230530-397 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ023.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระโพธิรักษ์นำพิจารณาธรรมปฏิเวธก่อนฉันที่พุทธสถานสันติอโศกภายในการปฏิบัติตนเพื่อที่เราจะได้เป็นผู้พ้นทุกข์หรือผู้สบายหรือผู้ประเสริฐตามไอ้หลักการที่จะเทียบเคียงได้นั้นก็คือศีล ราชวัตรตัวเราว่าเราได้พ้นทุกข์หรือว่าเราได้เป็นผู้สบายเป็นผู้ประเสริฐแล้วหรือยังก็คือเอาหลักของศีลแต่ละข้อแต่ละข้อมาวัดเราเองเราบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ด้วยศีลกี่ข้อแล้วก็ลึกซึ้งขึ้นไปอีกเท่าไรเท่าไรเราก็จะเป็นผู้ที่ประเสริฐเป็นผู้ที่มีความจริงว่าปฏิบัติศีลอย่างนั้นอย่างนั้นและบริสุทธิ์บริบูรณ์ลงไปเราก็สบายเราก็พ้นทุกข์แล้วอ่านความสบายความพ้นทุกข์ที่เราปฏิบัติตามที่ศีล 5 ศีลมีหมวดห้ามหรือฝ่าย ก็ห้ามไม่ให้ทำอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนี้แล้วเราก็เป็นได้โดยสบายโดยไม่มีทุกข์ก็รอให้อ่านดูว่าไอ้ความไม่มีทุกข์ความไม่สบายนะมันเป็นประโยชน์มันเป็นความดีงามมันเป็นสิ่งสร้างสรรค์มันเป็นสิ่งที่เกื้อกูลโลกไม่ได้เผาผลาญโลกเลยสิ่งใดที่ท่านแนะให้ทำยิ่งขึ้นเป็นยิ่งขึ้นก็มีอยู่ในศีลก็มีเชิงอย่างนั้นอยู่เหมือนกันก็ให้อ่านให้ตรวจอีกเป็นการเก็บละเอียดขึ้นไปอีกผู้ใดมีศีลดังกล่าวนี้จึงและก็มีผลทางจิตคือจิตก็เป็นความสบายเป็นความพ้นทุกข์ไม่อยากไปลำบากแล้วเกิดปัญญาเห็น ความงามเห็นความดีความดีงามเห็นความมีคุณค่ามีความจริงว่ามันมีคุณค่าอย่างแท้จริงและผู้นั้นก็เป็นไปอย่างนั้นได้อย่างสบายไม่เปลี่ยนแปลงไม่เวียนวนไม่แปรปรวนอย่างนี้เราเรียกว่าความมั่นคงหรือเรียกว่าความเป็นศีลอย่างปกติคือตัวเราเองเอาศีลมาจับเราก็บริสุทธิ์บริบูรณ์ตามความหมายที่ศีลบ่งบอกอยู่เพราะและตัวเราเองก็เป็นได้ทั้งกายกรรมวจีกรรมในมโนกรรมก็สบายไม่ฝืดไม่ฝืนไม่ยากไม่ต้องลำบากลำบนอะไรนี่คือความมีศีลความเป็นศีลเป็นของสุดท้าย ชื่อว่าเราปฏ
อ่านต่อ
ิบัติศีลมาจากต้นๆแล้วก็จนกระทั่งเรามีผลสำเร็จแล้วก็เป็นปกติแล้วเราก็ชื่อว่าเรามีศีลปฏิบัติศีลแล้วก็เป็นคนมีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่เรามีศีลเท่าไรเท่าไรเราก็เป็นความประเสริฐในจำนวนเท่านั้นเท่านั้นมากยิ่งขึ้นสูงยิ่งขึ้นเราก็ยิ่งเป็นพระอริยเจ้าสูงขึ้นสูงขึ้นเป็นคนประเสริฐขึ้นประเสริฐขึ้นศีลหรือคำสอนหลักเกณฑ์ต่างๆของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีมากมายอันใดจึงแนะว่าอย่านี้อย่างนี้อย่าทำอย่างนี้จงทำนั่นแหละเป็นคำสอนทั้งสิ้นตัวอย่างท่านพาเป็นพาไปตัวอย่างเป็นจริงอย่างนี้อย่าทำเลยต้องทำอย่างนี้เถิดมีแง่มี แล้วเราก็ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านเห็นดีและเห็นว่าไม่ดีไม่ดีเราไม่ทำไม่ดีเราทำจนจิตเราว่างจิตเราง่ายถิ่นเราสบายจิตเราไม่ต้องลำบากลำบนไม่ต้องฝืนต้องฝืนนั่นแหละเป็นผลเรียกว่ามักก็ผลคนมาอยู่ตรงนั้นแล้วก็หลักการมันก็อยู่ตรงที่เป็นความหมายของแต่ละข้อแต่ละข้อที่พระพุทธเจ้าต้นของเบื้องต้นหรือบางอย่างซึ่งกลางสูงขึ้นไปจนที่สุดก็ละเอียดลึกซึ้งและเราก็เรียนรู้ไปตามขั้นตอนปฏิบัติไปตามขั้นตอนเรายังเก่งไม่ได้เราก็เอาคำหยาบก่อนแล้วก็ไล่สูงขึ้นและกำไรสูงขึ้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆจน ถ้าอย่างนี้เป็นหลักการง่ายๆแต่ต้องทำจริงๆจึงจะได้ทำได้แล้วเราจึงจะเห็นจะเกิดปัญญาเห็นรู้ถึงความดีงามที่แท้จริงภาษาพูดก็แค่นี้เองความหมายสรุปรวมแล้วก็มีแค่นี้ส่วนรายละเอียดต่างๆในความหมายของศีลเราต้องศึกษาและต้องทำความเข้าใจและให้เข้าใจถูกๆเป็นสมาธิให้แม่นเปล่าแล้วก็จงทำให้ได้สำเร็จลงเราจึงจะได้ชื่อว่าคนดีคนที่มีศีลขึ้นมาแม้ศีล 5 บริสุทธิ์บริบูรณ์จิตใจเป็นปกติจิตใจสบายเห็นความพ้นทุกข์ในศีลทั้ง 5 ข้อนั้นไม่เดือดร้อนไม่ ฝากอะไรและเกิดปัญญามองเห็นคุณงามความดีดังกล่าวแล้วเห็นประโยชน์เห็นคุณค่าจริงๆแล้วผู้นั้นจะไม่แปรปรวนไม่สับเปลี่ยนไปเป็นอื่นทั้งความหมายมีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยเกี่ยวข้องกับวัตถุรูปนามอะไรต่างๆข้างนอกจนกระทั่งข้างในเราก็เป็นความว่างความวางความเปล่าความสบายความง่ายความผิดคือตัวไม่ต้องเป็นอื่นไม่ต้องตกหล่นอย่างนั้นเรียกว่าเป็นความบรรลุธรรมเป็นความเป็นได้ที่แท้จริงเป็นผู้ที่นับเป็นโสดาบันบุคคลตามนัยยะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือมีโสดาปฏิญาณมีองค์โสดาคุณมีศีล 5 นี่แหละสิ่งที่เป็นต้นถ้าพูดใดที่เข้าใจศีลที่มันแพงลึกละเอียดลงไปเป็นอาทิตย์สี แม้ในศีล 5 นี้เราก็จะสามารถรู้ลึกซึ้งและกินความหมายเกี่ยวข้องกับข้ออื่นๆในศรีราชาจะเกี่ยวข้องกับข้อ 6 เองคือเพราะฉะนั้นคณิตศาสตร์ศีล 5 จะเกี่ยวข้องกับข้อ 7 เองเกี่ยวข้องใจถูกลบสิ้นเสียงสัมผัสต่างๆเกี่ยวข้องกับกิเลสรอบด้านทั้งสิ้นปี 6 ศีล 5 ที่เกี่ยวข้องในข้อที่ 8 เองเกี่ยวข้องกับชาติเกี่ยวข้องกับงานจิตที่เราจะเข้าใจถึงความหลงใหลหลงโตหรือเด็กที่ดีแรงเป็นเพราะอำนาจยึดดีเกินไปอะไรต่างๆนานาไม่รู้จักอนุโลมปกติเราจะเข้าใจหรือแม้แต่หลงวัตถุอยากจะใหญ่อะไรก็เถอะคนอื่นพูดง่ายๆแต่จะเข้าใจมันเกี่ยว ขึ้นไปขึ้นไปลึกซึ้งขึ้นลึกซึ้งขึ้นอย่างแท้จริงนี่เป็นความหมายของอภิสิทธิ์อภิปัญญาที่ประกอบกันและเราจะปฏิบัติศีลเป็นอธิษฐานโดยไม่ต้องไปเอาศีลข้ออื่นมาได้แต่ไม่ง่ายเลยถ้าไม่มีประสิทธิภาพจริงไม่มีความรู้ว่าชัดแจ้งเองจริงเราจะไม่รู้ได้ง่ายนักแต่ถ้าเผื่อว่ามีผู้แนะผู้บอกคุณจะนำพามีปฏิภาณมีอะไรประกอบบ้างก็จะรู้ได้ขึ้นดีขึ้นแต่ถ้าจะให้ดีศึกษาง่ายๆก็ตามศีลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นข้อต่างๆที่ท่านจะย้ายความบอกข้อนั้นข้อนี้อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นไปเรื่อยๆๆตามฐานะตามขั้นตอนซึ่ง เราจะเอาตามความหมายที่ท่านบอกไว้เป็นข้อๆหยาบๆนั้นได้แล้วเราก็ปฏิบัติไปมันได้รายละเอียดของภาษาของคำสอนที่บ่งบอกไว้ทั้งหมดในตำราตำรับต่างๆตามมาพิจารณาเอามาเลือกเป็นปฏิบัติตามไปตามไปตามไปจนกระทั่งบริสุทธิ์บริบูรณ์ดังกล่าวแล้วคือเป็นได้ทั้งกายและดีและมโนก็สบายไปเรื่อยๆนั่นแหละคือการบรรลุธรรมนั่นคือความประเสริฐเรามีมากเท่าใดเท่าใดเราก็ประเสริฐเท่านั้นเท่านั้นอย่างแท้จริงและเราจะเห็นว่ามันเป็นเป็นความเป็นอยู่สุขหรือเป็นความเจริญของมนุษย์ซึ่งเป็นความประเสริฐของมนุษย์อย่างไรอย่างไรผู้ที่รู้เองเห็นเองจะเข้าใจเลยอย่างยืนยันยืนยันเพื่อพิสูจน์นี้ไม่ใช่เรื่องลึกลับ เป็นเรื่องตื้นเป็นเรื่องง่ายเป็นเรื่องที่ควรจะรู้เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราไม่เข้าใจแล้วไปตอบคำถามของคนอื่นก็ถามว่าปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าปฏิบัติอะไรปฏิบัติอย่างไรแล้วก็บอกปฏิบัติศีลและปฏิบัติศีลแล้วจะรับที่สุดจะเป็นยังไงที่สุดก็เป็นผู้มีศีลแล้วเราค่อยอธิบายคำว่ามีศีลคืออย่างไรตามที่ได้อธิบายให้ฟังแล้วนี่คือเอาความหมายของศีลมาจับที่เราเราไม่ด่างพร้อยเราไม่ได้ไปละเมิดอะไรไม่ว่ากายไม่ว่าวจีโดยเฉพาะเรื่องจิตของเราสบายเป็นได้โดยอัตโนมัติไม่เกิดไม่ฟื้นไม่ทุกข์ไม่ยากไม่ลำบากไม่ต้องบนและเกิดปัญญาด้วยนอกจากไม่ลำบากแล้วเกิดปัญญาเห็นดีเห็นงามซึ่งเราจะอธิบายความดีงามอธิบายความมีคุณค่าอธิบาย เรื่องประโยชน์ของมนุษย์เป็นส่วนดีอะไรต่างๆสาธยายให้เขาฟังได้ด้วยแล้วเรียกว่าเกิดปัญญาด้วยและตรวจเปโตรวิมุตด้วยแล้วเราก็เป็นคนมีชิ้นอย่างนี้เขายืนยันว่าเราจะอยู่ในทฤษฎีอย่างนี้กฎระเบียบอย่างนี้ศีลอย่างนี้วินัยอย่างนี้ของพระพุทธเจ้าที่ตัดไว้เพราะว่าข้อห้ามท่านก็บอกข้อที่ควรทำท่านก็บอกนี่แหละคือหลักการง่ายๆและหลักคำตอบและเป็นหลักแห่งความจริงของศาสนาก็คอยสังเกตว่าคนทุกวันนี้มีศีลหรือมีความปกติที่มีไปเป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่าทำอย่างนี้แม้แต่ข้อง่ายๆต้นๆที่เรารู้กันแค่ศีลเบื้องต้นเราทำกันหรือทุกวันนี้แล้วเราๆและเราไม่เคยยืนยันเราไม่เคยเป็นคนที่เป็นหลักเป็นคนที่มีหลักการเป็นคนที่มีความจริงอยู่อย่าง ถาวรเป็นคนที่จะเป็นตัวอย่างให้แก่โลกอย่างยืนยันพูดได้อธิบายได้บอกความดีบอกความจริงได้แล้วนะคนอื่นให้ทำตามตามกันไปอีกเพื่อจะได้เกิดผลเป็นคนดีเป็นความประเสริฐของมนุษย์เป็นมนุษย์ประเสริฐขึ้นในสังคมเราไม่มีหลักเกณฑ์ที่แม่นมั่นคงที่มีอยู่ในศาสนามีแต่ตัวหนังสือและไม่มีความจริงว่าเราจะต้องมาขอกู้ความจริงอันนี้ขึ้นเราจะต้องมีมีศีลส่งไว้ซึ่งตัวเราเองเรียกว่าศีลธรรมคนมีศีลธรรมคือคนมีศาสนาแต่คนไม่มีสีและทำคือมีศีลเป็นภาษาเฉยๆเรียกว่าไม่มีศีลธรรมมีศีลและภาษาเรียนรู้กันไปตรงๆแต่ไม่ส่งขึ้นที่ตัวผู้คนโดยเฉพาะผู้สอนเองก็ไม่ได้ส่งไว้และลมๆเหลวๆ มายืนยันว่ายืนหยัดไม่เป็นหลักแท้หลักมั่นก็หลักคงมันก็ไม่เรียกว่าทรงธรรมถ้าทรงทำก็คือทรงอยู่มีอาการอย่างนั้นมีความเป็นอย่างนั้นอยู่ที่เรากายก็ดีว่าดีก็ดีแม่ได้แค่กายก็ไม่ดีก็ยังเป็นความประเสริฐระดับหนึ่งแล้วถ้าถึงขั้นได้ถึงจิตจึงเรียกว่าปรมัตถ์เรียกว่าท่านบรรลุธรรมแท้จริงท่านทรงทำขึ้นอย่างบริบูรณ์ทั้งนอกและในเนี่ยนี่เป็นความรู้ไม่ใช่ความรู้ลึกลับเป็นความรู้ง่ายแต่ขอให้เป็นจริงเราจึงจะมากระทำความเป็นจริงขึ้นขณะนี้เราได้กอบกู้ศาสนาขึ้นมามากพอสมควรแล้วเพราะว่าเรายืนยันยืนหยัดไม่ใช่เป็นศิลปกรรมสามารถมีศีลมีพบกันเล่นๆหัวๆวันหนึ่งคืนหนึ่ง วันอีกเดือนหนึ่งอีกปีหนึ่งค่อยมามีสักคราวหนึ่งไม่ใช่อย่างนั้นแต่เรามีประจำชีวิตมีประจำทุกวันมีประจำทุกนาทีเรามีอย่างนั้นจริงๆทุกวินาทีด้วยและเราก็เป็นความบริบูรณ์ความสบายของเราด้วยจึงจะเรียกว่าพ้นทุกข์จึงจะเรียกว่าสบายคุณจะเรียกว่ามีคุณงามความดีมีค่าตามหลักตามเกณฑ์ตามสมมติฐานที่พระพุทธเจ้าท่านมาจากเอาไว้แต่ละศีลแต่ละข้อแต่ละคนเป็นปราชญ์เป็นความรู้อย่างปลอดภัยมีความถูกต้องอย่างเอกที่ไม่มีใครสามารถล้มล้างหรือถกเถียงได้ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จึงเรียกว่าทำคนให้เป็นคนดีทำคนให้เป็นอารยชนทำคนให้เป็นอริยชนทำคนให้มียาและทำ ทำได้จริงไม่ต้องเอามากพิสูจน์ให้ศีล 5 ข้อเท่านั้นมีกันในสังคมสังคมน้อยก็เป็นสุขที่ในสังคมน้อยสังคมใหญ่ขึ้นไปก็จะเป็นสุขในสังคมใหญ่ขอให้พิสูจน์เถอะยิ่งศีล 8 ศีลมากกว่านั้นอีกยิ่งเป็นสุขยิ่งเจริญงอกงามกว่านั้นอีกดังที่จะกล่าวแล้ว