571104_พ่อครูให้โอวาทปิดสัมมาการศึกษา ที่ปฐมอโศก.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571104_ เรื่อง โอวาทปิดสัมมาการศึกษา ที่ปฐมอโศก โดยพ่อครูโพธิรักษ์

วันนี้วันที่ 4 พ.ย.2557 พ่อครูให้โอวาทปิดการศึกษา ที่ปฐมอโศก พ่อครูว่า… การจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน ในศตวรรษที่ 21 และ การเรียนการสอนแบบบูรณาการคุณค่าความเป็นมนุษย์ ณ ปฐมอโศก ว.บบบ.ก็จะเริ่มปลายเดือน ธ.ค. ไปถึงต้นเดือน ม.ค. 2558 5 วันตายตัว เราก็ต้องประกาศออกไป เราได้ไปช่วยประชาชน เอาเวลาส่วนตัวเราสละไปช่วยส่วนกลางประเทศ ปีหนึ่งผ่านไป เข็มที่อาตมาทำไว้รุ่น 3 ก็ยังตกมาถึงปีนี้ อีกปีก็ยังไม่หม่นหมอง เพราะเป็นทองคำแท้ ขอเน้นเรื่องการศึกษา ถ้าเราสามารถหยั่งรู้ลึกถึงว่า คนเจริญได้ด้วยการศึกษา จะศึกษามีพยัญชนะหรือไม่ก็ศึกษากันมา เจริญได้ด้วยศาสตร์และศิลป์ มาถึงทุกวันนี้ อาตมาขอบอกว่า ศาสตร์ตกกระป๋องไปแล้ว มันเป็นศิลป์ไปหมดแล้ว และซ้อนไปอีก ทุกวันนี้ศิลปะก็กลายเป็นศิลเปรอะไปหมดแล้ว ศาสตร์ก็ไม่เหลือ ศิลป์ก็ไม่มี เราก็ต้องมาฟื้น เพราะคนเราได้สะสมความรู้ได้มากเกินไป ไม่ต้องไปเรียนเพ ิ่ มอะไร แค่เรียนถ่ายทอดกันไปก็อยู่ในสัญชาติญาณ จารีตประเพณี วัฒนธรรม ยกตัวอย่าง การทำอาหารการกิน มันไม่ใช่อาหารแบบสมัยเก่า มันเป็นอาหารการกินที่มีความรู้ ความรู้นี่คือความคิดปรุงแต่งเพ ิ่ มเติมขึ้น สิ่งที่ปรุงแต่งเพิ่มเติมโดยสัจจะคือของหลอก หรู รวย อร่อยมากขึ้นก็คือความหลอก แต่คนก็ต้องอาศัยพวกนี้เขาไม่รู้ เขาถือว่าพวกนี้คือความก้าวหน้า สรุปแล้วคือสิ่งเฟ้อเกินไร้สาระ เสียเวลาแรงงานทุนรอน ไม่เสียเปล่าคือสูญเสียไป และไม่ได้อะไร ได้อารมณ์กลวงๆว่าหรูใหญ่ อร่อยเพลิดเพลินพอใจเท่านั้น แต่วัตถุ แรงงานมันผลาญจริง เวลาก็เสียไปจริง ผู้รู้แล้วว่าเป็นความสูญเปล่า เช่น พระพุทธเจ้าก็เลิกมา จนรู้ความเพอเหมาะที่จะดึงลงมาน้อยเท่าไหร่ก็เป็นความสุญ

อ่านต่อ

เสียน้อยที่สุด เหนื่อยน้อยที่สุด ก็คือตรงนี้ ผู้ใดเป็นอรหันต์ฺก็ศูนย์ได้ก็จบ และจากนั้นก็มีระดับชั้นไปตามจริง ความรู้ที่เฟ้อเกินกับที่พระพุทธเจ้าบัญญัติว่าความพอเหมาะพอดี มีศัพท์วิชาการศาสนาเยอะ เช่น คำว่า สัมมา ใช้ได้ทั้งวัตถุและจิตใจให้สมดุล ซึ่งไม่เที่ยง เปลี่ยนได้เรื่อยในคน หาจุดเที่ยงไม่ได้ คนต้องตื่นรู้สภาวะแท้ที่มีอยู่จริง แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเหตุปัจจัยแห่งความจริงประเมินความพอเหมาะพอดี อีกภาษาคือคำว่า ปโหติ เป็นความพอเหมาะพอสม เรียกว่าพอเหมาะได้ ผู้ที่เรียนรู้หลักธรรมพระพุทธเจ้า หัวใจศาสนาพุทธคืออาริยสัจ 4 รู้ต้นเหตุทั้งวัตถุและนามธรรม รู้ต้นเหตุที่พาเสื่อมก็ละเลิกออกได้ตามลำดับเป็นขั้นๆ ตั้งแต่เริ่มดำริ เอาออกมาเป็นวาจา มาเป็นกัมมันตะ เอามาเป็นอาชีวะเลี้ยงชีพสังคม ก็พอเหมาะพอดีไปเรื่อยๆ ความพยายามคือแรงกล และสติคือตัวรู้พร้อมรู้ทั่ว มันมีความไม่เที่ยงตลอด ความรู้รอบต้องรู้ตลอดเวลา แล้วเอามาปรับให้เหมาะสมตลอด ผู้ใดมีจิตปฏิบัติ มรรค 7 องค์นี้ได้ เมื่อสัมมาทิฏฐิพอเหมาะได้ แล้วปฏิบัติต่อไปถึงสัมมาสังกัปปะ เมื่อทำสัมมาสังกัปปะพอเหมาะได้ก็เป็นสัมมาวาจาพอเหมาะได้ก็ไล่จนครบมรรค 8 แล้วต่อมาเป็นผลสอง คือสัมมาญาณ สัมมาวิมุิต ก็พอเหมาะได้ เป็นสัมมัตตะ ๑๐ (มรรค ๘ ผล ๒ ) ทั้งวัตถุและจิตวิญญาณอาศัยกัน แต่จิตเป็นประธาน วัตถุเป็นประธานไม่ได้ แต่ทุกวันนี้คนหาวัตถุกันใหญ่ จิตวิญญาณเป็นทาสวัตถุนิยม แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ดูถูกวัตถุ ได้อาศัยวัตถุให้พอเหมาะ พวกเราศึกษาจนถึงวันนี้ก็ได้ตามลำดับ อาตมาก็พาทำ ใช้ศึกษาเป็นบูรณาการ Integrity เป็นของพัฒนามาเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าทำมาหมด แต่สมัยนี้เอาตามแต่ก็ไม่รู้ เป็นพฤติกรรมเดียวกัน แต่สังคมนั้นเสื่อม เขาก็แสวงหา มีทฤษฏีใหม่ แต่ก็แก้ไม่ได้เพราะจิตวิญญาณมีกิเลสแต่แก้ไม่ได้ นักรู้เขารู้ทั้งนั้นแต่ทำไม่ได้ ทฤษฎีแนวนี้ทุกคนรู้ว่าเป็นทฤษฎีของสังคม รู้ตั้งแต่พ . ศ.ไหน โทมัส มอร์ เขียนเรื่องยูโทเปียเกือบสองพันปีมาแล้ว เขารู้แต่เขาทำไม่ได้ แค่ยูโทเปียจริงๆก็ไม่งามเท่าของพุทธ มันก็เป็นได้แต่มันมาเสื่อม ศาสนาพุทธเสื่อมจนทุกวันนี้เขาทวนไปไม่ได้ เขาเข้าใจไม่ได้ แม้ยุคตอนต้นสมัยพระพุทธเจ้าก็เป็นไม่ได้เหมือนตอนนี้เพราะเป็นยุคทาสสมบูรณ์แบบ ทาสเหมือนสัตว์ นายทาสเหมือนเจ้าของสัตว์ ใช้เหมือนสัตว์ ไม่ใช้จะฆ่าทิ้งก็ได้ ตีทิ้งได้ ขายได้เหมือนสัตว์เลย พวกเรายุคนี้เลิกทาสมาแล้ว หรือเป็นทาสก็ไม่เหมือนทาสยุคโน้นที่ทาสไม่มีสิทธิ์คิดอะไร เหมือนสัตว์เดรัจฉาน พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของทั้งหมด เป็นแต่พระเจ้าแผ่นดินจะอนุโลมนายทาสให้มีได้เท่าไหร่แต่ท่านจะริบคืนเมื่อไหร่ก็ได้ สมัยพระพุทธเจ้าเกิดแล้วประชาธิปไตย แต่เป็นธรรมาธิปไตย หากป ระ ชาธิปไตยสมบูรณ์แบบก็คือธรรมาธิปไตย พระพุทธเจ้าแยกเป็น โลกธิปไตย(วัตถุ) อัตตาธิปไตย(จิต) ธรรมาธิปไตย ตัดมาถึงปัจจุบัน เรามีผลจริง พวกเราเป็นนักศึกษาที่ได้รับผลถ่ายทอดเป็นตัวจริง ได้ผลจริง เราไม่เอาโลกธรรมาเป็นเหตุปัจจัยต่อรอง จะเอาลาภมาต่อรองก็ไม่มี ของเราทำแบบสาธารณโภคีซึ่งยุคพระพุทธเจ้าทำไม่ได้ เพราะเป็นยุคทาส ที่ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน แต่ยุคนี้ถือสิทธิมนุษยชนของแต่ละคนเต็มที่เลย ยุคพระพุทธเจ้ามีขีดจำกัดว่าเปลี่ยนระบบสมบูรณายาสิทธิราชไม่ได้ แต่ละคนก็ไม่รู้จักสิทธิตนเอง ทั้งความเป็นคน ความเป็นเจ้าของ สิทธิ์แสดงออกทางกาย วาจา ใจอย่างไร สิทธิ์ในการแสดงความเห็นก็ไม่มี แต่ทุกวันนี้ไม่ให้คิดนิดหน่อยก็โวยเลย ถ้าไม่ละเมิดกฎหมายก็เอาเลยขนาดมีกฎหมายังหาทางเลี่ยงเลย สรุปแล้วคนรู้มากแล้วสมัยนี้เอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาใช้ได้เลย สมัยพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในวงสงฆ์ หรือในแวดวงพุทธบริษัท 4 การศึกษาของพระพุทธเจ้านี่รวมการศึกษา คือการศึกษา 3 ศีล สมาธิ ปัญญา จบหมดทุกศาสตร์เลย สมาธิคือจิตที่เกิดวิมุติ เกิดฌาน ถ้าปฏิบัติไตรสิกขาได้จบก็จะรู้หมด และไม่ทิ้งสังคม ไม่หนีออกไปไหน งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อาตมาพยายามทำอย่างประนีประนอมมา ไม่ถึงเจ็บถึงตาย เหมือนในสมัยยุคพระพุทธเจ้า แม้พระโมคคัลลานะก็ต้องตาย เพราะข้าศึกทางศาสนาฆ่า ของเราอาตมาพาทำมาก็ไม่ได้ตายเพราะศาสนา แม้ที่สุด จะถือว่าติดคุก ก็ไม่ได้ เขารอลงอาญา เขาตัดสินว่าเราแพ้ ก็ผ่านมาแล้ว อาตมาพาพวกเราทำระบบพระพุทธเจ้าผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ไม่สูญเสียเท่าที่ยุคพระพุทธเจ้าที่มีคนตาย คนเสียสละให้แก่ศาสนาเยอะ แต่อาตมาพาทำมานี่พวกเราเสียแต่วัตถุและแรงงานกับโลกซึ่งไ่ม่เป็นการเสีย แต่ Our loss is Our Gain เป็นการได้ในความเสียสละ ก็ที่เราเสียไปนั่นแหละ คือเราได้ เราอยู่ได้มาแล้ว เราจะเจริญได้กว่านี้ไหม? ก็ได้ ทุกคนก็รู้ความบกพร่องของตนด้วย พวกเรายังไม่เพียรเอาจริงกันหมดเลย แต่ละคนนี่อาตมาว่าไม่ได้พูดเล่นนะ เรายังเพียรอุตสาหะได้มากกว่านี้ ถ้าอยู่ทางโลกคุณจะถูกบีบคั้นต้องดิ้นรนมากกว่านี้ แต่อยู่ทีนี่ไม่มีการบีบคั้นก็ส บ ายๆ อยู่ที่ตนจะสำนึกและขวนขวาย ด้วยการปฏิบัติมรรคของพระพุทธเจ้า ไม่ได้แต่ปริยัติ ปฏิบัติด ้วย แต่ให้ได้ผลสั่งสมเป็นกุศลวิบาก มีแต่เจริญกับเจริญ ถ้าเราแต่ละคนเจริญ องค์รวมก็เจริญ ลัทธิของพระพุทธเจ้าเป็นลัทธิที่เจริญ คนหนึ่งคนเจริญแต่ละคนๆ ก็คืององค์กรทั้งองค์กร เป็นเอโกธัมโม ทั้งแรงงาน ความคิด วัตถุ คุณคิดว่าที่ดิน วัตถุของอโศกเป็นของใคร...ก็พูดได้ว่าของผม....เด็กๆก็ยังไม่เข้าใจ แต่ก่อนคุณมีบ้านมีครอบครัว มีที่ดินก็คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของตน แต่มาอยู่อโศกคุณจะไม่กล้าคิดว่าสมบัติอโศกเป็นของตนเท่ากับที่ของครอบครัว คุณนึกว่าของครอบครัวเป็นของคุณ แต่ผู้ที่เป็นพี่น้องของคุณแบ่งเอาไปจริงๆได้มากกว่า แต่ที่นี่อโศก ไม่มีใครแบ่งไปเลย นี่คือเป็นของคุณได้มากกว่า ไม่มีรูให้แบ่งออกไปได้เลย ต่างกับของครอบครัวที่พี่น้อง หรือ ลูกเต้าเอาไปแบ่งไปได้ อันนี้มันยังไม่ชัดเจน ไม่รู้แท้ มันลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เรารู้แบบโลกๆ อันนี้ไม่ใช่ของคุณแต่เป็นของคุณยิ่งกว่า เป็นภาษาสัจจะความจริง ยิ่งกว่าวิพากษ์วิภาษณ์(Dial e ctic) ของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งซับซ้อนกว่าอีก ในการศึกษา อาตมาก็ย ้ำ ว่าตลอดชีวิตพระพุทธเจ้า ไม่รู้กี่ล้านชาติ ท่านไม่ได้ศึกษาอะไร นอกจาก ศึกษาเรื่องคนกับสังคมเท่านั้น ไม่ใช่อาตมาพูดเล่นนะ คนไม่เข้าใจก็ไม่รู้ค่า เป็นการเจริญของคน และเจริญสุดเป็นพระพุทธเจ้า และอรหันต์ท่านก็คือคนธรรมดาที่ท่านอยู่แบบท่าน คนมีภูมิจะดูอรหันต์เป็นคนน่าบูชาน่าเอาอ ย่ าง แต่คนไม่มีภูมิเลวก็จะดูไม่ออก อาตมาไม่ได้โทษใคร ที่เขาเข้าใจไม่ได้ก็มีมา แต่อาตมาทำหยาบระดับหนึ่งก็ดีไม่มีปัญหาอะไรแต่อาตมาเป็นหัว ต้องเจตนาจะทำ ยกตัวอย่างง่ายที่สุด นายกฯพล.อ.ประยุทธ์ หยาบเท่าที่มีนายกฯมีมาในประเทศไทย แต่สมุคสมัยอย่างนี้จะปราบพวกแดงได้

คำถามจากคุรุ _การรับเด็กประถม เรามีกติกาว่าผู้ปกครองต้องอยู่ได้ แต่ในการสัมมนาครั้งนี้ รร.สัตยาศัย ได้เอาเด็กมาเป็นนร.ประจำตั้งแต่ประถม ป. 1 เลย อ.องอาจ บอกว่าง่ายกว่าเด็กโตมากเลย อยากถามมุมมองพ่อท่าน พ่อครูว่า… อาตมาเห็นว่า หลายอย่างที่สัตยาศัยกับเราไม่เหมือนกัน ที่สัตยาศัย มีโลกีย์หลายอย่างแต่ของเราเป็นโลกุตระ มีเหมือนกันคือกินมัง สวิรัติ ของเราพยายามตัดอิทธิพลพ่อแม่กับเด็กเยอะ สำหรับของเรา เด็กประถม เราให้พ่อแม่มาอยู่ด้วย แต่อิทธิพลของพ่อแม่ก็ไม่ได้มีอิทธิพลมากกว่ารร. และของเขาไม่มีชุมชน องค์ประกอบของเขาจะไม่เท่าเรา ของเราเป็นวิถีชีวิต จากเช้าจรดนอน ของเราเป็นพฤติกรรมสังคมจริง แต่ของเขาเป็นรร.กินนอนก็เป็นสังคมบ้าน จะมีวัดก็ไม่เต็มหรอก เหตุปัจจัยต่างกัน เรามองดูได้ตั้งข้อสังเกตได้ ศึกษาได้ ขนาดนี้ที่เราทำได้ ของเราอยู่ยากกว่าของเขา คนเราน้อย จะทำอย่างเขาไม่ดี ของเราน้อยทั้งผู้สอนอบรม หากเรารับคนมากกว่านี้คนดูแลจะไม่พอ ผู้ดูแลต้องทำหน้าที่ทั้งครูและทำงานบ้านด้วย ก็ไม่เหมือนกัน อาตมาไม่รู้ลึกของสัตยาศัยอีกอย่างว่า เขามีลึกๆ ผู้ปกครองจ่ายเงินให้เด็กหรือไม่ เขาเรียนฟรี แต่เขาจะรู้กันว่าผู้ปกครองจะบริจาคกัน แต่ของอโศกนี่หาผู้ปกครองบริจาคยากนะ เราไม่ได้เก็บค่าอะไรทั้งนั้น มันคนละเรื่องกัน เรามีภาระเยอะจึงต่างกันกับเขาเยอะ เขาใช้เงินมาบริหารซ้อนอีกมากเลย ต่างกัน เราก็ศึกษาไว้อย่าเพิ่งตัดสิน _เด็กสมัยนี้หรือต่อๆไปน่าจะเป็นเด็กที่กิเลสเพิ่มมากขึ้น กว่าจะมาถึงเรา ก็หนักขึ้นๆ ดิฉันก็รู้สึกเสียดาย ว่าถ้าถึงม. 6 ก็จะไปจากเรา พ่อครูว่า… เรายังเปลี่ยนไม่ได้หรอก แต่ว่าผู้ที่มีลูกก็ให้ลูกอยู่ให้ได้เถอะ คนจะอยู่ก็คือคนในอโศก พ่อแม่ก็อยู่ให้ได้ อาตมาว่าลูกจะอยู่ได้ พ่อแม่ต้องไม่มีสมบัติส่วนตัวมาก เพราะลูกจะรู้ว่าพ่อแม่ไม่มีเงินส่งมาก ก็ต้องอยู่ต่อ _ถ้าเราให้ลูกเรียนต่อมากขึ้นในหมู่พวกเราเอง เด็กๆก็จะอยู่กับพวกเราได้ดีขึ้น พ่อครูว่า… อาตมาก็พยายามอยู่นะ เด็กเราหลายคนก็จะรู้ ไม่ต้องบังคับ หากสนามแม่เหล็กแห่งธรรมะ วัฒนธรรมอโศกมีแรงมากพอ ก็จะได้ไม่ต้องบังคับ บังคับนั้นไม่ได้จริง เด็กคนไหนมีภูมิก็จะอยู่เอง คนไหนจะไปก็ให้ไป เพราะอยู่กับเราก็หนักเรา เขาจะเลือกเอง แม้เด็กที่จบม. 6 ที่อยู่กับเรา อาตมาว่าให้ดูต่อไป อีกหน่อยเด็กที่จบไปจะทยอยเข้ามาเอง เพราะสัจจะข้างนอกนั้นมันร้อน จิตวิญญาณคนก็รู้ คนข้างนอกเขาสัมผัสพวกเราก็รู้ว่าเย็นกว่า เด็กเราอยู่กับเรากี่ปีเขารู้ทั้งนั้น อย่าไปกังวลมาก _สรรค่าสร้างคน พ่อครูนำมาสอนใหม่อีก ผมตั้งข้อสังเกตว่าพื้นฐานชีวิตพวกเราด้อยลงไหม? พ่อครูว่า… ไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะในสรรค่าสร้างคน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ อย่าลงโทษตนเอง อโศกทุกวันนี้อาตมาดูค่ารวมว่าไม่ได้เสื่อม อโศกเป็นสังคมนะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือในกรอบแคบๆ เช่น ลัทธิฤาษีหรือเถรวาทที่เข้าใจว่าผู้บรรลุธรรมหรือไปบวชต้องไปอยู่ป่าช้าคนเดียว อย่างหลวงพ่อเกษม นั่งสมาธิ เดินจงกรม นั่นละเขาว่าสุดยอด แต่แท้จริงทำให้คนเป็นตอไม้ แม้จะรวมกลุ่มมีลูกศิษย์มีคนสอน แต่ก็ทำให้คนเป็นแบบเดียวกัน คนมองว่าความเจริญของศาสนาคือเช่นนั้น แต่คนมองแบบนี้ว่า อริยะคือนักบวชหนีโลกไปอยู่ป่า แต่อารยะ ซิวิไลซ์ คือเจริญแบบโลกๆ เขาแบ่งเป็นสองอย่างนี้ก็เลยหลงผิดไป แต่ของพระพุทธเจ้านั้นสูงกว่า อริยะ สูงกว่า อารยะ เอามารวมกัน จึงเข้าใจไม่ง่าย เพราะจิตอริยะคือจิตโลกุตระที่อยู่เหนือโลกธรรม แต่เข้าใจว่างานเช่นนี้จะสร้างโลกธรรม ที่ต้องอาศัย แต่กามกับอัตตานั้นตีทิ้งอยู่แล้ว ก็ประมาณโลกธรรมที่ต้องอาศัยจัดสรรให้พอเหมาะพอดี อาริยะของพระพุทธเจ้าจึงเหนือชั้นกว่าอริยะและอารยะ อโศกเรามีอาริยะไปตามลำดับแต่ไม่มากชัดจนคุณเห็นได้หมด _ตอนนี้ลูกอยู่ม. 6 แล้ว เขาบอกว่า เด็กหลายคนอยากอยู่เรียนในอโศกต่อ แต่ไม่มีคณะที่เขาต้องการเรียนในนี้ เช่น เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น พ่อครูว่า… มันเป็นรสนิยม เทสต์ของเขาส่วนตัว เขาไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เขาอยากได้มันดีจริงหรือไม่ เช่น เศรษฐศาสตร์เขาอยากเรียน แต่ที่จริงอโศกคือเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอดแล้ว เศรษฐศาสตร์สุดยอด อโศกมีแล้ว แต่ไม่ได้ตราว่านี่คือยอดเศรษฐศาสตร์ของโลก คุณอยู่ที่นี่คุณได้เรียนเศรษฐศาสตร์ไม่ตกต่ำแน่นอน อยู่ในสังคมนี้ หรือว่าภาษา เช่น ภาษาอังกฤษไม่เก่ง มันเป็นรสนิยม มันเท่ ทันสมัย ระดับอินเตอร์พูดภาษาสากลได้ นั่นเป็นรสนิยมของเขา อาตมาพยายามปิดกั้นไม่ค่อยเชื่อมโยงกับต่างประเทศ มันตรงกันข้ามกับที่เด็กเข้าใจ พูดภาษาต่างประเทศไม่เป็น มันไม่ได้เสียหาย ไม่ตกต่ำแต่อย่างใด อาตมาต้องใช้ภาษาอังกฤษปนบ้างก็เพื่อความเข้าใจ แต่ถ้าเราเป็นเจ้าของเนื้อหาชีวิตที่ดีแล้วเขาก็จะมาศึกษาภาษาเพื่อเอาเนื้อแท้นั้นต่างหาก ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปศึกษาภาษาคุณเพื่ออธิบายให้คุณเข้าใจ เขาต่างหากต้องพากเพียรมาเอา พูดนี่ไม่ได้หยิ่งผยอง เพราะที่พูดนี่เป็นเรื่องยาก เราไม่มีเวลา แรงงานพอที่จะไปเรียนภาษาของคุณ เช่น ในไทย อาตมาจะไปใช้ภาษาอังกฤษ แล้วให้คนน้อยจำนวนรู้ แต่คนส่วนใหญ่ในไทยไม่รู้ อาตมาก็ไม่เสียเวลานะ เราทำตามเหมาะสม แล้วมันจะดำเนินไปตามลำดับ สะดวกง่ายมีผลสูง แต่มันช้าเพราะยาก อาตมาทำงานศาสนามายากกว่าพระพุทธเจ้ามาก เราไม่ต้องประชาสัมพันธ์ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ของเราก็มีนะ เราไม่สร้างข้อสอบให้เขาเอนทรานซ์เข้ามา ให้เขาเอาตัวเข้ามาเองเลย ถ้าเขารู้ เราก็อาจแนะนำได้บ้างในนร.เรา ควรแนะบอกเขาให้รู้ ไม่จำเป็นต้องไปโฆษณาแนะแนวข้างนอก ถึงอย่างไรเราก็บอกไปโดยปริยายแล้ว เขาก็จะรู้คัดเลือกมาเอง เราได้ช้างเผือกแท้ไม่ใช่ช้างเรซิ่น ไม่ใช่ช้างเผือกปลอม _หัวข้อในการสัมมนาการศึกษาวันนี้มีสองหัวข้อ เป็นสิ่งที่เราน่าจะได้มาตกผลึกเนื้อหา คัดกรองว่าเนื้อหาเหล่านี้เป็นการเพ ิ่ มโลกวิทู แต่ที่เราได้รับจากวิทยากรเหล่านี้ พวกเราก็ยินดีพอใจที่ได้รับความรู้มาก แต่คุรุหลายท่านก็บอกว่าท่านที่มาก็เป็นกัลยาณชน แล้วของเราจะไปโลกุตระ เราควรย่อยเนื้อหาที่จะเอามาไหม? พ่อครูว่า… อาตมาว่ามันย่อยไปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปตีกรอบหรอก เป็นปฎิภาณปัญญาของแต่ละคน ของพวกเราแลกเปลี่ยนเรียนรู้อยู่แล้ว พวกเราอยู่ในสังคมเดียวกัน บ้าน วัด โรงเรียน มันซึมซับกันมากว่า Absorb มัน osmosis มันเจือกันไปหมด ไม่ว่านักบวช ฆราวาส เด็กจนถึงคนแก่ ก็เห็นหน้ากันหมดไม่ว่างานไหนๆ นอกจากว่างานบางงาน เช่น บันเทิง นักบวชก็ไม่ไปเท่าไหร่ก็เข้าใจแล้ว นอกนั้นก็ เจือสมกันอยู่อย่างไหลซึมเข้าหากัน อันนี้คือเนื้อแน่นของสังคม มีพฤติกรรม จิตวิญญาณ วัตถุ ทั้งกินอาศัย ใช้ อยู่ พัก ทุกอย่างเลย พวกเรานี่ ข้อสังเกตง่ายๆ พวกเรานี่แม้จบไปแล้วม. 6 เขาก็ยังใส่เสื้อนร.สัมมาสิกขาอยู่เลย เขาชอบใส่ เขารู้สึกว่า มันอันเดียวกัน เราก็เหมือนกับเด็กนร.ในนี้หรือง่ายๆ คนที่อยู่ในนี้แล้ว ออกไปอยู่ข้างนอกก็ใส่เสื้อข้างนอก แต่เข้ามาข้างในก็มาหาเสื้อแบบพวกเราใส่ แล้วก็หาเสื้อสัมมาสิกขาใส่ นี่คือจิตวิญญาณมันเจือสม จนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว แต่มีภาวะจำเป็นต้องออกไป พอกลับมาก็กลับมาใส่เช่นเดิม มันปักมั่น _พ่อครูคิดว่าคุรุเรามี 3 โล(โลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปายะ) มากหรือน้อยกว่าเขา พ่อครูว่า… มีมากกว่าข้างนอกแน่ มีมากกว่าหลายโลฯ ที่คุณพูดนี่อยากให้ได้ดีมากๆใช่ไหม อาตมาก็พยายามทำให้ได้มากอยู่ แต่บังคับไม่ได้ โลกียะจะให้ดีอย่างไรก็ไม่หมดอัตตา แต่โลกุตระถึงจะเลวจะต่ำอย่างไรก็รู้จักอัตตาแล้ว แม้จะก.ไก่เริ่มต้นอย่างไรก็รู้อัตตาแล้ว แต่โลกียะจะเก่งอย่างไรก็ไม่รู้จักอัตตา _วันก่อนได้ยินพ่อครูพูดว่า เด็กสัมมาสิกขาเดี๋ยวนี้ไม่เข้มวินัยมากกว่าแต่ก่อน หรือว่าวัฒนธรรมอโศก เมื่อก่อนนี้เน้นส่วนรวม แต่ตอนนี้อโศกจะทำเป็นส่วนตัวมากขึ้นๆ รู้สึกเป็นห่วงว่าพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆจะเป็นส่วนที่ทำให้วัฒนธรรมสาธารณโภคีลดลงไป พ่อครูว่า… เห็นด้วย เรื่องนี้ ควรจะต้องขันชะเนาะ เรื่องที่ว่า เราปล่อยปละละเลยจุดที่ว่านี้ เราเคยแข็งขัน แต่ทุกวันนี้ลดลงมาก เหมือน นร.นายร้อยก็มีแบบฝึกหัดที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ต้องมีแกน ที่เราต้องฝึกฝนให้แข็งแรงก่อน แล้วเราค่อยอนุโลม แต่ถ้าไม่มีก่อน หลวมไปก่อน แล้วจะให้มามักน้อยสันโดษก็จะทำไม่ได้ จะอ่อนแอไปเรื่อยๆก็ขอให้สติไว้ จุดนี้ _ถ้าจะเป็นคุรุก็กังวลไปเสียหมดว่าจะต้องดูแลนร. มองตรงไหนก็เป็นปัญหาไปหมด โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องลงรายละเอียดกับเด็ก เช่น การนอนที่ตึกโรงครัว ก็พัดลมเปิดทุกอันที่มีพัดลม แล้วก็คลุมโปง แต่วันไหนที่เราไปไหน ไปที่พุทธสถานไหนก็รู้สึกว่าเป็นบ้านเราหมด ก็ต้องดูแล ต้องเหนื่อยมาก เด็กๆที่อยู่กับดิฉันก็บ่นว่าเหนื่อยมาก ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม? ดิฉันก็ไม่รู้จะยกตัวอย่างใครดี ก็ยกตัวอย่างพ่อครูว่าพ่อครูมีวันพักไหม? แต่ถามเขาว่าอโศกดีไหม? ก็ดี แต่เขาขอไปโลดโผนไปข้างนอกก่อน พ่อครูว่า… ความซับซ้อนมันเป็นความซับซ้อนที่ยาก อย่างของคอมมิวนิสต์ที่เขาเข้าใจ ในระดับ dialectic ในคอมมิวนิสต์เขาก็มีในระดับของเขา แต่ของพระพุทธเจ้าท่านมีมหาปเทส 4 และสัปปุริสธรรม 7 แล้วมีการประมาณว่าอะไรควรหรือไม่ควร เพราะสังคมที่เราอยู่มีความไม่เที่ยง จะใช้หลักตายตัวไม่ได้ โลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกวันๆต่างไป โลกเมื่อวานก็ไม่เหมือนวันนี้ เปลี่ยนทุกวัน ทุกวินาที หากเรายึดมั่นถือมั่นแล้วเราจะยึดไม่ได้เลย คำว่ามหาปเทส 4 ของพระพุทธเจ้าจึงมีคำอนุญาต และคำห้าม ถ้าไม่มีในบัญญัติ ว่าห้ามหรืออนุญาต ก็ดูว่าอะไรควรหรือไม่ควร เหตุปัจจัยไม่แน่นอนเลย เช่น หมู่กลุ่มอโศกแต่ละคนก็มีภูมิระดับหนึ่ง พวกคุณก็มีวัยนี้ภูมิเช่นนี้ แต่พอออกไปกับคนหมู่อื่นก็ต้องใช้หมู่อื่นมาคำนวณตัดสินแล้วผลออกมาก็จะไม่เหมือนกัน ไม่มีอะไรเที่ยงเลย ตายตัวไม่ได้เลย นี่คือนัยที่อ่านยากว่าเจริญหรือไม่เจริญ อาตมาตอบได้แต่ว่า พวกครูก็ได้แต่บอกว่าเจริญๆ แต่พลอยไพรรู้สึกว่าเสื่อมบางเรื่องนะ นั่นแหละบางเรื่องดูเหมือนเสื่อมลง เช่น เด็กที่เราอยากให้ขันชะเนาะมากขึ้น บางอย่างเสื่อมก็ถูก แต่ค่าเฉลี่ยเสื่อมลง การน้อยลงไม่ได้หมายความว่าเสื่อม ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในปริมาณ และลักษณะเช่นนั้นก็ต้องเกิด ทุกอย่างจะต้องเป็นเช่นนี้ (พ่อครูทำมือเข้าๆออกๆ สูงๆ ต่ำๆ เล็กๆ ใหญ่ๆ) มีหลายระนาบด้วย วนไปมาซับซ้อนอีกหลายมิติ เราจะดูตื้นๆเขินๆไม่ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆถ้าใครมองว่าอโศกแย่ลง แล้วอโศกทำงานได้มากขึ้นหรือไม่? คนที่มีความมั่นคงไม่ผันแปรแล้ว รู้สึกว่าตนเองมีความสบายใจในชีวิตมากขึ้นไปตลอดหรือไม่? ก็มากขึ้น แต่ถ้าทุกวันคุณก็รู้สึกว่ามั่นคงถาวรมากขึ้น ก็คือเจริญขึ้น มวลจะน้อยลงแต่ได้อรหันต ์ ขึ ้ นไปมากขึ้น มีโสดาฯลดลงแต่ได้สกิทาฯเพ ิ่ มขึ้น แล้วคุณว่าคุณเสื่อมลงหรือ? ก็ไม่ แต่ต่อไปโสดาบัน เพ ิ่ ม แต่สกิทาฯลดลง เหมือนลดลง มันก็ไม่ได้เสื่อมลงนี่ มันก็ไม่ได้ เช่น พระพุทธเจ้าเทศน์สอนคน 180 คนพอเทศน์เสร็จ ก็สึกหนีไปเลย 60 คน อีก 60 คนอาเจีย น เป็นโลหิตร้อนพุ่งจากปากตาย แต่อีก 60 ก็เป็นอรหันต์ เสียไปตั้ง 120 แน่ะ แต่ได้อรหันต์ 60 ก็ไม่ได้เสื่อม ก็เป็นภาวะที่เข้าใจได้ยาก แต่ถ้าคุณจะกลัวว่าเสื่อม อาตมาว่าอาตมาน่าจะกลัวมากกว่าคุณ อาตมาก็น่าจะเห็นเหมือนกัน เพราะอาตมาก็ฉลาดไม่เท่าคุณน้อยกว่าคุณบ้าง แต่ถ้ามันเสื่อม แล้วอาตมาพูดว่าเจริญ อาตมาก็โง่สิ อาตมาแกล้งโง่ว่าเจริญทุกคนก็ปล่อยสิ ก็ตายเลย อาตมาก็ยังบอกเลยว่าอันไหนต้องเตือนว่าเสื่อมก็บอก แต่ค่ารวมอาตมาเห็นว่าเจริญได้ การเจริญก็เจริญทั้งโลกุตระและโลกียะ ถ้าไม่เจริญโลกียะก็เหมือนฤาษีหรือเชน ก็ได้แต่ตัวเองไม่มีเจริญก็ได้แค่นั้น พวกสุดโต่งในโลกก็มีไม่กี่คนพวกนี้จะน้อยลงๆ ไม่มีเพ ิ่ ม เราก็เอาแบบสมดุล อยู่ในโลก สุดท้ายก็จะมีการล้างโลก เราก็จะเหลืออยู่ ก็อยู่ไปทำให้ดีต่อไป สิ่งสำคัญคืออัตภาพวิบากของแต่ละคนเมื่อมีจิตนิยามก็มีอัตภาพสั่งสมเป็นวิบากจนกว่าจะปรินิพพานไป แต่จะอยู่ต่อมีวิบากตราบโลกแตกก็ต้องไปตามวิบาก ไปอยู่โลกที่จะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่วิบาก อาจแย่กว่าโลกนี้อีกก็ได้ สรุปสำคัญคืออัตภาพของแต่ละคนเกิดมาแล้วให้ศึกษาตามที่พระพุทธเจ้าพาทำเถอะ ตราบใดยังไม่เป็นอรหันต์ก็ต้องมีตกต่ำขึ้นสูงอยู่ แต่ถ้าเป็นโสดาบันก็มีทางไปสู่ความเจริญ แต่ถ้าประมาทก็อยู่เป็นโสดาบันเป็นล้านๆชาติได้ สรุปคือเป็นอรหันต์ให้ได้แล้วจะรู้ว่าตนจะต่อภพภูมิต่อหรือไม่? อรหันต์แล้วเป็นหลักประกันว่าคนๆนี้จะไปเกิดโลกไหนๆ ก็แล้วแต่ อย่างอาตมาไม่ได้เกิดในโลกนี้โลกเดียวนะ แต่ถ้าเป็นอรหันต์แล้วจะเกิดหต่อหรือปรินิพพานก็ได้ เพราะส ิ่ งที่ยอดที่สุดก็คือคน คนเป็นอรหันต์นั้น ตอนไม่เป็นก็ว่าจะเป็นอรหันต์เท่านั้น แต่พอเป็นแล้วก็มีกตัญญูกตเวที ก็จะช่วยทดแทนบุญคุณพระพุทธเจ้า ท่านทำไปแล้วก็ไม่ทุกข์ มีน้อยที่ไม่ต่อ แม้อรหันต์ที่แย่ก็ตาม ท่านก็ทำได้ ท่านอาจยาก แต่โพธิสัตว์ใหญ่จะยากกว่าอรหันต์ตอนต้นๆ โพธิสัตว์ใหญ่ต้องรับภาระมากหนัก ไม่อยากพูดเลยว่า ระดับ 7 นี่มันเหนื่อยหนักนะ ยิ่งระดับ 8 ยิ่งมากกว่าอีกนะ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน