571125_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง อานาปานสติสูตร ๑๖ ขั้น.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571125_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง อานาปานสติสูตร 16 ขั้น โดยพ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … วันนี้ 25 พ.ย. 2557 จะสิ้นเดือนแล้ว เดี๋ยววันๆ ไล่ไม่ทัน แก่ไม่ทัน วันนี้อาตมาก็คงจะพยายามอธิบายเรื่องที่ชาวพุทธติดยึดกันเรื่องอานาปานสติ เข้าใจว่ากรอบนั้นอยู่แค่นั่งหลับตาแล้วเข้าภวังค์ปฏิบัติภายในจิต ไม่รู้จักกายสัมผัสภายนอก ไม่มีสันตติต่อเนื่องกับภายนอก ไม่เข้าถึงปรมัตถ์อย่างที่ว่า คำว่า กาย คือองค์รวมของทั้งรูป และนาม ของภายนอกและภายใน อัชฌัตตังอรูปสัญญี พหิทารูปานิ ปัสสติ ความเข้าใจการเชื่อมต่อภายในกับภายนอกนั้น ชาวพุทธทุกวันนี้แบ่งภายนอกก็ภายนอก ภายในก็ภายใน คนละอย่างคนละเวลา เมื่อไปศรัทธาอานาปานสติ โดยถือว่าในยุคพระพุทธเจ้าคนเข้าใจการนั่งสมาธิว่าคือเข้าไปรู้ภายใน แต่ไม่เข้าใจสมาธิพระพุทธเจ้าว่าเกี่ยวกับภายในด้วย กระทบสัมผัสแล้วอ่านวิญญาณไปด้วยขณะที่มีสัมผัสนั้นๆ ไม่ต้องไปหาที่อยู่เงียบๆ นั่งสมาธิ ที่เป็นสมาธิสามัญทั่วโลกที่เขาทำกัน แต่ผู้สัมมาทิฏฐิจะสามารทำสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าในขณะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ให้มีสัมมาสังกัปปะ มีการพูดสัมมาวาจา ก็ทำได้ แต่สัมผัสเกี่ยวกับข้างนอกอยู่ แต่อ่านจิตออก แยกกิเลส กำจัดกิเลสได้ในขณะปฏิบัติลืมตา เป็นสัมมัปปธาน 4 เป็นสังวรสำรวมอินทรีย์ 6 เกิดสัมมัปปธาน ในจรณะ 15 ก็มีสำรวมอินทรีย์ตามฐานะ (กรรมฐาน) โสดาบันก็ศีล 5 สกิทาคามีก็ศีล 8 แล้วปฏิบัติในขณะ คิด พูด ทำ ทำอาชีพให้เกิดสัมมาให้ได้ ละมิจฉาในคิด พูด ทำ อาชีพ ก็สร้างสัมมาสมาธิปฏิบัติมรรค 7 องค์ในมหาจัตตารีสกสูตร เป็นเหตุ เป็นบริขารที่ประกอบให้เกิดสัมมาสมาธิ แล้วเรียนรู้วิจัยในโพชฌงค์ 7 มีสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรค 8

ยุคพระพุทธเจ้าต้อง

อ่านต่อ

อนุโลมมาก เพราะเขาปฏิบัติออกป่ากันหมด แม้พระพุทธเจ้าก็หลงออกป่าไปกับเขาด้วยในช่วงแรก เช่น อยู่โคนไม้ เรือนว่าง หรือที่แจ้ง ลอมฟาง ก็ปฏิบัติคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง และที่ว่าคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง นี้ของพระพุทธเจ้ามีรายละเอียดว่า พระพุทธเจ้าไม่พาทำแบบนั่งซ้อนขา ขาไม่ทับกัน ที่ต้องกล่าวซ้ำ ก็เพื่อให้เกิดปฏิภาณปัญญา พระพุทธเจ้าต้องอนุโลมมาก ท่านไม่ทำแบบหักโค่น เพราะเขาทำแบบฤาษีกันมานานมามากแล้ว แต่ของพระพุทธเจ้าให้สัมผัสนอก