610301_ธรรมะมาฆบูชา พุทธาภิเษกฯ ปฐมอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
610301_ธรรมะมาฆบูชา พุทธาภิเษกฯ ปฐมอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยจักเกิดจากธรรมาภิบาล พ่อครูว่า... วันนี้ เป็นวันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ในงานพุทธาภิเษกฯ จะเอาวันมาฆบูชาเป็นหลักเสมอ ปีนี้ตั้งใจจะเทศน์ถึง การอภิบาลบ้านเมือง อธิปไตย เป็นความใหญ่ยิ่ง ที่หมายถึงพลังงาน จิตวิญญาณมนุษย์ อธิปไตยจะเกิดได้ ผู้บริหาร รัฐบาลจะต้องดูแล อภิบาลประชาชน แล้วประชาชนจะให้อำนาจรัฐบาล ให้ขึ้นมาบริหาร ปกครองบ้านเมือง ถ้าหากปกครองบ้านเมืองได้ดี ประชาชนก็จะยกอำนาจอธิปไตยให้ แต่เข้าใจผิดว่าผู้ได้รับเลือกจากประชาชนไปเสร็จ เขาได้รับอธิปไตยเลย ได้อำนาจปกครอง ได้เป็นใหญ่ ได้เลย เมื่อเขาได้รับการเลือกตั้ง คือที่จริงแล้ว ประชาชนเลือกเข้าไปบริหาร ให้ไปทำการอภิบาล ถ้าหากอภิบาลเป็นธรรม เรียกว่า ธรรมาภิบาล ประชาชนก็จะ ยกอธิปไตยให้ เป็น ธรรมาธิปไตย หากเขาหาเสียงเก่ง ประชาชนก็เลือกเข้าไป เป็นรัฐบาลที่สมัคร ยังไม่ได้อภิบาล ไม่ได้ปกครอง ไม่ได้ทำงานเลย สมัยพระพุทธเจ้าไม่มี สมัยนี้ถึงมีลัทธิเลือกตั้ง ซึ่งต้องอภิบาลก่อน จึงจะเกิดอธิปไตย แต่อันนี้พอเลือกตั้งได้แล้ว ก็มีอำนาจเลย แล้วถือเป็นอำนาจบาตรใหญ่ด้วย เสร็จแล้วก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่นั้น ไปปกครอง นี่คือความสับสนของสัจธรรม เอาลองฟังกวีดู
“อธิปไตย”จักเกิดจาก“ธรรมาภิบาล”
(1) อ่านพุทธประวัติต้อง แตกฉาน จับแก่น“ธรรมาภิบาล” แม่นได้ “ธรรมาธิปไตย”ขาน กันอีก คำแฮ แจ้งชัดสัจจะไซร้ ต่างขั้น กันไฉน (2) “อธิปไตย”อำนาจนี้ คือพลัง โลกิยะหลงกันจัง ชอบสร้าง “ใส่ตน”ทุกเล่ห์หวัง “อำนาจ.. ..บาตรใหญ่”ใน“โลก”กว้าง เก่งด้วย“อัตตา” (3) แต่“ธรรมา”นั้นแตก ต่างนัย ทั้ง“อภิบาล-อธิปไตย” *ว
อ่านต่อ
ิกัติล้ำ สำคัญสุดขานไข รู้ยาก ยิ่งแล ปุถุชนถูกกิเลสขย้ำ อสัตย์ล้วนเลวลึก (4) หากศึกษา“โลก”ทั้ง “อัตตา” โลกุตระ-โลกิยา แยกได้ จึ่งชัดทุก“ธรรมา” ตามพุทธ ศาสตร์แฮ ว่า“อธิปไตย”นั้นไซร้ จากผู้“อภิบาล” (5) อย่าพาลสร้าง“อำนาจ”ไสร้ ใส่“ตน” ประชาชาติแต่ละคน จักให้ แก่เราที่เขายล เป็นสิทธิ์ ประชาเอง หน้าที่เราใช่ใช้ “อำนาจ”ล้น “ตนมี” (6) ที่แท้ต้อง“รับใช้ ปวงชน” “อธิปไตย”ถ้าคน อยากได้ อ่อนน้อมถ่อมตัวตน เสียสละ แท้เทอญ หาก“อภิบาล”วิสุทธิ์ให้ วิศิษฏ์แล้วจริงเลย (7) คนไทยเคยสัมผัสซึ้ง ตรึงตรา จริยวัตรพระราชา ที่เก้า “อภิบาล”สุดวิเศษหา ใดเปรียบ ได้ฤา เกิด“อธิปไตย”ผ่านเผ้า เทิดเกล้าคนสยาม
“สไมย์ จำปาแพง” 28 ก.พ. 2561 [*วิกัติ=ชนิด,อย่าง;การประดิษฐ์ทำ;การจัดทำให้เป็นแบบต่างๆ] [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 332 ประจำเดือน มีนาคม 2561]
พ่อครูว่า... รัฐบาลจะเกิดได้ เริ่มต้นให้ประชาชนเลือกตั้ง แต่คนจะไปเป็น ต้องสมัครเข้าไป เพราะคนมากมาย จะจัดการเก็บคะแนน ก็เลือกกันทั่วประเทศ ไม่ไหว ก็เลยมีวิธีจัดการ ออกกฏเกณฑ์ในการเลือกตั้ง เป็นกฎหมายเลือกตั้ง จนเป็นวิธีการในแต่ละประเทศ หลักการ รายการ แผกแตกต่างกันไปเล็กๆน้อยๆ สรุปแล้วก็จะได้ ผู้บริหารที่ประชาชนไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง โดยการหาเสียง เลือกฉันนะๆๆ ซึ่งเมื่อเริ่มต้นหาเสียง ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย การหาเสียงไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนั้น พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดนักประชาธิปไตย อาตมาจะอธิบาย ถึงประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก ยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคราชาธิปไตย พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจ รัฏฐาธิปัตย์สูงสุด เป็นอำนาจยิ่งใหญ่ในรัฐ ในยุคโน้น ประเทศไหนๆก็ยังไม่เกิดประชาธิปไตย แต่พระพุทธเจ้าเผยแพร่ประชาธิปไตยทันที ที่ท่านออกประกาศศาสนา พอเริ่มต้น ประกาศตนว่าเป็นพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็มีคนมาศรัทธาเลื่อมใส เสร็จแล้วมันก็ได้คณะ หมู่สงฆ์ ท่านก็ออกธรรมนูญของท่าน เป็น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จะเรียกว่า พุทธธรรมนูญ ก็ได้ คนศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการศึกษาของศาสนาพุทธ ไม่มีการศึกษาอื่น ศาสนาทั้งหมดเต็มศาสนา คือ ไตรสิกขา รวมย่อออกมาให้เข้าใจ และหากเข้าใจก็จบ ศีล คือธรรมนูญของศาสนาพุทธ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย 227 ซึ่งตั้งขึ้นมาเอง บอกว่าภิกษุต้องดูแลศีล ตนเองต้องมีศีล ถามว่าภิกษุมีศีลเท่าไหร่ ดูแลศีลเท่าไหร่ ก็บอกว่า 227 นี่คือสิ่งบ่งชี้ยืนยันว่า ภิกษุก็ไม่รู้แล้วว่า ศีลมี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี่คือความเสื่อมอันสนิท เสื่อมอย่างสมบูรณ์แบบ ของศาสนา เพราะฉะนั้น ประเทศที่มีศาสนาพุทธ ประเทศส่วนใหญ่ 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวพุทธ ก็ไม่มีผล ไม่มีประโยชน์ที่ได้จากศาสนาพุทธ เพราะว่าศีลเป็นหนึ่งในโลก ศีลเป็นต้นตอของทุกอย่าง ไม่มีแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้น เท่ากับศาสนาพุทธหมดไปแล้ว จึงเป็นประเทศที่ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ แต่เมื่อไม่มีศาสนาพุทธ ก็เลยเป็นศาสนาเละเทะ ต่างคนต่างถือผี ถือเงินทอง ทุนนิยม เละเทะไปหมด ยึดถือในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าสำคัญ ส่วนศาสนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีแล้ว ไม่ยึดถือกันแล้ว นี่คือ สิ่งที่ชี้ชัด เห็นๆเลยตามภูมิอาตมา เห็นตรงๆ ก็เลยน่าสงสารมนุษยชาติมาก อาตมาพยายามดึงศีลกลับมาสู่มวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะชาวพุทธ พยายามสถาปนาศีลไปในสังคม จนกระทั่งหมอประเวศบอกว่า หากจะไปศึกษาสำนักที่เน้นเรื่องของศีล ก็มาที่สันติอโศก หากใครไปในเรื่องสมาธิ ก็ไปธรรมกาย ถ้าใครจะศึกษาปัญญา ก็ไปที่สวนโมกข์ เรียกว่า หั่นเสือดำออกเป็นชิ้นๆเลย เอาหางไปต้มซุบ เอาหัวไปติดข้างฝาอีกที่หนึ่ง เอาส่วนกลางไปทำอะไรก็แล้วแต่ หั่นทิ้งหมดเลย น่าสงสาร สงสารศาสนา อาตมาเน้นศีล แต่ไม่ได้ทิ้งสมาธิ และปัญญา วิมุติ มาปฏิบัติศีล อย่างมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะมีปัญญาเป็นเครื่องประกอบ พาให้เกิด อธิมุติ วิมุติ อธิมุติ คือเส้นทางโน้มไปเพื่อวิมุติ โน้มไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้แล้ว อะไรโน้ม ก็คือจิตเรา ที่ได้เหตุปัจจัย แล้วเกิดผลส่วนที่ละกิเลสได้ เรียกว่าส่วนแห่งบุญ ละกิเลสหมดสมบูรณ์ ก็เข้าสู่อธิมุติ หรือ อธิโมกข์ สู่วิมุติ วิโมกข์ สมบูรณ์แบบ อาตมาอธิบายธรรมะเหมือนโดดเดี่ยว ศาสนากระแสหลักตีทิ้งอาตมา บอกว่านี่ไม่ใช่พุทธ น่าสงสารประเทศมาก อาตมาประกาศมาตั้งแต่ต้น เดี๋ยวนี้ก็ประกาศยืนยันว่า จะมานำศาสนาพุทธคืนมา โลกได้ปู้ยี่ปู้ยำศาสนาพุทธของพระสมณโคดม ของอาตมาด้วย เละเทะแหลกเหลวหมดแล้ว อาตมาก็จำเป็นที่จะต้องกู้กลับ จะพูดอย่างไร จะต้มยำทำแกงอาตมาอย่างไรก็ตาม อาตมาก็ยอม อาตมาก็จะเทศน์ เอาอาตมาลงต้มในหม้อ อาตมาไม่ตาย ก็จะเทศน์ในหม้อต้ม ยังไม่ตายก็จะเทศน์ อาตมาไม่ต่อสู้ อาตมาไม่เคยต่อสู้เถรสมาคม ไม่เคยต่อสู้ใคร อาตมาเป็นแต่ เพียงว่าไปทำงานร่วม อย่างอาตมาพาไปประท้วง อาตมาพาไปทำงาน อาตมาไม่ได้ไปต่อสู้ อาตมาพาไปประท้วงด้วย สันติ อหิงสา อโหสิ ด้วยซ้ำ แต่เขาไม่ยอมรับคำอโหสิ บอกว่ามากไป เขาเลยเอาแค่ สันติกับอหิงสา สันติ คือสงบ อหิงสา ก็คือ ไม่รุนแรง non violence ก็ไปทำอย่างจริง แล้วทำงานได้ผลสำเร็จ เราไปประท้วงด้วยความสงบเรียบร้อย ชนะมาไม่รู้ตั้งกี่รัฐบาล ไล่รัฐบาลสำเร็จด้วยความสงบไม่มีอาวุธ ส่วนใครจะไปฆ่าแกงกัน มันพวกเขาน่ะ พวกที่เป็นกบฏ พวกนิวแซน พวกมาวุ่นวาย เราไปประท้วงตามหน้าที่ประชาชน เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่ชอบมาพากล ไม่ควรจะอยู่บริหาร เราก็ออกไปประท้วง ประชาชนทำได้ในทุกประเทศ ไม่ผิดกฎหมาย เป็นสิทธิ แต่พวกเราไปประท้วงเสร็จแล้ว ก็ได้รับข้อหาว่าเป็นกบฏ ทำสำเร็จด้วยนะ ทำสำเร็จเรียบร้อยด้วยดีด้วย เสร็จแล้วเป็นยังไง ก็ได้ข้อหากบฏ ข้อหาผู้ก่อการร้าย โอ้ เราไปก่อการดีนะ เราไม่ได้รู้กฎหมาย ก็ยังพอรู้ ก็ตามสามัญสำนึก ก็รู้สึกว่า เขาใช้กฎหมายอย่างไรกับประชาชน คนดี ทำงานดี เสร็จแล้ว ก็ยังต้องได้รับข้อหาจากผู้บริหารประเทศ ทั้งๆที่ ผู้บริหารคณะที่แย่ออกไปแล้ว เพราะเราประท้วงจนออกไปหมด ซึ่งถ้าเขียนออกมาบันทึกมา จดไว้หมด รายละเอียดนี่ รัฐศาสตร์น่าจะบันทึกได้ดี เรื่องการเมืองการประชาธิปไตยของไทย สุดสวย สุดงดงาม ที่สุดแห่งที่สุด พลเอกประยุทธ์มาบอกว่า ผมขอยึดอำนาจ ใช้ภาษาง่ายๆ สุภาพเรียบร้อย ก็สำเร็จ ที่เรียกกันว่าปฏิวัติ ไม่ได้ปฏิวัติรุนแรงอะไร แต่เป็นการปฏิรูปมาได้เรื่อยๆ จนกระทั่งอำนาจของประชาชนนี้ หรือผู้ที่บริหารขณะนั้น หมดฤทธิ์แรง คุณประยุทธ์พูดตรงนี้ ก็ได้แล้ว ในการยึดอำนาจ จะเรียกว่าปฏิวัติ ก็ไม่มีรุนแรงอะไร เพราะเป็นการปฏิรูป ที่มันสุกงอม อำนาจประชาชนครอบรัฐบาลตอนนั้น ที่จริงก็หมดแล้ว ตามประวัติศาสตร์ตอนนั้น ไม่มีใครดูแล เป็นตัวแทนปลอมๆ นายกฯก็หมดสิทธิ์แล้ว ถูกปลด พลเอกประยุทธ์ก็เป็นตัวแทนประชาชน ไปขอใช้อำนาจ เอาอำนาจมาบริหาร ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะทุกอย่างลงตัว สุกงอม หมดแล้ว ก็ได้อำนาจมาบริหาร จนถึงทุกวันนี้ จริงๆ มันเป็นการเมือง ประชาธิปไตยที่สวยงามที่สุดเลย สวยงามที่สุด มันไม่ใช่อย่างที่คนเข้าใจหลวมๆ เผินๆว่า เมืองไทยยังไม่มีประชาธิปไตย เพราะเมืองไทยมีทหารปฏิวัติ เขาใช้พยัญชนะตัวหนังสือเท่านั้น แต่ที่จริงโดยสาระสัจจะ ความจริง เป็นประชาธิปไตย นี่แหละคือประชาธิปไตย มันเกิดการปฏิรูปมาอย่างได้ลำดับ จนกระทั่งสุกงอม จนกระทั่งถึงที่ พวกนี้ก็นำคณะขึ้นมาบริหาร โดยที่ประชาชนยินดี ประชาชนมอบให้ ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ไม่มีการถูกต่อต้าน นอกจากผู้ที่เสียอำนาจ เขาทำร้องโหวกเหวก เดี๋ยวนี้ก็ยังร้องอยู่ ทั้งนั้น เท่านั้นแหละ เป็นธรรมดาธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ได้ถูกหลักเกณฑ์อะไร ถูกเรื่องอะไร ประท้วงโหวกเหวก แล้วก็มาหาว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย นี่แหละคือประชาธิปไตย ที่เดินมาอย่างงามที่สุดในโลก อาตมาว่าประเทศไหน ก็ยึดอำนาจ หรือเอาอำนาจไปบริหาร ในหลักประชาธิปไตย ไม่ได้อย่างประเทศไทย นี่เป็นตัวอย่างที่สุดยอด ในประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ของประชาธิปไตยของโลก บันทึกไว้ทีเดียว บันทึกเป็น สุดยอด Best Record ได้เลย ถามนักรัฐศาสตร์ก็ได้ พตท.รุ่งโรจน์ ก็นั่งอยู่นี่ เป็นนักรัฐศาสตร์ จบรัฐศาสตร์มา ที่อาตมามองเห็นความจริง ตามภูมิอาตมา เมืองไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ อำนาจประชาธิปไตย มันโอ้โห reform มาอย่างสวยงามมาก ค่อยๆดำเนินมา ตามลำดับๆ ก็ค่อยๆปฏิรูปมา จนสุดยอด สุกงอม สวยสด ก็จบ สุดทางของประชาธิปไตย ใครบอกว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย คนนั้นไม่มีความรู้ประชาธิปไตย โดยเขาไปเข้าใจว่าประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเท่านั้น ถึงจะเกิดประชาธิปไตยได้ นี่ประชาชนเลือกแล้ว โดยนามธรรม โดยสัจธรรม แต่เขาไม่เห็น เขาไม่รู้ ว่าพลังงานจิตวิญญาณประชาชนของประเทศนี้เลือกแล้ว ทุกวันนี้ประเทศไทยก็ยังยินดีให้ พลเอกประยุทธ์บริหาร คณะคสช.บริหารอยู่ ที่เสียงโหวกเหวก อย่างโน้น อย่างนี้ อะไรต่างๆนานา พวกที่เสียอำนาจทั้งนั้น พวกที่จะหาเรื่องดิสเครดิตออกไป เพื่อตนเองจะได้โอกาสเข้ามาบริหาร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลาย หรือว่า เป็นคณะที่เป็นหลักๆ ก็รู้อยู่แล้ว คือพวกอำนาจใหญ่ที่เคยครองมา หลายรัฐบาล มีตัวแทน มีนอมินีมา ทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ นั่นแหละ ก็เลยมีพรรคมีพวก นึกว่าประเทศไทยเป็นของเขา ก็จะมาทวงอำนาจคืนอยู่อย่างนั้นแหละ ทีนี้ เข้าสู่ความหมายของความเป็นธรรมะให้ชัดๆ ประเทศชาติและสังคม จะต้องมีผู้อภิบาลในทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่คนมีกลุ่มหมู่ ก็จะมีผู้นำ สมัยโบราณก็เรียกผู้นำ เป็นจ่าฝูง เป็นหัวหน้า ดูแลปกครอง จนกระทั่งขยับมาถึงทุกวันนี้ ก็เป็นวิธีการพัฒนา มาจนถึงทุกวันนี้ มาเป็นธรรมดา ธรรมชาติของมนุษย์ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็มีการบริหารกัน มีหัวหน้าโขลง มนุษย์ก็ย่อมมีความรู้ ยิ่งกว่าเดรัจฉาน ก็บริหารกันมา แต่ไหนแต่ไร วิธีการก็แปลกแยกไป ประชาธิปไตยนี้ เป็นการบริหารของมนุษย์ มนุษย์มีทั้งกายและใจ มีทั้งรูปและนาม สอง เป็นธรรมะ 2 ในประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ ถ้าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระเจ้าแผ่นดินก็คือพระเจ้า มีอำนาจสิทธิ์ขาด สั่งให้สร้าง สั่งให้ทำ สั่งให้ฆ่า สั่งให้ประหาร สั่งให้ลงนรกขึ้นสวรรค์ พระเจ้าแผ่นดินแต่ละแคว้น ก็มีอำนาจเต็ม เป็นพระเจ้าของประเทศ ทีนี้ มาเป็นประชาธิปไตยแล้ว พระพุทธเจ้านำประชาธิปไตยไปประกาศ มีธรรมนูญเป็น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีหลักเกณฑ์ท่านเรียกว่าธรรมวินัย หรือมีพรหมจรรย์ มีธรรมวินัย มีพรหมจรรย์ หรือมีศาสนา อันเป็นศาสตร์สมบูรณ์ ซึ่งผู้บริหารปกครอง แม้จะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็จะปกครอง ในอินเดีย มีแคว้นใหญ่ แคว้นเล็ก พระพุทธเจ้าเดินทางเข้าในแคว้นไหน โดยลัทธิของท่าน มีคณะมีมวลภิกษุ ที่ใช้ธรรมนูญ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้วก็เผยแพร่ลัทธิ อธิบายความหมาย การมาเป็นมนุษย์ เป็นประชาชนของสังคม จะต้องเป็นคนอย่างนี้ ตามหลักเกณฑ์ธรรมะ อย่างนี้ๆ แม้แคว้นใหญ่ ที่เป็นแคว้นโกศล เป็นแคว้นใหญ่ที่สุดของทวีปอินเดียยุคนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ก็ยอมให้พระพุทธเจ้าประกาศเลย ประกาศลัทธิ จะได้คนจากแคว้นโกศลนั้นเข้ารีตเท่าไหร่ ก็เอาไปเลย หรือจะประกาศให้ครอบงำความคิด ให้ประชาชนของแคว้นโกศลนั้น รับความรู้อย่างของลัทธิพุทธ อย่างของความรู้พระพุทธเจ้า หรือพุทธศาสตร์ ก็จงทำเลย ยินดีที่จะให้สอน ยินดีที่จะให้ สร้างความรู้นี้ให้แก่ประชาชน แล้วให้เขาไปประพฤติตน เป็นคนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ให้ จะอยู่ในแคว้นนี้ก็ได้ แคว้นมคธ ก็เป็นแคว้นใหญ่ แคว้นโกศล ก็เป็นแคว้นใหญ่ ที่มันเป็นเครื่องชี้บ่ง ความเป็นประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าไม่มีศักดินา ไม่มีความเป็นทาส ปลดความเป็นทาสแล้ว ไม่มีศักดินา ทุกคนเสมอภาค เอาคุณธรรมเป็นหลักของชีวิต ไม่มี พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร อย่างนี้เป็นต้น นั้นเป็นเครื่องชี้บ่งของอิสระเสรีภาพ ความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประชาธิปไตย สำคัญมาก แสดงถึงอิสระเสรีภาพ อย่างนี้เป็นต้น แล้วยิ่งในนัยหลักธรรมพระพุทธเจ้า เป็นหลักธรรมที่ให้มนุษย์ อยู่กันอย่างเป็นสุขเย็น พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ทำให้มวลประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าทั้งหมดได้ก็ยิ่งดี ให้เป็นคนมีประโยชน์คุณค่า พหุชนหิตายะ
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แดนศิวิไลซ์ อยู่ที่ชุมชนชาวอโศก พ่อครูว่า... ยกตัวอย่างพวกเราชาวอโศก สมาชิกประชากรชาวอโศกทุกคน เป็นคนมีคุณค่า ทุกคนทำงานทำหน้าที่ ไม่เอาค่าแรงงาน ไม่เอามาเป็นของๆตน เพราะว่าอโศกนี้ทำได้สมบูรณ์สูงสุด ถึงขั้นเป็นเศรษฐศาสตร์ หรือเศรษฐกิจ ระดับ สาธารณโภคี ทำแล้วประชาชนทำงานอะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่ใช้แรงงาน ทุกอย่างให้ส่วนกลางหมด เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่มีที่ไหนทำได้ ประเทศไหนโลกไหน ก็ทำไม่ได้อย่างอโศกที่เอาของพระพุทธเจ้ามาทำ จนเกิดผลจริง เป็นปรากฏการณ์จริง อยู่ในสังคมโลก เป็นปาตุสัจจะ เป็น ฟีโนมีนอนของจริง ยืนยันอยู่ในโลก ถ้าหากประเทศไหนในโลก เข้าใจความจริงนี้ได้ นี่คือตัวอย่างของ ประชาธิปไตยสูงสุด สูงกว่าคอมมิวนิสต์ สูงกว่าประชาธิปไตย ในประเทศใดๆ คอมมิวนิสต์ก็อยากจะได้ภาษีจากประชาชน ให้มากที่สุด ด้วยเขาอยากให้ประชาชน เท่าเทียมกัน เท่าเทียมกันตรงไหน คือประชาชนมาจน ทุกอย่างเป็นของรัฐให้มาก มากจน อย่างที่ศาสนาพุทธเป็นสาธารณโภคี อย่างอโศกเรามาทำ เป็นของส่วนกลางหมด นี่คือสุดยอดของเจตนารมณ์ คือความต้องการ ของลัทธิในการบริหาร แนวคิดของ Karl Marx ก็ตาม แม้แต่เป็นฝันเฟื่องอย่าง Thomas More ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจงรู้ไว้เถิดว่า ชาวอโศกนี้ ทำความจริงที่ Thomas More ต้องการ ที่เรียกว่า ยูโทเปีย ทำอย่างที่ Karl Marx ต้องการ ได้สมใจ แม้แต่ เหมาเจ๋อตุงต้องการ ทำได้งามกว่าเหมาเจ๋อตุง เพราะไม่มีความรุนแรง เหมาเจ๋อตุงฆ่าคนเยอะมาก เพราะฉะนั้น จึงเป็นคอมมูนที่ไม่สูงส่ง ต้องใช้ความรุนแรง ต้องฆ่า แต่ของพระพุทธเจ้านี้ ในยุคนี้ที่อาตมามาใช้ ได้คอมมูนสุดยอด ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ถ้าใครเข้าใจระบบของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเอามาทำขึ้น จนเกิดมนุษย์ตัวอย่าง สังคมตัวอย่าง เกิดเป็นหมู่บ้าน ก็ได้หมู่บ้านทางนิตินัย แม้ไม่เป็นนิตินัย อย่างเช่นปฐมอโศก ไม่ได้รับรองเป็นนิตินัย ไม่เหมือนศีรษะอโศก ราชธานีอโศก มีวัฒนธรรม สังคม ความเป็นอยู่ มีการบริหารกัน ตามความเข้าใจ ที่ถ่ายทอดทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาใช้ สำเร็จผล อยู่กันอย่างนี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้ากับการเมือง โดยเฉพาะคำว่าประชาธิปไตยนั้น อันเดียวกัน ของพระพุทธเจ้าสุดยอด พูดไปแล้วก็ต้องบอกว่า ของอโศกนี่แหละ สุดยอด เป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด เพราะว่าเหนือกว่าคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้ประกาศว่า พวกเรานี้เป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้สอนให้คนไปรวย ก็คนรวยแย่งกันรวย นั้นมันไม่สงบ และคนอวดดีว่า จะพยายามสร้างเศรษฐกิจ ให้คนรวยทั้งประเทศ ไม่ให้มีคนจน ขี้ฟันหลุดออกมาเป็นกองๆ โม้ขี้ฟันร่วง มันเป็นไปได้อย่างไร จะไม่ให้มีคนจน ที่เขาบอกว่า ประชาธิปไตยดีสุด คืออเมริกา แล้วอเมริกาไม่มีคนจนเหรอ เป็นเรื่องโม้ เราทำเป็นตัวอย่างสำเร็จ สังคมชาวอโศก ต้องเข้าใจคำว่า คนจน ความจน ในสังคมนั้น ถ้าบริหารเศรษฐศาสตร์ หรือเศรษฐกิจให้เข้าใจคนจน ให้เข้าใจความจนแล้วมาเป็นคนจนอันยิ่งใหญ่ อย่างนี้จบเศรษฐศาสตร์ จบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชาวอโศกหมดปัญหาเศรษฐกิจ ผู้ที่จบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ ทางรัฐศาสตร์ น่าจะมาดูตัวอย่าง มาดูงานชาวอโศก ขออภัยวันนี้ ประกาศใหญ่จังเลย ต้องขออภัยจริงๆ อธิบายสัจธรรม ธรรมะ วิชาการ ไม่ได้อวดตัวตนอะไร อาตมาทำงาน จะ 50 ปีแล้ว จนมีผลงานสำเร็จแล้ว ก็เอามายืนยันเท่านั้น ไม่ได้อวดตัวตนอะไร ยืนยันอย่างเอหิปัสสิโก เชิญมาดูได้ เชิญมาพิสูจน์ได้ ว่าที่พูดนี้ ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอน ไม่ได้คุยโม้โอ้อวดอ้าง โดยไม่มีของจริง แต่มีของจริง เป็นจริง อยู่กันอย่างอุดมสมบูรณ์ในความเป็นอยู่ กินอยู่หลับนอน อุดมสมบูรณ์ ไม่มีการแย่งชิง ปล้นจี้ ทำร้าย ทำลาย มีแต่การเกื้อกูล ช่วยเหลือ อุ้มชูกัน อบอุ่นเป็นที่สุด บรรลุผลสำเร็จ ทั้งรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ก็สมบูรณ์ อาตมาตายไปวินาทีนี้ ก็ไม่มีปัญหา เพราะอาตมาทำงานสำเร็จผลแล้ว เราเข้าใจ และปฏิบัติกันจริง เอาชีวิตมารวมกัน อยู่เป็นสังคม จนเป็นหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ก็คือมวลมนุษย์ที่เป็นชุมชน ที่อยู่กันอย่างระบบอย่างนี้ บ้านส่วนตัว ก็มีบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกูของกู จนกระทั่งพึ่งพากันไม่ได้ ตัวใครตัวมัน ทุกวันนี้ ประชาธิปไตยข้างนอก บ้านกู อะไรของกู ใครอย่าแตะ หวงแหนเป็นของตัวของตนอย่างกับอะไรดี มันอยู่กันอย่างตัวใครตัวมัน มันไม่ได้เป็นสังคม ที่อยู่กันอย่างอบอุ่น พระเจ้าแผ่นดินไทย รัชกาลที่ 9 เป็นนักประชาธิปไตยยอดเยี่ยม เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านตรัสทุกคำ เป็นภาษาของโลกุตระทั้งนั้น อธิบาย ทรงสอนทรงประกาศ พระราชดํารัส ทรงงาน บริหาร เป็นธรรมาภิบาลมาถึง 70 ปี ประเทศไทยนี้ เป็นประเทศที่มีผล สงบ เพราะมีพระเจ้าแผ่นดิน ที่เป็นนักประชาธิปไตยสูงสุด จนสหประชาชาติเอาถ้วยมาให้ เป็นเครื่องยืนยันชัดเจน หลักเศรษฐกิจพอเพียง แบบคนจน แล้วท่านก็ตรัสแบบคนจน แล้วท่านก็ตรัส ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา และก็มีผู้ที่ทำสำเร็จ คือเราเป็นผู้สนองพระราชดำรัส ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหมู่ชนชุมชนชาวอโศก ได้สนองพระราชดำรัสในหลวง ว่าขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา มาเป็นคนจน แบบคนจน เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการจะสร้างให้คนรวยนั้น ไม่มีทาง เป็นเรื่องงมงายที่สุด ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการให้คนเข้าใจความจน แล้วมาเป็นคนจนมหัศจรรย์ มาเป็นคนจนที่มีความสุขสำราญเบิกบานใจ อย่างพวกเราเป็น นี่แหละแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกแล้ว แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สำเร็จแล้วจริง ถ้าผู้บริหารทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ เข้าใจอย่างที่ว่านี้ เอาล่ะ อาจจะเข้าใจ และคิดว่าถ้าจะประกาศว่า พยายามทำให้คนเป็นคนจน มันคงเป็นไปได้ยาก ประชาชนคงรุมมาฆ่า ผู้ที่บริหารเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าประกาศอย่างนี้ ก็ไม่กล่าวก็ได้ แต่ในความรู้ เจตนารมณ์ ทัศนคติให้เข้าใจอย่างนี้ อย่าให้คนไปแย่งกันรวย ให้คนมาพยายามลดตัว มาเป็นคนจน คนจนที่พึ่งพาตัวเองรอด ที่สร้างสรร เกินกินเกินใช้ มีจิตเมตตา เสียสละ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แจกจ่ายคนอื่น ที่อาตมาพูดมาสั้นๆแค่นี้ นี่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ เจตนาพาพวกเราทำ แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จแล้ว อย่างนี้แหละ พูดเหมือนยกตัวยกตน แต่ไม่ใช่ ที่จริงจะมาย้ำยืนยัน ปีที่ 48 อาตมาทำงานศาสนา อย่างสร้างธรรมาภิบาล จะเป็นผู้เลี้ยงดู บำรุงรักษา ช่วยสร้างมวลชน ประชาชน ให้เกิดผล พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) สำเร็จแล้ว ยังไม่ได้อวดตัวตน ได้ยืนยันว่าสำเร็จแล้ว เท่านั้นเอง ใจอาตมาไม่ได้มีการโอ่อวด สาเฐยจิต เท่โก้ ที่เราได้อวดอ้าง ไม่มี จิตใจอกุศลเหล่านี้ อาตมาไม่มี อาตมาเกิดมา เป็นคนในยุคนี้ อาตมาก็เป็นคนในสังคมประเทศนี้ อาตมาก็ต้องทำงานให้แก่สังคมประเทศนี้ โดยเข้าใจชัดที่สุดในตัวอาตมาว่า คนควรเป็นคนชนิดนี้ เป็นอาริยบุคคล เป็นคนศิวิไลซ์ เป็นคนเจริญ แบบนี้ ชาวอโศกเป็นคนเจริญ เป็นคนศิวิไลซ์ แล้วก็เกิดสังคมเจริญ เรียกว่าสังคมศิวิไลซ์ อย่างนี้ นายธเนศ แต่งเพลงชื่อ แดนศิวิไลซ์อยู่ไหน? ก็นี่ไงชาวอโศกทั้งชุมชน Civilize อยู่ที่นี่ นี่แหละคือ สังคมเจริญ มนุษย์เจริญ ขออภัยที่พูดนี้ ไม่ได้พูดเล่น แต่พูดความจริง และไม่ได้เป็นการอวดอ้าง อวดอะไร เป็นการยืนยันบอกความจริง ความรู้ เป็นวิชาการ เป็นการศึกษา นี่ความจริง อาตมาสบายใจที่พูดนี้ เพราะมันมีผลสำเร็จแล้วทั้งสังคม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ถึงได้สบายใจ จริงๆ อาตมาหมดงานแล้ว เพราะว่าประชาชนของเราเป็นแล้วได้แล้ว แต่ก็ต้องทำต่อ เพราะว่ามันต้องขยายผลเพิ่มขึ้นอีก แล้วพวกเราก็ช่วยอาตมา ช่วยกันขยายผล เราเป็นคนไทย ก็ขยายให้แก่ประเทศไทยให้คนไทย ช่วยกันขยายผลอย่างนี้ไป ซึ่งอาตมาก็เชื่อว่าจะเกิดการขยายผล เกิดการมีผลเพิ่มขึ้น เข้าไปสู่คนอื่นๆ ชาวไทย ประชาชนคนไทย ก็จะได้รับความรู้ ได้รับอะไรไปเพิ่มขึ้นๆ ซึ่งตอนนี้ อาตมาก็ว่า ความมีคุณสมบัติอย่างชาวอโศก มีพฤติกรรมอยู่ในสังคม ประชาชนทั่วไป ใช้สามัญสำนึก เขาเข้าใจแล้วนะ เขารู้ว่าประชาชนชาวอโศกนี้ เป็นประชาชนชนิดไหน อยู่ในสังคม เป็นประโยชน์ หรือเป็นโทษต่อสังคม แม้แค่สามัญสำนึก อาตมาก็ว่าเขาเข้าใจดีแล้ว เข้าใจสำคัญไม่น้อย และก็อาตมาเชื่อว่า จะเข้าใจมากยิ่งขึ้นด้วย แม้ผู้ที่ไม่ค่อยมีปัญญา ผู้ที่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรง่ายนัก ก็จะเข้าใจได้ เพราะเราไม่ได้หยุดการประพฤติที่มีผล เป็นคนที่พระพุทธเจ้าว่า ให้ศึกษาแบบนี้ อาริยะเป็นคนแบบนี้ เป็นผล คนอย่างนี้ ที่เรียกว่าอาริยบุคคล ถ้าจะพูดไปอาริยะของศาสนาพุทธ ชาวอโศกมีอาริยบุคคลครบ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่ไม่รู้กันเองเท่านั้นเอง ว่ามีคุณวิเศษอันนี้เกิดขึ้นในตนแล้ว ก็เลยไม่รู้ ไม่รู้มันก็เลยไม่มั่นใจ ไม่ปักใจ เลยเหลาะแหละ ได้แล้วก็ลดลง ยึกยักๆ แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิ มีทั้งปัญญา ก็เราได้แล้ว จะไปลดลงต่ำทำไม ไปเปื้อนทำไม ทำการมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติไป จะเจริญกว่านี้ แล้วเราก็จะเข้าใจ
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ครบศีลห้า เครื่องชี้พระโสดาบัน พ่อครูว่า... ตอนนี้เราก็พยายามอธิบายขยายความ โสดาบัน นั้น มีลักษณะอย่างไรบ้าง มีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง โดย เอาศีลเป็นเครื่องชี้ เช่น ศีล 5 เป็นเครื่องชี้ ขั้นต้นเรียกว่า โสดาบัน ศีล 5 นี้ครบในตัว ในโลกนี้ พระพุทธเจ้าแบ่งไว้ 1.ในเรื่องของสัตว์ 2. ในเรื่องของข้าวของ 3. ในเรื่องของรูปนามการสัมผัส ระวังตาหูจมูกลิ้นกาย 5 ทวาร เป็นกามคุณ 5 เป็นศีลข้อที่ 3 เรียกว่ากาเมสุมิจฉาจาร ส่วนศีลข้อที่ 4 ต้องเกี่ยวกับวาจา ที่เนื่องจากศีล 3 ข้อนี้แหละ ศีลข้อที่ 5 ก็คือใจ เข้าใจชัด ก็หายโมหะ รู้จักราคะ โทสะ แล้วก็ทำตนไม่ให้เมา ไม่มัว ไม่วุ่นวาย ไม่ให้มีอาการของราคะ โทสะ โมหะ ไปเป็นลำดับ ก็คือเริ่มจากศีล 5 เรียกว่าสุรา แล้วก็ค่อยๆสูงขึ้น เมรยะ มัชชะ ซึ่งแปลความว่า ความมัวเมาทั้ง 3 อัน เป็นความเมาในต้น กลาง ปลาย เราอยู่กับสัตว์ เกี่ยวข้องกับสัตว์ สัมพันธ์กับสัตว์ ทั้งหลาย เรามีความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวง อยู่ร่วมโลก เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าไปทำร้ายเขา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง เอ็นดูกัน เมตตากัน วางศาสตรา วางทัณฑะ ไม่ฆ่า ไม่ทำลาย เบียดเบียนกัน ต่างคนต่างทำ สิ่งดีงาม เกื้อกูลกัน เท่าที่จะทำได้ ในศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของ ของในโลกนี้มีของสาธารณะ เป็นของส่วนกลาง กับของที่มีเจ้าของ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive