนั่นน่ะ จิตของเรามันจะเป็นเคหะ หรือมันจะเป็นเนกขัมมะ มันก็เป็น ถ้าเผื่อว่าไอ้ตัวกิเลสมันมี มันก็ทำงาน นี่แหละ เราก็ต้องวิจัยมัน อ่านมัน มันเป็นความสุข สุขเวทนาแบบไหน ถ้

อ่านต่อ

าเผื่อว่าไม่เรียนรู้ มันไม่รู้เรื่องนะ คนในโลกนี่ เขาไม่รู้เรื่องนะ เขามีแต่ว่าเขาสุข เขามีความสุข นี่แหละมันลวงคนอยู่ในโลกทุกวันนี้ ปุถุชนน่ะ มันก็ออกมาเป็นสุข แล้วเป็นเคหสิตโสมนัส เป็นสุขแบบโลกๆ สุขัลลิกะ เขาก็ไม่รู้ด้วย เขาไม่ได้ทุกข์อะไรนี่ คนที่มีฐานะดี ร่ำรวย มีไอ้นั่นไอ้นี่ อะไรต่ออะไรที่จะบำเรอ อยากได้อะไร เขาก็ได้ มีอะไร เขาก็มี อยากจะทำอะไร อยากจะฆ่าคน เขาก็ยังได้ฆ่าสมใจเลย เขาไม่มีทุกข์ ไม่เดือดร้อนอะไร เขาก็นึกว่าเขาไม่ได้มีความทุกข์น่ะ คนจนก็อยากได้นั่นได้นี่ ตามคนอื่นเขา มีกิเลส มี ตัณหา เสร็จแล้วมันไม่ได้มาบำเรอสมใจ ก็เลยรู้สึกว่าทุกข์ แต่ว่าพวกเรานี่ จนเหมือนกัน แต่ว่าเราก็ไม่ได้อยากได้อย่างเขา เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องไปทุกข์เหมือนเขา เราจนเหมือนคนจน แต่เราไม่ทุกข์เหมือนคนจน ส่วนคนรวยนั้นน่ะ รวยไม่ทุกข์ แต่กิเลสหนาขึ้นๆ คนจนก็หนาขึ้นเหมือนกัน ไม่ได้สมใจก็จองไว้ ผูกเวรไว้ ข้าก็ยังอยากได้อยู่ ไม่เคยคลายใจ มันไม่มีโอกาสก็จำนน แหม เราอยากจะซื้อเครื่องบินส่วนตัวสักลำ มีเครื่องบินได้สักลำ หนึ่งคงดีนะ ได้บ้านหลังใหญ่ๆ มีรถโรสรอยส์ขี่สักคันก็คงดีนะ มีคนขับ เวลาเดินลงจากรถ ก็มีคนเปิดประตูให้ โค้งให้อีก อะไรนี่ คงดี อะไรมันก็อยากได้อยู่ในใจลึกๆ แต่มันจำนน ชาตินี้คงไม่มีหรอก ไม่มีได้หรอก จำนน ก็ฝากไว้ก่อน ก็พยายามทำบุญทำทาน พยายามหาทางตามที่เรียนมาคร่าวๆ ล่ะนะ ว่าพยายามที่จะให้มันร่ำมันรวย โอกาสหน้า เกิดมาชาติหน้า จะได้ร่ำรวย ข้าจะได้เป็นอย่างนี้อีกบ้าง ก็พยายามสร้างกุศลแบบกุศลโลกๆ จองเวรจองกรรมไว้ ก็เสียสละนะ สร้างสรรกุศลอะไรต่างๆ เสียสละได้เหมือนกัน พอได้มาก็เอาเลยทีนี้ ก็สวาปามชาติไหนก็แล้วแต่ ได้มาก็สวาปามเสพ กิเลสก็หนาขึ้นไปอีก ไอ้จองเวรไว้ก็หนา พอได้เสพสมอีกทีหนึ่ง หนาอีก ชาตินี้จองเวรไว้ ไม่ได้สั่งสมบุญ บุญโลกียะน่ะพอชาติหน้ามาก็มีบุญโลกียะได้ เสพมันเลย ทีนี้ เสพมัน เสพสมเลย ก็หนาขึ้นไปอีก ข้ามชาติอยู่อย่างนี้แหละ สะสมหนาข้ามชาติไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วก็ย่ามใจสิ พอได้แล้วมีฤทธิ์เดชทางโลกีย์ พอมีมาก ก็ได้เสพสมบ้าง ได้พวกได้หมู่บ้าง ฮั้วกัน ทำบาป ทำกรรมหนักขึ้นไปอีก โกงเขา เอาเปรียบเขา เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในระบบสังคมทุกวันนี้ มีคณะ มีหมู่ฮั้วกัน แล้วก็ได้เปรียบ เมื่อได้เปรียบเข้ามากๆ ก็ฝึกฝนความฉลาดเหมือนกัน ฝึกฝนความฉลาดทางเฉโกนี่ ฉลาดทางที่เอาเปรียบเอารัด ก็ฝึก ทุกคนก็พยายามฝึก ฝึกไปก็ไปถึงรอบ ถึงขีดก็ได้ทำงานได้ออกปฏิบัติ ปฏิบัติความเฉโก มันก็ได้มาก ได้มากก็ยิ่งหนี้มาก ก็ยิ่งบาปมาก พอหนี้มาก บาปมาก ได้สมสัดสมส่วน ทีนี้ก็ดิ่งลงนรกหนัก ทีนี้ก็ไม่ได้มาเสพสมแล้วทีนี้ พอถึงรอบตกนรกหนัก ก็ไปเลย ใช้หนี้ไปอีกนาน กว่าจะได้ฟื้นตัวขึ้นมา เมื่อไม่ได้เรียน ก็จะวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ไม่รู้ตัวหรอก เกิดมาชาติหนึ่ง จะรู้ตัวอะไร ใช้หนี้แล้วก็มาค่อยๆ สะสมใหม่ บาปหมด ค่อยมาเกิดเป็นคน บุญก็หมด สะสมใหม่ สะสมใหม่ ก็มีอีก มีอีก ก็ตีลังกาใหม่อีก ลงไปนรกใหม่อีก หมุนวนอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่เข็ดไม่หลาบ ไม่รู้จักเบื่อ ที่จริงในนัยลึกๆ มันก็เบื่อเหมือนกันนะ เมื่อมากเข้า นานชาติเข้าจริงๆแล้ว มันก็เบื่อเหมือนกันแหละ ก็ค่อยกะต๊อกกะแต๊กหาทางพัฒนา หาทางที่จะบรรลุ หาทางที่จะหลุดพ้น มันเบื่อเหมือนกัน แต่มันนานเหลือเกิน อาตมาไม่รู้จะใช้ภาษาเรียกว่ายังไง กว่าคนจะให้เป็นเองอย่างนั้น กว่าจะรู้ตัวอย่างนั้น นานเหลือเกิน กว่าจะเข็ดจะหลาบ จริงๆ มันก็ต้องแสวงหาเหมือนกัน สุดท้าย ก็ต้อง...มันไม่มีทางอื่น มันก็เบื่อ มันนาน นานจนพระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ไม่เอา ให้เสพกามจนเบื่อนี่ ไม่เอา มีทฤษฎีให้ศึกษา เอาเลย ไม่ต้องไปเที่ยวได้วนเวียนใช้หนี้อยู่ในสังสารวัฏอีกนานเกินควร ไม่ต้อง เรียนรู้น่ะ เพราะฉะนั้นเราฝึกฝนเข้าไป เรานี่ พวกเราสุขสบายพอสมควร เพราะจิตในความมักน้อยของพวกเรานี่มี มันก็มักน้อยพอสมควร มันไม่อยากไปกระดี๊กระด๊าอะไรอย่างโลกๆมากจัดจ้านอะไรนักหรอก แต่มันก็ยังมี ยังอยากได้ อยากมี ยังหวงแหน ยังเห็นค่าของลาภ ยศ ยังเห็นค่าของเงินทอง ของสมบัติวัตถุ ยังมีรสอร่อยในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่พอสมควร แล้วมันก็พอมี มันก็พอได้ เหมือนอย่างที่เป็นกันอยู่นี่ ก็ยังลิ้มยังเล็มอยู่ ไปติดยึด เราอร่อย ดูซิจะให้เลิกเอากระเทียมมาทำอาหาร ก็ยังจะตายชักกันแล้ว แม่ครัวก็จะออกจากครัวแล้ว ไม่ทำแล้ว มันก็ติดอร่อยนั่นแหละ แล้วมันก็ติดรส ติดกลิ่น ติดสภาพอร่อย มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ มันก็จริง เพราะฉะนั้นใครจะลด ก็หัดลดบ้าง หัดพิจารณาซับซ้อนลงไป แต่ก็ไม่ใช่ถึงขนาดแข็งเกินไป จนกระทั่งไม่รู้จักคนอื่นบ้าง ไม่อนุโลมคนอื่นบ้าง ปฏิบัติทั้งๆที่มันมีผัสสะนี่แหละ มันชอบก็ลด ที่จริงกระเทียมนั่นน่ะ วิทยาศาสตร์เขารับรองเลยว่า มันเป็นธาตุที่มีอาหาร มีคุณค่าทางอาหารวิเศษ ทางวิทยาศาสตร์เขาถือเป็นยาปฏิชีวนะด้วย อาตมาก็ไม่ช่างจำเสียด้วย ภาษาทาง Technical ภาษาทางหมอ ว่ามันมีธาตุอาหาร ธาตุวิตามิน ธาตุอะไรมากมายในกระเทียมน่ะ มันเป็นประโยชน์ ถ้าว่าเป็นประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์จริงๆ เพราะฉะนั้นพวกเราบางคนนี่นะ ลดธาตุอาหารพวกนี้ เสร็จแล้วก็สุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี เพราะว่ากินอาหารไม่ค่อยเต็มที่ บอกว่าไม่กินกระเทียมหรอก มันจะกระตุ้นกาม แต่กินนมทีละเหยือกน่ะ แล้วมันไม่กระตุ้นกามหรือนมน่ะ นมสด นมอะไร ไม่กินกระเทียมหรอก แต่ก็กินนมสดทีละเหยือก ทีละขวดสองขวด ทีละสามขวด อะไรอย่างนี้ มันก็กระตุ้นกามยิ่งกว่ากระเทียมอีก อะไรนี่ มันไม่เข้าท่า มันอยู่ที่เราจะกระตุ้นกาม หรือไม่กระตุ้นกาม เราก็อ่านเรียนรู้จริงๆ นี่แหละ ลดกิเลส ลดไปในขณะที่มีผัสสะนี่จริง ธาตุมันมี จะว่าไปแล้วนะ ธาตุที่มาบำรุงแคลอรี่ ก็บำรุงกามทั้งนั้นแหละ ธาตุที่บำรุงแคลอรี่ที่ดี อาจจะเรียกด้วยภาษา อาจจะเป็นภาษาว่าฮอร์โมน เป็นแคลอรี่ทางกามทางอะไรก็แล้วแต่ มันก็คือสภาพเดียวกันนั่นแหละ ว่ามันมีพลังงานพวกนั้นมากขึ้น มีธาตุพวกนั้นมารวมมากขึ้น ข้อสำคัญ ถ้าเราเรียนรู้ทางจิตวิญญาณแล้ว เราก็ลดละพิจารณาสภาพของกิเลสให้มันถูกสภาพเถอะ มันชอบมาก เราก็ลดลง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นี่แหละกาม รวมแล้ว เรื่องผู้หญิงผู้ชายก็คือสัมผัสทั้ง 5 ทั้ง 6 นี่แหละ สัมผัสทั้ง 5 นอก แล้วก็สัมผัสทางในใจด้วย 6 ก็สัมผัสกาม กามารมณ์ ก็สัมผัสเสียดสีทุกทวารนี่แหละ เรื่องผู้หญิง ผู้ชายก็สัมผัสเสียดสีไม่มีอะไรอื่นหรอก เสร็จแล้วเราก็สมใจ ทุกๆสิ่งที่เป็นอุปาทาน ก็ยึดก็ติดของเราอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าเรียนรู้แล้วก็ลดละลงไปจริงๆ แบบฝึกหัดอันที่ 3 นี่ ให้พิจารณาเน้นลงไปว่า สิ่งที่ท่านชอบ หรือไม่ชอบนั้น เป็นไปอย่างเคหสิตะ หรือเป็นไปเพื่อเนกขัมมะ พิจารณาให้ชัดลงไปอีก เรียนรู้ วิจัยลงไปน่ะ อันนี้บอกว่าใน 7 วันต่อไปนี้ ขอให้ท่านกำหนดรู้ สิ่งที่ท่านชอบ และไม่ชอบ อันก่อน กินนี่บอกว่า ให้ตัก อันไหนชอบที่สุด อันไหนไม่ชอบที่สุด ให้ตัก ให้ทำทั้งสองอย่าง ไม่ใช่ไปเลือกทำเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เอาแต่สิ่งที่ไม่ชอบ เพื่อที่จะได้แกล้งตัวเอง สิ่งที่ชอบเราไม่เอา ไม่ได้ เรียนรู้สิ่งที่ชอบด้วย แล้วสู้ด้วย ไอ้สิ่งที่ชอบนี่แหละ มันเป็นยังไงล่ะ ไอ้สิ่งที่มันพรางลวงตัวเอง บำบัดเข้าไป สิ่งที่ชอบ มันก็จะเกิดโสมนัสเวทนา หรือว่าสุขเวทนา แล้ววิจัยให้มันออก สุขเวทนา โสมนัสเวทนา นั้นน่ะ มันเสพสมใจขนาดไหน วิจัยเจาะลงไปถึงโสมนัส มันเป็นเคหสิตโสมนัสนะ ไม่ใช่เนกขัมมสิตโสมนัสนะ ให้ชัดอย่างนี้ เป็นต้น เรียนรู้จริงๆ น่ะ มันซ้อนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ฝึกจริงๆ ขนาดที่ให้มาทำแบบฝึกหัดอย่างนี้นะ มันง่ายไหม ไม่ง่าย กว่าจะรู้ กว่าจะวิจัยออก กว่าจะเห็นจริง กว่าจะฆ่าถูกตัว กว่าจะสะอาด กว่าจะมาพยายามชอนไชเอามาล้าง เอามาละ ไม่อย่างนั้นก็ล้างๆ ติดๆเนื้อๆ คล้ายๆกับว่าเราเอง เราจะทำลายนี่ เราจะทำลายอะไรสักอย่างหนึ่ง เราจะทำลายมะเร็งในตับ เราก็เลยเอาตับตัดทิ้ง หมดทั้งตับ หรือเอาเนื้อตับที่ดีๆ แทนที่จะเก่งว่ารู้จักเซลล์มะเร็ง ผ่าไปเอาเซลล์มะเร็งออก แต่เปล่าหรอก เอาเนื้อตับไปเสีย 80% ได้มะเร็งไปส่วนหนึ่งเหมือนกัน แต่ตับต้องพลอยเสียไปอีกตั้ง 80% อย่างนี้ คุณก็ไม่เต็มเต็งแล้ว จิตวิญญาณเราเหมือนกัน แทนที่เราจะเอาออกแต่กิเลส เราก็มาเอาจิตวิญญาณไป จิตวิญญาณก็ลดพลังลงไปตั้งเป็นกองเป็นก่าย อย่างนี้ เป็นต้น มันก็เสีย ก็ทรุด ก็เสื่อม มันก็ไม่เข้าท่า มันละเอียดนะ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนจริงๆ พิสูจน์จริงๆ ไม่แจกนะ ใครจะมาทำแบบฝึกหัดค่อยมาเอา เพราะแจกไปแล้วเสีย บางคนเอาไปแล้ว ไม่ทำ ไม่อะไร มีน้อยลง งวดนี้น้อยกว่าเก่า เพราะว่ารู้แล้ว แจกไปแล้ว ทิ้งเยอะน่ะ เหลือ 170 แผ่น มีเท่านี้ คนที่จะทำจริงๆก็มาเอา มาหยิบเอา ไม่ว่าสมณะ ไม่ว่าใครทั้งนั้นล่ะ มาหยิบเอาเอง ถ้าแจกๆไป ก็ไม่ทำ ก็ทิ้งขว้าง เสียของ เพราะฉะนั้นใครจะทำก็ขวนขวายมาเอาไปทำ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่บังคับแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ง้องอน เป็นเรื่องของสำนึก เป็นเรื่องของจิตใจ ผู้ใดใส่ใจ ใฝ่ใจจะทำ จะพิสูจน์ จะทำงาน จะฝึกฝน เราถือว่าผู้ใหญ่แล้ว รุ่นนี้ไม่ใช่รุ่นเด็กๆ ไม่ใช่รุ่นต้นๆอะไร เป็นรุ่นที่เราจะต้องรู้ว่าเราควรหรือไม่ควร เราจะทำหรือไม่ทำ เราจะขวนขวายหรือไม่ขวนขวาย ก็เป็นเรื่องของเรา เพราะฉะนั้นก็ต้องของใครของมัน ใน 7 วันต่อไปนี้ ขอให้ท่านกำหนดรู้ในสิ่งที่ท่านชอบ และไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล วัตถุ ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องกินเรื่องเดียวนะ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล วัตถุ หรือการงาน พฤติกรรม คือกาย วาจา ใจของตน และของบุคคลอื่น ท่านจะชอบหรือไม่ชอบ ของตนด้วย กายกรรมของตน วจีกรรมของตน มโนกรรมของตน และของคนอื่นด้วย หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้ตรวจให้หมด สิ่งที่ท่านชอบ หรือไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือวัตถุ หรือการงาน งานนี้เราชอบ งานนี้เราไม่ชอบ อะไรก็แล้วแต่ และพฤติกรรม กาย วาจา ใจ นี่ทั้งของตน และของผู้อื่นน่ะ พยายามดู ดังต่อไปนี้ เพราะอาศัยตาและรูป ตาก็อายตนะภายใน รูปก็อายตนะภายนอก นี่ เกิดจักษุวิญญาณ ความรู้สภาพนั้นๆ ได้ด้วยตานี่ รวมธรรมะ 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนาเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม อทุกขมสุข เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ความอยาก ต้องการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อ่าน ตัณหามันเกิดแล้ว ต้องการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กิเลสมันเกิดแล้ว มันต้องการจะฆ่า ต้องการจะทำลาย ต้องการจะเอามาเป็นของฉันนิรันดรต้องการจะต้องไม่พรากจากกัน จะต้องได้มี เป็น อยู่อะไรก็แล้วแต่ พยายามอ่านให้ได้ มันต้องการอย่างใด อย่างไหน มันอยากให้ได้อย่างนั้น ให้ได้อย่างนี้ ให้เป็นอย่างโน้น มันจะมีตัวกิเลสบงการ อ่านให้ออกว่ากิเลสอย่างนี้ บงการอย่างนี้ ด้วยใจที่ปฏิพัทธ์ หรือว่าใจที่ต้องการลึกๆของตน นั่นละของกู ตัวกูนี่มันกำหนด แล้วเราก็จะทำออกเป็นทุกข์ก็ตาม เรียกว่าเนกขัมมสิตโทมนัส เป็นทุกข์ที่เราปฏิบัติธรรม หรือว่ามันเป็นทุกข์ เพราะเราไม่ได้สมใจนะนี่ ไม่ได้สมใจมันก็เป็นทุกข์ เป็นอาการตัณหาแท้ๆเลย เป็นเคหสิตโทมนัส เป็นความทุกข์ของตัณหาแท้ๆ เนื้อแท้เลย เห็นไหมนี่ มันไม่ได้สมใจ มันก็ทุกข์อย่างนี้ มันรอนๆ อย่างนี้ แล้วเราก็พิจารณาโดยวิปัสสนา หรือสมถภาวนาก็ตาม ให้เห็นว่าไอ้ทุกข์ตัวนี้ ไอ้ตัณหาตัวนี้ เป็นกามตัณหา หรือเป็นภวตัณหา ไอ้ตัณหาตัวนี้นี่ มันยังมี อาการ ยังมีสภาพ ยังมีตัวรูปที่เรารู้ด้วยญาณของเรา แล้วเราจะทำยังไง ให้มัน อ่อน ให้มันลดละจางคลาย หรือให้มันตาย ฝึกดู แล้วจะรู้ว่าเรายึดของเราว่า อ๋อ เราทำอย่างนี้นะ มันลดลง เห็นจริงอย่างนี้ เห็นเป็นไตรลักษณ์ เห็นเป็นความจริง เห็นเป็นสิ่งที่มันไม่น่าได้ ไม่น่ามี เอาแต่กดข่ม ก็คือกดข่ม เอาแต่ทำลืมๆ ทำทิ้งๆ เฉยๆ ก็คือทิ้งเฉยๆ เป็นแบบฤาษีกรุง ทิ้งช่างมัน ปล่อยมัน ไม่ต้องเอาใจใส่ ลืมมันไป มันก็ได้ แต่เราก็มีอยู่ นี่แหละ แต่เราก็เห็นมันจริงๆเลย พิจารณาด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา ด้วยสัจจะหลักฐานต่างๆ อะไรก็แล้วแต่ ว่า เอ๊ ถ้าเราไม่มี ถ้าเราไปหลงใหลได้ปลื้มอยู่เป็น อย่างนี้นี่แหละมันเป็นตัวที่ทำให้เราทุกข์ เอาเหตุผลอื่น หลักฐานอื่น ระลึกย้อนบุพเพนิวาสานุสติ เพราะเราเป็นอย่างนี้ หรือจึงทุกข์อย่างนี้ เราถึงไม่รู้จักจบอย่างนี้ มัวแต่ต้อยติ่งๆ จะเสพสมอย่างนี้ หาทุกอย่างเลย ที่จะเป็นเหตุ เป็นผล เป็นหลักฐานอ้างอิง เป็นความจริงของสิ่งที่เราผ่านมา ทุกคนผ่านทุกข์ ผ่านสุข ผ่านกิเลส เสพสมพวกนี้มาทั้งนั้น รู้ความเกิดความดับ จุตูปปาตญาณ ให้เกิด ญาณนี้ ว่านี่เราเกิด ตอนนั้นเกิดเป็นเทวดา เทวดาอย่างไหน เทวดาสมมุติ แล้วก็เป็นยังไง มันเหลืออะไร เทวดาสมมุติคืออะไรบ้าง เหลือแต่กิเลสซ้ำซ้อนขึ้นไป เพราะเราไปเสพแบบเทวดาสมมุติเสียนั่นแหละ แล้วก็หลงใหลได้ปลื้มอยู่นั่นแหละ ลดละล่ะ เราเคยปฏิบัติมาแล้ว ถ้าเราได้ลดละจริงเป็นเทวดาแท้ หลายอันที่เราลดละ จนกระทั่งถึงวิสุทธิเทพ เป็นเทวดาสมบูรณ์ แล้วดูซิว่า เราเป็นเทวดา สมบูรณ์ กับเทวดาแค่หลงระเริงอยู่แค่สมมุติเทพ อันไหนมันดีกว่ากัน เห็นของจริงพวกนี้ด้วยความจริง ที่เราเองเป็นผู้เห็นด้วยญาณของเราเอง ญาณของราเป็นตัวรู้ ตัวเห็น เป็นตัวแจ้ง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นสันทิฏฐิโก จนกระทั่งจบเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เราพึงรู้พึงเห็นด้วยตน และเราก็เป็นผู้รู้ผู้เห็นด้วยตน ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เห็นปัจจัตตังนี่ มันเห็น จนกระทั่งว่าเห็นกิเลส รู้กิเลส รู้การปฏิบัติ รู้ตั้งแต่ทุกข์ เห็นจนเข้าใจว่า เห็นชัดเจนว่ามันเป็นทุกข์ จนกระทั่งสาวหาเหตุแห่งทุกข์ จนกระทั่งเห็นเหตุแห่งทุกข์ เป็นสัจจะ กำหนดรู้ แล้วก็ได้ประพฤติมรรค มรรคเราก็ต้องรู้สัจจะว่ามรรคคืออะไร การปฏิบัติในทางมรรคนี่มีสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ตั้งแต่สัมมาทิฐิ จนกระทั่งมาสังวร มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ อะไร ปฏิบัติจนกระทั่งได้ปฏิบัติจริงๆ ว่าลดละ หน่าย คลายอย่างไร กระทบทางตา เวลาคิด เวลาพูด เวลากระทำอะไรอยู่ แม้กระทั่งมีอะไรเป็นสิ่งแวดล้อมเป็นกายะ เราก็ไม่สงสัย ในกายะ กายะยิ่งใหญ่ ยิ่งประชุม มีพรักพร้อม ด้วยเหตุปัจจัยที่มันจะทำให้กิเลสเกิดอยู่ทีเดียว เวทนาก็เกิด เจาะจิตเจาะใจตัวนั้นลงไปเลย เป็นเจโตปริยญาณ 16 ไล่ลงไปจนกระทั่งทำให้มันลดละจางคลายได้ เป็นมหัคคตะ จนเป็นสอุตตระ จนเป็นอนุตตระแข็งแรง เป็นสมาหิตะ มีสมาหิตจิต มีวิมุตตจิตสมบูรณ์ เป็น อนุตตรจิตสมบูรณ์ นี่ อธิบายเจโตปริยญาณ อย่างเร็วอย่างลัด ใครจำเจโตปริยญาณ 16 นี้ไม่ได้ก็เรื่องของคุณ อาตมาจำสภาวะได้ เพราะฉะนั้นอาตมาจำแม่นทั้ง 16 ข้อ เจโตปริยญาณ 16 นี้ โอ้โฮ นั่งท่องกันอานเลยนะ ท่องพยัญชนะ อาตมาไม่ได้ท่องตามพยัญชนะหรอก อาตมาเอาตามสภาวะ 16 เป๊ะควักออกมา มันเป็นดุ้นออกมาเลย อาตมาไม่ได้จำท่องเจโตปริยญาณนี้ด้วยภาษา อาตมาดูและจำได้ด้วยสภาวะ เพราะฉะนั้นมันจำได้ไม่ลืม จำได้อยู่อย่างนี้ แล้วมันวิเศษด้วย มันเจโตปริยญาณนี่ มันวิชาชั้นยอด วิชาเจโตปริยญาณนี่ มันตัวสำคัญชั้นยอด เพราะฉะนั้นอาตมาจำได้ แม้แต่เวทนาอะไรพวกนี้ ถ้าเผื่อว่าเอาสภาวะเข้ามาใช้ เรียบเรียงสภาวะเข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้นเวทนา 108 ตอนนี้ อาตมาคิดว่าไม่ลืมแล้ว เพราะว่าเรียบเรียงแล้ว เอามาใช้แล้ว เอามาอธิบายแล้ว วิจัยลงไปแล้ว จำสภาวะ ไม่ได้ท่องหรอก เดี๋ยวบวก ลบ คูณ หารเอา ประเดี๋ยว 108 แตกครบ เรามีสภาวะรองรับ แล้วเรายิ่งปฏิบัติ มีสภาวะรองรับแล้ว เราจะหยั่งเข้าไปรู้ของจริงเลย บอก อ้อ ในระดับของเวทนา 36 นี้ มันก็คืออย่างนี้จริงๆนะ พอถึง 36 แล้ว มันแบ่งเคหสิตะ แบ่งเนกขัมมะ แล้วมันจากทวารทั้ง 6 นี่เอง ทวารทั้ง 6 มันก็มีไอ้สุข ไอ้ทุกข์ ไอ้อทุกขมสุขนี่แหละตัวร้ายกาจ 3 สภาพนี่ กับ 6 ทวาร มันก็ 18 แล้ว มันชัดๆอยู่ อ้อ อย่างนี้เอง แล้วอาการมันเป็นยังไงล่ะ อาการของกิเลส 6 ทวาร แบ่งออกเป็นทุกข์ สุข แล้วก็เป็นอุเบกขา พอมาถึงเนกขัมมะ เคหสิตะ ออกมาเป็น 36 แล้ว ตอนนี้ชัดเลยๆ ชัดเลย ทุกข์ยังไง สุขยังไง ไม่ทุกข์ ไม่สุขยังไง ที่เป็นเคหสิตะที่เป็นเนกขัมมะ แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ชัดๆๆๆ รู้โลกุตระ รู้โลกียะเลย เพราะฉะนั้นเวทนาถ้าไม่ถึงขั้น 36 ยังแยกเป็นโลกุตระ แยกเป็นโลกียะ ยังไม่ได้หรอก มาท่องก็ท่องเท่านั้นแหละ อาตมาอธิบายมา นำมาแต่ก่อนนี้ อธิบายแค่ 3 เวทนา แล้วก็วิเคราะห์วิจัยให้พวกเราได้เข้าใจ 3 เวทนานี้ก็ตาม ให้รู้ว่าโลกียะอย่างไร โลกุตระอย่างไร โดยไม่ได้มาเอาพยัญชนะทางนี้ อาตมาก็ได้แต่อธิบายตามประสาของตัวเอง ไม่ได้เรียบเรียงภาษาของท่านว่า เอ๊ะ ท่านจัดหมวดจัดหมู่ยังไง ที่เป็นเวทนาถึง 108 เคยผ่าน แต่ก็ยังไม่ได้มาเรียบเรียงตามที่ว่า ท่านแบ่งยังไงแท้ พอตอนนี้เอามาแบ่งจริงๆ เอามาอธิบายจริงๆ อ้อ เข้าใจแล้ว เพราะว่าอาตมาว่าสภาวะของอาตมามีอยู่แล้ว เข้าใจแล้ว จนสุดท้ายเป็น 108 ก็เพราะแบ่งอดีต ปัจจุบัน อนาคต เท่านั้นเอง เราก็รู้แล้ว โอ เป็นเคหสิตะอย่างนี้ในอดีต เป็นเนกขัมมะอย่างนี้ในอดีต พวกเราได้ปฏิบัติมามันก็มีอดีตให้เราได้ระลึก ปัจจุ บันนี้เราทำไหมล่ะ นี่เอาไปทำนี่ เอาไปทำกิจให้เป็นปัจจุบัน ทำปัจจุบันได้แล้ว อนาคตเราเป็นอันหวังได้ว่านิพพานอยู่ไรๆ เห็นนิพพานอยู่ไรๆ เห็นบันไดนิพพาน นิพพานแล้ว เห็นจุดบันไดนิพพาน เห็นบันไดนิพพานแล้วก็เห็นที่จบของนิพพาน มันจะเป็นจริงนะ จะมีญาณ พวกนี้มีญาณนะรู้ เพราะฉะนั้นเอาไปทำ เอาไปดูน่ะ นี่ก็ทบทวนทุกขสูตรนั่นแหละ ทีนี้มีตา มีรูป มีจักขุวิญญาณ แล้วก็เป็นผัสสะ แล้วก็เป็นเวทนา แล้วก็เพราะเวทนา จึงเกิดตัณหา แล้วเราก็พิจารณาถึงตัณหา ตัณหาเป็นอย่างไร กามตัณหา หรือภวตัณหา เรียนรู้กามเราน้อย ก็ต้องรู้ ว่าอัตตามานะเรายังเยอะ จับอัตตามานะให้ได้ นี้อธิบายไปหมดแล้ว ไม่ใช่แต่แง่กิน อันที่ 2 ให้พิจารณาชัดๆซิ เฉพาะอาหาร เฉพาะกินนี่แหละรู้กันชัดลงไป เมื่อได้ตัวอย่างอันนั้นแล้ว ทีนี้มาขยายกายแล้ว กายอันนี้ แม้เวลาคุณชอบหรือไม่ชอบ ไม่ว่าจะในขณะที่บุคคลในตัวบุคคลสัมพันธ์อยู่ สัมผัสมีตาเห็นบุคคล เจอ แหม ดินเย็นนี่ เค็มนัก เอ้า เป็นยังไงล่ะ จิตเกิดวับแล้ว พอสัมผัสแล้วนี่ ตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณชอนไชลงไปในเวทนาเลย มีวิญญาณ จักขุวิญญาณแล้ว มีผัสสะแล้ว มีผัสสะ มีตัวสภาพเกิดแล้ว เวทนาเกิดจากผัสสะนั้น เวทนาเป็นอย่างไร จากผัสสะเป็นเวทนา แล้วเวทนาเป็นอย่างไร วิจัยเวทนา เพราะว่าสติปัฏ ฐาน 4 นั้น องค์ประชุมก็ให้รู้ว่า เออ มีของนี้อยู่ มีองค์ประชุมอันนี้อยู่ กายะ เวทนาก็ชอนไชลงไปหาเวทนา แล้วก็วิเคราะห์ออกไปเลยในจิต จิตนั้นน่ะ เวทนาคือจิต จิตก็คือเวทนา และมีอาการอย่างไร วิเคราะห์ซ้อนลงไปว่าในจิตนั้น มันมีกิเลส มันมีโทสมูล โมหมูล โลภมูล อะไรอยู่ในนั้นเสร็จ รวมอยู่ในนั้น วิเคราะห์ว่ามันเป็นยังไง และเราก็พยายามปฏิบัติ มีเนกขัมมะ เมื่อมีเนกขัมมะ เราก็รู้เลย อย่างนี้มันจะเป็นอะแล้ว มันจะเป็น อโทสะ อโลภะ อโมหะอะไรนี่ ลักษณะไหนเป็นอย่างไรแท้ ถ้าเราจะทำให้มันเป็นทิศทางไหน คือเรียกว่าจัดทิศทางโลกุตระ กับโลกียะได้ แล้วก็จัดการ มีวิธี เราเรียนมาแล้ว ปฏิบัติมาแล้ว ทำให้มันลด แหม มันลดได้เหมือนกันล่ะนะ แต่มันก็ยังเป็นสังขิตตะ ยังเป็นวิกขิตตะอยู่ มันได้แค่นี้เอง มันยังไม่ได้โปร่งได้ใสอะไรเลย มันก็ยังไม่ได้เป็นเนื้อเป็นตัวอะไรแท้เลย สังขิตตะก็คือ มันยังไม่โปร่งไม่ใส ยังหดยังหู่ ยังเหี่ยว ยังกระด้าง ยังไม่สดชื่น ยังไม่เบิกบาน ยังไม่โปร่ง แล้วมันก็เป็นวิกขิตตังจิตตัง มันก็ยังบางทีมันก็ไม่ใช่ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันไม่เป็นก้อนให้จับด้วยซ้ำไป มันอะไรกันแน่เว้ย มันได้หรือไม่ได้ มันก็ยังฟุ้งๆซ่านๆ ยังกระเส็นกระสายอยู่ แต่มันก็เบากว่าเก่าลงไป บ้าง ลดลงไปได้บ้างนะ ก็พอไปได้ เรียนเข้าไปให้ชัดลงไปอีก ทำเพิ่มขึ้นเพิ่มเข้า ไปอีก ให้ยิ่งขึ้นไปอีก เป็นมหัคคตจิต เราจะรู้ว่า ตอนนี้เราทำเพิ่มอยู่นะ เป็น มหัคคตจิต เราก็ต้องรู้ ไม่ใช่เราก็ไม่รู้ละ อุเบกขาเด๋อ เสพสมไปในทุกข์หรือสุข ก็ไม่รู้เรื่อง เสพไปทีละเล็กทีละน้อย เป็นสุขเวทนา ลิ้มเล็มอยู่นี่ แอบแลบเลียเพิ่มเติมอยู่อย่างนี้แหละ มันทุกข์ก็นิดๆ หน่อยๆ ก็โยนไป ช่างมันเถอะ ทำลืมๆ เป็นแบบฤาษี ผัดผ่อนไป ไม่ได้เรียนรู้วิปัสสนาที่แท้ ไม่ได้จับมั่นคั้นตายออกมาให้เห็น แล้วจัดการกับมันอย่างรู้ๆ เกิดญาณเลยว่า มันไม่ได้มาและเล็ม มันไม่ได้มานั่งเล่นอะไรกับเราอยู่ หรือเราผัดเราผ่อนอยู่ อย่างฤาษีนี่ คือลักษณะผัดผ่อน ลักษณะที่ไม่ประจัญกับศัตรูโดยตรง ไม่จัดการกับศัตรู โดยการทำด้วยสามารถ ทำด้วยการฝึกฝนอบรมตนจริงๆ เพราะฉะนั้นพวกเราฝึกฝนอบรมตนจริงๆ ไม่ได้ผัดผ่อน ไม่ได้กดข่ม ไม่ได้ทำเป็นลืมๆ ไม่ได้ทำเป็นเอาคาถามาท่องเป็นฤาษีกรุงก็ไม่เป็น เป็นฤาษีอโศกก็ไม่เป็น เป็นฤาษีทำวัตรก็ไม่เป็น มีฤาษีอะไรอีก มีฤาษีซ้อนคือฤาษีแก้ตัว ซ้อนเลยนะ ฤาษีแก้ตัวนี่เก่งนะ มันหาทางแก้ตัว อะไรก็ได้ บอกว่าไม่ได้เป็นหรอก บอกว่าเป็นฤาษีป่าก็ไม่ได้เป็นก็อยู่นี่ ฤาษีกรุงก็ไม่ได้เป็น บอกฤาษีอโศก ก็ไม่ได้เป็น ฤาษีอโศกหรอก ก็ทำแก้ตัวเก่ง ร่องๆแร่งๆ หาเหตุผลแล้ว แล้วตัวเองก็เลี่ยงไปเรื่อย พวกนี้พวกจอมโจรบัณฑิตน่ะ บอกเป็นฤาษีทำวัตรก็ไม่ได้เป็นหรอก ไม่ได้เป็นยังไง มานั่งฟังอยู่ เป็นฤาษีทำวัตรอยู่นี่ มาหลบๆเลี่ยงๆ อยู่นี่ ไม่ฟัง แล้วฟุ้งซ่านอยู่นี่ หลับไม่หลับ บางทีก็หลับ บางทีก็ฟุ้งซ่าน ไม่ได้เรื่องอะไรอยู่อย่าง นี้ เป็นฤาษีทำวัตร ก็เลี่ยง หาทางแก้ตัว บอกไม่ ฟังอยู่เหมือนกัน โน่นนี่เหมือน กัน ไม่ได้หลับหรอก อะไรต่างๆนานา ก็แล้วแต่ เลี่ยง เลี่ยงมันได้ทุกอย่าง แม้แต่ เป็นฤาษีอโศกก็เลี่ยงอยู่ในนี้ ก็ได้ทุกอย่าง เลี่ยงทุกอย่าง เป็นฤาษีแก้ตัว เรียกตัว จบดีไหม ฤาษีจัญไร เอ้า ก็แก้วตัวก็คือคนจัญไรไง คนแก้ไขคือคนเจริญ คนแก้ ตัวคือคนจัญไร เราเรียกตัวจบมันเลย เรียกตัวจัญไรก็แล้วกัน ฤาษีจัญไร สรุปเลย เป็น 5 ฤาษีแล้วนะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองเราไม่เรียนรู้ความจริง ไม่พยายามตั้งหน้าตั้งตา ต้องรู้ให้ชัดเลยว่าเนกขัมมสิตโทมนัสนี้คือตั้งตนอยู่บนความลำบาก แล้วกุศล ธรรมจะเจริญยิ่ง ตามพระพุทธเจ้าสอน เนกขัมมสิตโทมนัสตัวเดียวกัน เรียกโดยภาษาว่าเนกขัมมสิตโทมนัส ก็คือเรายังทุกข์อยู่นะ ยังโทมนัส ยังหนัก ยังลำบากตัวเราอยู่นะ แต่เราก็รู้ว่าเรากำลังทำออก เรากำลังเนกขัมมะ เรากำลังฝึกเพียร เรากำลังอยู่ภาคปฏิบัติ มีเหตุปัจจัย เรามีตา มีรูป มีจักขุวิญญาณ มีเวทนาน่ะ พอผัสสะรวมกันแล้ว เป็นผัสสะ เราก็มีเวทนา รู้จักเวทนา วิเคราะห์วิจัยลงไปถึงตัณหา กำลังสู้กับตัณหา ไม่ให้มันฝังตัวเป็นอุปาทาน จากตัณหา ถ้าเผื่อว่าโดยปฏิจจสมุปบาท ถ้าตัณหานี้ไม่ได้จัดการกับมัน มันก็เป็นอุปาทา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน