570714_พุทธชีวศิลป์ คาบแรก ที่เฮือนศูนย์ฯ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570714_พุทธชีวศิลป์ คาบแรก ที่เฮือนศูนย์ฯ โดยสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 พ่อครูว่า... วันนี้เป็นการเรียนพุทธชีวศิลป์ครั้งที่ 1 เริ่มต้นด้วยคำว่า พุทธชีวิศิลป์ มันคืออะไร หมายความว่าอย่างไรก่อน ให้เข้าใจ พุทธ ยังไม่อธิบาย เอาไว้ก่อน แต่ชีวะ กับ ศิลปะ ก็จะอธิบายก่อน เราก็จะใช้ชีวิตหรือชีวะ ของเราให้อยู่กับพุทธ ให้เป็นพุทธ โดยมีศิลป์ ซึ่งศิลปะนี้อาตมาได้เคยพูดมาก่อนแล้ว ว่ามันต่างจากคำว่าศาสตระ เขาก็พูดคู่กันว่าเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์ อาตมาก็ใช้ อาตมาเข้าใจว่าศาสตร์และศิลป์นั้นต่างกัน ก็ใช้กับสังคมทั้งคู่ ศาสตร์นั้นหมายถึงความรู้ครอบจักรวาลทั่วไป รู้เพื่อทำมาหากิน เพื่อเอาเปรียบบำเรอความอยากรู้ ส่วนศิลป์ก็มีคนพวกหนึ่งที่เข้าใจความหมายของศิลปะไปตามความรู้ทิฏฐิว่าเป็นศิลปะ ซึ่งก็จำกัดลงมาว่าเป็นสิ่งที่เป็นความรู้ความสามารถ ศิลปะจะมีทั้งความรู้และความสามารถด้วยกัน ศิลปะมี 5 ชนิดใหญ่ ที่เป็น Pure art แต่เดี๋ยวนี้เขาแตกแขนงไปหลอกกัน แต่อาตมาว่าศิลปะนั้นไม่ใช่สิ่งไปหลอกใคร แต่พระพุทธเจ้าให้คำความหมายศิลปะว่าเป็นมงคลอันอุดม ภาษาสันสกฤติใช้คำว่าศิลปะ แต่บาลีใช้ สิปปะ ซึ่งเป็นมงคลอันดุม หรืออุดร หรืออุตระ แปลว่าเหนือกว่าสามัญ จะต่างกันศาสตร์ คำว่าศาสตร์นั้นเป็นความรู้ทางโลกทั้งหลายแหล่ เอามาใช้เป็นคำว่าพุทธศาสตร์ก็เอามาเรียกแค่นั้น แต่ไม่ชี้บ่งชัดหรอก ศิลปะถ้าความหมายของมันเองเป็นความรู้ ที่จริงเป็นความรู้อาริยะโลกุตระของผู้เจริญแท้จริง ถ้าเป็นระดับมงคลอันอุดมสำหรับศิลปะ และเขาไม่หมายเฉพาะเป็นความรู้ แต่จะหมายถึงความเป็นด้วย ก็ไม่มีปัญหาอะไรขอให้ทำให้เป็นมงคลอันอุดม เป็นอาริยบุคคลได้เลยยิ่งแจ๋ว เป็นอาริยชนเลย อาตมาจึงตั้งคุรุเรียกนามฉายาคุรุของพวกเราว่า ถ้าเป็น
อ่านต่อ
ผศ.ก็คือผู้ช่วยศิลปาจารย์ ถ้ารศ.ก็เป็นรองศิลปาจารย์ ถ้าเป็นศ.ก็เป็นศิลปาจารย์ ไม่ใช่ศาสตราจารย์ ของเราจึงเป็นพุทธชีวศิลป์ไม่ใช่พุทธชีวศาสตร์ จะมีความมีชีวิตอย่างมีศิลปะ และระบุด้วยว่าต้องเป็นแนวพุทธแบบพุทธ หรือเป็นพุทธแท้ๆเลย ความรู้ รู้แล้วทำได้แล้วจะเป็นคนอย่างไรก็คือเป็นอาริยชน เป็นโลกุตรธรรม ตั้งแต่ โลกุตรธรรมขั้น 1 คือโสดาปัตติมรรค ขั้น 2 คือโสดาปัตติผล ....ต่อไปเป็นสกิทาคามีมรรค ...สกิทาคามีผล....ไปต่อจนอรหัตตผล และมีนิพพานอีก เป็นโลกุตรธรรม 9 เป็นผู้ที่มีพุทธชีวศิลป์ ถ้าทั้งประเทศมีคนที่มีอาริยธรรมเช่นนั้นมาก ก็เป็นอาริยประเทศ ถ้า % ของคนมีอาริยธรรม ตั้งแต่โสดาฯไปจนนิพพานเลย ก็เป็นศิวิไลซ์ แต่อังกฤษเขาไม่เรียก เขาเป็นประเทศคริสต์เป็นเทวนิยม ต่างจากไทยที่มีอาริยธรรม เป็น อเทวนิยม สาระแท้ๆ อาริยธรรมก็ใช้คำว่า ศิวิไลซ์ ก็รู้กันทั่วสากลว่ามนุษย์ควรเป็น อาริยะ หรือศิวิไลซ์ เขามีความรู้จำกัดแค่เทวนิยมเป็นสูงสุด แต่ของพุทธก็ทำได้เหมือนเขา แต่ไม่ต้องข่มเขาเราก็เป็นอเทวนิยม เราก็มีความรู้กัลยาณธรรม เป็นโลกียกุศลเราก็รู้ด้วยเราไม่เป็นทาสสิ่งเหล่านั้น เรารู้ทั้งดีและไม่ดีของโลกียะ เช่นโสดาบัน เขานึกว่าไปเป็นดาราฟุตบอลได้เงินเยอะๆก็นึกว่าดี ทั้งที่ไร้สาระ มีแต่รสชาติบำเรออารมณ์ และก็แฝงธุรกิจ เป็นตัวการหมุนเงินอย่างสำคัญ อบายมุขเดี๋ยวนี้เป็นแหล่งหมุนเงินที่เร็วแรงทั้งเปิดและไม่เปิดเผย เราก็รู้แต่ไม่ไปยุ่งกับเขามาก เพราะเขามีมากมาย มาเอาไม้จิ้มฟันจิ้มเรา เราก็ตายแล้วเขามีมากจริงๆ ระดับเจ็ดพันล้านคน แต่ของเราเจ็ดหมื่น พวกเราก็มีปัญญาตัดสินเองสมัครใจเอง ว่าจะไปทางไหน มันต่างกันคนละขั้วมองเผินเหมือนศัตรูกันห้ำหั่นกัน แต่ว่าจริงๆแล้วเรากลับเป็นคนช่วยเขา เป็นคนสร้างสรรเสียสละ เราไม่ไปแย่งเขา เราละออกทิ้งออก ไม่ไปแข่งกันกับเขา ไม่เป็นตัวต่อสู้กับเขาไม่ได้เป็นเลย ความเป็นอาริยะ ที่เราใช้คำนี้อาตมาเจตนาให้ต่างกับโลกเขาใช้ คำๆนี้เขาไม่ค่อยใช้นะ คำว่าอาริยะนี่ แต่มีอยู่ที่ชื่อพระ คือพระศรีอาริยเมตไตรย คือคุณสมบัติทางพุทธธรรมเลย ถ้ายุคใดมีศรีอาริยเมตไตรยคือยุคเจริญที่สุด ก็เหลืออาริยะมาให้เรา ส่วนคำว่าอารยะหรืออริยะเขาก็เอาไปใช้แล้ว เราก็ไม่ต้องไปแย่งเขาเลย เราเอาอริยะกับอารยะมารวมกันก็เป็น อาริยะ ซึ่งเป็นคำที่ตรงกับของพระพุทธเจ้าโดยธรรม ไม่ว่าเป็นคำว่าสมณะหรือเราไม่โกนคิ้วหรือเราไม่ใช่จีวรสีเหลืองก็ตรงกับพระพุทธเจ้าอีก ซึ่งมันจะตรงรูปและนามถ้าเป็นสัจธรรม เนื้อแท้ของพุทธคือโลกุตรธรรม 9 แล้วขยายเป็นโลกุตระ 46 ตอนนี้อาตมาเจอ โลกุตระ 46 นี่สบายเลย จะเอามาเป็นหลักในการทำงานศาสนาได้เลย ล. 31 ข. 620 46 มาจากโพธิปักขิยธรรม 37 บวกกับโลกุตรธรรม 9 ก็คือโลกุตรธรรม 46 ถ้าผู้ใดสัมมาทิฏฐิปฏิบัติตั้งแต่โพธิปักขิยธรรม 37 มา ตั้งแต่พิจารณา กายในกาย ก็จะได้อธิบายกันอย่างสำคัญ จะเป็นโสดาฯสกิทาฯ ก็ต้องมีโพธิปักขิยธรรม 37 ถ้าเอา 31 หาร 620 ก็จะได้เล่ม 20 พอดีเลย ผู้ใดมีโลกุตรธรรมสมบูรณ์ 46 ก็เป็นอรหันต์ เป็นคนสมบูรณ์แบบ เป็นพุทธศาสนิกชนเต็มตัวสอบได้ เป็นคนหมดความลึกลับแล้ว สูงสุดเรียกว่าอรหันต์ ไม่ลึกลับแล้วในความเป็นคนอยู่กับโลก มีจิตโลกุตรจิต มีโลกวิทู รู้โลก และมีประโยชน์อนุเคราะห์โลกเป็นโลกานุกัมปา สถาบันเราจะเป็นสถาบันสร้างคนไปรับใช้โลกไม่ใช่ไปขูดรีดโลก จะต้องสร้างให้เป็นความเจริญเช่นนี้จริง พุทธเป็น ประชาธิปไตย สูงสุดยอดของโลก ที่เขาแสวงหา ซึ่ง ประชาธิปไตย เขาแสวงหาอยู่นั้นบกพร่อง แต่ ประชาธิปไตย ที่ดีที่สุดเป็นอย่างไรเขาก็ไม่รู้ แต่ที่จริง ประชาธิปไตย ดีที่สุดเขาก็ไม่รู้เขาก็ว่าน่าจะมีระบอบอะไรดีกว่า แต่ที่จริงไม่ต้องหาระบอบอื่นเลย พระพุทธเจ้านี่ทำ ประชาธิปไตย ได้สูงสุดยอดที่สุด เป็นระบอบที่มี โลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปายะ ไม่ว่าจะระบอบไหนก็สู้ไม่ได้ ทุกวันนี้ ประชาธิปไตย ของโลกหรือว่าระบอบไหนในโลกก็ถือว่าเป็นระบอบด้อยพัฒนา แม้จะเป็นมหาอำนาจเบ่งด้วยอำนาจด้วยเงิน มันไม่ใช่ ประชาธิปไตย แต่คือเผด็จการเชิงอำนาจและเงินตรา แต่ ประชาธิปไตย ที่ดีจริง มีคนกล่าวต่อโลกแล้ว คือ King ภูมิพลอดุลยเดช กล่าวต่อโลกแล้ว ถ้าคนอยู่ในระดับปัญญาชนเขาก็จะรู้ ท่านตรัสว่าประเทศเราไม่เอาแบบคนรวย นี่ก็ชัดเจนยืนยันได้ถึงพระปัญญาธิคุณว่าประมุขของไทยเป็นนัก ประชาธิปไตย ระดับไหน ผู้รู้ก็มีพอรู้ สหประชาชาติจึงออกรางวัลรับรอง ว่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง แบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ซึ่งเป็นพระราชดำรัสของประมุขของไทยทั้งนั้น นี่คือความเป็นพุทธ เป็นพุทธธรรม เป็นความรู้ที่มีศิลป์หรือศาสตร์ ที่เป็นมงคลอันอุดม เราจะต้องเป็นผู้เข้าใจแล้วรู้เลยว่า หลักทฤษฎี วิธีปฏิบัติเหตุปัจจัย อย่างไร ท่านก็ตรัสภาษาไว้หมด โลกุตรธรรม 46 เป็นต้น ยิ่งผู้ใดปฏิบัติได้มีมรรคผลของกายในกาย เวทนาในเวทนา โดยปฏิบัติพากเพียรด้วย สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน เป็นสัมมัปปธาน 4 แล้วก็มีสติปัฏฐาน 4 มีอิทธิบาท 4 มีอินทรีย์ 5 พละ 5 มีโพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 ทั้งหมด 37 ไล่ไปได้เลย ไม่ต้องท่อง ถ้าไม่มีหลักก็จำไม่ไหว แต่นี่มีลำดับชัดเจน เป็นระบบระเบียบโยงใยปฏิสัมพัทธ์กันอย่างหมุนรอบเชิงซ้อน ทำงานร่วมกันอย่าง สุดสวยเก่งวิเศษเลย ท่านเอาฐาน มรรคองค์ 8 มาทำ แล้วก็บอกว่าศาสนาพุทธเกิด พระพุทธเจ้าอุบัติ ถ้าโพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 เกิดเมื่อไหร่นั่นคือพระพุทธเจ้าอุบัติ พระพุทธเจ้าเกิด คือโพชฌงค์ 7 เขาก็เข้าใจเพี้ยนว่าคือการก้าวเดิน 7 ก้าว แล้วอาตมาก็เคยถามว่าก้าวที่ 8 เป็นอย่างไรท่านก้าวต่อ หรือเดินถอยหลังหรือล้มลง ไม่มีใครตอบอาตมาได้ อันนี้เป็นการไม่รู้แล้วก็ออกนอกภาวะ จากภาวะการก้าว 7 ก้าวของพุทธองค์ แล้วบางคนก็เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเผยแพร่ไป 7 ทวีป ไปโน่นเลย โพชฌงค์ 7 ขยายมาเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ก็คือ 1 . สติสัมโพชฌงค์ ก็คือ สติปัฏฐาน 4 2 . ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็คือ สัมมัปปธาน 4 3 . วิริยสัมโพชฌงค์ ก็คือ อิทธิบาท 4 4 . ปีติสัมโพชฌงค์ ก็คือ อินทรีย์ 5 5 . ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ก็คือ พละ 5 6 . สมาธิสัมโพชฌงค์ ก็คือ โพชฌงค์ 7 7 . อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็คือ มรรคมีองค์ 8 และโพธิปักขิยธรรม 37 ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน คือ ศีล ซึ่งธรรมะพระพุทธเจ้าหลักคือ ไตรสิกขา จรณะ 15 วิชชา 8 และ โพธิปักขิยธรรม 37 นี่แหละ ในมรรค 8 ก็ไม่มีคำว่าศีล แต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่ไตรสิกขา จรณะ 15 มีศีล ขึ้นเป็นหัวข้อที่ 1 เลย เริ่มต้นเลย ศีล คืออะไร? ถ้าไม่รู้ว่าศีลคืออะไร ไม่เริ่มต้นด้วยศีลคือบาทฐานก็จบ หรือว่าไปเข้าใจว่าศีลไม่พาบรรลุธรรมก็จบเลยแต่ต้น หรือว่าต้องไปนั่งสมาธิโน่นเลยจึงบรรลุก็จบเลยเหมือนกัน เขาถือศีลกันก็ว่าไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่ที่จริงก็คือไม่เบียดเบียนตนนั่นแหละสำคัญ เขาว่าศีลปฏิบัติแต่กาย วาจา เท่านั้นก็ผิดแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสในกิมัตถิยสูตร ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึง อรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ 1 .อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2 .ปามุชชะ - ปราโมทย์ ความอิ่มเอมใจ มีความยินดี ระงับจากกิเลส 3 .ความรู้ยิ่งในความจริง เบื่อหน่าย (วิราคะ) 4 .ปีติ 5 .สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข ) 6 .ปัสสัทธิ (สงบ) 7 .สมาธิ (จิตมั่นคง ) 8 .ยถาภูตญาณทัสสนะ 9 .นิพพิทา (คลายกิเลส) 10 .วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (เล่ม 24 ข้อ 1 , 208 ) บุญนั้นจำเพาะไปเลยว่า คือ การชำระกิเลส ซึ่งการลดกิเลสได้เขาก็ถือว่าเป็นความดีเช่นกันแต่กุศลเป็นคำกว้างๆ กุศลเป็นโลกุตรธรรมก็ได้ ไปถึงที่สุดก็ได้ บุญมีที่ต้นและมีที่จบ จบแล้ว ไม่ต้องมีบุญอีก ส่วนกุศลนั้นไม่มีที่ต้นและไม่มีที่จบ เกิดตรงไหนก็ได้และให้บุญ ไปแทรกในกุศลได้ แต่ในคำตรัสอีก 4 ข้อก็คือโลกุตระแล้วคือจิตใจเริ่มลดทุกข์อาริยสัจ ความเดือดร้อนใจคือ วิปฏิสาร ไม่ใช่เดือดร้อนกายนะ คำว่าอวิปฎิสาร ก็เป็นอานิสงส์ของศีล ข้อแรก และก็มีปามุชชะ หรือปราโมทย์คือความอิ่มใจที่ละกิเลสได้ และจะเกิดปีติ เกิดสุข เกิดสมาธิ มีคำว่าสมาธิเลยในอานิสงส์ของศีลและก็มี ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิมุติญาณทัสสนะ สุดท้ายก็นิพพาน ถ้าไม่เข้าใจว่าศีลนี้ปฏิบัติถูกต้องต้องมีผลที่ใจ ไม่ใช่แค่กายกับวาจา เพราะความเข้าใจผิดเรื่องศีล ไปเข้าใจเอาเองว่าศีลแค่ควบคุมกายกับวาจา เขาก็ไปไม่ออกแล้ว ไปเข้าใจว่าสมาธิต้องไปมีวิธีทำ โดยไม่เข้าใจว่าการเดินยืนนั่งนอนทุกกรรมกิริยา มีอาชีพอยู่เลย นี่แหละคือการปฏิบัติธรรมมรรคองค์ 8 ครบไม่ได้ไปดับหยุดทำงานอาชีพกายวาจา เท่านั้น มันคนละเรื่องเลย โลกุตระ 1 ตั้งแต่ กายในกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นองค์รวมไม่ได้แยกกันไว้ค่อยอธิบาย เราอยู่กันเป็นหมู่กลุ่มก็ยิ่งมีคุณนิธิสั่งสม เป็นจิตที่มีโลกุตรจิต โดยที่รู้จักโลก ตั้งแต่โลกอบาย ดับเหตุแห่งโลกอบายก็รู้จักโลกระดับที่ 1 เขาอธิบายว่าโลกวิทูเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เขาไม่เข้าใจว่าเราต้องดับโลกสมุทัย จึงจะได้มีโลกนิโรธ จึงจะเข้าใจคำว่า มี และ ไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกต้องอาศัยความ มี และ ไม่มี โลกวิทูไม่ใช่แต่เรื่องของพระพุทธเจ้าเท่านั้น โลกระดับต่ำคืออบาย เราก็ต้องรู้ว่าเราติดอะไร? อบายมุขของใครก็ของมัน อย่างอาตมาก็มีชาติชั่วของอาตมา บางคนก็ว่าอย่างนี้ชั่วหรือ? ก็แล้วแต่ใครติด ไปติดลาภยศอยู่นี่ก็ชั่ว ไปตุกติกเขา แม้จะไม่โกงเต็มรูปนี่ก็ถือว่าชาติชั่วแล้ว ทำได้สำเร็จด้วย ก็เป็นภาวะซับซ้อนกลับไปกลับมาก็มีบ้าง ต้องสร้างโลกุตรจิตให้เหนือโลก ตั้งแต่โลกอบายก็เป็นโลกวิทูระดับอบาย ไม่ใช่ว่าหนีไปหลีกไป แต่ไม่ได้ดับโลกอบายที่จิต แต่พอทำได้แล้วดับโลกสมุทัยได้ มีโลกนิโรธแล้ว นี่แหละคือผู้มี เป็นอมตบุคคล รู้ทันโลก อยู่กับโลกได้อย่าง มีโลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปา ผู้มีคุณสมบัติตรีลักษณ์เช่นนี้ได้จริงคือผู้ครบ ก็อยู่กับโลก เราเป็นโสดาฯก็ช่วยคนเป็นโสดาฯ มีคุณอันสมควรก่อนพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง ที่อาตมาอธิบาย นี้ แม้แต่คำว่า ตรัสรู้ เขาก็ว่าตรัสรู้ใช้กับพระพุทธเจ้าเท่านั้น ตรัสรู้มาจาก ตรัส กับรู้ คือรู้ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ตามพระ อนุสาสนีย์ตรงเลย มีนิพพานเหมือนกันไม่มีส่วนเหลือ หมดสิ้นสภาพเหลือเชื้อเลย ไม่มี Overlap ซ้อนเต็มเลย ก็จะได้สภาพซ้อนเข้าไปจนเต็ม เนื้อหาของการได้ก็จะรู้โลกุตระ เคหสิตะ หรือเนกขัมมะ มี Intersect อย่างไร จนเต็มครบเลยตรวจสอบว่ามันเต็ม จะเหลือ Overlap อย่างไรก็ต้องตรวจสอบ ใช้คำว่าเหลื่อมซ้อนกัน จะได้ไปตามลำดับ จริงๆแล้วการเกิด Overlap คืออรูปฌาน ตรวจสอบกำจัดสิ่งเหลือให้หมด อากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญญา เนวสัญญาฯ จนสมบูรณ์แบบนิโรธแบบสนิทไม่เหลือเศษเลย นี่คือการปฏิบัติ นั้นไม่มีรูป มีแต่อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เป็นอาการของนามธรรมการจะรู้องค์รวม เรียกว่า กาย คือองค์ประชุม จิตเราก็สังขาร เราต้องเริ่มเรียนสังขาร เพราะเป็นเหตุแห่งอวิชชา ก็มีกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร มีประเด็นว่า… ควรสังวรเรื่องการใช้ไลน์ มีคนไปขอซื้อโทรศัพท์ในการใช้ไลน์จะเหมาะสมแค่ไหน? พ่อครูว่า...ผู้ที่คิดเช่นนี้คงไม่เข้าใจโทษภัยของมัน เพราะในนั้นมันจะมีผีมากมายเลย พวกเราไว้ใจตัวเองเกินไปไหม? เป็นสิ่งที่เกินกว่าอาตมาจะอนุมัติ อย่างนร.สัมมาสิกขานี่เราไม่ให้มีมือถือส่วนตัวนะ เดี๋ยวนี้เดินไปไหนก็ก้มหน้าจะชนกันนะ อาตมาถือสิทธิ์ว่าไม่อนุมัติ ผู้ที่มีอยู่แล้วก็ต้องสังวรให้ดี และใช้เงินส่วนตัวในการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ อย่างสายเจโตปหานอย่างลืมตาไม่เป็นหรอก ปหานของเขาคือสมถะลืมตา รู้น ิ่ งเฉย ถ้าไม่ปฏิบัติตรงตามสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 ที่เป็นต้นกล ส่วนสติเป็นต้นหน แล้วเกิดผลสั่งสมเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 เกิดศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นองค์ 5 ที่เป็นแกนเกิดอย่างสมบูรณ์ ใช้โพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 เป็นทฤษฎีหลักในการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าอุบัติจึงมีโพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 ศาสนาพุทธต้องรับจากผู้รู้มาก่อน รู้เองไม่ได้ รับมาแล้วปฏิบัติให้เป็น ปัจจัตตัง มีแล้วของตน ของพุทธมีแล้วมีเลย โสดาบันมีลักษณะ 4 คือเข้ากระแสโสตาปันนะ แล้วไม่ตกต่ำคืออวินิปาตธรรม (แบ่งเป็นช่วงละ 25 ) ที่คุณได้มาแต่ละส่วนก็เป็นแต่ละ Quarter จาก 25 ไปหา 50 ก็จะเพิ่มไปแล้วมีสภาพเป็นไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา คุณต้องพยายามไม่ให้ตกต่ำ จนกระทั่งได้ครึ่งหนึ่ง ถ้าเลยกึ่งหนึ่งเป็น Quarter ที่ 3 ก็จะไปเรื่อยๆถึง 75 % คือนิยตะ ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เลย อวินิปาตธรรไม่ตกต่ำ แต่ประมาทก็อยู่กับที่นี่แหละจนเป็นสัมโพธิปรายนะ ท่านถึงแบ่งเป็น วัฏฏภิรตโสดาบัน คือ อยู่อย่างนั้นไปอีกนานแสนนาน ไม่ยอมพัฒนาต่อ ถ้าองศามันเข้าหาโลกุตระไม่เข้าหาโลกีย์มันทวนกระแสปฏิโสตัง ทวนกระแสกับโลกียะ ต้องตั้งองศาให้ตรง ถ้าไม่ตรงก็เสียเวลา กว่าจะเต็ม 90 องศาก็คือผู้มีปฏิภาณปัญญา ถ้าได้ 90 องศาก็ใกล้ที่สุดถึงที่หมายไวที่สุด ในปัญญาหรือทิฏฐิ 6 สัมมาทิฏฐิ มีปัญญา ปัญญินทรีย ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ และมัคคังคะ เมื่อปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ ก็จะใช้ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกแยะกำจัด ไตร่ตรองตรวจตรา วิจัยวิจาร แล้วจึงรู้ว่าเราได้จริงเป็นจริงอย่างไร คุณเริ่มเป็นโสดาปัตติมรรคก็ต้องมีปัญญาเข้าใจ องศาสัมมาทิฏฐิเข้ามาเรื่อยๆ ทิฏฐิอุชุงกโรติ เรื่อยๆ ทำให้ตรงเรื่อยๆ มันก็เป็นปัญญินทรีย์ และได้ผลเป็นปัญญาพละ มันเติมพลังงานจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นพละเต็ม เป็นผล สมบูรณ์ก็เกิดจากองค์ 6 นี่แหละ เป็นภาคปฏิบัติคือ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ และมัคคังคะ เรารู้สูตรเช่นนี้มีสภาวะก็ปฏิบัติโพ ช ฌงค์ 8 มีภาวะของ วิตก วิจัย วิจาร วิมุติ วิจักขณ์ มีวิตกก็รู้ว่ามีกิเลส แล้ววิจัยว่ามันมีอะไรตรงไหนแค่ไหนอย่างไร? มีเหตุคืออะไร? แล้วก็วิจารแยกแยะ ทำให้เกิดวิมุติหลุดพ้น อย่างรู้แจ้งเห็นๆ มีวิจักขณ์ ทำไมกุศลไม่มีที่ต้น ไม่มีที่จบ...มันเป็นโลกียะมากมายก่ายกองไม่รู้จบ แต่ว่าโลกุตระมีหลักที่สอนมีเริ่มต้น แต่คำว่ากุศลเป็นความดีงามตามสมมุติ แต่ในคุณงามความดี ถ้าเป็นกุศลแล้วไต่ไปถึงโลกุตระได้ อนุโลมให้ได้ เข้าขีดโลกุตระก็คือความดีงาม ก็เข้าขีดบุญชำระกิเลสได้ คุณจะรู้ทำอกุศลจิตได้หมดก็คือที่จบ จนถึงอรหัตตผลก็จบ ก็เรียกว่าเป็นกุศลได้ แม้ว่ากุศลหรือความดีงาม เป็นอรหันต์ก็ทำกุศลได้ แต่บุญมีที่จบคือหมดกิเลส ส่วนกุศลนั้นแม้พระพุทธเจ้าก็ไม่สันโดษในกุศล _ คุณหินแสง ถามว่า...เราควรทำศีลให้เกิดอานิสงส์ 10 นี้เป็นของโพธิสัตว์หรือไม่? พ่อครู ตอบ...ก็เป็นลำดับของ การปฏิบัติพวกเราก็ปฏิบัติได้ผลของศีลได้ (โพธิสัตว์ในโสดาบันก็มี...ไปตามลำดับ) _คุณหินแสง ถามว่า… เชื่อมร้อยระหว่าง ความรัก 10 มิติ พุทธชีวศิลป์ และสรรค่าสร้างคนสัมพันธ์กันอย่างไร?... พ่อครู ตอบ..ก็เชื่อมร้อยกันหมด แต่ว่ามีกรอบขององค์รวมต่างกัน เช่นความรักก็มีมิติต่างๆหลากหลาย ความรักทั้งองค์รวมคือ Concept แล้วในนั้นมีรายบทมี Context อยู่ในนั้น ที่ว่าปฏิบัติไปแล้วเป็นอรหันต์เลยโดยไม่รู้ตัวนั้น คนที่ปฏิบัติแบบรู้ตัวก็ไม่วูบวาบเมื่อได้แล้วแต่ถ้าคนปฏิบัติมาเป็นขั้นตอนจะรู้ตัวไม่วูบวาบ