แล้วอ่านรู้วิญญาณที่เกิดขณะปัจจุบันหลัดๆเลย หมวดปฏิบัติจริงอยู่ที่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ (นาม 5 ) เวทนาเป็นสังขาร(กาย_จิต_วจี) เวทนานี่คือสังขาร ในภาคที่จะปฏิบัติต้องใช้สัญญา รู้จักเจตนาเมื่อมีผัสสะ ในนาม 5 นี้ สังขารตัวนี้คืออวิชชา ผู้ไม่รู้จักสังขารก็อวิชชา ทำสังขารไม่เป็นก็จะเป็นอวิชชาเสมอๆ ต้องทำให้เกิดการละกิเลสเป็นบุญเสมอๆ ก็จะหมดกิเลสไม่ต้องทำบุญอีก เป็นอปุญญาภิสังขาร ความไม่มีสภาวะ ไม่รู้โลกุตระก็จะตีความว่า อปุญญะ ว่าปรุงเป็นบาปไป แต่ที่จริงคือการไม่ต้องทำบุญอีกเพราะทำกิเลสสิ้นเกลี้ยงแล้ว ก็เหลือแต่รักษาผล ทำให้มาก อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง รักษาผลให้เกิดอเนญชาภิสังขาร ผุฏฐัสส โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสส น กัมปติ ปฏิบัติอรูปฌาน อีก 4 ทำให้เกิดอเนญชาภิสังขาร ท่านที่ไม่มีสภาวะโลกุตระจึงแปลคำว่าอปุญญาภิสังขารผิดๆ พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าให้ทำสมาธิแบบหลับตาเลย ในพระไตรปิฎก และว่าให้ไปโคนไม้ก็ดี เรือนว่างก็ดี คำว่าก็ดี นี้แปลมาจากคำว่า “วา” ก็คืออย่างไรก็ได้นั่งเอง จะอยู่ป่าหรืออยู่เมืองก็ได้ แต่นั่งหลับตานั้นไม่เกี่ยวกับศีลเลย ไม่ต้องปฏิบัติศีล แม้ศีล 5 ก็ไม่เกี่ยว ปฏิบัตินั่งหลับตานี่ไม่มีศีล แต่เขาโมเมอธิบายว่านั่งหลับตานี่จะทำให้ศีลบริสุทธิ์ ศีล ทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญา นั้นไม่เกิดในสมาธิหลับตา แต่ว่าของพระพุทธเจ้าอานิสงส์ของศีลทำให้เกิดอวิปฏิสาร ปราโมท เกิด ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ยถาภูตญาณทัสสะ นิพพิทาวิราคะ ...ทำให้เกิดวิมุติ วิมุติญาณทัสสะ (กิมัตถิยสูตร) การปฏิบัติอานาปานสติ ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต ในพระไตรปิฎก เ ล่มที่ 14 ปฏิบัติแล้วจะได้อาริยคุณ อรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี โสดาบันฯ เป็นต้น อานาปานสติปฏิบัติแล้วจะเกิดผลอย่างนี้แม้ไม่บรรลุบุคคล 4 ก็จะต้องปฏิบัติอานาปานสติ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 หรือมาถึงมรรค 8 ยิ่งชัดเลยว่า ทำอาชีพก็ได้ พูดอยู่ก็ได้ ต้องรู้จักสังกัปปะ 7 แยกแยะสังกัปปะ 7 ได้ ทำมนสิการได้ รู้จักสังขาร รู้วจีสังขาร ผู้จะรู้วจีสังขารต้องสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าไม่รู้จะรู้เพี้ยนว่าวจีสังขารคือวจีกรรม แต่ที่จริงวจีสังขารคือจิต อยู่ในจิตสังขารนะ ถ้าไม่มีสภาวะก็จะยาก ผู้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิจะรู้ว่า วจีสังขารก็คือกายคือวิญญาณ กายนี่คือหมวดของเจตสิก 3 (เวทนา สัญญา สังขาร) ตามพจนานุกรมไทย - บาลีนะ ในอานาปานสติสูตร หากไม่เข้าใจจะไม่ต่อเนื่องถึงกายคตาสติ และสติปัฏฐาน ในอานาปานสติ อาตมายกตัวอย่างว่าสังวรสำรวมนั้นทุกกรรมกิริยาเกี่ยวกับภายนอก อาชีพอยู่ตลอดเวลา การทำอานาปานสติ ท่านอธิบายเข้าไปถึงจิต เพราะจะเหลือลมหายใจเข้าออก ตราบในมีลมหายใจเข้าออกก็พิจารณาอ่านรู้สติปัฏฐาน 4 เนื่องกัน กาย เวทนา จิต ธรรม องค์ประชุมมันเกี่ยวกันตั้งแต่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อเรามีปสาทรูป แล้วกระทบทางทวาร 5 แล้วก็เกิดภาวรูป ให้เรารู้ได้ คือวิญญาณ เป็นนาม - รูป รูป คือส ิ่ งที่ถูกรู้ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เสียงก็คือรูปเพราะเป็นตัวถูกรู้ สัมผัสแล้วเกิดองค์ประชุม เกิดภาวรูป (ปุริสสภาวะและอิตถีภาวะ) หากเป็นอิตถีภาวะอยู่ก็ไม่สมบูรณ์ต้องทำให้เป็นปุริสสภาวะไปเป็นรอบๆ มีสภาพวนรอบเหมือนก้นหอยขึ้นไปสูงเรื่อยๆ ไม่เหมือนโลกียะที่หมุนวนอยู่ในระนาบเดียว ไม่สูงขึ้นได้ แต่ โลกุตระนั้นหมุนพ้นไปสูงขึ้นจนหมดได้เลยสุดยอด เป็นโลเก อัตถิตา ส่วนพวกโลเก นัตถิตาคือไม่มีความไม่มี ที่จะดับนี่คุณไม่มี คือเขาไม่มีโลกนิโรธ ไม่มีโลกสมุทัย คือไม่ได้ผลโลกุตระนั่นเอง ใน อานาปาสติสูตร เล ่มที่ 14 [ 288 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้าเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง พ่อครูว่า … เขาแปลมาจาก สัพพ กาย ปฏิสังเวที คำว่า กองลม เขาแปลมาจากคำว่า กาโย ซึ่งเขาแปลคำว่า กาโย หรือกาย นี้ผิดไป ต้องไม่ทิ้งกายในการปฏิบัติ ยกเว้นอยู่เหนือภายนอกแล้ว คนไม่เป็นอนาคามีทิ้งกายไม่ได้ เพราะอนาคามีอยู่เหนือกายสังขารแล้ว เหลือแต่จิตสังขาร ท่านก็อ่านแต่กิเลสในจิตสังขารเท่านั้น อ่านรู้นามรูปได้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ อย่างรูป 28 นั้น มีรูปที่เป็นรูปนอก เป็นมหาภูตรูปแน่ แต่ว่ามันเนื่องเข้าหาใน จากปสาทรูป โคจรรูป มาเป็นภาวรูป เราต้องอ่านรู้ที่ไหน หทยรูป ว่ามันมีชีวิตของกิเลสไหม? เป็นชีวิตรูป...มันมีชีวิตินทรีย์ของกิเลสเหลืออยู่มากหรือน้อยก็ทำให้มันหมด ทั้งรูปฌาน ไปตรวจอรูปฌานต่ออีก พิจารณาถึงเวทนา 108 ใน 3 กาละ ให้นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก ว่าเราจักตั้งจิตมั่น (สมาทหัง แปลว่าจิตหนุ่มอยู่เสมอทำให้แข็งแรง สดหนุ่มเสมอ เต็มรูปแข็งแรง) ให้จิตเบิกบานร่าเริงแข็งแรงตั้งมั่น หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจออก ว่าเราจักเปลื้องจิต พ่อครูว่า… ก็ต้องรู้ว่าเราจะวางเปลื้องอะไร วิโมจจยังจิตตัง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง พ่อครูว่า… ที่จริงต้องพิจารณาความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จนตัวตนมันหมดเนื่องจากเหตุมันหมด เช่น คุณปรุงแต่งอร่อยสุขกับรสเผ็ด มันก็สุขตอนนั้นสัมผัส แต่ที่จริงมันร้อน hot แต่คุณไปหลงว่ามันอร่อยๆ เรียกว่า อร่อย ลำจ๊าดนัก หรือหร๊อยจั๊งฮู้ หรือแซบอีหลี ที่จริงมันแสบนะไม่ใช่แซบแต่คุณยึดติดสมมุตินั้นแล้ว หรือคนจีนซดน้ำร้อนเขาทนได้ หรือคนเหยียบไฟทนได้ก็เป็นอุปาทานจิตทั้งนั้น พิจารณาไตรลักษณ์ เป็นว่าเหตุมันไม่เที่ยง เราสัมผัสสุขมันก็แวบเดียว พอหมดสัมผัสคุณก็หมดสุขแต่คุณไปจำไปสัญญามันไว้ ว่ามันเป็นสุข มันไม่ใช่วิญญาณ มันเป็นความจำ ไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าเรามีปัญญาจะเห็นความจริงตามความเป็นจริงหลัดๆ แม้อาการสุขสัมผัสหลัดๆ คุณก็เมากับสุขเท็จ พอเลิกสัมผัสแล้ว แต่ก็ยังจำรสนั้นได้ นึกว่าเป็นจริง ติดใจผนึกเป็นอนุสัยอุปาทานไว้ เวรแล้วโง่แล้วที่ยึดไว้ ว่ารสอร่อยขนาดนี้ชาติไหนก็ต้องเอา คุณยึดไม่วาง บางทีรู้ว่าต้องวางแต่วางได้ง่ายๆที่ไหน ต้องล้างไปทีละลำดับ มันจึงเกลี้ยง แต่ไปนั่งหลับตาทำสมาธินั้นปฏิบัติแต่ความจำไม่ได้เป็นความจริงเลย หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หาย ใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า … พ่อครูว่า… 4 ข้อหลังนี้ มีอนิจจานุปัสสี กิเลสไม่เที่ยง ทุกข์สุขก็ไม่เที่ยง ไปตามจับมันเหมือนจับพยับแดด เหมือนเงา ไม่มีแก่นเหมือนหยวกกล้วย ไม่มีแก่นสาร แล้วเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ไปยึดเป็นอนุสัยอาสวะ ต้องล้างมันให้หมด เรากำจัดเหตุตัวใดได้ก็จะไมเ่หลือตัวตนสุขทุกข์เหตุแห่งทุกข์ในนั้นๆ มันไปทั้งพวงเลย ด้วยประการทั้งพวก หมดยวงเลย เป็นอนัตตา ไม่มีสวรรค์นรก สุขทุกข์ อนัตตาได้ เราทำได้ แม้ไม่ถึงดับสนิทก็เห็นความจางคลาย เป็น วิราคานุปัสสี เกิดญาณปัญญาเห็นอนิจจสัญญา กำหนดอ่าน รู้อนิจจัง เป็นอสุภสัญญา ได้อนิจจสัญญา สองอย่างนี้ต้องพิจารณากำหนดอ่านให้ชัดจนเกิดปัญญา มันก็เปลื้องปล่อยได้ เป็นวิราคะ ไปเป็นขั้นๆ หรือบางคนทำได้เลยพรวดเดียวก็คือมีบารมีเก่าแล้ว เราทำอนุปัสสี 4 ได้ถึงวิราคานุปัสสะ จนหมดดับเป็นนิโรธานุปัสสี ก็ทำทวนทำซ้ำให้แน่นิ่งแน่นอนว่ากิเลสศูนย์แน่เป็น ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำทวนทำซ้ำ ในเวทนา 108 สามกาละ ให้เกิดฐานนิพพานเป็นอุเบกขา ทำให้เป็นสังขารุเปกขาญาณ เมื่อใดเมื่อใดก็ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไม่หวั่นไหวแม้โลกธรรมใดๆ เป็นกายปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไว จิตก็ทำได้อย่างเหมาะควร จัดการทุกกรรมได้ทุกกรรม จิตคล่องแคล่วแววไว ปัญญาก็ไวรู้ได้เร็วไว เจโตจะอนุโลมปฏิโลมได้ เป็นจิตหัวอ่อน กายมุทุตา ทำองค์ธรรมของอานาปานสติ ถึง 16 ขั้นก็เป็นปฏินิสสัคคานุปัสสี คือทวนทำแล้วทำอีกซ้ำซากจนไม่มีอีกแล้ว ไม่มีแล้วสวรรค์ แม้สวรรค์โลกุตระก็ไม่เหลือ คือปีติเป็นอุปกิเลสก็ไม่เหลือ เป็นปฏินิสสัคคะ จนสมบูรณ์ เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) การปฏิบัติต้องทำสติปัฏฐาน 4 ด้วย เร ิ่ มตั้งแต่ กายในกาย ต้องรู้สักกายะตัวแรกเลย จะเข้าสู่โลกุตระตัวที่ 1 ต้องรู้ กายในกาย ในโพธิปักขิยธรรม 37 มีกายในกายเป็นตัวแรกจนไปจบที่อุเบกขา สัมมาสมาธิ ต้องรู้กายในกาย พิจารณาคือไม่ใช่ว่าแค่ขบคิด แต่ให้ทำใจในใจให้ได้ เห็นมันแล้วพิจารณามัน ว่ามันอนิจจา วิราคะ นิโรธได้ ตอนแรกคุณเห็นมันไม่เที่ยง พอพลังงานที่เห็นไม่เที่ยงนี้มากพอก็จะเห็นอสุภะได้ มี 2 สัญญา ทำงาน คืออนิจจสัญญาและอสุภสัญญา ในอานาปานสติก็ใช้ 2 สัญญานี้ ทำอย่างมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ก็เป็นสุภันเตวอธิมุตโตโหติ โน้นไปจนถึงอรหันต์เลย ที่สุดแห่งที่สุดเลย สัมโพธิปรายนะ สติปัฏฐาน 4 คือพิจารณากายนี่คือให้พิจารณาจิต กายนอกก็กระทบรับรู้ ด้วย เช่น หัวปลีนี่ใหญ่โตกระทบตาแล้วอยากได้ๆ เราก็อ่านรู้กาย ที่เป็นสักกายะ รู้องค์ประชุมของจิตในจิตเรา ตั้งแต่ปสาทรูปโคจรรูปแล้วเกิดภาวรูปปรับปรุงให้เป็นปุริสสินทรีย์ให้ได้ แล้วที่หทยรูปก็ดูว่ามันมีชีวิตในเพศหญิงหรือเพศชายก็ทำให้เกิดเพศชายเป็นเอกบุรุษให้ได้ก็รู้ความเป็นชีวิตของสัตว์ ทำสัตว์นรกให้ตายกลายเป็นพรหม เราจะรู้กายได้ ผู้ไม่มีความรู้เรื่องกายจะเห็นกายอีกแบบหนึ่งกายอย่างมิจฉาทิฏฐิในสัตตาวาส 9 1 .กายต่างกัน สัญญาต่างกัน (เวลาปฏิบัติต้องทำในวิญญาณฐีติ 7 ) ซึ่งในสัตตาวาสมีเพ ิ่ มอีก 2 อันคือ อสัญญีสัตว์และเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ซึ่งของพุทธไม่ต้องไปศึกษาสัตว์แบบนี้ คนที่ปฏิบัติแบบฤาษีก็จะไปจบที่วิญญานัญจายตนภพ ไม่ไปถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งเป็นของพุทธ แต่ฤาษีจะไปได้ความดำมืด สุภกิณหะหรืออาภัสสรา ก็สว่างแบบมโนมยอัตตา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นสว่างไสวปภัสสร แบบไม่ใช่มโนมยอัตตา ในสัตตาวาส 9 และวิญญาณฐีติ 7 นั้น ตัวปฏิบัติคือวิญญาณฐีติ 7 ต้องปฏิบัติขณะมีวิญญาณ ตั้งอยู่เกิดอยู่เห็นหลัดๆ แล้วแตกเป็นนาม 5 ในเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ก็จะรู้จักกาย แม้ในเนวสัญญานาสัญญายตนะแบบสัมมาทิฏฐิ และสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอายตนะ 2 ที่พระอรหันต์อาศัยอัตตานี้ อาศัยอายตนะนี้เป็นอายตนะที่สักแต่ว่าอาศัย พ้นสังโยชน์ 10 ปล่อยสัตว์ไปหมดแล้ว

_ดิฉันได้ดูรายการสดพุธที่ 22 มีการพูดถึงเรือเอี้ยมจุ๊นว่าเป็นเรือบรรทุกข้าว คำว่าเอี๊ยมแปลว่าเกลือ คำว่าจุ๊นแปลว่าเรือ คำว่าเกี่ย ก็แปลว่าเดิน ปฏิบัติ ส่วนก็เพี้ยนจากคำว่าเกี่ย เป็นเกียเอี๊ยมจุ๊น น่าจะแปลว่าไต้ก๋งเรือที่บรรทุกเกลือนะ แชร์ความรู้มา _เคยบวชชี รักษาศีล 5 มาเป็น 10 ปี ตอนแรกปฏิบัติหลับตามา แต่ต่อมาเมื่อมีสิ่งกระทบก็จะพิจารณา มีตัวระวังกิเลสเข้าตลอดเลย ดิฉันไม่วิปลาสใช่ไหม จะไปเล่าอาการจิตกับใครก็ไม่ได้ เขาไม่เหมือนเรา เราว่าสมาธิไม่ต้องไปนั่งหรอก สภาพจิตของตนตอนนี้ไม่สุขไม่ทุกข์ มองแม่กับคนอื่นก็เสมือนกับคนอื่นแต่มีสำนึกดูแลแม่ พ่อครูว่า… คุณมีบารมีตรงตามที่คุณพูด แน่นอนว่าคุณเองพูดกับใครไม่ได้ก็คือเขาไม่เหมือนเรา แล้วไปพูดว่าสมาธิไม่ต้องไปนั่งเอา เขาก็ไม่เข้าใจหรอก ศานสาพุทธเพี้ยนไปไกลแล้ว...สมาธิ 2 อย่าง ที่แบบนั่งหลับตาแล้วได้สมาธินั้น อาตมาทำได้ ทำมาแล้ว นั่งมาจนไม่ถึงก้นเน่า แต่ก็นั่งมาหลายปี เล่นไสยศาตร์มา 8 ปีก็นั่ง สารพัดจะอยู่กับผี เทวดา พรหม ไล่ผี ปราบผี ไล่พระพรหมด้วยก็ทำ ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แม้ที่สุดอาตมาเลิกไสยศาสตร์แล้ว แต่เรื่องของสมาธิพุทธกระทบอะไรก็จะพิจารณา ไม่ใช่นึกคิดนะ สัมผัสแล้วอ่านรู้สุขทุกข์ มีวิธีทำใจคืออย่าไปให้มันได้ตามอยาก เราตั้งศีลว่าจะเว้นขาดตามศีล หูได้ยิน ลิ้นได้รับรส แต่ลิ้นนี่มันต้องแตะแล้วต้องเกิดรสอร่อยแน่ ไม่สามารถหลีกได้ ถ้าปฏิบัติจริง ในมัตตัญญุตา จ ภัตตสมิงหรือโภชเนมัตตัญญุตา หากปฏิบัติถูกสามารถเป็นอรหันต์ได้ อ่านกิเลสเห็นความไม่เที่ยง ทำให้มันจางคลาย จนมันหมดไปได้ จะรู้ความสามารถเราที่ทำได้ก็ทำไปแบบลืมตากระทบสัมผัส ตั้งแต่กุหนา มันทุจริตหยาบโกงทีละห้าแสนล้านนี่เลิกเสียเถอะ ผู้รู้แล้วว่าอาชีพนี้ชั่ว เลว ต่ำ ก็เลิกเสีย พวกนักการเมืองมาหลอกด้วยลิ้นเล่ก็คือลปนา ใช้เล่โวหาร จนเรียกโกหกสีขาว เล่นลิ้นกันชัดๆก็คือโกหกอยู่ดี แล้วโกหกเรื่องมีผลกระทบมากด้วย มันน้อยที่ไหน? นัยสมาธิหลับตาทั้งสองแบบอาตมาพูดโดยสภาวะ พูดนี่ไม่ได้หลอกนะ ไม่ได้อยากอวด และเขาหาว่าอาตมาพูดนี่ตรรกะ พูดเอาเอง บัญญัติมาใหม่เอง เช่นว่าอรหันต์ในโสดาบันมีที่ไหน พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัส อาตมาก็ว่าเขาก็ไม่รู้ อาตมาว่าก็ได้ไปตามลำดับ จริงๆแล้วเป็นโสดาบันนั้นอบายมุขสิ้นซากแล้ว ได้ก่อนจึงรู้นิโรธแท้จริง แล้วทำให้ปฏินิสสัคคะ อาตมาก็พูดตามสภาวะ เขาบอกว่าไม่มีก็ไม่เป็นไร ขอให้ทำได้ตามที่พยัญชนะว่าก็แล้วกัน _ปฏิจจสมุปบาทเป็นของพุทธหรือเปล่า? พ่อครูว่า… ย้ำเลยว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก่อนพระพุทธเจ้าจะประกาศศาสนา นั้นยังไม่เกิด พอถึงพุทธการกรธรรม ท่านก็ตรัสรู้ได้ และรู้ปฏิจจสมุปบาทด้วย ใน ข้อที่ 8 ของปฏิจจสมุปบาท คือไม่รู้ในอวิชชา หากไม่รู้จักสังขาร (กาย จิต วจีสังขาร) ก็คืออวิชชา วจีสังขารอยู่ในจิต ยังไม่ออกมาเป็นกรรมภายนอก แต่เมื่อมีนิโรธแล้ว วจีสังขารเป็นตัวท้ายแล้วที่จะเกิดกรรมภายนอก ผ่านด่าน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา กรองมาก่อนแล้วจึงเป็นวจีสังขาร _กิเลสกับตัณหาต่างกันหรือเหมือนกัน? พ่อครูว่า… กิเลสเป็นคำกลางๆ สามัญนาม ส่วนตัณหาและอุปาทาน นี่ อุปาทานเป็นตัวลึก ส่วนตัณหานี้จำเพาะเป็นวิสามัญนาม จะต้องอ่านเห็นตัณหา เหมือนสักกายะที่จำเพาะของตน ที่ต้องเห็น ส่วนกิเลสนี่ก็เรียกสิ่งพาชั่วว่าคือกิเลสหมด ตัณหาคือ Kinetic energy ส่วนอุปาทานเป็นพลังงานศักย์ Potential energy แต่ก็ทำงานอยู่นะเป็นอนุสัยอาสวะ แตกตัวเหมือนยีสต์อยู่นะ

_คนสิ้นบุญไม่ใช่คนตาย แต่เป็นสัตว์(สัตตาวาส)ตาย _มีญาติธรรมในกลุ่มไม่ยอมกินของเพื่อน แม้เพื่อนจะให้กิน เขากลัวต้องไปใช้หนี้ต่อไป ทิฏฐิเช่นนี้ พ่อครูว่า… คุณจะอยู่คนเดียวใช่ไหม เกิดมากี่ชาติก็ไม่ต้องพึ่งใครใช่ไหม ไม่ใช่มันต้องเอามิตรดีสหายดี แม้ศัตรูก็เป็นตัวขัดเกลาเรา เราต้องรับให้ดี เราต้องเอาเพื่อน ถ้าจะเป็นหนี้บุญคุณกันก็เป็นได้ ถ้าคุณคิดว่ากินของเขา คุณก็ควรทดแทนเขาให้มากสิ ต้องเกื้อกูลกันมีแต่ให้กัน ก็คิดใหม่อะไรสมควรก็ทำ _มนุษย์ตายแล้วสูญไหม? เพราะมนุษย์เกิดจากอสุจิ พ่อครูว่า… ถ้าคนตายแล้วไม่สูญหากจิตไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คนจะปรินิพพานได้ต้องเป็นอรหันต์แล้ว ท่านสลายอัตตาได้ แต่อยู่ด้วยอรหัตตาทำงานศาสนาไป แต่มีสิทธิ์ปรินิพพานไม่เกิดอีกได้แต่คนไม่ปรินิพพานไม่อยากเกิดก็ต้องเกิด _ลูกสาวไปเรียนปฐมอโศก กลับมาบ้านก็กินมังฯ แต่ก็ล้มบ้างไม่ล้มบ้างจะแนะเขาอย่างไร พ่อครูว่า… ก็มองมุมดีของการกินมังฯ ต้องค่อยๆอธิบาย สำคัญที่คุณเป็นมังฯไหม ตนเองทำเป็นตัวอย่าง แล้วก็ไม่ทำกดดันเขา มีเวลาเราก็ค่อยส่งเสริมเขา จะช่วยได้ _เป็นครูสอนพุทธศาสนา แต่พบว่าเนื้อหาไม่ตรงกับพระไตรฯ เช่น เรื่องบุคคล 3 เป็นต้น พ่อครูว่า ... นัยพระพุทธเจ้าว่ามี 3 ก็มี 4 ก็มี มันมีทั้งสองอย่าง _พ่อครูเทศน์เรื่อง กายคตาสติ อานาปานสติ และสติปัฏฐาน ๔ ละเอียดมากแต่ยังไม่เข้าใจครับ พ่อครูว่า ...ทำไมเรียกไม่เหมือนกัน … เรามีสติรู้ทุกกรรมเป็นกายคตาสติ ปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออก แล้วปฏิบัติมีสติทุกกรรมและให้เข้าถึงจิตตามอานาปานสติ 16 จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน