230513-385 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ023.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - 2523 อภิณหปัจจเวกขณ์ (84 ตอน) MP3 ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันอังคารที่ 13 พฤษภาคมพุทธศักราช 2523 พ่อท่านปฏิบัติได้นำพิจารณาปัจจเวกปัจจัยที่พุทธสถานสันติอโศกเพื่อการอ่านดวงจิตหรือว่าการที่จะรู้รู้จิตของตนเองให้ได้มากขณะที่สุดนี่เป็นจุดเป้าหมายของสติปัฏฐานมันเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติของทุกๆคนที่ศาสนาพุทธคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมุ่งหมายผู้ที่เข้าใจความหมายเข้าใจรายละเอียดต่างๆเพื่อเราจะปฏิบัติสติปัฏฐานได้อย่างไรเข้าใจให้ถูกต้องเข้าใจให้จริงตั้งแต่ลักษณะต่างๆตั้งแต่ การจัดการควบคุมกายเวทนาจิตเข้าใจอารมณ์อันทรงอยู่เรียกว่าธรรมารมณ์อารมณ์ใดที่กำลังทรงอยู่ที่ใครคนนั้นตรวจธรรมารมณ์หรือตรวจอารมณ์ที่ทรงอยู่นั้นได้ทันมากขณะที่สุดและก็มีธรรมะวิจัยวิจัยวิจัยวิจัยได้ออกว่ามันเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมหรือว่าเป็นสิ่งที่เป็นธรรมะอันที่เรามุ่งหมายแล้วดีแล้วเราได้ปรับปรุงกุศลอกุศลเข้าหาสู่ธรรมอันมุ่งหมายดีที่สุดได้เสมอปรับปรุงอารมณ์ทำให้ได้เสมอไม่ว่าทางกายทางวาจากิโมโนแล้วเราก็อยู่กับทุกๆสิ่งทุกอย่างอยู่กับดินน้ำไฟลมอยู่กับมนุษย์อยู่กับ ใครอยู่กับทั้งเทวดานรกสวรรค์ผีมารยักษ์อะไรเราก็อยู่ได้อยู่แล้วเรายังสามารถที่จะโน้มน้าวให้ผีให้มาในยักษ์มาเป็นพระหรือมาเป็นเทวดาโน้มน้าวจูงดึงมาได้อีกมันก็ยิ่งดีอีกมันก็ได้ขึ้นไปสนับสนุนกันไปเรื่อยๆเพราะจุดแรกจุดสำคัญตัวเราเองต้องเข้าใจสติปัฏฐานของพระพุทธเจ้าให้สำคัญศาสนาพุทธเจ้านั้นการมาจนกระทั่งหลายพันปีจนป่านนี้แล้วคนที่ปฏิบัติธรรมที่ไม่เข้าใจสติปัฏฐานพุทธเจ้ามีมากตั้งแต่สมัยโบราณก็ไม่ได้เข้าใจกันมากมายทีเดียวนักหรอกยิ่งสมัยนี้ยิ่งเป็นศาสนาที่ทันสมัย สถานีเป็นของทันสมัยที่สุดสมัยโบราณพระพุทธเจ้ายังอนุโลมปฏิโลมบ้างเพราะในยุคการสมัยโน้นมีการนั่งหลับตามีการปฏิบัติเชิงฤาษีดีและสีอะไรมากเยอะลูกศิษย์นิธิก็คือคอยอนุโลมเ

อ่านต่อ

ขาก็อาศัยฐานเหล่านั้นเดินมาพระพุทธเจ้าท่านก็ค่อยๆสอนค่อยๆตายค่อยๆพยายามทำความเข้าใจมามันมีเยอะจริงๆจึงต้องอนุโลมแล้วก็เป็นไปไม่ค่อยเป็นไปปรับปรุงมาสวดทุกวันนี้นั่นแหละอย่างฤาษีชีไพรนั้นน้อยแล้วน้อยกว่าน้อยแล้วคนเข้าใจในสภาพที่ปฏิบัติธรรมไม่ได้อยู่ในอิริยาบถทุกเมื่อเนี่ยมันมีมันได้มากมายและเข้าใจกันดีด้วยก็ขอให้พยายามทำความเข้าใจให้ถูกแล้วก็จะให้ตรง จะได้ยืนหยัดยืนยันอย่าไปหลงเข้าใจอะไรต่ออะไรผิดอยู่เป็นอันขาดเพราะการที่จะใช้การนั่งหลับตาเป็นอุปการะบ้างนั้นก็ศึกษาไม่ใช่ถูกกาลเทศะและอย่าหลงผิดสู่สติปัฏฐานทำไม่ได้จริงๆตลอดเวลาที่เราตั้งแต่ตื่นลุกขึ้นมาก่อนเราจะลุกพอลุกแล้วรู้สึกตัวก็มีสติแล้วก็ยังกระทำสิ่งที่เป็นผีออกไปจากจิตตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งออกจากที่นอนหรือว่าเราจะทำงานอะไรในขณะนั้นยังไม่ออกก็ตามยังไม่ออกมาจากม้งหรือออกจากม้งมาแล้วมาทำโน่นทำนี่อะไรให้เราทำขนาดของเราเจริญทุกขณะให้ได้มีสติสัมปชัญญะพิจารณากายเวทนาจิตกายคือความประชุมแม้แต่มีสิ่งประชุมเป็นวัตถุรอบ จนกระทั่งถึงแตะสัมผัสที่ตัวเรามีความรู้สึกกับตัวตัวเราจนถึงมีแต่ความรู้สึกกายข้างนอกไม่ต้องเกี่ยวข้องมีแต่ความรู้สึกนั้นเป็นอารมณ์แล้วก็ปรับปรุงอารมณ์นั้นเข้าไปเป็นปรมัตถ์จัดแจงปรับปรุงอารมณ์ของเราเข้าสู่ฐานอุเบกขาฐานนิพพานหรือว่าฐานที่เรามีปัญญาเข้าใจว่าเราต้องทำอารมณ์อย่างนี้ให้ทรงไว้ซึ่งอารมณ์อย่างนี้เป็นดีสุดเสมอบ่อยๆบ่อยๆทำอยู่จริงเราจะได้กรรมวิธีเราจะได้อิทธิวิธีเราจะเห็นความจริงเราจะมีความเก่งเป็นมโนมยิทธิเราจะเกิดปัญญารู้เห็นความจริงแจ้งจึงไม่ค่อยเกินค่อยเป็นค่อยไปจริงๆไม่ใช่ปัญญาเหล่านี้เป็นปัญญาเขาคิดปัญญา คิดก็มีปัญญาอ่านรู้ฟังรู้มาก็มีแล้วเอามาผนวกเอามาใช้พิสูจน์พิจารณาพร้อมกับที่เราได้ปฏิบัติประพฤติไปมันตรงกันไหมมันถูกต้องไหมมันได้ผลจริงไหมเทียบเคียงก็อย่างนั้นอย่างนี้หลายๆอย่างเราจะเห็นเราจะเกิดปัญญารู้รู้เห็นจริงแล้วก็มันจะมีภาพตัดสินมีภาพที่สุดแล้วก็เห็นจริงตัดสินออกมาแล้วเราจะเกิดปัญญาจากการตัดสินเหล่านั้นแม้ไอ้ที่ความรู้รู้จักฟังจากอ่านความรู้ที่เราได้พบได้คิดขาดกันในคำนวณก็ตามมันก็จะเอาไปสิริรวมกับเวลาเราปฏิบัติไปปฏิบัติไปแล้วก็ไปเทียบใกล้เคียงไปพิสูจน์กันจริงๆแล้วมันก็ออกมาเป็น ตัดสินเมื่อตัดสินเป็นผลออกมาสิ่งเหล่านั้นเหล่านั้นเทียบเคียงกับอะไรต่ออะไรก็เทียบแล้วแล้วก็ได้อะไรต่ออะไรมันสอดคล้องกันหรือเปล่าแล้วมันดียังไงยังไงตามที่มีความหมายบอกเอาไว้เราจะได้ผลอันนั้นออกมาอันนั้นแหละคือปัญญาเนี่ยเป็นวิมุตติญาณทัสสนะก็ดีหรือว่าญาณทัศนะเฉยๆยังไม่ถึงขั้นนี้มดก็ตามแต่ตัวอย่างทัศนะเกิดจิตที่เป็นไปได้เกิดรู้วิธีการในการทำเกิดเข้าใจกิเลสลึกซึ้งทำให้จิตดียิ่งขึ้นอย่างไรจะรู้ลึกซึ้งตามหลักของเจโตปริญญายานทีนี้เราก็จะมีทางที่จะศึกษาต่อไปอีกในการที่จะระลึกย้อนความหลังความน่าความกล่าวความใหม่มาดูความเกิดความดับของอารมณ์ที่มันจำได้ คนไหนที่จำแม่นคนไหนที่รู้จิตรู้วิญญาณแล้วแม้แต่ไม่สัมผัสของจริงเราก็ยังรู้อารมณ์รู้อาการรู้สภาพธรรมได้ชัดต้องตรวจสอบวางอะไรไม่มีอะไรเราก็พยายามทำด้วยเจตนาทำให้มีเตวิชโชนั่งพิจารณาทบทวนถ่ายทอดเพราะในขณะที่เรามีฌานนั่งทบทวนก็ได้อย่างหนึ่งในขณะที่เราไม่มีฌานถ้าไม่ใช่ไม่มีฉันไม่ได้อยู่คนเดียวเรามีภาระต่างๆเราก็จะรู้จิตวิทยาอย่างหนึ่งมันต่างกันเราจะรู้ทุกอย่างรู้ทุกขณะรู้ทุกเวลารู้ทุกๆแบบอย่างใครจะเอาแต่ตอนนั่งเราก็รู้ตอนนั่งเราก็รู้เหมือนกันใครจะเอาตั้งเวลาที่ทำงานทำการสัมผัสเทคโนโลยีอยู่เราก็รู้รู้ได้หมดถ้ารู้ได้หมดนี่มัน รวมสติปัฏฐานจึงรวมหมดแม้แต่นั่งหลับตารู้ธรรมะปฏิบัติธรรมะด้วยนั่งหลับตาในสติปัฏฐานก็มีอยู่รู้ทุกอิริยาบถในสติปัฏฐานก็มีอยู่ไม่ได้หมายความว่าสติปัฏฐานที่ยืนเดินนั่งนอนเนี่ยไม่มีไม่เอาหลับตาไม่มีหลับตาก็ไม่ใช่นี่ได้ไม่เป็นไรและควรจะมีด้วยเพราะคนเราก็อยู่เวลาเฉยๆว่างๆจะหลับตาหรือไม่หลับตาก็ไม่มีปัญหาอีกถ้าเราเข้าใจฌานเข้าใจการทำจิตเข้าใจการอ่านกายเวทนาจิตและก็อารมณ์ที่ทรงอยู่เรียกว่าธรรมารมณ์นั้นเราจะเข้าใจแล้วเราก็จะไม่ต้องสงสัยใครจะว่ายังไงเราก็ไม่แปลกประหลาดทีนี้ก็เราก็อยู่ที่ฝึกหัดปฏิบัติเป็นจริงมีจริงนี่แหละสำคัญเราจะต้อง ตาไม่เป็นได้ให้เกิดผลเสมอเสมอไม่ต้องเคร่งเครียดพยายามปฏิบัติธรรมอย่าให้เคร่งเครียดเคร่งเครียดหมายความว่าอะไรเคร่งเครียดหมายความว่าเอาเป็นเอาตายฮึดฮัดมันไม่ได้ก็เกิดอารมณ์ฟึดฟัดอารมณ์ไม่ชอบใจอารมณ์ลงโทษลงโพยอะไรอย่างเกินการไม่ต้องแต่เราลงโทษเราเหมือนกันไม่ใช่เอาลงลงโทษจนเกินการเราลงโทษที่เราทำไม่ได้เราต้องพักเป็นใหม่ใจเบิกบานเออเราไม่เก่งก็ให้รู้ว่าไม่เก่งแต่อย่าย่ำยีตนไม่ย่ำยีตนแต่เราก็ต้องรู้ว่าตนไม่เก่งก็ต้องพยายามขึ้นอีกไม่ต้องอึดอัดฟัดเหวี่ยงได้แล้วก็อย่าลืมใจจนไปโวยวายตีกลุ่มคนนั้นว่าคนนี้เกลียดคนนั้นช่างคนนี้มันก็กลายเป็นกิเลส 2 ส่วน ได้ดีก็ยึดตนแล้วก็ไปปะทุออกเป็นโทสะหรือไม่ได้ก็โทรสั่งอย่างนี้มันก็เป็นโทรศัพท์ทั้ง 2 ส่วนได้แล้วก็ติดยึดแล้วก็ไม่เพิ่มภูมิอีกก็มีได้หรือได้แล้วก็ไปตีคนอื่นก็มีอีกอะไรพวกนี้ถ้าเรารู้ถึงลักษณะต่างๆในรอบด้านแล้วเราก็จัดสรรตัวเราเองให้ได้อยู่ในประเภทที่มีทิฏฐธัมสุขกับวิหารได้สันพระวิหารไปก็สั่งสมทิศทางศาสนาเรื่อยไปเรื่อยไปเรื่อยไปเราปฏิบัติสติปัฏฐานมีฌานมีสัมมารามมีศีลมีสมาธิมีปัญญาอยู่ในนั้นเสร็จหลักการใหญ่ๆอะไรก็ไม่แปลกอะไรถ้าเราเข้าใจด้วยภาษาเข้าใจสภาวะที่เราประพฤติและกับสิ่งที่เกิดที่เป็นที่มีจริงๆเราก็จะได้ผลอย่างแท้จริงและขอให้พวกเราได้ รู้จักที่จบด้วยรู้จักที่จบที่ตัดสินอะไรที่มันได้มันคงแน่นอนมั่นใจแล้วก็อย่าไปเชื่อด้วยซ้ำแซะหรือจะไปหลงระเริงติดอยู่ที่นั่นมากนักก็ต้องพยายามเพิ่มกรรมฐานเพิ่มศีลเพิ่มอะไรกับพืชพึงเป็นพึงไปอีกจนสุดท้ายเราจะมายึดติดยึดอยู่ณที่ไหนเราจะไม่หลงแพะลงอยู่อะไรเราก็อยู่ก็อย่างที่มันทรงอยู่อยู่ที่ไหนยังไงเป็นอะไรแล้วก็ทำอะไรที่เป็นประโยชน์เราเอาประโยชน์สูงสุดในโลกโดยเราเองเราร่วมกับประโยชน์เหล่านั้นก็ช่วยพิจารณาตัดสิ่งที่มันทำลายล้างเชื้อโรคหรือสิ่งที่มันทำให้เสื่อมในขณะที่เรากำลังสร้างออกให้มากที่สุดเท่าที่เรามีปัญญาแล้วก็ดำเนินไป อยากรู้ทั้งรู้ว่ามีเชื้อโรคจะเอาออกไม่ได้เพราะจำเป็นอนุโลมก็จำเป็นที่จะต้องทำด้วยโดยไม่ทุกข์โดยยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบานร่าเริงเราจะรู้อยู่ว่าไอ้นี่มันยังมีสิ่งเสื่อมอยู่แต่เราไม่สามารถที่จะทำออกได้ก่อนเราก็พยายามจะหาโอกาสจะหากรรมวิธีอย่างไรที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้สิ่งที่มันทำลายเนี่ยสูญหายไปเสียเรียกว่าเลิกละปลดปล่อยไปเสียเราก็จะพยายามพากเพียรทำกันแล้วขอให้พวกเราตัดออกตั้งใจเข้าใจสติปัฏฐานให้สูงให้บริบูรณ์และเราจะดำเนินตนไปสู่ทิศทางที่มุ่งหมายอันสูงสุดให้ได้อย่างแท้จริง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน