581210_ ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ คำว่าอาการอย่างพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
581210_ รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง คำว่าอาการอย่างพิสดาร โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 10 ธันวาคม 2558 เราก็มาเรียนธรรมะกันอีกนักเรียนก็เต็มห้องใช้ได้ ไม่ร่อยหรอเท่าไหร่ นิสิต ว.นบ. นี้ก็มีผู้ที่อยู่ประจำและมีผู้ที่ออกไปเฉยๆเข้ามาเฉยๆไม่บอกไม่กล่าว ก็เป็นได้ก็ไม่มีปัญหาอาตมาจะเข็นให้คุณเป็นอะไรให้ได้อีก 70 ปีเป็นอรหันต์เอาไหม จะสู้ไหม เอาก็อย่ารีบตาย มีผู้แสดงความเห็นมาว่า… _1. การที่พวกเรารับสื่อที่มีภาพพ่อครูขี่จักรยานล้อใหญ่ ภาพพ่อครูนั่งบนตาชั่งชั่งของ มีองค์ประกอบสื่อบอกน้อย มีแต่พ่อครู เดี๋ยวเดียว ภาพตอนออกกำลังกายมีผ้าคาดหัวใส่รองเท้า ภาพพ่อครูใส่หมวก ใบมะพร้าวสาน เหล่านี้มีทั้งความเห็นเชิงบวกเข้าใจรับได้ชื่นชมส่งเสริมอนุโมทนาเอาไปใช้แขวนโชว์หน้าร้านอีกต่างหาก และก็มีเชิงลบที่บอกว่าเหมาะกับสมณสารูปหรือไม่ ใครนะเอามาเผยแพร่ไม่ประมาณเลย ไหนว่าเคร่งครัดอโศกเดี๋ยวนี้ แย่แล้วแล้วหาภาพสงบสำรวมไม่ได้แล้ว กราบเรียนถามพ่อครู จริตทั้งสองคือทะเลาะวิวาทกับมหายานจะมีจุดร่วมอย่างไรจึงไม่เกิดสงคราม ขอพ่อครูให้ปัญญาด้วย 2. บางทีกองเลขาก็สื่อมาแบบ unseen มา พ่อครูเคยเปรยว่าเปิดหมดเลยเหลือแต่เข้าห้องน้ำเท่านั้น เราจะมีแนวทางอย่างไร เราจะปรับใจอย่างไร ทั้งผู้ที่ทำการสื่อควรประมาณแค่ไหน ก็มีทั้งสื่อจากผู้มีหน้าที่สื่อจากบุญนิยมและสื่อจากผู้มีการพบเห็นทั่วไปหรือเราต้องทำใจเราเท่านั้นเอง พ่อครูว่า… 1.เหตุการณ์พวกนี้ก็เกิดมาเรื่อยๆนานแล้ว อาตมาก็เคยเปรยอย่างที่ว่าเปิดเผยสู่ทางโทรทัศน์มีอะไรก็ไปหมด ไปเรื่อยจนกระทั่งใครพูดจริงว่าภาพเรื่องออกไปสู่สาธารณะบางภาพ unseen ก็ออกมาสู่มา เล่าว่าเหลือแต่ตอนเข้าห้องน้ำเท่านั้นสงวนสิทธิ์ไปหน่อย ก็เคยเปรยไว้จร
อ่านต่อ
ิงแล้วอาตมาเองเข้าใจ ที่เปรยมาตั้งข้อสังเกตมาที่ผ่านไปแล้ว ก็มีทั้งผู้ที่เห็นบวกเป็นลบเป็นไปได้ ถ้าผู้ที่เห็นเป็นลบก็เกิดความดูไม่ดี ถ้าผู้เห็นบวกก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เชิงที่ว่าอาตมาแสดงตัวเป็นกันเอง หรือว่าเป็น 3 อันนี้มากไปก็พอว่าได้ว่ามากไป อาตมามีเจตนาอยู่ในใจว่าไม่อยากให้พวกเราหรือใครใครก็ตามข้างนอกมองว่าอาตมาเป็นพวกอยู่ในหอคอยเกินไป ที่จริงอาตมาเข้าใจสมณ-สารูปให้เรียบร้อยสุภาพงดงามสงบ ก็เข้าใจบวชมา 45 ปีแล้วก็รู้ดีเข้าใจดีถ้าผู้ใดรู้จักอาตมามาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่บวชใหม่ๆจะเห็นได้ว่าสมณสารูปตอนแรกๆตอนบวชใหม่กับตอนนี้ มันคนละฟ้ากับเหวเลย แต่อาตมาก็มีเจตนาอยู่บ้างว่าไม่อยากจะให้ เป็นเรื่องธรรมดาเพราะได้ปูพื้นฐานอธิบายทำความเข้าใจให้รู้แล้วพากันพัฒนาปฏิบัติตนเสมอมาให้ได้ ก็มีสภาวะ รู้เข้าใจว่าอะไรคืออะไร จนกระทั่งทุกวันนี้พวกเราที่เข้าใจแล้วรู้ดีก็ไม่ได้ติดใจแล้วก็มองตามโนสัญเจตนาของอาตมาได้ด้วย ที่อนุโลมปฏิโลมกันมาอย่างนี้มันหมายถึงอะไร บ้างก็มีปฏิภาณปัญญาเข้าใจ บางคนก็ชื่นชมเป็นบวกถึงไม่ชื่นชมก็เข้าใจได้ดีอยู่ ส่วนพวกที่เห็นว่าเป็นลบ มันก็มีอยู่แน่เป็นธรรมดา ก็ไม่รู้ว่าจะประมาณผิดหรือถูกอย่างไร อาตมาก็ประมาณด้วยตัวเองก็ดูแล้ว เข้ารู้สึกว่าพวกเราเข้าใจแนวซับซ้อนลึกซึ้งได้ มีคนถามว่าอรหันต์คือคนเช่นไร อาตมาตอบว่าคือคนธรรมดา เป็นแต่เพียงว่าท่านมีพระธรรมวินัยไม่ละเมิดแน่นอน 2. ชีวิตของท่านเหมือนกับคนทุกคนธรรมดาที่จะทำกรรมกาย วาจา ใจเหมือนคนธรรมดา แต่แน่นอนว่าไม่ละเมิดหลักเกณฑ์ของศีล ไม่มีอกุศลแน่นอน จะไม่เหมือนกับคนทั่วไป ซึ่งคนทั่วไปประพฤติอกุศล ผิดบ้างไม่ผิดบ้าง แต่อรหันต์ไม่มีอกุศลเลยแน่นอน อย่างพระคึกฤทธิ์บอกว่า พระอรหันต์ยังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่ แต่ไม่ผิด เพราะนั่นไม่ใช่ตัวท่านของท่าน ขอบอกว่าอรหันต์ทำความผิดได้ จนพระพุทธเจ้าท่านให้สงฆ์นี้ ถ้าผู้นี้เป็นอรหันต์ก็ให้ยกสติวินัยให้ท่าน ถือว่าท่านมีสติสัมปชัญญะเพียงพอ แม้จะผิดได้แต่อย่าปรับอาบัติท่าน อรหันต์เมื่อหมู่ยกสติวินัยให้ อรหันต์ก็ไม่ต้องปลงอาบัติอีก จนพระคึกฤทธิ์เข้าใจไปว่า อรหันต์มีราคะ โทสะ โมหะได้ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้แสดงออกราคะ โทสะ โมหะ นะ แต่สื่อทางศิลปะ นัจจะ คีตะ วาทิตะที่เอามาใช้ ก็ประมาณตามเจตนา วิญญาณอรหันต์ จิตอรหันต์ไม่มีอาการราคะ โทสะ โมหะเกิดแล้ว มีแต่มโนสัญเจตนาที่เป็นวิภวตัณหา เป็นตัณหาไม่มีภพ อรหันต์บรรลุสูงสุดแล้ว ท่านมีมโนสัญเจตนา แม้จะต้องการดุด่าว่าที่ภาษาบาลีแปลว่า นิคคัณหะ คือตำหนิ จะตำหนิค้านอย่างแรง ปฏิกโกสนา ก็เจตนาให้แรงไม่ใช่โทสะ มีความปรารถนา เช่นนี้ มีกาย วจีเช่นนี้ ท่านไม่ละเมิดศีล ไม่ละเมิดวินัย ศีลเป็นข้อปฏิบัติของศาสนา ส่วนวินัยเป็นข้อปฏิบัติขัดเกลา ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ พระพุทธเจ้าว่า บางข้อหรือบางหลักท่านตรัสกับพระอานนท์ว่าให้เลิกได้ในข้อไม่สำคัญ แม้พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ความหมายของอรหันต์จึงยากจะเข้าใจชัดเจนครบถ้วน ยิ่งความเห็นความรู้ของสังคมส่วนรวมชาวพุทธเดี๋ยวนี้มิจฉาทิฏฐิเกือบสิ้นแล้วก็จะเข้าใจอรหันต์ไม่ได้ ที่อาตมาบอกว่าอรหันต์คือคนธรรมดาก็ทำอาชีพได้แต่ไม่เป็นอาชีพที่เป็นมิจฉาอาชีวะ 5 ท่านก็เป็นคนสามัญเหมือนคนทุกคนโดยเฉพาะถ้าเป็นฆราวาสแล้วก็จะยิ่งไม่รู้ แต่ท่านจะเป็นคนเสียสละชัดเจนรับใช้ ซึ่งจะรู้ยาก อาตมาเองเจตนาอนุโลมให้เห็นว่าถ้าเราจะแสดงเป็นฆราวาสก็ไม่ได้เพราะเป็นนักบวช ก็ต้องทำแบบนี้ แต่อย่างพวกคุณก็ทำงานไม่เอาลาภแลกลาภ ไม่โกงไม่หลอกลวงใคร นอกจากเนมิตกตาก็ทำตามขั้นตอน ส่วนมอบตนในทางผิด บางคนก็อาจมีบ้าง แต่ถ้าอยู่กับหมู่ก็ไม่มอบตนในทางผิด นอกจากไปทำงานกับข้างนอก แต่ถ้าทำงานกับหมู่ก็ไม่มีโอกาสทำงาน มอบตนในทางผิดกับใคร ฆราวาสจะเป็นเช่นนั้นถึงอรหันต์เลย อรหันต์คือคนธรรมดาแต่มีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แม้อาตมาถ้ามีเวลาโอกาสจะไปแบกไปหามก็ทำได้ที่ไม่ทำผิดพระธรรมวินัย ตอนนี้อายุมากแล้วไม่มีเวลาก็เลยไม่ได้ทำ แต่ก่อนนี้งานพวกเราไม่ได้เยอะก็ทำได้ อาตมาก็ไปร่วมที่ไม่ผิดพระธรรมวินัย แต่เดี๋ยวนี้งานมันเยอะไม่มีโอกาสจะไปทำอย่างนั้นได้ก็มีพวกเราไปช่วยทำหลายผู้หลายคน ที่พูดนี้ไม่ได้แก้ตัวแต่อาตมารู้ตัวดีบางทีขับรถไฟฟ้าก็แค่อยู่ในเขตของเราที่จะไปดูงานไม่เคยไปคนเดียวก็มีสมณะ มีพวกเรา ดีไม่ดีมีช่างภาพด้วย ก็ไม่ได้ทำอย่างคะนองหรือเล่น ก็ไปทำงานไม่ใช่ไปเที่ยวเล่น จริงแล้วอาตมายังทำน้อยกว่าในหลวงนะ อย่างในหลวงจริงๆก็ต้องอยู่ยังมีราชาสารูป แต่ท่านก็ยิ่งเหมือนกับคนทั่วไป ยิ่งตอนนี้เอาเรื่องราวในอดีตของท่านมาออกจะมีที่ไหนพระเจ้าแผ่นดินในประเทศไหนจะทรงงานอย่างนี้ ตลอด 60 ปีที่ทำมาตลอดก็เป็นเช่นนั้นทรงงาน ส่วนอาตมาก็ทำงาน เวลาเดินออกกำลังกายก็คาดกันเหงื่อที่ศีรษะซึ่งธรรมดาก็ไม่ได้เอามาคาดเล่นๆหรอก ส่วนการใส่หมวกก็ลองใส่ให้พวกเราดู พวกเราก็ถ่ายภาพไป ไม่ใช่ภาพที่ควรจะออกไปแต่พวกเราก็ออกไป ส่วนภาพที่ทำปี่ให้เด็กๆดู ก็ทำให้เด็กๆดูเป็นการบูรณาการไม่ใช่ไปทำเล่น จะว่าแก้ตัวก็แก้ตัว ใครที่คิดว่าเป็นเรื่องที่ลบล้างความน่านับถือก็ช่วยไม่ได้ ใครจะว่าไม่นับถือแล้วก็ไม่เป็นไร เจตนาแสดงออกว่าผู้บรรลุธรรมก็จะแสดงออกอย่างรู้และเข้าใจโลก ตามบารมี จะเข้าใจไม่หมดก็ทำผิดจากเขาบ้าง แต่ก็ไม่มีจิตเจตนาทำไม่เหมาะสม ท่านก็ทำอย่างจริงใจ ก็ต้องการให้คนเข้าใจคุณสมบัติของอาริยะ แม้แต่โสดาบันทุกวันนี้คนก็ไม่เข้าใจแล้ว คุณสมบัติ 8 อย่างของโสดาบัน ก็ต้องรู้อาริยสัจ 4 ปฏิบัติได้ รู้อาการทุกข์ของตน รู้เหตุ ทำเหตุให้ดับได้ตามสัมมาอาริยมรรค นี่คือ 4 ข้อ อีก 4 ข้อคือ 5. จิตเข้ากระแสโสตาปันนะ 6. อวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา อาจจะยึกยักนิดหน่อยได้แต่ไม่ตกต่ำเกินขีด คือไม่ออกนอกแน่แต่อยู่ในฐานนี้ต้องพยายามพากเพียรขึ้น เพราะถ้าเป็นโสดาบันก็ต้องพยายามให้ตั้งมั่น นิจจัง ทุวัง 7. นิยตะ คือเที่ยงแท้แน่นอน 8. สัมโพธิปรายนะ เดินทางสู่ที่สูงสุดถ่ายเดียวไม่มีถอย เขาก็ไม่เห็นอธิบายกัน ในพระไตรปิฎกมีไว้ชัดเจน ใน เล่ม 19 ข้อ 1475 คุณสมบัติพระโสดาบัน ผู้ที่เข้าใจแล้วอธิบาย อย่างอาตมากำลังอธิบายลักษณะพระโสดาบันจะเอาสังโยชน์ 3 เป็นหลักก็ได้ จะเอาศีล 5 ก็ได้ ก็ขยายความให้ฟังว่ามีจิตเข้ากระแส มีปัญญารู้ว่าตนเข้ากระแส เพราะจะมีปัญญารู้จิตในจิต มีปัญญารู้เวทนาในเวทนา รู้องค์ประชุมของรูปนามคือกาย คือมีสิ่งที่ถูกรู้กับนามธรรมของตนที่เป็นธาตุรู้ เมื่อสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจก็อ่านจิตออก อ่านองค์ประชุมของกายในกายออก หรือ อ่านอาการที่เรียกว่ารูปกายหรือนามกาย ถ้าเป็นรูปกายก็เป็นองค์ประชุมของสิ่งที่ถูกรู้ รูปคือภาวะที่ถูกรู้ ในความเป็นคู่ของรูปกับนาม ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องมีสภาวะ 2 เทวธัมมา คือมีรูปกับนามเสมอแล้วทำให้เป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) จะต้องทำให้จากสองกลายเป็นหนึ่งให้ได้ คือคุณสมบัติที่ตนเองจะต้องมี จิตเจตสิกต่างๆ ต้องมีรูปมีนามคู่กันมาเสมอๆ รูปทั้งหมด 28 ก็ต้องอ่านสภาวะที่ถูกรู้คือรูปได้ แม้จะเป็นจิตในจิตเรียกว่านามกาย ก็อ่านสภาพนามกายให้ชัด รูปกายคือสิ่งที่ถูกรู้ นามกายคือตัวผู้รู้คือปัญญาของเราที่ไปรู้รูปกาย รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ด้วยกันทั้งคู่ ทั้งรูปกายและนามกาย คำว่าอาการนี้แหละสำคัญมาก คำว่าอาการ มี 32 (ทวัตติงสาการ) แล้วก็มีอาการที่ 33 คือตาวติงสาการ หรือดาวดึงส์ อาตมาเคยอ่าน อาการ 32 มีอะไรบ้าง 1.เกสา ผมทั้งหลาย 2.โลมา ขนทั้งหลาย 3.นะขา เล็บทั้งหลาย 4.ทันตา ฟันทั้งหลาย 5.ตะโจ หนัง 6.มังสัง เนื้อ 7.นะหารู เอ็นทั้งหลาย 8.อัฏฐี กระดูกทั้งหลาย 9.อัฏฐิมิญชังเยื่อในกระดูก 10.วักกัง ม้าม 11.หะทะยัง หัวใจ 12. ยะกะนัง ตับ 13.กิโลมะกัง พังผืด 14.ปิหะกัง ไต 15.ปัปผาสัง ปอด 16.อันตัง ไส้ใหญ่ 17.อันตะคุณัง ไส้น้อย 18.อุทะริยัง อาหารใหม่ 19.กะรีสัง อาหารเก่า 20. ปิตตัง น้ำดี 21.เสมหัง น้ำเสลด 22. ปุพโพ น้ำเหลือง 23.โลหิตัง นำเลือด 24.เสโท น้ำเหงื่อ 25.เมโท น้ำมันข้น 26.อัฐสุ น้ำตา 27.วะสา น้ำมันเหลว 28.เขโฬ น้ำลาย 29.สิงฆาณิกา น้ำมูก 30.ละสิกา น้ำไขข้อ 31.มุตตัง น้ำมูตร 32.มัตถะเก มัตถะลุงคัง เยื่อในสมอง
เริ่มคำว่า “อาการ” ในความเป็นอาการคือพฤติกรรมที่มีกิริยาอาการ อาการของรูปกับนามมันมี 2 ส่วนทั้งรูปกับนามเสมอ แล้วมันก็เกิดอาการ ผมขนเล็บฟันหนัง เมื่อมีรูปกับนามปรุงแต่งกันเข้า ก็เกิดมาเป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ เป็นฟัน เกิดมาเป็นผิวหนัง 5 อย่างนี้แหละ มันมีรูปกับนามปรุงแต่งกันเสร็จแล้ว ก็หลุดออกมาจากร่าง แต่มันไม่ได้ขาดจากกัน ผมก็ยาวออกมาเกินปสาทรูป โคจรเลยเขต เรียกว่า โคจรรูปเช่นกันแต่โคจรเลยเขตแล้วนามไม่ได้ร่วมแล้ว สิ่งนั้นไม่ใช่กายแล้ว ไม่มีอาการปรุงแต่งภายใน มันจะมีอาการที่ปรุงแต่งกันเสร็จเป็นธาตุดินคือผมขนเล็บฟันหนังเป็นธาตุดิน ปรุงแต่งเป็นธาตุน้ำ อยู่ในนี้ก็เป็นธาตุน้ำตั้งเยอะ เป็นดี เป็นเสลด เป็นหนอง เป็นเลือดเป็นเหงื่อ มันข้น น้ำตา เป็นมันข้น น้ำลาย น้ำมูก ธาตุดินก็เป็นธาตุหนึ่ง ธาตุน้ำก็เป็นธาตุหนึ่ง อาการของธาตุดินก็ลักษณะหนึ่ง แข็ง ข้น จับตัวแข็ง อาการธาตุน้ำนี้อ่านยากมาก รู้ได้ยากมาก ตัวธาตุน้ำ ตัวที่ H 2 O ตัวแรกนี้ คุณจะรู้ได้ยากมาก ต้องมีธาตุน้ำหลายตัวรวมกันก็เห็นเป็นหมู่ไหลไปเหลวมาได้ ส่วนธาตุดินจับตัวกันเป็นก้อนนิ่งก็เห็นง่าย ก็ อาการของการสังขารปรุงแต่งกันอยู่ก็เรียกว่ามีอาการ มันจะมาจับกันเป็นก้อน เขาต้องหาวิธีการให้ผนึกกันได้ ดินก็ผนึกเข้า หินก็ผนึกเข้า โลหะก็ผนึกเข้า มีอาการผนึก แล้วก็มีอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็มีอาการเสื่อมไป ดินก็เหมือนกัน เกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป น้ำก็เหมือนกัน เกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป ทีนี้อาการที่มันเป็นดินกับน้ำนี้มันเห็นได้ง่าย ลมกับไฟนี้เห็นได้ยาก ขนาดน้ำนี้ยังรู้จักธาตุน้ำได้ยาก ยิ่งธาตุลมกับธาตุไฟก็รู้ได้ยากกว่า แต่มีอาการ ถ้ามีคุณสมบัติจัดจ้านก็ออกอาการอุณหธาตุ สำหรับธาตุไฟ ออกเป็นวาโยธาตุสำหรับธาตุลม อาการของมัน ถ้ามันร้อน เราก็อ่านอาการร้อนได้ มันไหวไป ไหวมา เคลื่อนไหวไปไหวมา ก็รู้ได้ นี่คืออาการที่เราจะรู้จักในกายต่างๆได้ กายของรูป กายของนาม องค์ประชุมของรูปนาม องค์ประชุมของธรรมะสอง ถ้าเป็นดินก็รู้ง่าย ถ้าเป็นน้ำรวมกันมากก็พอรู้ ถ้าเป็นลมก็รู้ได้ยากกว่า ยิ่งเป็นอุหณธาตุยิ่งรู้ได้ยาก ตัวที่จะทำให้เห็นทุกข์มากท่านเรียกว่าธาตุไฟ คำว่าธาตุไฟหรือความร้อนทางวิทยาศาสตร์ ต่ำกว่า 0 เรียกว่า ความร้อนมันน้อยลง ความร้อนน้อยลงไปต่ำจาก 0 เป็น ลบ 10 ลบ 20 คืออุณหธาตุตีกลับ จากร้อนจัดเป็นเย็นจัด อาการของคน ท่านจึงเรียกราคะ โทสะ โมหะ เป็นไฟ เพราะเป็นอาการที่จะอ่านได้ในลักษณะนี้ จะรู้ได้ด้วยอาการ อาการสุขหรืออาการทุกข์คือเย็นหรือร้อน วิธีพิจารณาอาการจึงพิจารณาอาการในเวทนาว่ามันมีความรู้สึกเย็นหรือร้อนนี่ล่ะง่าย เย็นจัดเกินก็ทุกข์ ร้อนจัดเกินก็ทุกข์ นี่คืออาการของมัน เราอ่านอาการของเวทนาออก เย็นเกินหรือร้อนเกิน ก็เพราะราคะหรือเพราะโทสะมันมีอาการ คุณบอกว่าร้อนใจ ใช่ไหม ร้อนใจอย่างนี้เป็นต้น นั่นแหละ ถ้าเข้าใจไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ก็คือร้อนจากกิเลสทั้งนั้น อาการจากกิเลสที่มันไม่ปกติ มันไม่กลางๆ ร้อนน้อยก็ยังไม่สนิท เย็นน้อยก็ไม่สนิท ต้องกลางๆ อุเบกขา จึงอ่านอาการพวกนี้ให้ออก อาการของเวทนาก็อ่านออก ทีนี้อาการไม่ใช่มีแค่ร้อนเย็นแต่มีควบแน่นอย่างธาตุดินก็เป็นอาการ ธาตุน้ำก็ควบแน่น แต่รวมตัวแล้วก็เป็นลักษณะนั้น มันไม่เหมือนธาตุดินที่ควบแน่นแข็งอย่างนั้น นี่เป็นภาษาของของพระพุทธเจ้าศาสนา ไม่ใช่ภาษาทางวิทยาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตร์เขามีภาษาแจกออกไปอีกเยอะไม่แค่สี่อย่างนี้ มีคำมหาศาลเลย ภาษาทางศาสนาก็มีธาตุ 4 หรือจะมี 6 ธาตุ ก็คือธาตุอากาส กับธาตุวิญญาณ ถ้าจะเอาให้ครบ คำว่า “อาการ” ก็ต้องอ่านทุกข์ สุข อาการที่อยู่กับ 32 อาการ อาการต่างๆ มันเป็นของจริง เป็นธรรมชาติของสัตว์ มนุษย์ที่มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มาจนกระทั่งถึงปัสสาวะ(มูตร) เป็นอาการ 32 มีอยู่ในนั้นหมด ทีนี้อาการของ ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนังที่ไม่มีอาการของเวทนา ไม่มีอาการของความรู้สึกแล้ว มันไม่ใช่กาย คำว่า“กาย” ต้องมีจิต มโน หรือ ความรู้สึก วิญญาณ อยู่ร่วมเสมอ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 ที่ท่านตรัสว่า กายนี่เราเรียกว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เวลาเราอ่านให้อ่านที่จิตที่มโน ที่วิญญาณ แล้วทำใจในใจ ไม่ได้ทำกายนอกกาย ไม่เคยมีคำสอนพระพุทธเจ้าให้ทำกายนอกกาย มีแต่ทำใจในใจ จัดการที่ใจ ไม่ใช่จัดการที่กาย ถ้ากายมีแนวโน้มมาหาข้างนอกจนกระทั่งเลยเถิด อาตมาไม่เห็นอาจารย์สำนักไหนเลยอธิบายว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นจิต มีแต่บอกว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนังเป็นร่างข้างนอก..ร่างกาย แต่จะเข้าใจไหมว่าเป็นนอกร่างกายนั้น มันไม่เป็นกายแล้ว ถามจริงพวกคุณเริ่มฟังได้ อาตมาบอกยืนยันว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้ไม่ใช่กาย..นี่งงไหม คำว่า “กาย”นี้ เป็นคำที่ไทยเอามาบวชไม่สึกแล้วหมายความว่า ร่างภายนอก คำว่า “กาย”นี้บวชเป็นไทยแล้วมันแปลว่าร่างภายนอก ใช่ไหม อาตมาพอไขความให้พวกคุณฟังว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่กาย คุณไม่งงหรือ อาตมาว่าพวกคุณต้องงง คุณไม่รู้รายละเอียดก็แยกไม่ออกแน่ แต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนังที่เนื่องอยู่กับปสาทรูป ที่มีประสาทรับรู้อยู่ จิตวิญญาณยังรับรู้ได้ เป็นส่วนของกายก็มีผม ขน เล็บ ฟัน หนังที่เป็นกาย ทีนี้นอกนั้นจาก 5 นี้แล้วเป็นกายนะ ในอาการ 32 แม้หนังที่เป็นผิวเข้าไปจากหนังกำพร้า หนังนี้ก็เป็นกายแล้วนะ แสบแล้วนะ เป็นอาการ 32 ส่วนที่แยกไม่ใช่กาย แม้หนังไม่ใช่ผิวเป็นหนังกำพร้านี้ เป็นกายแล้วนะ แสบได้ รู้สึกได้ อย่าง ผัสสาหาร พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนวัวที่ไม่มีหนัง ถูกกับอะไรก็แสบไปหมด มันมีกายนะ แม้ไม่มีหนังก็มีกาย ที่ท่านว่าเหมือนวัวไม่มีหนังหุ้มมันก็แสบไปหมด..มีเวทนา ผิวหนังที่ไม่รับเวทนาแล้วมันไม่ใช่กาย ทีนี้อาการนอกจาก 5 อย่างนี้ ต่อจากหนังก็เป็นเนื้อ มีอาการ เอ็นมีอาการ อาการที่ทำงานร่วมอยู่ข้างใน อาการคือพลังงานไฟ พลังงานลม พลังงานที่สังเคราะห์เคลื่อนไหวกันอยู่แต่ละหน้าที่ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม ตับ พังผืด หัวใจ ทุกอย่างในร่างกายนี้ เหลืออีก 27 นั่นละ มีอาการเป็นกายหมด ทีนี้ก็มีสภาพที่ไม่เป็นกายก็ต่อเมื่อ..อย่างน้ำตาหลุดไหลออกมา ไหลออกมาจากข้างนอกแล้ว ไม่มีอาการ มีแต่จะทิ้งไปเป็นธาตุน้ำ ถ้าอยู่ข้างในก็มีอาการเป็นหน้าที่ทำงาน วันนี้อธิบายให้ทราบว่า..ทำไม ท่านเรียกว่าอาการ 32 มันมีอาการ มีหน้าที่นะ อย่างสิ่งที่ออกมานอกตัว เช่น น้ำตา เสลด น้ำลาย หากออกมาจากร่างกาย มันก็ไม่เป็นกาย ไม่เป็นรูปนามของเราแล้ว ส่วนอุจจาระยังอยู่ในท้องยังไม่ได้หลุดออกมาข้างนอก ฉันเดียวกับน้ำตา น้ำลาย เสลดที่ยังไม่ได้บ้วนออกมาภายนอก ยังทำงานทำหน้าที่เป็นโทษเป็นคุณได้ ถ้าออกมาก็เหมือนดินน้ำไฟลม ถ้าอยู่ในจมูกก็เป็นกายได้ แต่ออกมาภายนอกแล้วประสาทเราไม่รับกับมัน ไม่สัมผัสก็เลิกทำงานกับเรา แต่ถ้าอยู่ในร่างกายก็ทำงานกับเรา อุจจาระก็ทำนะ เช่น อาหารเก่าก็อุจจาระ อาหารใหม่ก็เพิ่งกินเข้าไป แล้วทำงานสังเคราะห์ไปเอาส่วนนั้นส่วนนี้เป็นธาตุไปใช้งาน ส่วนที่ไม่ใช้แล้ว ไม่ใช้ก็ขับเป็นอาหารเก่าไปเรื่อยๆจนไม่ใช้ก็ขับออกไป หลุดออกไปจากร่างกายก็ไม่ใช่กาย ฉันเดียวกับผม ขน เล็บ ฟัน หนังที่หลุดเขตปสาทรูปก็ไม่มีอาการที่เกี่ยวข้องกับเรา อาการที่ยังเกี่ยวข้องกับเราอยู่ มันทำงานกับเราเป็นโทษและเป็นคุณกับเราได้ทั้งนั้น นี่คืออาการของสรีระ 32 นี้คืออาการของสรีระทั้งนั้น ภายนอกและภายในร่าง องค์ประกอบของร่างภายนอกและภายในทั้ง 32 นี้ ทีนี้อาการที่ 33 ล่ะ คืออาการของจิตวิญญาณเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของสรีระ ไม่ใช่เรื่องของธาตุ เป็นธาตุวิญญาณ ก่อนจะถึงธาตุวิญญาณก็เป็นอากาสธาตุ ธาตุมีดินน้ำไฟลม แล้วก็มีอากาสธาตุ เป็นช่วงกลาง จิตวิญญาณสามารถรับ อาศัยอากาสธาตุได้ อากาศของรูปธรรมก็มี อากาศของทางนามธรรมก็คืออุเบกขา อุเบกขาเริ่มต้นเรียกว่าว่าง แล้วว่างยิ่งขึ้นเป็นอรูปฌานคือกำหนดอาการความว่างของจิต โดยเฉพาะนัยสำคัญคือว่างจากอาการกิเลส ว่างจากอาการกิเลส ในความหมายของความว่างคือช่วงกลาง รูปธรรม ก็ว่างได้ เช่น มีธาตุสามธาตุรวมกัน ก็เกิดช่องว่าง รูปกาย จะมีช่องว่างอย่างละเอียดเลย ทางด้านวิทยาศาสตร์ก็มีเยอะ เอาล่ะ ช่องว่างนี้ไม่เกี่ยวกับความรู้สึก แต่เมื่ออุเบกขาเป็นฐานนิพพานมีความรู้สึกเฉย พออากาสนี้ไม่ใช่ตัวความรู้สึก ในขณะนั่งหลับตาเข้าไปทำฌาน เมื่อได้ฌาน 4 แล้วจะผ่านไปยังอรูปฌาน อากาสานัญจายตนะ คุณมีอายตะที่จะรู้ความว่าง..อากาสอันนี้ มันจะว่างโดยไม่มีตัววิญญาณ ระลึกออกไปไหมที่อาตมาเคยเล่าให้ฟัง คนนั่งหลับตาเขาจะอาศัยอากาส ช่องว่างของอากาศตรงนั้นให้ได้ พอได้แล้ว ก็จะรู้สึกเบาว่างโล่ง เบากว่าอุเบกขา อุเบกขายังมีความคิดนึก แต่ไม่มีนิวรณ์ 5 แล้วมันก็จะมีบรรยากาศที่ไม่เหมือนอวกาศ แน่นกว่า มีถ่วงจำเพาะหรือไม่รู้จะใช้ภาษาอะไร แต่มันเบากว่ากันเยอะ พอมาเป็นอากาศ มันต่างจากความว่างแบบอุเบกขา เพราะอุเบกขามีธาตุรู้มากกว่าเยอะกว่า พอมาเป็นอากาสธาตุ เป็นอากาสานัญจายตนะ มีอายตนะรับรู้ในภพ นี่คือใน พวกนั่งสมาธิหลับตาอยู่ในภพของจิต ภพนั้นไม่มีวิญญาณรู้ เป็นตัวถูกรู้ แล้วตนเองยังระลึกตัวเองไม่ออก แต่ตัวเองรู้สึกลึกๆ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร แต่รับรสรู้สึก เป็นเวทนาที่ยังไม่มีตัวตน พอรู้ตัวว่าเรามาอยู่ตรงนี้หรือ มาอยู่ตรงอวกาศ ออกนอกรูปโลกมาอยู่อรูปโลกแล้วหรือนี่ พอรู้ตัวเมื่อนั้นก็คือวิญญานัญจายตนะ ซึ่งไม่นานนักหรอกคนที่นั่งสมาธิหลับตา ที่จะรู้ตัวเอง แต่บางคนอาจจะนาน แต่สำหรับอาตมานี้ไม่นาน อากาสานัญจายตนะเดี๋ยวเดียวก็รู้ว่าเป็นเรา ทีนี้อากาศในเรื่องของรูปวัตถุต่างๆก็เป็นช่องว่างของมัน เมื่อไม่มีธาตุเข้าไปร่วมรู้ ไปรับรู้ ก็ไม่รู้บรรยากาศว่าเป็นอย่างไร อย่างเช่น ในโลกที่มีแรง แรงดึงดูดแรงโน้มถ่วง ในโลกก็จะมากกว่า ภายนอกโลกก็จะไร้น้ำหนักเบาบางกว่า ก็จึงอยู่ว่างเบาลอย แม้แต่ตนเองก็ไร้น้ำหนัก ถ้าคุณได้ออกนอกโลกจะรู้สึกอย่างนั้น ทีนี้ที่อาตมาจะเจตนาอธิบายต่อจากอากาศคือวิญญาณ ตัวนี้มีอาการ อาการของวิญญาณ ตัวนี้คือตัว “ตาวติงสา” คือดาวดึงส์ คำว่า “ดาวดึงส์”มีองค์ประกอบที่มีคำนิยามว่า คือมีสุข โลกีย์ก็สุขอย่างโลกีย์ คนก็อยากได้อาการที่ 33 นี้ทุกคน ทุกคนมีอาการ 33 อยากได้สุข และความสุขก็มีคู่หูคือความทุกข์ คู่หูที่แกะกันไม่ออกเลย ถ้าคุณไม่ฆ่าตัวเหตุแห่งทุกข์ให้มันดับไปเลย สุขคุณก็จะยังอยู่ คุณฆ่าเหตุแห่งทุกข์ดับหมดเมื่อใด สุขคุณก็ไม่มี นอกจากความจำ จำได้ว่าเป็นสุข แต่ในปัจจุบันของคุณมีผัสสะ ตา หู จมูก ลิ้นกาย ถ้าคุณฆ่าเหตุตัวนี้ได้แล้ว อาการสุขจะไม่มี ในวิญญาณมีอากาศ ที่เจตนาจะย้ำคืออาการของวิญญาณ อาการที่ 33 นี้แหละที่ต้องกำจัดเหตุ ส่วนอาการ 32 นี้ ก็ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันเท่าไหร่ ถ้าคนที่เก่งในด้านสามารถใช้จิตวิญญาณเข้าไปควบคุมอาการทางสรีระ คนนี้ก็สามารถเอาพลังงานจิตนี้ไปรักษา ปรับอาการบางอย่างให้อาการที่ไม่สมดุลที่มากไปน้อยไปให้พอดีได้ ในเอ็นกระดูก เยื่อกระดูก หัวใจ ตับ ปอด พวกนี้ที่ท่านเรียงเอาไว้เป็นอาการ 32 บางคนถ้าเล่นพลังงานทางจิตก็เอาพลังงานจิตไปรักษา เช่น เจ้าคุณนอฯ ท่านรักษาได้ขนาดหนึ่ง แต่ท่านสู้มะเร็งมันไม่ได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาทนพิษบาดแผลไม่ได้ตายไปนานแล้ว แต่ท่านรักษาอาการสมดุลของกายได้ ท่านก็รักษาอาการพวกนี้ คนที่พยายามรักษาอาการของวิญญาณ โดยการสะกดก็ได้ ให้มีพลังงานไปปรับแปร เรียกว่าอภิสังขาร จัดการ เพราะฉะนั้น เราสามารถสร้างอาการปรับปรุงหรือปรุงแต่งสังขาร อย่างอภิสังขาร คือสร้างบุญ สร้างอาการชำระกิเลส กิเลสเป็นอาการเป็นอกุศลจิต คุณจึงสามารถสร้างอาการทางจิตวิญญาณเป็นอาการทางปัญญา แต่อาการแบบเจโตเขาก็สร้างอาการทางเจโตเอาไปสะกด ปรับแปรในวิธีหนึ่ง มันก็ได้ไม่เจ็บไม่ปวด แต่ไม่ได้หมายความว่า มันไปลดไปล้างอาการที่ยึดมั่นถือมั่นในจิตวิญญาณ แต่การศึกษาที่สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าสามารถเป็นบุญ สามารถชำระอาการของกิเลสได้ กิเลสมีอาการ เป็นอาการ ใครอ่านอาการของตนเองกำลังโกรธได้ คนนั้นก็เห็นอาการของจิต ถ้าคุณมีญาณ มีปัญญา มีวิปัสสนาญาณ หรือญาณทัสนวิเศษ สามารถ พอตาสัมผัสคนๆนี้มีอาการไม่ชอบหน้า อาการโกรธเกิด คุณก็อ่านอาการจิตโกรธนี้ได้ คือตัวจิตโกรธแท้ๆ คุณอ่านได้ ก็รู้ได้ด้วยอาการ ถ้าสัมผัสคนนี้เกิดอาการชอบ ก็อ่านอาการได้ นี่แหละคือภาคปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าที่เน้นการรู้รูปนาม คือการรู้ธรรมะ 2 สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป สิ่งที่เป็นตัวเข้าไปรู้คือนามที่เก่งสามารถเข้าไปรู้ความโกรธความโลภได้ เรียกว่าญาณ หรือเรียกว่าญาณทัศนะวิเศษ เป็นพลังงานวิเศษที่ฉลาดรู้อาการกิเลสได้ จนคุณมีวิธีแล้วทำให้มันลดได้ กดข่มก็อย่างหนึ่ง สมถะกดข่มไว้ พลังงานอุหณธาตุที่มันไปสลายไฟราคะโทสะโมหะที่เป็นอาการกิเลสได้ คุณก็จะรู้จะเห็นอาการเหล่านั้น เห็นมันอย่างเกิดจริงเป็นจริง นี่แหละคือตาทิพย์ คือวิชชา ซึ่งปัสสติ หรือปัสสนะ หรือปัสสี ปัสสะ มันเห็นอย่างสัมผัส มันมีญาณปัญญาสัมผัสอาการนี้ได้เลยนะ แล้วมีการวิจัยรู้ด้วย มีธัมวิจัยได้ว่าอาการนี้คืออาการกิเลส อาการอันนี้คืออาการสลายจางคลาาย ดับ ไม่เหลือ เป็นญาณทัสนวิเศษหรือวิชชาที่ รู้ความจริงตามความเป็นจริงนั้นๆตลอดเลย ที่พูดเน้นแรงนี่ไม่ได้โกรธนะแต่น้ำหนักให้ดูให้เกิดความเข้าใจ เน้นให้ถึงๆ ฟังแล้วมีน้ำหนักเหมือนจิ้มเข้าไปในความรู้สึกที่ใจ เป็นวิธีการของอาตมา ใครจะเลียนแบบก็ไม่ว่า แต่เอาไปทำงานนะ จะไปเน้นทะเลาะวิวาทก็ได้ แต่เอาไปเป็นประโยชน์ดีกว่า ใครจะถือสาก็แล้วแต่ ที่แรงๆนี่คนเขาถือว่าเป็นความโกรธ พวกคุนแรงคือพวกโกรธตามความหมายที่เขาถือ ก็ไม่เป็นไร อาตมาก็ดูที่อาการจิตตนว่าเป็นอย่างไร อาตมาแสดงออกไปแล้วอาตมาไม่ได้มีอาการพวกนี้อยู่เลย อาตมาก็แยกออกได้ นี่อวดอุตริมนุสธรรมนะ ที่พูดนี้ไม่ใช่ธรรมดาว่าอาการโกรธไม่มี มีอสังขาริกัง ไม่มีตัวเชื้อที่จะพาให้เกิดทุจริตเลย แม้จะดูเน้นหนักเหมือนมีอารมณ์ ก็เป็นอารมณ์ที่ก็มีความต้องการอย่างวิภวตัณหา ไม่มีภพชาติ ไม่มีกิเลสอะไรหรอก อาตมาขยายความถึงขั้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive