610302_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข3 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610302_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหา พาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 1

พ่อครูว่า... วันนี้ เป็นวันรองสุดท้าย วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม 2561 มีคนบอกว่าให้อาตมา ตอบปัญหา ตอนบ่ายรู้สึกว่าจะง่วงกัน อาตมาว่า ตอนเช้าเหมือนจะง่วงกว่าหรือเปล่า

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิและอัญญธาตุ _คำถามจากคุณไนท์ เพียงธรรม… 1.ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ คือ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการแล้ว อย่างการพัฒนาจนเกิดอัญญะ นำไปสู่พระอาริยะ ต้องมีกระบวนการอย่างไร อะไรเป็นลำดับที่เกิด เป็นสัมประสิทธิ์ พ่อครูว่า... ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ฟังดีๆนะ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ นั้น คือ สัตบุรุษ เป็นเหตุปัจจัยสำคัญ ถ้าไม่ได้ฟังจากสัตบุรุษ หรือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิมาก่อน คุณไปฟังเอาคนไม่สัมมาทิฏฐิ คุณจะฟังให้ตาย ก็ไม่สัมมาทิฏฐิเกิดได้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยสำคัญ ที่จะเกิดสัมมาทิฏฐิได้ คุณจะต้องพบตามข้อที่ 10 ของพระพุทธเจ้า ต้องพบ จึงจะอธิบายโลกนี้ โลกหน้า อัตตา ชีพคืออย่างไร สรีระคืออย่างไร ใน อันตคาหิกทิฏฐิ ถ้าไม่พบสัตบุรุษ จะไม่สามารถรู้ ชีพคืออย่างไร สรีระคืออย่างไร โลกคืออะไร อัตตาคืออะไร คุณได้ฟ้งก็รู้นะว่า คืออะไร คนอย่างนี้ หรือคือสัตบุรุษ เข้าใจเรื่องโลก เข้าใจเรื่องอัตตา เข้าใจเรื่องชีพ เข้าใจเรื่องสรีระ หรือยิ่งเข้าใจเรื่องกาย สรีระส่วนไหนเป็นกาย ไม่ใช่กาย หรือกายคืออย่างไรแท้ๆ กายคือทั้งรูปทั้งนาม มีทั้งนอกและใน ถ้าไม่มีรูป ไม่มีนาม ไม่มีกาย มีกายคือ มีรูปและมีนาม มีแต่รูปเฉยๆ ไม่มีกาย มีแต่นามเฉยๆ ไม่มีกาย มีแต่จิตเฉยๆ ไม่มีกาย จนรูป 28 กายปัสสัทธิ กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา กายกลิ สภาวะคืออะไร ก็พอเข้าใจ ที่พูดไปนี้บางคนอาจจะบอกว่าไม่รู้ ฟังมาขนา

อ่านต่อ

ดนี้ ยังไม่รู้เท่าไหร่ ที่พูดมา มันแปลว่าอะไร กายกลิคืออะไร กายปาคุญญตาคืออะไร แต่บางคนบอกว่า รู้แล้ว ฟังมาแล้วเข้าใจ หากเข้าใจดี ว่าเรามีแล้ว กายกลิ กายปาคุญญตาคือ ความแคล่วคล่องของเวทนา สัญญา สังขาร หมวดเวทนา สัญญา สังขารยิ่งจะแคล่วคล่อง ว่องไวยิ่งขึ้น กายกัมมัญญตา ก็ยิ่งทำงานเลย ทำงานได้ดี ได้เหมาะควร ด้วย เวทนา สัญญา สังขาร มันเป็นตัวตั้ง เป็นตัวประธาน ไปจัดการงาน เพราะเป็นกายปาคุญญตาแล้ว เป็นกายกรรม วจีกรรม ก็ยิ่งเหมาะควร ถูกต้อง ดีงามใหญ่เลย เพราะว่ามันรู้จักการจัดการกับกิเลส หรือแม้กิเลสยังไม่หมด ก็ควบคุมสมถะไว้ อย่าให้กิเลสออกไปทำงาน มันบาป มันจะมีภูมิปัญญาที่สามารถจะเป็นคนดี มีกายกรรมวจีกรรมดี นั่นคือทิฏฐิแรก ต้องพบสัตบุรุษ ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ที่ท่านบอกก็คือ ต้องมี ปรโตโฆสะ กับ โยนิโสมนสิการ แล้วจะพัฒนาจนเกิด อัญญะ อย่างไร เป็น อิทัปปัจยตา อย่างไร เพราะได้ฟังได้พบสัตบุรุษแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจถึงขั้น ปรโตโฆสะ คือยินดีรับฟังคำสอนคำกล่าว อันต่างจากที่เคยรู้มาแล้ว เรียกว่า ปรโตโฆสะ ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง เป็นอย่างอื่น อัญญะ คำว่า ปร แปลว่าอื่น อัญญะก็เแปลว่าอื่น อัญญะก็เป็นอื่น ที่หมายถึงตัวธาตุความรู้ อัญญธาตุ เป็นธาตุรู้เลย เมื่อได้ฟัง อัญญะเป็นความรู้แล้ว เราก็ชัดเจนขึ้นมา ใครก็ตามพวกคุณได้ฟังธรรมะอาตมา ได้ฟังธรรมแล้วเกิด อัญญธาตุ ฟังไปแล้วก็จะรู้ว่า ฟังจากอาจารย์อื่นๆ กับฟังที่อาตมาอธิบาย มันต่างกัน ความต่างมันมีความต่างแล้ว ลึกกว่า อ๋อ อาตมาบอกว่ามันมีโลกุตระนะ แล้วคุณก็มีปฏิภาณ แยกความเป็นโลกุตระ ที่มันมีความหมาย ความรู้ ที่ได้รับฟังจากอาตมาไป มันไม่เหมือน จากที่ได้ฟังจากอาจารย์อื่นๆ ที่ไม่มีอัญญะ ไม่มีความเป็นอื่นจากโลกีย์ อย่างนั้นมันเป็นโลกีย์ อย่างนี้เอง แม้แต่ความเป็นโลก ที่เขาอธิบายมา มีแต่ความเป็นโลกโลกีย์ พอมาฟังอาตมา มีโลกโลกุตระด้วยนะ มีความหมายที่ต่างไป ลิงคะ มีความแตกต่าง เป็นอีกอย่างหนึ่ง ชัดเจนขึ้น โลกุตระเป็นเช่นนี้ เช่น แม้แต่ทานข้อที่ 1 มิจฉาทิฏฐิ คือสัมมาทิฏฐิ เขาไม่ได้อธิบายกันเลย ไม่ได้เป็น อัตถิทินนัง เป็นแต่นัตถิทินนัง อธิบายการทาน มีแต่อยากได้ๆ มีภพชาติ มีวิมาน สวรรค์ มาฟังโพธิรักษ์อธิบาย ทานก็อย่าไปมีจิตสาเปกโข หวังสวรรค์ก็ได้นรก อย่างนี้ มันต่างกันอย่างนี้ คุณก็ได้ฟัง ปรโตโฆสะ มีอัญญะ คุณก็เกิด จนอธิบายถึงขั้นทำอย่างนี้นะ ทำใจในใจอย่างนี้นะ ถ้าทำทาน จะต้องทำใจ อย่าให้มันเป็น อยากได้ภพชาติ อย่าให้จิตมันมีอะไรต่อ ทานก็คือให้แล้วจบ คุณก็ทำใจของคุณ หัดทำ มนสิการ การทำใจในใจ ท่านแปลกันทั่วไปของศาสนาพุทธ แปลโยนิโสมนสิการว่า การพิจารณา จงพิจารณาให้ถ่องแท้ ไม่ได้แปลมนสิการว่า การทำใจในใจ ถ่องแท้ คือโยนิโสฯ ถ่องแท้ ละเอียดลออ แยกกาย หรือลงไปถึงที่เกิด ละอียดจนกระทั่ง ถึงจุดกำเนิด ตัวต้นทางพาเกิด มันมีตัวการที่พาเกิด คือกิเลส ถึงขั้นนั้นเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ฟังแล้ว ก็นำไปสู่ความเป็นพระอาริยะได้ มันก็มีกระบวนการ จะต้องมีกระบวนการอย่างไร อะไรเป็นสำคัญ ที่เกิดเป็นสัมประสิทธิ์ เมื่อคุณฟังจากอาตมาไปแล้ว กระบวนการความรู้ กระบวนการความเข้าใจ ในจิตของคุณ มันก็เกิดการสังเคราะห์ ปรุงแต่ง เป็นอภิสังขาร แทนที่ฟังแล้ว จะเข้าใจเป็นเหมือนก่อน กระบวนการในจิตคุณ ก็เกิดการสังเคราะห์ สังขารกันในจิต คุณจะไม่ปฏิบัติเหมือนเดิม แต่ก่อนเราไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ในจิตเจตสิกของเราเลย ถ้าใครฟังแล้ว จะเข้าใจ จิตเจตสิก บางคนไม่เข้าใจภาษาสภาวะ ฟังไม่ถูกฝา ถูกตัว แต่เอาสภาวะนี้ไปใส่ พยัญชนะนี้ ทำใจไม่เป็น ไม่ค่อยถูก แต่คุณเข้าใจแล้ว ก็ไปจัดการจิตของคุณ โดยไม่ต้องเอาภาษาไปใช้ แต่คุณก็เข้าใจ คุณจะทำใจในใจได้ ทำใจในใจเป็น ทั้งที่จำภาษาไม่ได้ แต่เข้าใจ ว่าทำอย่างนี้นะ เวลาทำทานแล้ว แต่ก่อนมันจะต้อง เอาแต่สวรรค์ ตั้งสวรรค์ใหญ่มาก เอา 7 ชั้นเลย นั่นยิ่งกิเลสหนาอีก 7 ชั้นเลย ที่จริงสวรรค์มี 6 ชั้นเอง ไปตั้งภพชาติใส่จิต ทั้งนั้นเลย คุณได้ฟังอาตมาพูด เหมือนที่เคยได้ยินได้ฟังอาจารย์ไหนๆสอนหรือไม่ จบเปรียญ 9 เขาก็ไม่พูดอย่างนี้เลย อาตมาสอนนอกตำราหรือ อาตมาว่าสอนในตำรา แต่คนจบเปรียญ 9 ดร. หยิบมาอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้ อาตมาก็อ้างอิง สัมมาทิฏฐิ 10 มีในพระไตรปิฎก แต่เขาอธิบายไม่ได้ นี่เป็นเครื่องส่อแสดง ไม่แตกฉานในธรรมะพระพุทธเจ้า

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน สัมประสิทธิ์ อัตราก้าวหน้าในการฆ่ากิเลส พ่อครูว่า... อะไรเป็นสำคัญ ที่เกิดเป็นสัมประสิทธิ์ ความเข้าใจนั้น ความเข้าใจนั้นแล้ว คุณเอาไปทำออกไปฝึกฝน อัตราก้าวหน้าคือ อธิ คือความก้าวหน้า เจริญ การมี อัตราการเจริญก้าวหน้าขึ้น เรียกว่าเป็น สัมประสิทธิ์ เมื่อมันได้ต้นทุน ต้นแบบ การสังเคราะห์ สังขาร หรืออภิสังขารเป็น เอาไปปฏิบัติ ก็จะยิ่งเป็น ปุญญาภิสังขาร แต่ก่อนนี้ไม่เคยรู้เรื่อง ไม่เคยมีสัมมาทิฏฐิ ไม่รู้จักกิเลส จะให้กิเลสลด พิจารณาอย่างนี้ อ่านจิตอย่างนี้ เจตสิกอย่างนี้ อาการของกิเลส กิเลสมันก็มาหลอกเรา กิเลสมันไม่ใช่ตัวตนหรอก เราพิจารณาเสมอ มันอนิจจัง มันตัวเหตุแห่งทุกข์ เป็นตัวการ ข้ายึดว่าเป็นข้า เป็นตัวตนของข้า เป็นตัวข้า มานานแล้ว เอ็งอย่าเลย เอ็งเป็นอาคันตุกะ เป็นแขกจร มาสิงสู่ในจิตข้า คุณพิจารณาอย่างนี้เสมอๆ กิเลสมันจะค่อยจางๆๆๆ พิจารณาจริงๆ สัมผัสแล้วเกิดรู้ อาการกิเลสนั่นแหละ ก็พิจารณามัน มันจะเป็นอัตโนมัติขึ้นเรื่อยๆ ไตรลักษณ์ มันจะพิจารณาเป็นอนิจจัง ความรู้ที่รู้ อนิจจัง คือจิตของคุณจะค่อยๆซึมซับ ว่าอย่างนี้คือ ความไม่เที่ยง กิเลสมันไม่ได้อยู่กับความเที่ยงแท้ กิเลสตัวใดตัวหนึ่ง มันเกิดขึ้นมาที่คุณแล้ว เช่น คุณสัมผัสส้มโอ กิเลสขึ้น แล้วกิเลสมันเกิดอยู่ มันก็มีอยู่ตลอดกาลนานเลย ไม่หายไปเลยหรือเปล่า มันก็ไม่อยู่ มันก็มาชั่ว ระยะเวลาหนึ่ง แม้จะดูว่ามันจะนาน ตอนแรก ดีจังเลย อยากได้จังเลย ดูไปดูไป มันก็ไม่ได้มีความอยากได้อย่างเก่า แม้ว่าอยากได้ มันไม่ใช่ของเรา ขอซื้อเขา เขาก็ไม่ให้ เราอยากได้ ทำไมไม่ขาย ให้ราคาแพงเลย เขาขายก็ได้ ไม่ขายก็ไม่ได้ ก็เสียใจ กิเลสมันก็เสียใจ กิเลสมันก็ไม่เที่ยง มันก็หยุดไป นี่คือการขยายความให้ฟัง กิเลสมันก็คือบทบาท เหตุปัจจัย เสร็จแล้ว กระบวนการที่มันเกิดเมื่อกี้นี้ ทั้งหมดคือทุกข์ คือกระบวนการของทุกข์ มันมีเหตุก็คือกิเลสตัณหา ขอซื้อแล้ว ไม่ได้ดั่งใจหวัง ก็เป็นทุกข์ ไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ ถ้าได้ ก็ดีใจ ขึ้นสวรรค์ ไม่ได้ก็ลงนรก ก็มีสวรรค์ มีนรก อยู่อย่างนั้น ใครเคยบ้างยกมือซิ ( ยกมือกัน ) แสดงว่าฟังธรรมะเข้าใจ รู้ดีว่า มันเป็นอย่างนี้เอง เคยๆมีกันทั้งนั้น เราก็แก้ไขว่า ไม่ต้องอะไรกับมัน สัมผัสส้มโอลูกกลมๆ ลูกนี้ ลูกโต ลูกเล็ก รู้ความจริงตามความเป็นจริง ข้างในมันจะเป็นอย่างไร รสมันเป็นอย่างไร รู้ความจริงตามความเป็นจริง ก็เท่านั้นเอง ตามความเป็นจริงที่เราสัมผัสมัน ถ้าหากชิมแล้วตรงกับ specification มันหวาน มันชอบ หรือว่าชิมแล้ว ไม่ตรงกับ specification ก็ไม่ชอบ ก็ตกนรก ขึ้นสวรรค์ อย่างนั้นเอง อาตมาอธิบายโลกสวรรค์ โลกนรก โลกมนุษย์ ให้คุณเข้าใจ นี่คือผู้ที่เป็น เย อิมัญจโลกัง ปรัญจโลกัง สยังอภิญญา ด้วยความรู้ของอาตมาเอง โลกปัจจุบัน ขณะนี้มันเกิดอาการ ก็คือโลกนี้ โลกที่มันจะเกิดต่อไป ในอนาคตอีก ตราบใดที่คุณยังอวิชชา มันก็ยังมีสวรรค์ และนรกอีกต่อไป แต่ถ้าเกิดคุณเข้าใจแล้ว ฝึกดีแล้ว จิตของคุณรู้เท่าทันแล้ว ในอนาคตข้างหน้า คุณก็ไม่มีโลกสวรรค์ โลกนรก ก็ไม่เกิด คุณไม่มีโลกหน้า มีแต่โลกปัจจุบันนี้ สัมผัสแล้ว ก็ไม่มีสวรรค์ แม้ในปัจจุบัน สวรรค์อนาคตก็ไม่มี นรกในอนาคตก็ไม่มี คุณก็เป็นอรหัตผล คุณก็เป็นผู้มีอรหัตตผล เป็นผลสำเร็จ จิตเข้าใจแล้ว สวรรค์นรก จิตรู้แล้ว ในความทุกข์สุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก นั่นคือผู้บรรลุธรรม อธิบายให้ฟังอย่างนี้ ชัดขึ้นไหมว่า การมาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า คืออย่างนี้เท่านั้นแหละ ก็ทำไป อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำแล้วจะเกิด ปัญญา 7 ยิ่งทำก็ยิ่งเกิดสัมประสิทธิ์ ยิ่งทำให้เกิดความชำนาญ หากไม่ทำ ก็ไม่พ้นสีลพตปรามาส แต่ถ้าทำแล้วจะเกิดสัมประสิทธิ์ ยิ่งฝึกยิ่งปฏิบัติบ่อย ก็มีสัมประสิทธิ์ อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ไม่ทั่วไปกับสาธารณะปุถุชนในญาณ 7 2. ที่ไม่ใช่สาธารณะปุถุชน ไม่ใช่รสโลกีย์ ปัญญาแยกออก ขอคำอธิบายคำว่า สาธารณะปุถุชน พ่อครูว่า... สาธารณะ คือความทั่วไป คนทั่วไป ธรรมดา สามัญ ยิ่งไม่ใช่ชาวพุทธเลย ก็เป็นสาธารณะ เป็นโลกีย์ นั่นด้วยความเป็นปุถุชน แม้จะฉลาดเฉลียวเท่าไหร่ ก็เป็นปุถุชน ไม่สามารถออกจากโลกีย์ได้ ศาสนาพุทธสอนอีกโลกหนึ่งเรียกว่าโลกุตระ เข้าใจแล้วจึงเป็นคนที่ปฏิบัติ เริ่มต้นปฏิบัติได้ มีอัญญะ อัญญา ในปัญญา 7 ก็จะเกิด ความเป็นจริงที่เทียบ อุปมา เทียบเคียงกับ โลกีย์ โลกุตระได้ จึงจะรู้ว่า อ๋อ อันนี้เป็นโลกุตระที่เราได้ ไม่เหมือนกับปุถุชนคนทั่วไปสาธารณะ ที่เขาอยู่ในโลกโลกีย์ มันไม่เหมือน ก่อนนี้เราก็เป็นคนโลก โลกียะมา ร่วมกันกับสาธารณะปุถุชนทั้งหลาย ตอนนี้เรารู้อันนี้ และทำอันนี้ได้ นี่คือญาณตัวหนึ่ง ของญาณ 7 ในข้อที่ 3 อาริยสาวกเชื่อมั่นในทิฏฐินี้ว่า ไม่ทั่วไปกับสาธารณปุถุชน จึงเป็นอาริยะ ซึ่งปุถุชนทั่วไป ไม่สามารถหาทิฏฐินี้จากลัทธิอื่น นอกธรรมวินัยนี้ได้เลย มีศาสนาพุทธ ศาสนาเดียว ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น ไม่มีเลย ไม่อาจหาทิฏฐินี้ได้เลย ทีนี้ปัญญาแยกออก ถ้าเผื่อว่ารสไม่ใช่โลกีย์ ที่ไม่ใช่สาธารณปุถุชน เขาจะแยกรสโลกีย์ กับรสไม่ใช่โลกีย์ เขาจะแยกไม่ออก พวกคุณฟังธรรมะอาตมา แยกรสโลกีย์กับไม่ใช่รสโลกีย์ออกหรือไม่ ….ออก แล้วเราก็กำจัดรสโลกีย์ รสเท็จ ที่มันเป็น สวรรค์ นรก ก็รสจริง มะนาวมันเปรี้ยว เปรี้ยวแล้วดี หรือเปรี้ยวแล้วชอบ ดีหรือไม่ดีนี่ เป็นรสบ้า รสโลกีย์ รสพิการ รสวิตถาร ก็รสมันเป็นอย่างนี้ ก็เป็นอย่างนี้ แขก ฝรั่ง เจ๊ก ไทย ลิ้นประสาทไม่เสีย มาแตะมะนาวลูกนี้เหมือนกัน ก็รสเดียวกัน แต่ชอบหรือไม่ชอบนั้น ต่างคนต่างบ้า ชัดเจนนะ ก็แยกแยะรสโลกีย์ ทีนี้มีฌาน หรือไม่มีฌาน มี ฌาน คือ เราสามารถทำให้พลังงานจิตเกิดแรง จนมันเกิด ชอบ ชัง ราคะ หรือโทสะ มันก็ไม่เกิด ฌานก็ กำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ มันรู้ ก็คือไม่โมหะ หลงผิด ชัดเจนแยกออก อย่างนี้รสโลกีย์ อย่างนี้รสชอบ ไม่ชอบ แล้วก็พยายามปฏิบัติ อย่าให้เกิดรสชอบ หรือไม่ชอบ ให้เหลือแต่รสจริง ก็ฝึกไป การปฏิบัติธรรมก็ ทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือ โยนิโสมนสิการ ให้แยบคาย ละเอียด ถ่องแท้ จนไปถึงที่เกิดของกิเลส จนล้างกิเลสออกจากจิต กำจัดกิเลสออกจากจิต ปฏิบัติอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนหมดตัวตนกิเลส มันก็หมดอัตตา หมดกิเลส มันก็ไม่มีจริง ไม่ใช่เข้าใจว่า สัพเพธัมมาอนัตตา ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน ก็เลยไม่ได้ปฏิบัติอะไร เพราะเข้าใจแล้ว หมดแล้ว จบแล้ว นี่พวกที่ชอบเร็วเกินไป พวกเซน ไม่ใช่พวกเซน ที่มีแต่ในญี่ปุ่น ในเมืองไทยก็มีสำนักพวกนี้ สัพเพธัมมาอนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไร เป็นตัวเป็นตนหรอก ไปคิดอะไรมาก ดูแล้วเฉยๆไป พูดอย่างเป็นตรรกะ เพื่อจะไม่ต้องไปพิจารณาว่า กิเลสมันเป็น อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ อย่างไร พิจารณาให้เกิดเป็น ไฟฌาน ไฟกองใหญ่ มีอุณหธาตุ สามารถทำให้พลังงานความโง่ หรือพลังงานอวิชชา พลังงานที่มันเกิด ราคะ โทสะ โมหะ พลังงานอย่างนั้นคือไฟ อุณหธาตุ ที่อวิชชา มันโง่ เกิดไตรลักษณ์แบบโลกีย์ เราก็สามารถมีไฟฌาน เรียกว่าไฟที่เราสร้างได้ใหม่ เป็นพลังงานที่เหนือกว่าความโง่ นี่คือไฟที่ทำให้เกิดการลดกิเลสได้ เป็นทฤษฎีของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มี ซึ่งก็ยากกว่าจะเข้าใจ กว่าจะมีผู้อธิบาย ถ้าไม่มีผู้ที่อธิบายให้ชัดเจน ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ จะเกิดเองได้ไหม ความรู้แบบนี้ ไม่ได้หรอก ต้องผู้ที่มีฐานความรู้มาจากพระพุทธเจ้าจริง เป็นสยังอภิญญา เป็นสัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เป็นสัตบุรุษที่แท้จริง ถ้าไม่จริง เกิดความรู้นี้ไม่ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน รูปนามที่หมดกามเป็นอย่างไร _พ่อครูเจ้าขา หมดกามเป็นอย่างไรเจ้าคะ รูปที่หมดกาม และนามที่หมดกามเป็นอย่างไรเจ้าคะ พ่อครูว่า... แต่ละคนถามธรรมะ ถามเข้าท่า คนไม่ศึกษา ไม่มีพยัญชนะ เป็นอย่างนี้ แม้คำถามว่า จะหมดกามก็ตาม หมดกามเป็นอย่างไร...มันต่อกัน หากอธิบายหมดกามเป็นอย่างไร ก็ต้องอธิบายรูปนาม จะหมดกาม ก็คือต้องเข้าใจ รูป 28 ดินน้ำไฟลม แล้วเข้าใจ อุปาทายรูป 24 ปสาทรูป โคจรรูป(วิสยรูป) เกิดทำงานสัมผัส หากไม่มีการสัมผัส ไม่ใช่การปฏิบัติของศาสนาพุทธ การนั่งหลับตานั้น ตีทิ้งได้เลย ปฏิบัติธรรม ไม่รู้จักรูป 28 ถ้าเป็นการตัดดินน้ำไฟลมไปแล้ว ไม่มีสัมผัสกับดินน้ำไฟลม คนมีประสาท มีโคจร ให้มันทำงานเป็นธรรมะ 2 ไปสัมผัสกับดินน้ำไฟลม พืชพันธุ์ธัญญาหาร มนุษย์ก็เป็นดินน้ำไฟลม อุตุนิยามก็ดินน้ำไฟลม พีชะก็เป็นพีชนิยาม มนุษย์กับสัตว์ก็เป็นจิตนิยาม ก็ต้องสัมผัสพวกนี้ ประสาท โคจร สัมผัสกับสิ่งภายนอก เรียกว่า กาย มีข้างนอกและข้างใน กายไม่มีข้างนอกไม่ได้ ย้ำมากกว่า 108 ครั้งแล้ว กายต้องมีนอกมีในเสมอ เป็นธรรมะสอง หากไม่มีธรรมะ 2 ไม่ใช่กาย จิตไม่ร่วมกับภายนอก ไม่ใช่กาย ภายนอกก็ส่วนภายนอก แต่จิตไม่ไปร่วม เช่น เล็บเรา ผมเรา ส่วนที่ประสาทเราไม่ไปถึงแล้ว ก็ส่วนที่ไม่รับรู้สึก ตัดทิ้งได้ ผมก็ตัดได้ เล็บก็ตัดได้ ฟันก็กรอได้ ธาตุรู้ไม่ได้ร่วมแล้ว ดินน้ำไฟลมเป็น พีชะ ได้ ก็เล็บเรายาวออกไปได้ ไม่รับรู้แต่ยาวออกไปได้ หากให้อาหารมัน แต่หากไม่มีจิตร่วม ก็ไม่ใช่กาย ภาษาไทยแปลคำว่ากายนี้ผิดเพี้ยนไปแล้ว หากไม่มีความรู้สึก นั่นต่างหากไม่ใช่กาย ส่วนที่รับรู้สึกอยู่ นั่นต่างหากคือกาย กายต้องมีจิตร่วมรับรู้เสมอ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ผิด ปฏิบัติธรรมอย่างอื่นก็ผิดหมด กายปัสสัทธิ กายปาคุญญตา กายลหุตา ก็ผิดหมดเลย กายเป็นแต่เพียงดินน้ำไฟลม จะเรียกภาษาอย่างไร ก็ไม่มีจิตร่วม ก็ปฏิบัติไม่ได้ ต้องมีจิตของเราร่วมด้วย จึงจะปฏิบัติได้ แล้วก็จัดการที่จิต หรือจัดการเรื่องกรรม กิริยา กายกรรมที่ไปก่อ อย่างนี้แรง อย่างนี้เบา เรียกว่ากายลหุ อย่างนี้เป็นต้น หมดกามก็คือ เมื่อสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ข้างนอก 5 ทวาร สัมผัสแล้ว เกิดอาการกิเลส เมื่อมันเกิดอาการกิเลส คุณก็ปฏิบัติธรรมรู้ คุณสัมผัสแล้ว จนไม่เกิดอาการที่จะเป็นกิเลส ถ้าหากเบื้องต้น ก็หยาบแรง ข้างนอกเลย แสดงกายกรรม อยากได้มือคว้า อยากได้ลูบคลำ อยากได้ขโมยเลย นี่คือกายกรรมเต็มรูป กิเลสทำให้ทุจริตได้ ถึงขั้นแสดงออกว่า มีอาการกาม อยากสัมผัส อยากได้ อยากเป็น อยากมี เกิดอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เป็นเรา เป็นของเราเลย นั่นคืออาการของกาม แต่อาการหมดกามแล้ว มันไม่มีอาการพวกนี้เลย สัมผัสแล้ว ก็ไม่เกิดอาการ แม้เอามือลูบคลำ สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็เป็นกลางกลาง รู้ความจริง ตามความเป็นจริง ไม่อยากได้มาเป็นของเราเลย หรืออยากได้ ก็รู้ความที่ควร ตามควร แม้อยากได้แล้ว มีเจ้าของอยู่ ก็ต่อรองกับเจ้าของ เราอย่าไปวิสาสะ ไม่ละลาบละล้วงเกินไป สังคมก็ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่เกิดการแย่งชิง เมื่อเรามีธรรมะ ไม่มีกามที่ไปทำการละเมิด ตากระทบ หูสัมผัส กายสัมผัส แล้วเกิดอาการกามจากรูปไหม แล้วนามที่เกิดอาการ ก็จัดการกำจัดนามที่เกิด ตากระทบรูป หูสัมผัสเสียง ลิ้นกระทบรสแล้ว อ่านอาการกามของจิตที่เกิด แล้วคุณก็มีประสิทธิภาพ ในการทำให้อาการกามหมดไปจากจิต เรียกว่าหมดกาม เป็นอย่างนี้แหละ เป็นอย่างที่คุณต้องปฏิบัติเอง เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ คุณต้องรู้อย่างนั้น อาตมาไปรู้แทนคุณไม่ได้ กำหนดกามแทนคุณไม่ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน จิตหลังตายของอนาคามีจะเดินต่อมรรค 8 ได้ไหม _ถ้าผู้ที่บรรลุเป็นพระอนาคามี หรือเดินมรรคมีองค์ 8 แข็งแรงแล้ว ตายไป สภาพจิตจะเดินมรรคมีองค์ 8 ต่ออีกหรือไม่ หรือต้องไปตามกรรมเหมือนปุถุชน พ่อครูว่า... ก็ลองเป็นอนาคามีแล้ว ให้ตายลงไป จะรู้เอง เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ มันต้องมีรูป มีนาม มันต้องมีร่างกาย มันต้องมีองคาพยพ จึงจะเกิดแบบนี้ แต่ในอนุสัย ในจิตที่ตกในอัตภาพ ตายไปแล้ว อนุสัยยังล้างไม่ได้ ถอนอนุสัยจนหมดไม่ได้ ตายไปก็มีกิเลสในจิต แต่คนเดาไม่ได้ นึกเอา ว่าภาพเป็นกิเลส เป็นนรก ตายไป จะไปเจอสถานที่ เป็นตัวพญายม สุวรรณสุวาน ลูกน้อง ชาวนรกทั้งหลาย จะทำหน้าที่ถือหอก ถือง้าว มาจัดการ ก็เป็นการจินตนาการไป ตามรูปเรื่อง ความจริงก็คือ อาการของจิตของคน ก็ยังจะหมักหมม อยู่ในอาการ ดิ้นรน ทุกข์ร้อน มันไม่หยุด ไม่วาง ไม่เปล่า มันมี มีอาการโง่ๆ อยากได้ อยากมี ดิ้นไป ขนาดที่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ดิ้นรนไป มันก็บรรเทาได้ เพราะมีการ ได้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ยังพอบรรเทา แต่เมื่อตายไปแล้ว ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วคุณก็มีอวิชชา แล้วคุณก็ดิ้น จะออก ดิ้นจะออก คุณก็ออกไม่ได้ นั่นคืออาการดิ้นรน ทุรนทุราย โง่อย่างซ้อนซ้ำ ไม่มีอะไรเป็นได้สักอย่าง แต่ก็โง่ ดิ้นรนทุรนทุรายอย่างนะ นั่นคือสภาพนรกแท้ๆ ตอนเป็นๆ คุณก็ดิ้น หากคุณไม่ได้สนใจ ก็ดิ้นต่อ แล้วก็เกิดความไม่เที่ยง เมื่อยแล้วก็หยุด เหมือนคนติดฝิ่น ติดยาเสพติด มันไม่ได้ มันก็จะดิ้น สุดท้ายหมดแรง ก็พัก แต่ไม่ได้หยุด จองเวรจองกรรม กูไม่ได้ แล้วพักยก รู้สึกตัวเมื่อไหร่ ก็ดิ้นอีก ยิ่งดิ้น ยิ่งอยาก หากสรีระดิ้น จนไม่มีแรงฉีดเลือดไปเลี้ยงหัวใจสมองไม่ได้ มันก็ตาย เป็นอัมพาต หรือตายทันที เท่านั้นแหละ ตายได้ อยากมากๆ ไม่ได้ก็ช็อค คือขาดพลังงานไปเลี้ยงหัวใจและสมอง ได้เวลาวาระ มันก็ตาย ก็ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะรู้อะไร แต่ทีนี้ถามว่า ถ้าหากสภาพจิตคนเดินมรรคมีองค์ 8 แล้วจะต่อไปได้หรือไม่ มันไม่มีกิเลสนั่นเอง เช่น เป็นอนาคามี ไม่มีกิเลสกาม ก็ไม่ต้องทุกข์สุขกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กิเลสกามก็ดิ้นในภพนิดหน่อย ไม่ต้องการที่ตาจะได้รูป หูกระทบเสียง มันก็อยู่ในภพ ดิ้นต่ออีกนิดหน่อย ต้องพ้นจากอนาคามี เป็นอรหันต์ ตายไปแล้วก็เฉยๆ จิตว่างๆ อยู่ดุสิต สมมุติเป็นภาษา เป็นแดนสงบ ได้วาระมาเกิด อย่างเช่นพระพุทธเจ้า เป็นโพธิสัตว์แล้ว เขาว่าตายไปแล้ว ก็รออยู่ที่ดุสิต ถึงเวลามาเกิด ก็มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ก็มาจากดุสิต อย่างนี้เข้าใจนะ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน หนี้ทางโลก กับ หนี้ทางโลกุตระ _จากลูกอโศกใต้ใบ...สถานที่ปฐมอโศก 28 กพ. 2561 เรื่องขอกราบเรียนถามปัญหาแห่งธรรม ขอกราบนมัสการพ่อท่าน ...ด้วยจิตสุทธิยิ่ง Infinity กระผมได้รับความรู้ อยู่ ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงซึ่งแดนเกษม ไม่เป็นหนี้ในโลก กราบเรียนคำถาม ที่ขอถามดังนี้ … 1. คำว่าหนี้เป็นทุกข์ แก่ผู้เป็นหนี้ในโลก (ในทางโลกคือหนี้จากวัตถุ มีเงินเป็นตัวกลาง) ส่วนหนี้ทางโลกุตระ คำว่าหนี้ มีความเป็นตัวกลาง ถูกหรือไม่(การสร้างบุญคู่ขนานทั้งผู้ให้และผู้รับ ต่างชำระกิเลสต่อกัน ) จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อเข้าสู่แดนนิพพาน พ่อครูว่า... คำว่าหนี้เป็นทุกข์ แก่ผู้เป็นหนี้ในโลก ทางโลกหนี้มีเงินเป็นตัวกลาง ก็ถูกแล้ว นั่งในนี้หน้าสลอน ก็มีคนหลบไปเป็นหนี้อยู่บ้าง แต่ถ้าใครมาเป็นชาวอโศกที่จริงแล้ว เป็นคนหมดหนี้ นั่นถือเป็นชาวอโศกที่สมบูรณ์ สบายระดับหนึ่งแล้ว ไม่เป็นหนี้ เข้ามาอยู่กับหมู่กลุ่ม ตอนนี้ก็เจริญไปกับหมู่กลุ่ม สบาย ที่นี้คำว่าเป็นหนี้ เป็นทุกข์แก่ผู้เป็นหนี้ในโลก ก็จบ ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ไม่ว่าจะหนี้ทางวัตถุ ข้าวของเงินทอง อะไรก็แล้วแต่ ส่วนหนี้ในทางโลกุตระ มีธรรมะเป็นตัวกลาง ถูกหรือไม่ ธรรมะแปลว่า สิ่งที่ทรงอยู่ ทรงไว้ มีสภาวะ มีอาการ ถ้าหากอาการที่ไม่มีอะไร เป็นธรรมะ ที่เรียกว่าสุญญตธรรม ธรรมะที่เป็นศูนย์ หรือเป็นอุเบกขาธรรม ธรรมะที่มันกลางๆ วางๆ เฉยๆ เป็นฐานนิพพาน ผู้ทำจิตให้เป็นกลางๆ ทำอาการกลางๆ โดยเป็นการทำอย่างเจตนา ทำอย่างรู้ว่า จิตเรามันกลาง ได้เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขา นั่นแหละเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า เข้าสู่ฐานนิพพาน ฝึกอย่างนี้ครบ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง สัมผัสกับอะไรก็ทำจิตให้เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขา สักวันหนึ่ง ก็เป็นอรหันต์ นี่คือวิธีการ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ไม่มีการสัมผัส อย่างนั้นตีตกขอบไปเลย ไม่ใช่ศาสนาพุทธ พวกหลับตา ปิดหู ปิดตา ปิดทวารทั้ง 5 ปฏิบัติธรรมนั้น ไม่มีในสารบบของพระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้ ตั้งแต่พระสูตรแรก พรหมชาลสูตร อ่านพระไตรปิฎกไม่แตก ต้องปฏิบัติอย่าง สามัญญผลสูตร แล้วปฏิบัติ อย่าไปทำอย่างที่พระสูตรที่ 3 อัมพัฏฐสูตร สอน อย่าไปเข้าป่าปฏิบัติ ไปหาอาจารย์ในป่า แม้แต่อยู่ในเมือง ก็อย่าไปจุดไฟในทาง 4 แพร่งมีมุข 4 ด้านต้อนรับคนมาทุกทิศ 4 ทิศเลย นั่นแหละ เป็นความเสื่อมที่สมบูรณ์แบบ ทั้งออกป่า และอยู่เมือง ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ที่บอกว่า มีธรรมะเป็นตัวกลาง คุณก็อ่านธาตุรู้ ที่ทรงไว้เป็นธรรมะ เป็นปัญญา แล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ถูกต้องทุกประการ ก็ปฏิบัติตัวกลาง คือธรรมะที่แท้ให้ถูก ถ้าทำยังไม่สำเร็จ ก็เป็นหนี้อยู่ทางโลกุตระ ถ้าทำสำเร็จ ละวางกิเลสได้ เป็นพระอรหันต์ ก็หมดหนี้ แม้เป็นอนาคามีอยู่ ก็ยังมีหนี้เหลืออยู่ ก็ต้องปฏิบัติให้หมดหนี้

2. หนี้อาริยะในแดนโลกุตระมีหรือไม่… พ่อครูว่า... อธิบายไปเมื่อกี้เสร็จ ปฏิบัติธรรมให้เป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นพระอาริยะ ก็หมดหนี้ในแดนโลกุตระ ไม่มีหนี้ แต่คนนี้ถามวนอยู่ อาริยะมีหนี้ โสดาบันก็มีหนี้มากหน่อย สกิทาคามีก็ลดลงมา อนาคามีก็เหลือน้อย อรหันต์ก็หมดหนี้ในทางโลกุตระ อรหันต์ก็ไม่มีหนี้แล้ว และบุญไม่มีการสั่งสม บุญแปลว่าการทำลายกิเลสให้หมดไป ฆ่ากิเลสหมด บุญก็หมด กิเลสก็หมด ทำบุญได้หน่อย ฆ่ากิเลสได้หน่อย ก็ได้หน่อย ทำหมดกิเลสได้ ก็หมดบุญ หมดกิเลส บุญก็หมด บาปก็หมด กิเลสหมด อกุศลหมด ทุจริตหมด ปุญญะก็หมด ปุญญปาปปปริกขีโณ ทั้งบุญทั้งบาป หมดไป บอกว่าการสร้าง หรือสั่งสมบุญ จะมีผู้ให้ หรือผู้รับ ถ้ามีผู้ให้ และผู้รับอยู่ คุณมีวัตถุให้ คุณก็ให้เขา คุณก็ใช้เป็นเหตุปัจจัยในการปฏิบัติธรรมจริง ตามปัจจุบันธรรม มีกรรมกิริยาให้แล้ว คุณมีเหตุปัจจัย มีผู้รับ ก็รับได้ ให้แล้ว ไม่มีผู้รับ ก็ไม่ได้ให้ใคร ให้มี ทายก ปฏิคาหก ก็ทำใจในใจคุณ มีผู้ให้ผู้รับ มีธรรมะ 2 หากให้แล้วเกิดทุกข์ เกิดสุข เป็นธรรมะ 2 ก็ยังไม่พ้นจากกิเลส ไม่หมดกิเลส ถ้าหากคุณให้แล้ว ส่วนผู้รับจะมีกิเลส หรือไม่มีกิเลส ก็เรื่องของเขา เราเอาว่าเราเป็นผู้ให้ เป็นทายก แล้วเราก็ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีธรรมะ 2 มีธรรมะเดียว ให้ก็ให้จบแล้ว ไม่มีคิดถึงบุญคุณด้วย ให้ก็ให้ไป จบ ไม่ต้องเป็นเจ้าบุญ เจ้าคุณ เป็นกุศลนั้น ที่จริงไม่มีบุญแล้ว มีแต่คุณความดี ก็ไม่ได้ยึดถือความดีนั้น ให้ก็คือให้ แต่ส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน