360808 ตอบให้ถึงนิพพาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360808 ตอบให้ถึงนิพพาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ตอบให้ถึงนิพพาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในวันรับน้องใหม่ กลุ่มรามบูชาธรรม วันที่ 8 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ช่วยอธิบายคำว่า "นิพพาน" ด้วยครับ โอ้โฮ น่าชื่นใจนะ จุ๊ๆ น่าชื่นใจนะ อยากได้ใช่ไหม เอาของวิเศษนะ นิพพานนี่ ตอบสั้นๆก่อน แล้วค่อยขยายความ นิพพาน หมายความว่า กิเลสหมด หมายความว่า สามารถทำให้กิเลสตายสนิทดับสนิท ไม่มีกิเลสอีก เรียกว่านิพพาน นั่นเป็นความหมายที่ชัดที่สุด สั้นที่สุด ดีที่สุด ทีนี้ความหมายต่อไปที่เข้าใจกันผิด ที่ว่ากิเลสหมด ลักษณะกิเลสหมดเลยเป็นคนที่ไม่มีอะไร ปรารถนาอะไรก็ไม่ได้ มีความคิดในทางจิต มีความคิดอยากอะไรก็ไม่ได้ ตกลงเลยไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องอยากกิน ไม่ต้องอยากไป ไม่ต้องอยากมา ไม่ต้องอยากลุก ไม่ต้องอยากอะไรเลย ขี้ไคลมันมาก ก็ไม่ต้องอยาก ล้างขี้ไคล ไม่อยากอะไร บ้าๆบอๆ เดินไป คนเราจิตมันเป็นได้นะ คนเรามันจะ ต้องปรารถนาอย่างนั้น มุ่งหมายอย่างนี้ ประสงค์อย่างนั้น เป็นธรรมดา จะเรียก อ่อนว่าประสงค์ มุ่งหมายแรงขึ้นว่าปรารถนา จะเรียกว่า ต้องการ มุ่งหมายอะไร เป็นคำที่ใช้แทนลักษณะอาการทางจิตได้ใช่ไหม มุ่งหมาย ปรารถนา ประสงค์ ต้องการ อยาก ใคร่ อะไรก็แล้วแต่เถอะ ก็มีลักษณะอาการของจิตลักษณะนั้นล่ะ ภาษาเหล่านั้น ภาษาเหล่านี้ ใช้แทนกันได้หมด ทำแทนกันได้ เป็นคำที่อาจจะมีน้ำหนักหยาบ กลาง แรงต่างกันบ้าง ก็จำกัดความเอา กำหนดเอาใช่ไหม แต่มันก็เป็นคำที่เป็นลักษณะใช้แทนลักษณะพวกนี้ได้ ที่อาตมากล่าวไปนี่ ประสงค์ อยาก ปรารถนา ต้องการ มุ่งมาด มุ่งหมายอะไรพวกนี้ มันเป็นคำ Synonym ได้ทั้งนั้น เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ พอได้ทั้งนั้น คนต้องมีลักษณะอย่างนั้น จะเป็นพระอรหันต์ก็ต้
อ่านต่อ
องมี แต่มีจุดสำคัญอยู่ ตรงที่ว่า ผู้ที่มีจิตนิพพานนั้น ไม่มาบำเรอตนของตน ไม่บำเรอ หมายความว่าไม่เสพสุข เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่มีคำว่าสุข พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทุกขอาริยสัจ 4 ใช่ไหม หัวใจศาสนาพุทธ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เรียกว่ามรรคองค์ 8 ตรัสรู้แต่ทุกข์ แม้แต่พระอรหันต์เองก็กล่าวทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป ไม่มีอื่นหรอก อย่างนี้ เป็นต้น แต่อาตมาไม่อธิบายรายละเอียดให้ฟังได้หมดหรอกนะ สรุปอีกทีหนึ่ง นิพพาน ก็คือมีความไม่เห็นแก่ตัวตน เห็นแก่ผู้อื่น อยาก ช่วยเหลือเพื่อผู้อื่น อยากสร้างสรรเพื่อผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นเป็นสุข ไม่ใช่ลักษณะ ผิดประหลาดอะไรของพระอรหันต์ หรือจิตนั้นก็คือจิตนิพพาน นิพพานของคนเป็น เรียกว่าสอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานที่ยังเหลือขันธ์ 5 เหลือจิตวิญญาณ เหลือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหลือปัญญา เหลือความรอบรู้ รูป ตัวตนตามสมมุติ เหลือจิตวิญญาณตามสมมุติ ตามที่มันยังมีอยู่ รู้อยู่กันทั่ว เราก็รู้ คนอื่นก็รู้ แต่จิตวิญญาณหรือว่าร่างกายนี้เป็นจิตวิญญาณ ร่างกายที่เป็นประโยชน์มีคุณค่าต่อผู้อื่น ไม่หลงที่จะกอบโกยมาให้แก่ตน หรือตัวเองแม้มาลิ้มเล็มแอบเสพสมอะไรอยู่ สุขที่เสพ มันเป็นโลกียสุข ที่เรียกว่าสุขเสพสมนี่ หรือว่าสุขัลลิกะนี่ ภาษาทางเทคนิค ทางวิชาการทั้งนั้น รู้หมด รู้จริงๆ ด้วย รู้อาการของมันด้วย เพราะฉะนั้นนิพพานนี่ลึกซึ้ง อาตมาอธิบายให้ฟังคร่าวๆ นิดหน่อย อธิบายยาวกว่านี้ ขยายความมากกว่านี้ก็ได้อีก มีนิพพานลักษณะต่างๆ มากมาย แต่นี่บอกประเด็นหลัก คือ 1. หมดกิเลส 2. เป็นผู้ที่มีคุณค่าประโยชน์เพื่อผู้อื่นที่แท้จริง นิพพานขอขยายความให้ฟังอีกนิดหนึ่ง พูดถึงนิพพานสูงสุด เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว มีนิพพานสูงสุดแล้ว คือสามารถที่จะให้จิต วิญญาณไม่ต้องมีตัวตน ตายสูญไปอีกเยอะ ตอนนี้ตาย พระอรหันต์นี่นอกจากเป็นพระอรหันต์แล้ว มีอุปาทิเสสนิพพาน ทีนี้จะตายลง ดับชีพ ดับขันธ์ ก็สามารถที่จะรู้จุดที่จะไม่ให้จิตวิญญาณหยั่งลงสู่ครรภ์ หรือมีวัฏสงสารที่จะวนเวียนมาเกิดอีก จบ นี่ของศาสนาพุทธมีที่สุดถึงขนาดนี้ ไม่ต้องมีวิญญาณมาสืบต่อสืบทอดอีกเลย พูดมาถึงตรงนี้ อาตมาไม่ถามก็ต้องตอบ ต้องอธิบาย อยากจะให้รู้ วิญญาณนี่ หรือว่าคนที่ยังมีวิบากต่อไป แต่เราไปเรียกว่าวิญญาณเป็นวิญญาณลอยได้เหมือนอย่างที่เขาคิดกัน เป็นตัวเป็นตน เป็นแท่งเป็นก้อน คิดนึกเอาเอง ซึ่งมันก็ผิดพลาดอยู่หลายอย่าง มันรายละเอียด ที่จริงมันก็มีวิญญาณ หรือมีลักษณะเป็นวิบากนี่ต่อเนื่องเป็นผลกรรมที่สืบทอดต่อไป คุณสะสมอะไรบอกได้อย่างที่อาตมาว่า สะสมจิตวิญญาณฉลาดหรือโง่ ฉลาดทางธรรม คุณก็ได้ทางธรรม ฉลาดทางโลกก็ได้ทางโลก ฉลาดทางโลกเรียกทางภาษาบาลีว่าเฉกะ หรือเฉโก แปลว่าความฉลาดนะ แต่คนไม่ยอมรับเลยว่า แหม เฉโกจังเลย คุณไม่ยอมรับนะ แต่เป็นความฉลาดจริงๆ ฉลาดเอาเปรียบ ในพจนานุกรมไทยก็แปลว่า ฉลาดแกมโกง ฉลาดเพื่อเอาเปรียบมาให้แก่ตัว แต่คำว่าฉลาดที่จริงนี่ ภาษาบาลีเรียกว่าปัญญา แต่คนเราไม่ยอมรับแล้วเฉโก ฉลาดอย่างเฉโกเขาไม่ยอมรับ เขายอมรับแต่ปัญญา ทั้งๆที่เขาเฉโกนั่นแหละ ทั้งๆที่ฉลาดโกงนั่นแหละ ก็เอาคำว่าปัญญาไปเรียก เพราะปัญญาก็แปลว่าความฉลาดเหมือนกัน เราจะมีความฉลาดอะไร จะมีความโง่อะไร เราก็สะสมเอา และมันจะสืบเนื่องต่อไป อย่านึกว่าตายชาติเดียวนี่ แล้วทุกอย่างสูญ ถ้าตายชาติเดียวนี่โดยไม่ต้องปฏิบัติธรรมอะไรก็สูญ มันก็เท่ากับปรินิพพาน อาตมาเอาคำว่าปรินิพพานอีกนะ ปรินิพพานแปลว่าตายอย่างจบรอบเลย ตายอย่างสนิท ตายอย่างไม่มีวนเวียน ไม่มีวัฏสงสารอะไรอีกเลย ไม่สืบต่ออีกเลย จบ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เจ้ามีความสามารถ มีญาณปัญญา มีความรู้ และสามารถทำได้ คือตัดวัฏสงสาร ไม่ให้วิญญาณมีเชื้อแห่งตัณหาที่จะสืบทอดไปอีกได้เลย จบ ตัดภพ ตัดชาติได้เลย มีความสามารถอย่างนั้นจริงๆ จึงเรียกว่า พระอรหันต์ สามารถที่จะไม่ต่อภพชาติอะไรอีกได้เลย ตายอย่างตายจากร่างกายนี้แล้ว เรียกว่าอนุปาทิเสสนิพพาน ถ้ายังมีร่างกายอยู่เรียกว่ามีนิพพานชนิดสอุปาทิเสสนิพพาน ที่ยังเหลือร่างกายขันธ์ 5 ถ้าตายจากขันธ์ 5 นี้แล้ว และทำปรินิพพานให้แก่ตัวเองด้วย พระอรหันต์ก็สูญจริงๆ ไม่มีวนเวียนเกิด อย่างที่อาตมาเกริ่นให้ฟังตอนต้นว่ามันมีความสืบทอด มีความสืบต่อ มีวิบาก มีวัฏสงสารอีกนานเท่านาน คนสมัยนี้ไม่รู้ นึกว่าตายแล้ว ไม่มีอะไรต่อนี่ คนก็เลยทำบาปทำชั่ว ไม่ต้อง รับวิบาก อกุศลวิบาก หรือบาปกรรมเวรทุกข์ภัยอะไรไม่ต้องกลัว เพราะว่าเกิด ชาติเดียว ตายแล้วก็ไม่มีอะไรนี่ มันก็กล้าทำบาปใช่ไหม เพราะว่ามันไม่มีผลตอบแทนต่อเนื่อง อย่าให้เขารู้ก็แล้วกัน อย่าให้เขาจับได้ก็แล้วกัน ถึงจับได้อย่างดีก็ถูกยิงเป้าจบแล้วนี่ ปรินิพพานแล้ว สูญนี่สบายไป ส.บ.ม.เลยนะ ไม่ต้องไปมีปัญหา คนก็เลยประมาท ทุกวันนี้ประมาท ทำชั่วทำหยาบกัน ทำชั่วอะไรก็ได้ ก็มันไม่มีอะไรนี่ ชั่วก็คือชั่วเท่านั้นเอง อย่าให้เขาจับได้ก็แล้วกัน เขามีกฎระเบียบของสังคม ถ้าทำชั่วก็ถูกลงโทษบ้าง ถ้าเขาจับไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไร ไปปล้นเขา ไปโกงไปคอร์รัปชั่นเขา ก็ได้เงิน เอาเงินมาเสวยสบาย เงินเป็นแก้วสารพัดนึกใช่ไหม แต่พร้อมกับการโกง หรือคอร์รัปชั่น คุณได้เงิน แต่พร้อมกันกับกรรม ที่คุณกระทำคือการโกง เป็นทุจริตหรือสุจริต เป็นบาปหรือบุญ เป็นอกุศลหรือกุศลกรรมเป็นบาป คุณโกงเขาคุณได้เงิน แต่คุณได้บาป ที่เป็นกรรมกิริยาของคุณทำแท้ๆด้วย ฟังตรงนี้ให้ดี ใช่ไหม แต่คนบอกว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป ทำดีได้ดีมีที่ไหน แน่ะ คือคนเพี้ยนน่ะ เข้าใจไม่ถูก อาตมากำลังอธิบายให้คุณฟังชัดๆ คุณคอร์รัปชั่น คุณไปโกง ได้เงินจริง คุณฉลาด คุณสามารถโกงไม่ให้เขารู้ ได้เงินแล้วก็ได้กรรม คุณจะทิ้งกรรมไม่ได้ใช่ไหม การกระทำของคุณ กรรมก็คือการกระทำของคุณนั่น คุณทำอกุศลกรรม คุณได้มาด้วย จริงๆ คุณได้เงินไปจริงๆไปตลอดหรือเปล่า บางทีมันก็หมดตั้งแต่ยังไม่ตายก็ได้ เงินนั่นน่ะ ฉิบหายวายป่วงไปยังไงก็ได้ ถูกโกงสองทอดต่อก็ยังได้เลย ถูกขโมย ตามศัพท์นิติศาสตร์ขโมยมาแล้ว ขโมยถูกขโมยต่อไปอีกเรียกว่า ขมาย ศัพท์นิติศาสตร์ เงินมันหมดได้ แต่กรรมหมดไหม ไม่หมด นั่นคือทรัพย์แท้ นั่นคือสิ่งที่คุณได้ เพราะฉะนั้นคุณทำชั่ว คุณไปโกงเขาแล้ว คุณบอกว่าได้เงินนั่นคือคนได้ดี ไปเลียแข้งเลียขาได้ตำแหน่ง คุณก็เป็นอกุศลกรรม คุณขี้โกง คุณไม่สุจริตหรอก แต่คุณได้ตำแหน่ง คุณว่าคุณได้ดี แต่คุณได้กรรมที่ชั่วนะ นี่เป็นจริงกว่า ถ้าคุณเชื่อว่า ยังมีวัฏสงสารสืบเนื่องเป็นวิบาก เป็นผลต่อเนื่องไปอีกกี่ชาติๆ อันนั้นจะไปกับคุณตลอดเลย ชั่วก็คือชั่ว คุณเอาไปปล้น ปล้อนไม่เอา ใครทำก็ช่าง คุณเอาไปได้ไหม ไม่ได้ ฉันทำชั่วนี่ ไม่เอา คุณเอาไปซิ แล้วใครทำล่ะ กู แล้วจะเอากูไปไหนล่ะ กูทำ ไปปล้นปล้อนทำลับหลังไม่มีใครรู้ใครเห็น ก็เป็นของตัวเองทำอยู่นั่นแหละ โดยสัจจะ มันปล้นไม่ได้ มันจี้ไม่ได้ โกงกันไม่ได้ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ กรรมวิบากเห็นไหม อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราระลึกชาติไม่ได้ พวกเราไม่รู้สิ่งเหล่านี้ ทุกวันนี้ยิ่งระลึกไม่ได้ มันสับสน มันวุ่นวาย คนเราถ้าสับสนจำอะไรก็ไม่ได้ใช่ไหม ถ้าวุ่นวายนี่จำอะไรก็ไม่ได้ นั่นแหละมันมากมาย เกิด เกิดแต่ละชาติมันวุ่นวยสับสน ยิ่งทุกวันนี้ ความสับสนวุ่นวายยิ่งมาก กิเลสยิ่งมาก มันยิ่งจำไม่ค่อยได้ กว่าจะจำได้ก็ต้องมาปล่อยวาง ต้องมาเรียบเรียงลำดับระบบของชีวิต ระบบของวิญญาณ แล้วมันก็จะค่อยๆ ระลึกย้อน แล้วก็ระลึกชาติได้ จำได้ ไม่ต้องอะไรมากหรอก คุณอยู่ชาตินี้ คุณระลึกซิ ระลึกเมื่อวานนี้ ระลึกอาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว เรียบเรียงให้ดี คุณจะเห็นทุกอย่างมันมีระบบ มัน มีระเบียบ มันมีที่ไปที่มา มาจากเหตุ หมุนเวียนวน วนเวียนอยู่ในโลกนี้ แล้วก็เกิด เหตุเกิดปัจจัย เกิดฤทธิ์ เกิดอำนาจ เกิดอะไรนี่ เป็นองค์ประกอบสนับสนุนสอด คล้องกัน คุณระลึกดีๆ ซิ คุณไปเรียบเรียงดูซิ ในชีวิตนี้ ไม่ต้องไปเอากรรมชาติ หน้าหรอก มันเป็นเหตุเป็นปัจจัย มันเป็นเหตุเป็นผลมาสนับสนุนกัน เพราะมาทำ อันนี้ ก็เพราะมันมาต่อเนื่องอันนี้ เหตุนี้ถึงมาผลนี้ๆ อย่างนั้นจริงๆนะ นี่คุณถามตัวสุดยอดคำถาม อาตมาเอาคำถามนี่มาอธิบาย คำเดียวนี่ อธิบายไปจนตาย ถึงอายุร้อยปีก็ได้ ปัญหาเดียว คำเดียว ขยายได้หมดนะ เพราะฉะนั้นเรามาเรียนรู้ความจริงนี้ได้ จนกระทั่งเข้าใจ แล้วก็มีความสามารถในการที่จะลดกิเลส จนกระทั่งกลายเป็นคนที่เข้าใจอะไรทุกอย่างๆ ทุกอย่างนี่หมายความว่า อะไรมาสัมพันธ์กับเรานี่ เราไม่เห็นเป็นแปลก เราไม่เห็นเป็นน่าตื่นเต้นฟูใจ ตกใจก็ไม่ตกใจ เป็นเรื่องธรรมดานะ เพราะฉะนั้นจิตใจเป็นผู้ที่สามารถหมดกิเลส และก็เป็นประโยชน์คุณค่า และรู้ความจริงอันนี้ได้ รู้ได้จนกระทั่งแม้ชีวิตเกิดวนเวียน ไม่สั่งสมบาปๆ บาปไม่ทำๆ ทำแต่สิ่งที่เป็นกุศลคุณค่า คุณอยากจะเกิดมาอีกก็ได้ พระอรหันต์เจ้านี่ อาตมายืนยันอยู่ทุกวันนี้ ที่อธิบายไม่เหมือนเถรวาทเขาอธิบาย พระอรหันต์จะเกิดมาอีกก็ได้ จะตายสูญก็ได้ จึงเรียกว่าโลกุตรจิต อยู่เหนือพระเจ้า พระเจ้าจะให้เกิด พระเจ้าจะให้ตาย อยู่เหนือพระเจ้า อิสรเสรีภาพในส่วนตัวของท่านในจุดนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีเกิดมีดับ ผู้รู้เกิดรู้ดับ ผู้ไม่เกิดไม่ดับ เรียกว่าอมตบุคคล จะไม่เกิดไม่ดับ เรื่องของกู อย่ายุ่ง ไม่มีใครสามารถมายุ่ง เทพเจ้าหรือ God องค์ไหน ก็ไม่สามารถมายุ่งกับเรา ไม่ได้จริงๆ สามารถเกิดและดับได้เอง พระอรหันต์เจ้า ผู้มีอมตธรรม ธรรมอมตะ เรียกว่าไม่เกิดหรือ ว่าไม่ตายได้โดยแน่นอน พระเจ้าก็ไม่สามารถมาสั่งให้เราไม่เกิด สามารถให้เราไม่ตาย พระเจ้าก็มาสั่งไม่ได้ นี่ของพระพุทธเจ้าเหนือชั้นกว่าพระเจ้าอย่างนี้ เพราะพระพุทธเจ้าเกิดมาในท่ามกลางศาสนาอื่นๆ ที่มีพระเจ้ากันเยอะเลยนะ มี God มีพระพรหม มีพระศิวะ มีพระนารายณ์ มีพระวิษณุ มีพระอิศวร มีพระอะไรอีกเยอะแยะ มีเทพเจ้า ถ้าไปทางตะวันออกกลาง ก็มีหลังๆมาด้วยซ้ำ มีพระอับราฮัม มีพระอัลเลาะห์ มีพระอะไรล่ะ ของคริสต์เขามีเรียกชื่อกันไปต่างๆ มีอำนาจสั่งเกิดสั่งตาย แต่ของพระพุทธเจ้า ค้นพบจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ เป็นพระวิญญาณนะ วิญญาณนี่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าค้นพบนี่ก็วิญญาณยิ่งใหญ่ และวิญญาณนี่พิสูจน์ได้ด้วย นี่ในแท่งหลอดทดลองเลย Test Tube แท่งนี่มี Subject อยู่ในนี้ มีวิญญาณอยู่ในนี้ แต่ละคนมีวิญญาณนี่ คุณพิสูจน์เลย คุณพิสูจน์เข้าไปในวิญญาณนี่ สังเคราะห์ วิเคราะห์เข้าไปครบเลย วิญญาณนั่นมันคืออะไร จนสามารถรู้ แล้วจะทำอะไร คุณก็เอาวิญญาณสังเคราะห์ เอาอันนี้เข้ามาผสมอันนี้ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นหนึ่งทำได้เลย จะให้เกิดหรือให้ตาย ทั้งหลาย จะให้มีคุณค่าหรือจะให้ประโยชน์ จะให้มีฤทธิ์มีอำนาจขนาดไหนก็ได้ ถามนิพพานคำเดียว อธิบายเสียเกินต้องการละมั้ง เอ้าต่อมา ยังโยงถึงนิพพานอีก การนิพพานเป็นการนิพพานเรื่องๆไปใช่ไหมครับ นิพพานเป็นเรื่องๆ ได้ ให้หมดกิเลส จะถอนอาสวะให้หมดตัวกิเลสนั้นๆ จนกระทั่งกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ละเอียดนี่เขาเรียกว่า อนุสัย หรืออาสวะ ให้หมดเกลี้ยงเลย คุณจะต้องอ่านออกนะ ว่าอย่างนี้คือกิเลสอนุสัย หรือกิเลสอาสวะ มันเหลือสุดท้ายแล้ว ถอนรากถอนโคนแล้ว ไม่เหลือแล้ว หมดสนิทไม่เกิดอีกๆ กิเลสกับเรื่องนี้ เป็นเรื่องๆได้ นิพพานเป็นเรื่องๆ นิพพานเรื่องบุหรี่ นิพพานเรื่องเหล้า นิพพานเรื่องลิปสติก นิพพานเรื่องเครื่องแต่งตัวนั่นนี่ นิพพานเรื่องลาภ ยศ นิพพานเรื่องอะไรต่อมิอะไร ได้เลย เรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั่นๆนี่ๆ นิพพานเป็นเรื่องๆ ได้ อ่านให้ดี อ่านอาการ แล้วก็พยายามพิสูจน์ปฏิบัติ นิพพานเป็นเรื่องๆ ได้ และสั่งสมนิพพานเป็นเรื่องๆนี่แหละ หลายเรื่อง จนหมดทุกเรื่อง เป็นพระอรหันต์ นิพพานหมดทุกเรื่อง ก็เป็นพระอรหันต์สำหรับเรา ไปติดอะไรไว้ มีกิเลสอะไรไว้ หมดกิเลสทุกเรื่อง เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ที่สมบูรณ์ เป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ละเรื่องไป เป็นโสดา สกิทา อนาคาไปได้ รู้จักอรหัตผลของมัน ท่านครับ ครั้งหนึ่งผมฝันเห็นพ่อท่าน นั่งฉันอาหารอยู่ พ่อท่านหันหน้ามาหาผมแล้วถามผมว่า ไปกับอาตมาไหม โอ้โฮ เป็นนักเขียนเสียด้วยนะ เป็นนัก เล่านิทาน ผมปฏิเสธโดยเร็ว (เสียงหัวเราะของพ่อท่าน) ถ้ามธุรสมาชวนนี่จะไปไหม นางงามใหม่ มิสไทยแลนด์เวิร์ลด์ มาชวนจะไปไหม ทีอาตมาชวนนี่ รีบปฏิเสธโดยเร็ว ถ้ามธุรสมาชวน นี่ เอ จะต้องรีบตอบโดยเร็วเช่นกัน ไปครับๆๆ ผมอยากให้ท่านอธิบายว่ามันเป็นไปได้อย่างไรครับ ทั้งๆที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ไม่มีปัญหาหรอก เรื่องของจิตวิญญาณนี่ เรื่องลีลาของจิตนี่ มันสารพัดที่จะเป็นได้วับๆ แวบๆ พอคุณไม่รู้เท่าทันจิตวิญญาณ มันจะรับซับซาบ โดยการสมมุติ โดยการฝันเพ้อ โดยการไม่รู้เรื่อง หรือโดยรู้จริงๆ ชัดๆ แล้วก็มีความปรารถนา อยากใคร่เป็นอย่านั้น มันก็ฝันอย่างนั้นก็ได้ แล้วฝันไปก็ค้านแย้งในตัว ต่อต้านในตัว เหมือนคนไม่จริงไม่จัง ไม่แน่ใจ มันก็มีภาวะซับซ้อนค้านแย้ง ตลกกันเล่น จะเห็นได้ว่า ฝันนี่ไม่มีเหตุไม่มีผลอะไรเลย เหตุผลมีบ้าง ไม่มีบ้าง ไม่มีผลเลยก็มี เละๆเทะๆ ก็มีนะ ฝันก็คือความเละเทะ กิเลสกับความฟุ้งซ่าน ก็กิเลสนั่นแหละ มันไม่มีความชัดเจนจริงจังอะไร อย่าไปวุ่นวายกับมันมากนักนะ มันอาจจะเป็นไปพอดีมานึกมาคิดอย่างนี้ มันก็มาลงร่องลงช่องบังเอิญตรงก็ได้ มันไม่ได้น่าชื่นชมยินดีอะไรนักหรอก เพราะฉะนั้นคุณจะไปมีอาการ บังเอิญมารู้จักอาตมา และก็รู้จักอาตมาเป็นใคร ทำอะไรยังไง มาชวน แล้วจิตใจของคุณลึกๆ ก็อาจจะ เฮ้ย เรายังไม่เอาหรอกทางนี้ พออาตมาว่าเหมือนลิเก มาถามเล่น ถ้าท่านมาถาม คล้ายๆท่านพูดอย่างนี้ แต่มันออกมาเป็นรูปฝัน ถ้าท่านมาถามว่า นี่ ไปกับอาตมาไหม ลึกๆของเราจะไม่ไป คนนี้จะต้องตอบโดยเร็วว่า ไม่ไปละครับ มันเท่า นั้นเอง ไม่มีอะไร แสดงว่าคุณยังไม่ปรารถนาที่มากมั้ง แต่บอกแล้วว่า มันเละ เทะ ฝันนี่ บางทีก็แย้งตัวเองเล่นก็ได้ บางทีนี่จิตใจอยากมาจริงๆ แต่ก็ตอบด้วยความไม่แน่ใจ ตัวนั้นมันเป็นคำตอบว่า ผมไม่ไปหรอก ตอบโดยเร็ว แต่จิตลึกๆ จริงๆ อยากมาก็ได้ มันเอาแน่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อ คนที่เย่อหยิ่ง หลงตนว่าดี พยายามกีดกันคนอื่น ถามว่า มีวิบากกรรมไหม มี ทำกรรมอย่างนั้น เย่อหยิ่ง จองหองของตนเอง แล้วกีดกันคนอื่น ก็สั่ง สมอันนั้นก็ได้อันนั้น สั่งสมความนึกคิดแล้วก็ออกมาทางกรรมกิริยาเลย มีกรรม กิริยาทางวาจา พูดเหยียดหยาม ผยอง ไม่ใช่เหินฟ้านะ ดูถูกดูแคลนคนอื่นเขา อะไรอย่างนี้ เป็นต้น แต่นายเหินฟ้าเองก็มีความถือดีถือตัวอยู่เหมือนกัน มีการหลงตน ผยอง ชนิดหนึ่ง ตามชื่อเรื่องที่เขาแต่งนั่นแหละ เขาก็ให้ลักษณะมีบุคลิกอย่างหนึ่ง แม้แต่ในตัวเหินฟ้าเองก็มีลักษณะผยองอยู่ในตัวใช่ไหม เขาเรียกผยอง มันผยองด้วยกันทุกคนในนั้นน่ะ มันหยิ่งผยองกันทุกคนนะ อาตมาเอามาใช้ฉายให้เด็กๆดู แหม อยากดูกันจัง อาตมาตั้งชื่อให้ว่า โรคอัตตามานะ ทั้งหมดนั่นน่ะ นานาสารพัดอย่าง ไม่ว่าใคร ผยองมันทุกคน หยิ่งผยองมันทั้งนั้นเลย ผยอง คนละแบบ คนละลักษณะ เยอะ เรื่องอัตตามานะ อาตมาสาธยายไม่หมด เพราะ ฉะนั้นคนจะแสดงอาการทางใจก่อนแหละ และมันมาเป็นกาย วาจา ทำอย่างไรมันก็สั่งสมอันนั้น เป็นวิบากกรรม ทำอย่างไร จึงจะเลิกนิสัยแบบนี้ได้ เรียนรู้ความจริงว่ากรรมกิริยาอย่างนี้ แม้แต่ในทางมโนกรรมหรืออาการทางจิต แก้ เมื่อแก้ทางจิตแล้วนี่ ทางวาจา ทางกาย มันก็จะลดน้อยลงไปตาม เพราะจิตมันเป็นตัวประธาน ถ้าเราไม่รู้จักทางจิต แก้ทางกาย ทางวาจา บ้างก็ได้ แต่จะไม่ตรงถึงจิต จะได้ด้วยหมายความว่า คุณจะลดวาจา ไม่ให้มันหยิ่งผยอง เป็นยังไง คุณก็ลดวาจา ไม่ให้มันหยิ่งผยอง กายกรรมอย่างไร คุณก็ลดทางกาย ทางวาจาลงบ้าง ก็ใช้ใจนี่แหละ เป็นตัวลด มันได้ปฏิบัติเหมือนกัน เพราะฉะนั้น สำรวมกาย วาจา ก็ได้ฝึกใจเหมือนกัน จริงๆ แล้ว คุณจะต้องฝึกจนกระทั่งคุณรู้ใจด้วยกรรมกิริยาของใจ ว่า อ๋อ อาการอย่างนี้เอง มันไม่บันดาล มันไม่สั่ง ออกมาทางวาจานะ มันไม่สั่งทำให้มันหยิ่งผยองหลงตนออกมาทางกาย ทางวาจา แต่มันก็ยังผยองๆ อยู่ในใจ ต้องอ่านรู้ถึงขนาดนี้ ต้องลด แม้กระทั่งอาการทางใจ มันจึงสมบูรณ์สุด เพราะฉะนั้นเราเรียนรู้ให้รู้ทางกายนี่ ว่าจิตตัวไหนมันสั่ง จิตอาการอย่างนี้มันมาก่อนเลย มันเป็นประธาน ก็รู้ทั้งนอกทั้งใน ทั้งกายวาจาหมดเลย นั่นคือการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ จะได้รู้จักระงับไปทุกส่วน แล้วกายวาจานี่ มันออกไปโดยไม่รู้ มันจะค้านแย้งกัน คุณจะไประงับแต่ทางใจ แต่แท้จริง ทางกายมันก็เป็นกิริยาของการหลงตน ผยอง อวดดี อะไรก็แล้วแต่ วาจา ก็เป็นวาจาผยอง อวดดี โดยคุณไม่รู้ ก็เรียกว่าไม่รู้ สมมุตินอก ไม่รู้จักสังคม ไอ้จะไประงับที่ใจ ก็กลายเป็นคนหยาบๆ หยาบตรงที่ กายกรรม หรือ วจีกรรม มันไม่ได้แก้ ก็เพราะว่ามันไม่รู้ว่า ไอ้นี่มันไม่ดี มันเป็น ลักษณะหยาบ ลักษณะผยอง ดูถูกดูแคลน ข่มคนอื่น อะไรแล้วแต่ อวดดี อะไรก็ตามใจ มันไม่เข้าใจ มันไม่รู้สมมุติเขา คุณก็เป็นอย่างนั้นแหละ แม้คุณจะอ่านใจออกว่าใจเราไม่น่า ใจเราไม่ไปข่มเบ่งน่า ไม่ไปดูถูกดูแคลนใคร แล้วก็ให้มันเป็น ใจที่สมบูรณ์ ข้างนอกมันก็หยาบ เพราะเราไม่แก้ เพราะฉะนั้นควรจะรู้ต้องรู้ทั้งข้างนอกข้างในนี่ สอดคล้องกัน ถึงจะสมบูรณ์ทุกส่วน และข้างนอกนี่แหละ กระทบสัมผัสแล้วมันก็จะตอบโต้อย่างลักษณะเดียว กันออกมา ไว เก่ง มันจะทำให้เรารู้ตัวว่า ข้างนอกมันเป็นรูปหยาบ กายกรรม วจีกรรมแล้วนะ นี่เป็นอกุศล ทุจริตแล้วนะ แล้วเราก็จะไปรู้ในใจด้วย เพราะทางรูปนอกมันจะรู้ไว ใจมันละเอียดกว่า มันลึกกว่า ถ้าใครฝึกทางกาย วาจา แล้วก็ตามไปรู้ถึงจิตได้ ก็จะชำนาญ การฝึกหัดอย่างนั้นก็จะเร็ว เพราะฉะนั้นเราจึงอาศัยผัสสะนอก อาศัยการกระทบ สัมผัสทางการงาน ทางผู้คน ทางอะไรต่ออะไร เป็นตัวที่จะคุ้ยให้เกิดกิเลสได้ รีบเข้าไปอ่านใจเราด้วย ข้างนอกนี่ เป็นตัวเชื้อนำพาไป การปฏิบัติอย่างนี้เป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้าได้เร็ว เป็นแบบฝึกหัดที่ชัดเจนและเร็ว และได้ทั้งสองส่วนด้วย ได้ทั้งนอกทั้งใน และไม่หยาบทั้งคู่ เมื่อเจอผัสสะเยอะ เราจะปฏิบัติตนอย่างไร ต่อเนื่องเลย พูดต่อพอดีเลย เมื่อมีผัสสะ มีการกระทบสัมผัสทางกรรมกิริยาปกติเช่นว่า เราสัมผัสกับความชอบ สัมผัสกับความไม่ชอบ ไม่ชอบของ ไม่ชอบบุคคล เราก็อ่านทันทีเลยว่าอาการใจเราไม่ชอบเพราะอะไร ไม่ชอบแล้วเป็นอาการอย่างไร การรู้อาการทางใจนี่ เราเรียกว่า รู้รูปนามทางจิต สิ่งที่รู้ได้ด้วยญาณด้วยปัญญาของเรานี่ เรียกว่าญาณ เรียกว่าธาตุรู้ สิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่ารูป ถ้าอาการทางจิตก็รู้ เรียกว่าทางจิต รูปจิต มันเป็นอาการเช่นเวลา คุณไม่ชอบ คุณอ่านใจตัวเองซิ อาการไม่ชอบเป็นอย่างไร นึกออกไหม ใครเคยอ่านบ้าง เคยรู้ สึกตัวบ้างไหม ใครเคยได้ฝึกบ้าง ถึงไม่ฝึก ก็จะรู้ด้วยอัตโนมัติ เออ นี่ใจเราเคยรู้นะ ใจเราเกิดอาการไม่ชอบแล้ว เรารู้อาการแล้ว จิตวิญญาณหรือใจนี่ มันไม่ได้อยู่ที่หัว ไม่ได้อยู่ที่หน้า ไม่ได้อยู่ที่มือ ไม่ได้อยู่ที่แขนขา มันไม่ได้อยู่ที่ตับ ไต ไส้พุง มันอยู่ในนี้ เรียกว่าคูหา เรียกว่าถ้ำใหญ่ มันไม่มีตัวตนหรอก แต่มันก็เป็นอาการอยู่ในนี้ มันไม่มีตัวแท้ ตัวตนอะไรแท้ แต่ก็เป็นความรู้สึกเราก็ตาม ความ รู้สึกนี่ ความรู้สึกไม่ชอบ อาการอย่างไรล่ะ คุณเอาธาตุรู้หรือเอาปัญญาไปหยั่งรู้ หัดอ่าน ตอนนี้โกรธแล้วน่ะ อาการโกรธเป็นอย่างนี้ อย่างนี้อย่างไร คุณก็รู้เอง อาตมารู้แทนคุณไม่ได้นะ แล้วมันเป็นอย่างไร อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง ใช่ไหม คุณนึกออกไหม อ่าน อาการโกรธมันเป็นอย่างนี้นะ อาการโลภเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันต่างกัน คุณอ่าน เมื่อผัสสะที่มันชอบ แหม สัมผัสแรกก็ซึ้ง ปิ๊งๆ สัมผัสแรกนี้ โอ้โฮ อยากจะซัดเลย ศรศิลป์ไม่กินกันเลย ไอ้นี่มันโกรธกันมาแต่ปางไหน มันจริงด้วยนะ เห็นหน้าแล้ว โอ้โฮ ไอ้นี่มันถึงตีนเลย คัน เห็นคนนี้แล้ว คนไหนมีอารมณ์มาก แหม คนนี้สัมผัสรัก เป็นรักแรกพบ เห็นปั๊บ โกรธแรกพบ อยากจะกระทืบมันแรกพบ มันมีมาแต่ปางบรรพ์ทั้งนั้นแหละ คนเราอยู่ดีๆ เห็นหน้ากัน ยังไม่เคยรู้ ไม่เคยทำอะไรแก่กันและกันเลย ทั้งๆที่คนร้อยพันคน คนอื่นเราสัมผัส มาแรกๆ ใหม่ๆ เราก็ไม่เคยเห็นอะไร ไม่เคยโกรธ ไม่เคยเคือง ไม่เคยอย่างนั้นอย่างนี้อะไร แต่ไอ้คนนี่ แหม พอสัมผัสแรกเท่านั้นแหละ มันอยากกระทืบทันที ก็ได้ มันมีเหตุมาทั้งนั้นแหละ ให้อ่านที่ใจนะ จะปฏิบัติตนอย่างไร อ่านอาการอย่างนั้นแหละ คือกิเลส อาการโกรธก็กิเลส อาการรักก็กิเลส ปิ๊งแรกพบก็ตาม กิเลส อยากจะกระทืบแรกพบก็กิเลส หรือไม่แรกพบหรอก นานๆ ก็มีสั่งสมกันไป ไอ้คนนี้อยู่ด้วยกันตอนแรก ก็อยู่ด้วยกันดี พอหนักๆเข้า มาเกิดสั่งสมความไม่ชอบ ก็ชังกัน เห็นหน้า เหม็นขี้หน้า ไม่อยากเห็นหน้าก็แล้วแต่ หรือสิ่งของก็ตาม เราชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เราอะไรต่างๆนานา กรรมกิริยาก็ตาม บางคนนี่ เป็นอย่างนี้ ก็ไม่ โกรธ ไม่ชัง ไม่ชอบหรอก แต่ถ้าทำกิริยาอย่างนี้น่ารัก ทำกิริยาอย่างนี้น่ากระทืบ ใช้ศัพท์สำนวนแรงๆหน่อย มันก็เกิดจากเราไปตั้งสมมุติไว้ทั้งนั้น ไปติดไปยึดเอาไว้ทั้งนั้น อ่านอาการใจเรา ทำไมต้องชังเขา ทำไมต้องรักเขา ทำไมต้องชอบ ทำไมต้องชัง ทำไมต้องผลัก ทำไมต้องดูด ชังก็คือผลัก รักก็คือดูด อะไรอย่างนี้ อ่านอาการดูด อาการผลัก แล้วก็หัดวางใจ ให้มีแต่ญาณปัญญารู้ เออ เขามันมีสิ่งที่น่ารักเพราะอันนี้ๆ มันมีสิ่งที่น่าชังเพราะเขาเป็นอย่างนี้ๆ มันก็เป็นของเขา ถ้ามันน่าชัง ถูกสัจจะว่า เออ อันนี้ไม่ดี เราไม่อยากเป็นอย่างนี้ เราก็อย่าทำอย่างเขา อย่ามีอย่างเขาเท่านั้น แต่เขามี เราไปบังคับเขาไม่ได้ เขามีก็คือของเขา เราไม่มีเราก็ปราศจากแล้ว เราก็บริสุทธิ์แล้ว เราก็ไม่มีสิ่งนี้ เราว่ามันไม่ดี อย่าไปมีเลย อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้เราอย่าไปเป็นอย่างเขา ไม่ต้องชัง ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องเคือง นี่มันซ้อนลึกเข้าไปแล้ว หัด แม้แต่เราจะอยู่กับคนเลว เราก็ไม่ต้องชังกับคนเลว ที่จริงคนเลวนั่นน่ะ น่าสงสาร น่าช่วยเหลือเขา ให้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ใช่ไหม เขาเลว เพราะฉะนั้น เรายิ่งสามารถช่วยเขาได้ แนะนำ บอกกล่าวเขาให้แก้กลับ จากเลวเป็นดี นี่คือคุณค่าของคนที่ช่วยคน คนเราช่วยคนให้ดีขึ้นนี่เป็นคุณค่ามากๆ จะมีวิธีการ มีศิลปะ มีวรยุทธอย่างไร ก็จงทำ มีศิลปวิทยาความรู้แค่ไหน ขนาดไหน ที่จะช่วยคนให้ดีขึ้นจากเลวเป็นดี นี่แหละเป็นสิ่งที่ดีในโลก อาตมาอธิบายเกินไปแล้ว แต่ว่าเราเองรู้ผัสสะแล้วจะทำอย่างไร อ่านจิต ให้รู้จิตมันมีโลภ มีโกรธ มีหลง แล้วลดกิเลสโลภ โกรธ หลงนั่นแหละ ลดจริงๆ แล้วเราก็ต้องรู้ว่าคนอื่นเขาก็มีเรื่องของเขา หัดวาง อย่าไปชอบไปชัง แล้วช่วยกันด้วย ยิ่งคนที่มีไม่ด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive