610301_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 4.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข21 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610301_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 4

พ่อครูว่า... วันนี้ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 ถือเป็นวันมาฆบูชา ปีนี้ปีจอ วันพฤหัสบดี วันครูเสียด้วย วันที่ 1 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ทุกวันดีทุกวัน เราดีแล้ว เราดีทุกวัน เราก็มาต่ออีกหน่อย สำคัญวันนี้เป็นวันมาฆบูชาด้วย ยังเหลืองานอีกวัน พรุ่งนี้ วันที่ 2 วันที่ 3 วันสุดท้าย

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน การเกิด 5 อย่าง (ชาติ 5) พ่อครูว่า... เราก็มีสิ่งที่จะมาถ่ายทอด ผู้ที่ได้แล้ว ก็มาถ่ายทอด มีประเด็นหลักของศาสนาพุทธที่ว่า ผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จะเป็นผู้ที่ได้เชื้อ เป็น แก่นเชื้อ ที่แท้ แล้วก็จะ ค่อยๆสร้าง ต่อเชื้อ สร้างเชื้อนี้ ต่อเชื้อนี้ ให้แก่ผู้อื่น ต่อไป ซึ่งอาตมาใช้ภาษาว่า ชาติเชื้อ ถ้าเป็น เชื้อชาติ จะ เป็นการต่อเชื่อแท้ๆทาง DNA ทางสรีระพันธ์ ของดีเอ็นเอ เรียกว่าเชื้อชาติ ส่วนอาตมานี้ทางนามธรรม มันต่อ DNA ไม่พอ มันต่อได้แค่บอก แค่บรรยาย พูดให้รู้ให้เข้าใจ ให้เห็นจริง เชื่อถือ จนไปทำความเกิดในตัวเองได้ สามารถที่จะผลิตเอง เป็น โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ให้แก่ตัวเองได้ สามารถเกิด 5 อย่าง ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ เข้าใจกันดีขึ้นแล้วนะ นิพพัตติ อภินิพพัตติ นี้ เกิดได้ทางโลกุตระเท่านั้น แปลว่าการเกิดที่เป็นสายนิพพาน เท่านั้น นิพพัต ถ้าไม่มีความรู้ เป็นอัญญะ อัญญา เป็นความรู้ที่เป็นเชื้อแท้ของพุทธศาสนา มีอัญญา มีปัญญา ก็ไม่สามารถต่อการเกิด ที่เป็น นิพพัตติ จนเป็นการเกิดของตัว อรหัตตผล คืออภินิพพัตติ ที่เต็มบริบูรณ์ สัมบูรณ์ เป็นสายการเกิดนิพพาน โอกกันติ เป็นการเกิด ตัวกลางของชาติ 5 ถ้าโลกียะก็เกิด หยั่งลงเป็นโลกีย์ ชาติ เชื้อชาติ สัญชาติ ก็เป็นโลกี

อ่านต่อ

ย์ คำว่า ชาติ เป็นความหมาย การเกิดกลางๆ เป็นสรรพนามทั่วไป ของการเกิดสัตว์โลก โดยเฉพาะสัตว์ทางจิตนิยาม สัตว์เดรัจฉาน หมายถึงการเกิดทั่วไป ชาติปิทุกฺขา การเกิดใดๆ เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ทุกการเกิดเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แม้แต่พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ เกิดก็เป็นทุกข์ ตั้งแต่ในท้องพ่อท้องแม่มา ออกมาแล้ว ก็ต้อง ทุกข์ที่มีขันธ์ เป็น ทุกข์ขันธ์ ขันธ์ทั้ง 5 นี้ เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เป็นทุกข์ที่ต้องมา เพราะวิบากเก่าตามทัน แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็เลี่ยงไม่พ้น มี ทุกข์ที่ เลี่ยงไม่ได้ 6 ประการ มีทุกข์ที่ เลี่ยงได้ 4 ประการ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ต้องหาอาหารมาเลี้ยงให้แก่ตน ต้องทำงานอันเหมาะควร ทุกข์อย่าง เกิด แก่ เจ็บ ตาย วิปากทุกข์ พระพุทธเจ้าก็ยังต้องมีวิบากตามมาเล่นงาน แล้วแต่บารมีใคร เป็นต้น เราก็เกิดมาแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอาไว้ เราก็เอามาใช้ เราก็สืบสานตาม ได้ผลตาม จนได้เป็นกลุ่มหมู่ ชุมชน ก่อร่างสร้างตัวไปเรื่อยๆ อาตมาก็จะพยายามอยู่ ช่วยเหลือกัน เพื่อที่จะให้ไป สู่ที่สุดที่สูงเท่าที่จะทำได้ พูดถึงเรื่องประเทศชาติ เราก็ได้ช่วยประเทศชาติพอสมควร ซึ่งเราสามารถ ที่จะได้ช่วย ทางเศรษฐกิจก็ดี อย่างที่เห็นบนโต๊ะนี่ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ สัตว์โลก มนุษยชาติต้องใช้ต้องกิน ไม่ว่าจะเป็นศัตรู หรือมิตร ต้องกินอันเดียวกันนี่แหละ คนก็ต้องกินอาหาร สิ่งที่มันยังชีพ เป็นเครื่องใช้ไม้สอย เป็นปัจจัยจำเป็นของชีวิต เราก็สำคัญมั่นหมายสิ่งเหล่านี้ ช่วยสร้างกันขึ้นมา เพื่อจะได้ใช้อาศัย ไม่ว่าจะเป็นศัตรู ไม่ว่าจะเป็นมิตร ก็ต้องใช้ ต้องอาศัยไป ช่วยกันแม้แต่เป็นศัตรู เพื่อให้เขากลับตัวกลับใจ เปลี่ยนแปลงมาเป็นคนดีไปเรื่อยๆ ปรารถนาดีต่อกัน ปรารถนาดีต่อสัตว์โลกทั้งปวง โดยมีวิธีการที่เราต้องปรับปรุง สูงสุด หนักสุด เราเรียกว่ารบ รบต่อสู้หนัก แต่เครื่องมือต่อสู้ของพวกเรา คือเอาความจริง กับความสงบ สยบความรุนแรง ให้เขารู้ความจริง ย้ำความจริงให้เขา เราต้องยืนหยัด ท้วงไม่ได้เถียงไม่ได้ จำนน ยอมรับ จนเกิดปัญญา จนเกิดความเข้าใจว่าจริง เถียงไม่ได้ สู้ไม่ได้แล้วนะ แต่ก็ยังสู้อยู่ เป็นเรื่องของกิเลสนะ จะสู้ไม่ได้ในเรื่องความจริง มันสู้ด้วยความคด สู้ด้วยความโกง ก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติ จนกว่าเขาจะต้องหยุดโกง หยุดคด จำนนทุกอย่าง ตอนนี้เราก็ดูสงคราม 30 ล้าน เมื่อวานนี้ถึงขนาดตัดสินบ้างแล้ว เขาก็ยังบอกว่า แล้วแต่ศาลจะตัดสินอีกที อาตมาก็ดูตามภูมิอาตมานะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่เขาแสดงออก ก็เขาก็ต้องดิ้นสุด ถ้าเขาจะเป็นยอดโกง แต่ถ้าคนไม่เป็นยอดโกง แค่นี้ แต่นี่ไม่ยอมสารภาพ ดิ้นต่อ สองคนนี้ใครคนหนึ่งต้องผิดใครคนหนึ่งต้องถูก ตามที่ผบ.ตร.บอกไว้ว่าไม่มีเสมอ เป็นละครชีวิตที่เราก็ดูไปเถอะ เรามาศึกษาฝึกฝนแล้ว เราก็ปลอดภัยต่อความทุจริต ต่ออกุศล ต่ออะไรๆ มองไปเห็นสิ่งนี้แล้ว เอาไปกินเสียเถอะ เห็ดตับเต่านี่ ดูแล้วมันหมองไปหน่อยนึง วันแรกมันผ่องกว่านี้เยอะ ( โยมว่าเอาไปเป็นเชื้อ ) เอาแนว เอาสปอร์มันไปปลูก ก็นึกว่าจะเอาไปกิน

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ลำดับของคนจนอาริยะ พ่อครูว่า... เข้ามาสู่เรื่องของ ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ต่ออีกว่า เรากำลังขยายความจนอย่างหนึ่ง ว่าความจนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ความจนไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ความจนไม่ใช่เรื่องที่ผ่านทุกข์ร้อนอะไร ความจนเป็นสิ่งประเสริฐด้วยซ้ำ จะได้ดูมวลมิตรกัน อยู่กับมนุษย์ มนุษย์จะต้องไปมีมากๆ มันจะต้องแย่งกัน กอบโกยกัน ไปตามกิเลสของเขา ต้องคนกิเลสหมด อรหันต์ ถึงจะสูญสนิท อนาคามีก็เริ่มสูญแล้ว อนาคามี แปลว่า ผู้ที่ไม่สะสมทรัพย์สิน เงินทอง บ้านช่อง เรือนชาน อยู่กับหมู่ เป็นอนาคามีจะเข้าใจเลย บอกว่าผู้ไม่มีบ้านช่อง เรือนชาน แต่ผู้นั้นจะมีบ้านช่อง เรือนชาน เพราะอยู่กับหมู่ อยู่กับกลุ่มหมู่ ไม่ต้องมีบ้านเยอะ กลับไปกลับมา สลับไปสลับมา คนไม่มีบ้านช่องเรือนชานแล้ว แต่มีบ้านช่องเรือนชานเยอะ ยิ่งไม่มี กลับมี คนที่ยิ่งมี ยิ่งไม่มี นี่เป็นสัจธรรมที่ไม่ใช่พูดเล่น เราเสียคือ เราได้ เราได้นี่แหละเราเสีย เราจนนี่แหละเรารวย สุดท้ายภาษาที่มันเป็น ปฏิโสตัง ทวนกลับไปกลับมา เหมือนคนกลับกลอก ตลบตะแลง เต็มจะไปใช้คำว่าตอแหลนะ มันไม่ถึงขั้นตลบแตลงกลับกลอก แต่เป็นการใช้ภาษาพูด เหมือนกลับกลอก แต่สัจจะ มันนิ่ง มันเที่ยง มันจริง อาตมาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงบัดนี้ อาตมาก็เป็นคนจน ไม่มีทรัพย์สิน เงินทองส่วนตัวเลย ข้าวของอะไรก็ไม่มีส่วนตัวทั้งนั้น อาศัยใช้สอยไป เป็นประโยชน์คุณค่า ไม่ได้ยึด ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเราของเราจริงๆ ถ้าเราสามารถเข้าใจถึงจิตเจตสิกต่างๆ ยึดมั่นถือมั่น อุปาทาน เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เราก็ยึดไปอาศัย เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แค่เป็นสมาทาน ไม่ถึงอุปาทาน ยึดอย่างสมณะ สูงสุดแล้ว สมะ ยึดแค่สมะ เพราะฉะนั้น จึงเข้าใจพยัญชนะ จากสภาวะที่เราสื่อถึงกัน ผู้รู้ พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้พยัญชนะเหล่านี้ แล้วเราก็มาปฏิบัติให้เกิดสภาวะ ที่ตรงกับพยัญชนะพวกนี้ ภาษาไทย คำว่าจน เราก็รู้ว่า จนคือไม่มีอะไร เราไม่ได้สะสมอะไร เป็นของเราจริงๆ อยู่กับหมู่ เป็นของส่วนกลาง เศรษฐศาสตร์ รู้เศรษฐกิจ สาธารณโภคี ที่มีทรัพย์สินส่วนกลาง แล้วเราก็มีสิทธิ์ในนั้น ใช้สอยตามบารมี บางทีเราอยากจะใช้ ผู้ดูแล พนักงาน กรรมการไม่ให้เรา ก็ไม่ได้ ถ้าเขาให้ เราก็ได้สบาย มันก็อยู่ที่เหตุปัจจัย อยู่ที่คุณความดี อย่างแท้จริง ต่างๆนานา พวกนี้เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น คนจนว่าไปแล้ว ไม่ต้องแบกหาม ไม่ต้องมีต้องพก มันดี จะตายเบาสบาย หลายๆมุมในมิติของความจน ที่เป็นสิ่งที่ดี พูดกันรู้เรื่อง ในคนที่มีทัศนคติตรงกันแหละ มันดีจะตาย เสร็จแล้ว ก็เป็นระบบที่คนจนอยู่รวมกัน แต่เป็นคนจนพิเศษ เป็นคนจนอาริยะ เป็นคนจนโลกุตระ มีลำดับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ถึงแม้แต่ผู้ที่พากเพียรปฏิบัติ ยังไม่เป็นผู้ที่ตัดโคตร โคตรภูญาณ ยังข้ามมาเป็นโลกุตรบุคคลไม่ได้ มาเป็นอาริยชนไม่ได้ แต่ก็พากเพียรปฏิบัติไปกับหมู่ ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่ก็ตาม อย่างนี้เป็นต้น ก็พากเพียร ปฏิบัติ ประพฤติ ได้มรรคผลไปด้วยกัน ก็ค่อยๆ เอื้อมเอื้อ เกื้อกว้าง สะสมไป ไม่ได้แย่งชิงใครมา บางคนก็บุญถีบส่ง ถูกบังคับมา แต่เขามาได้ ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่แท้จริง ถ้ายิ่งเป็นผู้เต็มใจเห็นเอง ก็ยิ่งไปดี นัยต่างๆ จะเห็นว่ามีความละเอียด ส่งเสริมสนับสนุนกัน ขัดกัน ในเชิงได้ดี หรือเชิงทำลาย ก็จะเข้าใจละเอียดลึกซึ้งลงไป

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สามเส้าที่ควรศึกษา กาละ-บุคคล-กรรม พ่อครูว่า... มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ จนกระทั่งถึง เศรษฐศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ 3 หลักใหญ่ เราจะมีครบในศาสนาพุทธ ที่อาตมาพยายามอธิบาย ให้เห็นว่า ยุคพระพุทธเจ้า ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคราชาธิปไตย เผด็จการของพระเจ้าแผ่นดิน เต็มที่เลย ยังไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตย แต่พระพุทธเจ้าท่านมีแล้ว ประชาธิปไตยคืออะไร ประชาธิปไตย คือ ประชาชนเป็นใหญ่ มวลคนอื่นเป็นใหญ่ เราไม่เป็นใหญ่ เราจะมีเกียรติ เขายกให้ ให้มีแรงที่จะไปจัดการกับเขา อย่างโน้นอย่างนี้ ประชาชนเขายกให้เอง ประชาชนเขาเต็มใจให้ เขาเชื่อถือ เขาเคารพนับถือ บูชายกย่อง จะเป็นผู้ที่พาเราไปดี แม้ท่านจะทุบตี เราก็ยอม จะฆ่าเราก็ยอม ถวายชีวิตข้ามชาติ ไม่เป็นไร ท่านผู้นี้จะประหารชีวิตเรา ด้วยเหตุใดใด ก็แล้วแต่ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เคยตรัสกับกาสีว่า ถ้าสอนไม่ได้สุดยอดจริงๆ ก็ต้องฆ่าเสีย อย่างนี้เป็นต้น เป็นนัยสำคัญที่ลึกซึ้ง ละเอียดลออ ถึงต้องฆ่าเสีย การศึกษาของพระพุทธเจ้าซับซ้อน ไม่รู้กี่ชั้น เราเอามาปฏิบัติ จนเกิด จนเป็น ได้อาศัย ตั้งแต่ชาตินี้ ได้ไปได้เรื่อยๆ จนกว่าคุณจะพอ ถึงอรหันต์ จบ สามารถจะเกิด จะตายเองได้ จัดการกับพลังงานจิตของตนเอง ให้จะเกิดจะตายก็ได้ จะตายเองก็ได้ แต่ไม่ตายจะต่อ ก็ของใครของมัน เป็นอิสระเสรีภาพสูงสุด นี่คือลักษณะของอิสระเสรีภาพ ในยุคพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้แล้ว ความรู้อันนี้ ผู้ที่มีภูมิปัญญา พระเจ้าแผ่นดินแต่ละองค์ ในยุคโน้น ไม่หนักหนา เหน็ดเหนื่อย ท่านมีภูมิปัญญาสูง เป็นพระเจ้าแผ่นดินในยุคที่สบายๆ เผด็จการอย่างสบายๆ แม้จะเผด็จการอย่างเลวร้าย ก็สบาย เพราะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใครมาอะไร ก็ฆ่าทิ้งได้ ยิ่งมีคุณธรรม ยิ่งสบาย พระพุทธเจ้าจะเกิดที่ใดๆก็ตาม ย่อมเป็นสถานที่สัปปายะ เป็นสถานที่อันควรจะเกิด เสนาสนะสัปปายะ เช่น ควรจะเกิดมาในประเทศไทย อาตมาบอกว่า ประเทศไทยในยุคนี้ เป็นชมพูทวีป นะ ต้องมีบารมีจริงๆ จึงจะเกิดมาเป็นคนไทย ไม่ใช่พูดเล่น ไม่ใช่พูดอวดอ้าง ข่มคนอื่น มันเป็นสัจธรรม ไม่มีบารมีถึงขีด ก็ไม่มาเกิดในประเทศไทยหรอก แต่เกิดในนิวกินี เอธิโอเปีย เดี๋ยวนี้เขาดีขึ้นแค่ไหน ก็ไม่รู้ หรือไม่ก็ไปเกิดในบ้านอิกลู ไปไหนก็ไม่รอด อายุสูงสุด 40 ปีก็ตาย ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ ก็แล้วแต่บารมีจะนำพาเกิด กรรมโยนิ กรรมพาเกิดพาเป็น คนที่ไปเกิดที่นั่น เป็นคนจริงๆนะ อยู่ขั้วโลกเหนือ เขาเป็นคนจริงๆ มีสรีระองคาพยพอาการ 32 เหมือนกัน แต่เขาต้องไปเกิดลำบากลำบนที่นั่น จำเป็นต้องถูกบังคับให้กินแต่เนื้อสัตว์ จะหาพืชผักกิน ก็ยากเต็มที ก็ต้องติดวิบาก เราต้องไปกินเนื้อสัตว์ ด้วยความจำเป็น ไม่กินก็ตาย ขนาดต้องกินก็อยู่ได้แค่ 40 ปีเลย เราได้มาเกิดในโซนที่ดีที่สุดแล้ว ในโซนเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย หนาวขนาด 0 องศา หนาวไหม หนาว ประเทศไทยไม่เคยเจอ เจอแต่บางแห่งน้อย นอกนั้นก็ไม่เจอ ที่อื่น 0 องศาเป็นว่าเล่น ติดลบอีกเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ตัวใครจะไปตกในเสนาสนะ จะสัปปายะแค่ใด มันก็มีบารมีของแต่ละคน ยิ่งเกิดแล้ว พบกับศาสนาพุทธ พบกับศาสนาพุทธ ไม่พอ โลกนี้ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ณ status quo ในโลกยุคนี้ ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นสยังอภิญญามีไหม เกิดร่วมไหม ที่อินเดียเขาก็มีประกาศตัว ที่เมืองจีนก็มีประกาศตัว ที่ทิเบตก็มีไม่ใช่หรือ ประกาศตัว คุณจะต้องมีญาณปัญญารู้ว่า จริงๆแล้ว ใครเป็นสัตบุรุษของคน ที่ประเทศทิเบตเขาก็นับถือคนนี้ คนอื่นเขาไม่เชื่อ หรือไม่รู้ มันก็เป็นบารมีของใครของมัน ไม่รู้ รู้แค่นี้ เชื่อแค่นี้ นับถือแค่นี้ ถึงเป็นองค์ประกอบ สถานที่ บุคคล และตัวสัตบุรุษจริง เมืองไทยทั้งประเทศ มันรู้กันหมดแล้ว ทุกวันนี้ เป็น Globalization ฟ้า บ่ กั้น มี goodwill มี favorite ที่ยอมรับนับถือกัน ก็ดูกันว่า ใครจะนับถือใคร อย่างนี้เป็นต้น ที่จริงอาตมาไม่อยากจะพูดเท่าไหร่ มันเข้าเนื้อเข้าตัว กลายเป็นว่ากำลังจะยกย่องตัวเอง ใช่ไหม แต่กำลังพูดเป็นวิชาการ เป็นการศึกษาด้วยองค์ประกอบ กาละ ตัวบุคคล และกรรม เอามาสามเส้านี้ มาใช้ให้ศึกษา ยุคนี้ กาละ บุคคลที่มีความประพฤติ มีกรรมมีพฤติกรรมของเขา คุณก็ศึกษาเอาจริง ตามตำนาน ตามประวัติ ที่คุณได้สัมผัสมาเอง ประเมินประมาณเอง ไม่มีใครมาตัดสินให้เราได้ เท่ากับเราหรอก เราตัดสินของเราเองนี่แหละสูงสุด ตัดสินผิด ก็เราเองตัดสิน ถูกก็เราเองได้ สัจจะจริงๆ คำว่า นัตถิโลเก หรือ อัตถิโลเก โลกวินาทีนี้ มีไหมล่ะ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา ผู้ที่มาประกาศ โลกนี้ โลกหน้า โลกุตระ เป็นอย่างไร เราได้ไหม อย่างน้อยก็เป็นโสดาบัน

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทบทวนญาณ 7 ของพระโสดาบัน พ่อครูว่า... โสดาบันจะต้องมี ญาณ7 เป็นตัวชี้บอก ญาณนั้นไม่ใช่ของคนอื่น ญาณนั้นเป็นของตัวเอง ญาณ7 เป็นของตัวเอง คนอื่นชี้บอกมาบอกมาก็ฟังได้ เชื่อถือก็เชื่อถือได้ ของพระพุทธเจ้าชี้บ่งมาให้เรา เราต้องเชื่อถือแล้วหรือ เป็นหมาขี้เรื้อน พระพุทธเจ้าบอกว่า เราเป็นหมาขี้เรื้อน ก็ต้องพิจารณาอย่างหนัก บอกว่าเราเป็นโสดาบัน ก็อย่าหลงตัว มันเป็นอย่างไร โสดาบัน ใช้หลักต้องรู้เอง มีญาณ หรือมีอัญญา ปัญญา 7หลักนี้นะ 1. ผ่านความจริงที่เราได้พบ ได้ปฏิบัติ เราได้สิ่งที่เป็นโลกุตรธรรม จำนวนหนึ่งผ่าน ไปเรียกว่า วิติกมะ แปลว่า ล่วงเลยไป ก้าวข้ามอันนี้มาได้แล้ว อันนั้นล่วงเลยไปแล้ว เราหลุดพ้นข้ามมาแล้ว วีติกมะ ต้องฟังให้ดี ไม่ได้แปลว่า กิเลสหยาบนะ แต่อนุโลมโดยสาระว่า กิเลสหยาบก็ใช่ แต่โดยพยัญชนะแปลว่า จบแล้ว ได้แล้ว ผ่านไปแล้ว หมายถึงกาละ กับสิ่งที่มี ที่เกิด หรือที่ดับไปแล้ว จากไปแล้ว มันถึงชัดเจนว่า กตญาณ ญาณที่สำเร็จผลแล้ว มีผลจริงของเราเอง ไม่ใช่เอาของคนอื่นมาตรวจสอบ ก็เป็นอุจจาระเราเอง จะเอามาขยำอีกหรือไม่ เอาออกไปแล้วนะ จะเอามาขยำอีก เยอะเลย ถ้ามีสัญญาจำได้ แต่คุณก็เอาสัญญามาขยำๆ ยิ่งซับซ้อน สรุปแล้วญาณที่ 1 คือรู้แล้ว กิเลสอันนี้ เรากำลังอยู่ในกิเลสอันระดับกลาง ส่วนอนุสัยกิเลสอันปลาย คือมี วีติกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส และอนุสัยกิเลส ผู้ที่เป็นโสดาบันจะต้องมีปริยุฏฐานกิเลสเป็นตัวยืนยัน มีวีติกมกิเลส เป็นตัวยืนยันว่า หมดแล้ว จะเรียกกิเลสนั้นว่า นิวรณ์ 5 จะเรียกว่าโลภ โกรธ หลง จะเรียกว่าเราไปติดยึดในเรื่องของความเป็นสัตว์ ในเรื่องของความเป็นของ ในเรื่องของความเป็นสัมผัส 5 เกิดกามคุณ 5 หรือพยาบาท 5 ขั้นหยาบ อธิบายลักษณะหยาบของเราแล้ว มันหมดขั้นต้น ขั้นที่หยาบ หยาบมาก จนเรียกว่าอบาย ต่ำสุดของเรา ซึ่งไม่เจริญ อปายะ แปลว่า ไม่เจริญ ปายะแปลว่าเจริญ มันไม่เป็นประโยชน์ มันไม่เจริญ สำหรับเราเลย ของใครของมัน ขั้นต่ำสุดของเรา หรืออะไรที่จัดการได้ก่อน กิเลสอันนี้จัดการได้ก่อนเสร็จ เราก็ได้มา ได้มาแล้วมันก็จะมีการผยองนะ โสดาบันใหม่ๆ ก็ไปว่าคนนั้น ไปมองคนโน้น ไปเห็นคนโน้นเสร็จแล้ว ก็ปากมาก เรียก มุขสตี คนไหนช่างว่า ช่างทิ่มแทงมาก ก็มี แต่ไม่ทำร้ายให้เลือดตกยางออก เจ็บแต่แค่เจ็บใจ ถูกว่าถูกทิ่มแทงด้วยภาษา เข้าหู เข้าไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่เจ็บเท่า เช่นไปว่าเขาหน้าด้าน นี่เขาไม่เจ็บเลย คนชั่วนะ เขาก็ไม่เจ็บ คนหน้าด้าน หน้าหนา แต่ทุกคนมีความเข้าใจ มีความรู้สึก ก็รู้สึกได้ ข้อ 1 ผ่านแล้วญาณข้อที่ 1 ที่ท่านต้องมีมุขสตีนี้ หยาบต่ำอยู่นะ ไม่ได้หมายความว่า เป็นพระโสดาบันต้องมีปากหอก อย่าหาเรื่องเป็นวิบากใส่ตัวเอง ไม่มีก็ดีแล้ว ที่อาตมาต้องมี พูดทุกวันนี้เหมือนปากหอก ต้องทิ่มแทงผู้อื่น ต่างๆนานา ที่จริงแล้วอธิบายอย่างโก้ๆว่า อาตมาเสียสละ มีวิบากต่อเหมือนกัน แต่อาตมาก็ยอมเสียสละตัวเอง เพื่อที่จะให้เขาชัดเจน ได้รู้ ได้เข้าใจ อย่างแท้ๆ ยอมเสียจริงๆ แล้วก็ต้องเมตตา แต่ผู้ที่แข็งๆ และด้านๆ มันไม่เข้า ต้องช่วยเขาจริงๆ เป็นสัจจะ ที่ไม่ใช่พูดโก้อะไร แต่อาตมาอธิบายไม่เก่ง ทำไมต้องไปกระหน่ำ ย่ำยีเขา ซ้ำซาก ก็คนอลัชชี คนหน้าหนา มันไม่ใช่ธรรมดา ดีไม่ดีตีเขานี้ เราเจ็บเลย จนปวดแขน ก็ต้องนวดกันหน่อย มันไม่ไหว ตีจนปวดแขน แทงจนหอกที่ใช้ไปทื่อ แล้วต้องมาลับใหม่ มันเหนียวจริงๆ เราหอกทื่อเลย แม้จะเอาเหล็กจากอยุธยาแล้วนะ เป็นเหล็กน้ำพี้ เป็นเหล็กกล้าแล้วนะ เป็นสแตนเลสแล้วนะ มันก็เลยต้องเป็นอยู่ เป็นความซับซ้อน เหมือนแก้ตัวให้แก่ตัวเอง ถ้าตัวเองยังทิ่มแทงอยู่ แต่ต่อไป ก็จะมีพวกเราขึ้นมาทดแทน เอาหอกอันนี้ไป เป็นการส่งต่อกัน ถ้าใครไม่อยากใช้ จะโดนเขาตอกกลับ ก็ไม่ใช้ ใครไม่กลัว ก็ใช้ได้ แล้วแต่ใครต่อใคร แล้วแต่จริตคน จริตคนที่เกิดซาดิสม์ มาโซคิสม์ ก็มีบ้าง มันซับซ้อน สรุปแล้ว ปัญญาที่ 1 ประเด็นสำคัญที่สุด คือประเด็นว่า สิ่งที่เราได้รับ เป็นกรรมมานี้ มันไม่ใช่สาธารณะปุถุชน มันไม่ใช่ของทั่วไปของปุถุชน เราเป็นปุถุชนมาก่อนทุกคน อ๋อ ปุถุชนทุกคนต้องเป็น แต่ที่เราได้ มันไม่ใช่ของปุถุชน มันคนละรส คนละเรื่อง มีวิมุติรส ขั้นโลกุตรธรรม ไม่ใช่โลกียธรรม รสโลกีย์ เราจะมีปัญญา แยกรสของโลกุตรธรรม กับโลกียธรรมได้ รสของโลกียะ ก็เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ลักษณะยินดีปรีดา กับสิ่งที่มันเป็นเวทนาอย่างนั้น เป็นรสสวรรค์อย่างนั้น แต่นี่มันไม่มีสวรรค์อย่างนั้น มันชัดเจนตรงข้ามกัน มันหมดต่างหากล่ะ มันหมดรสสวรรค์ มันใช่ สวรรค์อย่างนั้น ขี้เก๊ แต่นี่มันไม่มี กว่าเราจะรู้ความไม่มีว่า รสนี้เป็นนิโรธ เป็นความดับสนิท เป็นความไม่มี นัตถิ หรือ นโหติ ไม่มีจริงๆ เทียบกับความมี ความมียังเหลือน้อย กับความไม่มีเลย มันเทียบกันยาก แล้วมันหมดหรือยัง เหลือนิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง กับไม่มีเลย มันก็ต้องเทียบเอง อุปมา ต้องเทียบเอง จนกระทั่งมันจบ ไม่ต้องเทียบแล้ว นัตถิอุปมา เป็นหนึ่งเดียวจริงๆ 0 0 0 มันไม่มีจริงๆ สะอาดบริสุทธิ์ นี่เป็นนามธรรมทั้งสิ้น ที่คุณจะต้องไปเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ก็ต้องเอาของคุณเอง อ่านเอง 2. ญาณที่ 2 อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เอามาทำให้เกิดภาวนามัย เกิดผลแล้วหนอเป็นโลกุตระอย่างนี้ มันไม่เป็นภพของเรา แต่มันเป็นภพที่อาศัย ที่เรายังรู้อยู่ว่าเป็นภพความว่าง ภพมันไม่มีแล้วกิเลส อาศัยพยัญชนะเท่านั้น แต่มันไม่มี มันมีแต่มันไม่มี สุดท้าย นัตถ กับอัตถิ ต้องพูดกันความมี และความไม่มี นี่แหละ มันเป็นภพ ที่ไม่มี แต่มันอาศัยในเหตุปัจจัย ในภพ อ่านจนชัดเจนว่า อย่างนี้หรือ เรียกว่าผู้ที่พ้นผู้ดับ ผู้ไม่มีแล้ว เป็นภาวนา ถ้าอย่างนี้ ก็ทำให้มันได้อย่างนี้อีก เรียกว่า อาเสวนา เออ อย่างนี้แหละ ทำให้ได้อย่างนี้แหละ ให้ตรงให้ชัดนะว่า ไม่มีคืออย่างนี้ ไม่มีคืออย่างนี้ มีนิดนึง ก็คือ อากิญจัญฯ นิดนึง ก็พยายามไม่ให้มีอีก นึดนึงน้อยหนึ่ง คืออากิญจัญ ก็ไม่ให้มี เป็น 2 ความหมาย เนวสัญญาต้องหนึ่ง ก็ไม่ให้มี นิดนึงก็ไม่ให้มี เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ อ่านอารมณ์ เจาะแทงอารมณ์ เคล้าเคลียร์อารมณ์ ตรวจสอบอารมณ์ให้หมด เวทยิตตังนิโรธังโหติ ความไม่มีนั่น มีแล้ว นี่เป็นภาษาไทยนะ ถ้าไม่มีจริงๆเลย ไม่มีแล้ว ไม่มีอีก ไม่มีอย่างถาวร อเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้มากทำให้ตกผลึก อเนญชาภิสังขารๆ เพราะฉะนั้น สังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เป็นการ สะสมความไม่มี อย่างเดียว ให้ตกผลึก ความไม่มี คือภาวนา ความไม่มีคือ อปุญญะ อปุญญาภิสังขาร ตัวความไม่มี คือไม่มีอะไร ไม่มีกิเลส แล้ว ไม่มีจนสิ้น อาสวะ อนุสัย แต่คุณก็ต้องสั่งสมอเนญชาให้มาก จนตกผลึก เป็นเหตุปัจจัยที่ ยิ่งเป็นเหตุปัจจัย ถ้าคุณยังมีอยู่ ยิ่งไม่มีอะไรหักล้าง ไม่มีอะไรมาทำลายได้เด็ดขาด ไม่มี 1.บุคคลดี ก็ไม่ไปทำลายสิ่งดีแน่ 2.บุคคลร้ายเท่านั้น ที่จะมาทำลาย ทุกคนร้ายที่จะมาทำลายสิ่งนี้ ให้ร้ายให้ตาย ก็สู้คนดีที่เป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์เริ่มตั้งแต่อนุโพธิสัตว์เป็นต้นไป ก้าวไปเรื่อยๆ คนร้ายจะจบขีดของมัน ร้ายสูงสุด มีแค่นี้ จากขีดนี้เป็นต้นไป โพธิสัตว์ เป็นอนุโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ ปัจเจกโพธิสัตว์ คนร้ายหมดสิทธิ์ที่จะก้าวไป แต่โพธิสัตว์ก้าวหนีไป ทิ้งช่องว่าง ห่างออกไป จึงไม่อาจจะมีตัวร้ายเข้าไปแตะ แม้แต่ เส้นขน ปลายเส้นขน ของโพธิสัตว์ได้ นี่เป็นสัจจะ ขนาดปุถุชน จะข้ามมาโลกุตระ ยังไม่ง่ายเลย ต้องสร้างบารมีจริงๆ เมื่อไม่สร้างบารมีจริงๆ ไม่มีสิทธิ์จะข้าม ไม่ใช่ภาษาพูด แต่เป็นเรื่องจริง ที่เป็นอจินไตย ตกลง อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เราก็ทำเพิ่มไป จนเป็นเอง เป็นอัตโนมัติ อันไหนทำไม่ถึงตถตา ก็ทำพากเพียรเข้าไป จนมันซับซ้อนนี่ คือปัญญาข้อที่ 2 โสดาบันจะอธิบายอย่างนี้ ไม่ได้หรอก ใครรู้สึกว่าเป็นโสดาบัน ก็ฟังแล้ว เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่อย่าเป็นกังวล คุณได้รับฟังขนาดนี้ ถ้าเป็นภูมิของคุณ เป็นโสดาบัน ก็จะมีแต่เดินหน้าไป แม้จะเข้าใจละเอียดไม่ได้ ก็อย่าไปยึกยัก ติดตามไป พากเพียร อย่าหนีไป

3 ญาณข้อที่ 3 ชัดเจนว่า การปฏิบัติอื่น นอกธรรมวินัยนี้ ไม่สามารถจะดับกิเลส สิ้นเกลี้ยง เป็นโลกุตระได้ มันจะเป็นความลึกซึ้ง ชัดเจน อย่างนี้เท่านั้น อย่างอื่นไม่มี ไม่ทั่วไปกับสาธารณะ ปุถุชน เป็นภาษาวิชาการ คือ ปุถุชนทั่วไป สาธารณะ ไม่อาจเอื้อมมารู้ได้ ผู้รู้ต้องรู้ของตน ที่เป็นแล้ว มีแล้ว เป็น ปริยุฏฐาน ผ่านวิติกมะมา คุณอยู่กับคุณ มีกับคุณ สัมผัสอยู่ แตะต้องอยู่ ลูบคลำอยู่ คุณจึงมั่นใจ รู้จริง ชัดเจนว่า มันเป็นเช่นนี้ มันเป็นอะไร วิมุติรส เป็นอย่างไร ก็อย่างนี้ แล้วอย่างไร ก็อย่างนี้แล้ว อย่างไรก็อย่างนี้ คุณมีอย่างนี้เอง เช่นนี้เอง ก็จะเข้าถึงว่า ไม่ต้องอย่างไร ไม่ต้องไฉน อยู่ที่เราแล้ว เป็นแล้วอย่างนี้ นี่ก็พยายามใช้พยัญชนะ สื่อสภาวะ ชัดๆ เพราะฉะนั้นไม่ทั่วไปกับสาธารณะ ปุถุชน มันก็ชัดเจน อย่างอื่นมันไม่ใช่

4. ญาณข้อที่ 4 ผิดแล้ว รีบแก้ไข ปรับปรุง บกพร่องผิดพลาดแล้ว รีบแก้ นี่เป็นนิสัย วิสัย เป็นสันดานของอาริยะ เป็นธรรมดาเป็นปกติ ของผู้ที่มีคุณสมบัตินี้ ถ้าบกพร่อง ก็รีบแก้ ไม่ไปมัวผัดวัน ประกันพรุ่ง ให้เกิดความผิดซ้ำซากไปอีก มันไม่ใช่ จะไม่เอา แค่นี้ก็พอ วิบากแค่นี้ก็พอแล้ว ให้รีบแก้ไข

5. ญาณข้อที่ 5 อันนี้ก็ย้ำไม่รู้กี่ที เหมือนแม่โคกับลูกโค แม่โคก็ต้องเลี้ยงตัวเองไป ลูกก็ต้องเลี้ยง ทำงานเราทำงานเขา ทำงานหมู่ ทำงานตน ไม่แยกกันเลย ประโยชน์ตน กับประโยชน์ท่าน ไปพร้อมกันเลย ไม่แยกกัน เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดสามารถทำงานแล้ว เราก็ได้ประโยชน์ด้วย คนอื่นก็ได้ประโยชน์ จากที่เราทำอันเดียวกันนี้ อย่างนี้ใช่ ถ้าไปทำแต่ตัวเอง ไปนอน เสียประโยชน์ตน แล้วมันจะเป็นประโยชน์ท่าน ตรงไหนไปนอน ไปเล่น(พ่อครูทำท่านจิ้มมือถือ)เสีย ก็จะได้รู้ จะได้เอามาบอกคนไง จะได้รู้ไง ทุกวันนี้ มันมีอุปกรณ์ ซับซ้อน มากมาย ทำให้เราแก้ตัวได้ มันจะต้องมาหาหมู่ ออกมาหมู่บ้าง อย่างนั้นก็บางเวลา พอสมควร ให้มาทำประโยชน์ท่านบ้าง จะมาอ้างว่าเล่นอันนี้แล้ว จะได้รู้ จะได้เอาไปบอกไง กว่าจะไปบอกนั้น คุณก็จิ้มอยู่ในนี้ จนมันจะทะลุ เพลิดเพลินไป ต่างๆนานา เสร็จแล้ว ก็ไปบอกนิดๆหน่อยๆ ไม่ต้องไปพูดมาก อันนี้ สรุปแล้วประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านนี้ จะพร้อมกันได้เท่าไหร่ คุณก็จะต้องมีปัญญารู้เอง เข้าใจชัดเจนเอง

6. ญาณข้อที่ 6 มันจะมีทั้ง พลังปัญญา มีทั้งพลังเจโตครบ สามารถที่จะมีพลัง หรือมีอำนาจ สามารถรู้ รู้อย่างจริงด้วยตัวเองเลย และจัดการกับจิตตัวเอง ให้แข็งแรงเองเลย และก็สามารถที่จะใช้ปัญญานี้ แยกแยะ ผิดถูกอะไรได้ชัดเจน รู้ว่าตนเองได้แล้วจริง รู้ว่านี่เป็นโลกุตรธรรมจริง รู้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน จริงๆ ประโยชน์ท่าน อ้างอิงเล่นๆ มันจริงหรือเปล่า การจะทำประโยชน์ท่าน กับประโยชน์ตนนั้น เราเพ่งประโยชน์ท่านให้สำคัญ อย่างน้อยเราทำ ไม่เกิดประโยชน์ตนเลย เราเสียสละด้วยซ้ำไป ดีไม่ดีได้เสียสุขภาพ เราออกแรง เราช่วยเหลือคน มันก็ยังดีกว่าประโยชน์ตน ประโยชน์ตนเอง เห็นแก่ตนเอง ถ้าอยู่กับหมู่ที่ดี คุณไม่ต้องกลัวหร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน