580507-ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ญาณ ๗ พระโสดาบัน งามโดยลำดับ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข22 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580507-ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง ญาณ 7 พระโสดาบัน งามโดยลำดับ พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 7 แรม 5 ค่ำ เดือน 6 ปีมะแม สิ่งที่มนุษย์ควรจะมี ควรได้ควรเป็นคืออรหันต์ ถ้าประกาศไปคนก็จะหาว่าบ้าเลยนะ แล้วพระอรหันต์เป็นอย่างไร จะได้อย่างไร แล้วขอเป็นไม่ได้ด้วย ได้ยินว่ายากจะตาย เขาคงคิดว่าบ้าแล้ว ทุกวันนี้ในวงการศาสนาพุทธ เมืองไทยมีพุทธศาสนิกชนเกือบหมดประเทศ ในประชาการ 95 % ก็ไม่เคยคิดหรอก หรือแม้มีคนคิดว่าอรหันต์น่ามีน่าได้น่าเป็น แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นได้อย่างไรก็ว่าเป็นไม่ได้หรอก จะมีคนเอาจริงเอาจังจะให้ได้จริงๆ ก็จะมีถึง 1 % ไหมนะ ใน 67 ล้านคนนี่ 1 % เท่ากับ 6,700 คนนะ คิดว่าเอาให้ได้ก็ไม่น่าจะถึงนะ สมมุติว่ามีคนเอาจริงถึง 6,700 คน เชื่อว่าจะได้ จะมีสัก 67 คนไหม? ที่ได้อรหันต์ ก็เชื่อว่าไม่น่าจะได้ เชื่อว่าจะได้สัก 67 คน แล้วเอาเข้าจริงๆ จะได้ถึง 6 หรือ 7 คนไหม? แล้วที่ว่าได้ก็ได้อย่างเก๊ด้วย อรหันต์มิจฉาทิฏฐิด้วย ในเมืองไทยเขามีหนังสือทำเนียบบันทึกอรหันต์กันตั้งหลายสิบคน แต่ขอบอกว่าไม่ใช่อรหันต์ เพราะมันผิดทางอรหันต์ จะไม่เป็นเช่นนั้น ต้องพูด ตั้ ง แต่เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เพราะถ้าไม่เป็นลำดับไม่ใช่พุทธ แล้วถ้าได้อย่างเป็นลำดับ รู้แจ้งเห็นจริง มีญาณทัศนะ มีศีล สมาธิ ปัญญา มีญาณรู้ ญาณนั้นท่านตรัสไว้ชัดเจน ญาณโสดาบันมี 7 ไม่ต้องถึงอรหันต์ เอาแค่โสดาบันก็ต้องรู้แล้ว ได้แล้วต้องอธิบายได้ แล้วพวกที่ว่าเป็นอรหันต์เคยอธิบายโสดาบันชัดๆไหม? ทั้งที่ในพระไตรฯ มีเขียนไว้ บอกญาณ 7 ของความเป็นโสดาบัน รู้จักปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุม คือกิเลสนิวรณ์ 5 (ยังวิวาทกันด้วยหอก คือปากเพราะคิดเรื่องโลกนี้/โลกหน้า) แม้ยังละปริยุฏฐานกิเลสไม่ได้ก็รู้ ไม่มีที่จะไม่รู้จักปริยุฏฐานกิ เลส

อ่านต่อ

นั้น และ ย่อมมี ทิฏฐิ ตั้งปณิธานจิตไว้เพื่อไปสู่การตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย คือเมื่อหลุดพ้นจากกิเลสขั้นต้น คื อ วีติกกมกิเลส ก็ จะ รู้กิเลสที่ตนยังมีอีก แล้วจะจัดการต่อไปนั่นเอง โสดาบันก็มีจิตถือดีถือตัวเบ่งข่มเขาได้ แต่ถ้าปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ จะรู้ตัวแล้วพยายามลด ผู้ที่กิเลสหยาบใหญ่ก็ยังไม่เคยชัดเจน ในสักกายะและได้ลดมันมา เห็นว่ามันจางคลายดับได้ เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวตน เห็นว่ามันไม่เที่ยง(ไม่เที่ยงนี้คือกิเลสไม่เที่ยง) แต่ก่อนมันมีอินทรีย์ 100 หน่วย มันแรงจนฉุดเราไปได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยมาสัมผัส แล้วนี่ของเราด้วยเรามีสิทธิ์ เราก็ต้องเสพเพราะมันมีแรงฉุดเรา สมมุติว่าแรงนั้นมันมีกำลัง 100 แต่พอเราปฏิบัติอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน ให้เรารู้สัตว์ที่เป็นสักกายะ รู้ว่าสัตว์ในจิตวิญญาณมันดิ้นอย่างรู้กาย มีองค์ประชุมที่มันมีอาการดิ้นเลย มาดูกันเป็น สังขยาเลข 1 - 2 - 3 มันมีครบหมุนวนดิ้นรนไปได้ ถ้ามีแค่ 1 จะไม่มีอะไร มันเดินทางไม่ได้ ซึ่ง 1 นั้นต่างจาก 0 อยู่นิดเดียว 1 ก็เริ่มมีตัวตน เคลื่อนไม่ได้ แต่พอมี 2 มันก็เคลื่อนได้ในแนวระนาบ ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ในเอกภพ เคลื่อนที่ได้ก็แนวระนาบ ไม่มีองศา ไม่มีอีกอันที่เป็นอันที่ 3 เมื่อมี 3 มา แรกเริ่มก็เป็นวงรี จนกลายเป็นวงกลม วงวน เป็นสามมิติ มีสัดส่วนนูน แต่ก่อนสองระนาบมีแต่ส่วนแบน เป็นตัวเป็นตนเป็นรูปเป็นร่าง ก็อยู่ในตัวตนนี่แหละ ถ้าเป็นธาตุรู้ก็อยู่เฉพาะตนเอง จนกว่าจะมีอะไรอื่นออกมาจากตัวเองนี้ มีปรักกัมมธาตุ เป็นธาตุที่ 4 เป็น สี่มิติขึ้นมาแล้ว แล้วเป็น 5 เป็น 6 ก็จะเป็นสองมิติใหญ่ เป็นจักรวาล เหมือนสองคน จะคิดนึกอะไรก็ไม่กว้างมาก เป็นหน่วยย่อยก็คือ 6 เป็นสองมิติระดับที่สอง ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอมีตัวที่ 7 เรียกว่า สัตตะ ก็เป็นเรื่อง เป็นอะไรที่ใหญ่ขึ้นมา เป็นชีวะของจิตนิยาม ถ้าแค่นี้มี 6 ก็จะเป็นแค่พีชนิยาม แต่ถ้าเริ่ม 7 ก็เป็นจิตนิยามแล้ว พอเป็น 8 หรือ 9 ก็เป็นสัตว์เต็มขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้มากมายอะไร จนกว่าจะมีวงวนซ้อนมากขึ้น ก็มีการปรุงแต่งกันซับซ้อนมากขึ้น มีปฏิกิริยาต่อกันมากมายก่ายกอง เป็นนิทานของโลกอันมหาศาล แล้วไปติดในความชอบ/ชัง , ติดยึด/ทำลาย ไม่ชอบใจจนต้องห้ำ หั่ นเข่นฆ่า ผูกพยาบาทเข่นฆ่ากัน มีนิยายกามกับพยาบาทที่ยาวยืดในโลก ที่ซ้อนกันมาอย่างมหาศาล ผู้ใดสามารถเข้าใจ เป็นอรหันต์จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ครบดี แต่ โสดาบันก็จะเริ่มรู้ มีปัญญารู้กิเลสของตนเอง อ้อนี่กิเลสแท้ๆ กำจัดกิเลสตนได้ก็จะรู้กิเลสตัวต่อไป เรียกว่า “ ปริยุฏฐานกิเลส ” นี่คือปัญญาหรือญาณข้อที่ 1 ของโสดาบัน จะเป็นผู้รู้กิเลสจริงๆ และหลุดพ้นจากกิเลสจริงๆจึงรู้ลำดับของเบื้องต้นที่ทำเสร็จไปแล้ว ตัวนี้อาการกิเลสเหมือนกันเรารู้แล้ว เหมือนเราเคยเห็น หมาตัวใหญ่ พอต่อมาเราก็เห็นหมาตัวรองต่อมา เราก็จะรู้ว่าใช่หมาแฮะ แต่ก่อนเราไม่เคยรู้จักหมาว่าเป็นอย่างไร? แต่ตอนนี้เรารู้จักแล้วว่าหมาเป็นเช่นนี้เอง อ๋อ หมาตัวนี้เต็มตัวหมาเลย ครบความเป็นหมาเลย รูปร่างลักษณะ ตัวความเป็นหมาชัดเจน รู้นิสัยใจคอมันด้วย แล้วมาเจอหมาตัวต่อไป จะตัวเล็กกว่าก็ตาม นัยเดียวกันกับความเป็นหมา อาจตัวเล็กกว่ามีอะไรแตกต่างไปบ้าง แต่ดูองค์รวมก็คือใช่เลยหมา ตัวต่อมาแน่นอน นี่หมา หมาในเรานี่แหละ สมมุติกิเลสเป็นหมา ให้มันชัดๆหน่อย เลี้ยงหมากันไว้เยอะ หมาคือกิเลสในตัวเรา เราก็ฆ่ามันได้ ตัวต่อมาคือปริยุฏฐานกิเลส เราก็จะรู้ชัดเจน เพราะเรารู้มันจริงๆ เราจึงจะรู้กิเลสตัวต่อไปเป็นลำดับๆได้ ซึ่งจะมีความต่าง ไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ถ้าคุณไม่รู้มาเลยตั้งแต่โอฬาริกอัตตา จะไปรู้มโนมยอัตตา อรูปอัตตาได้อย่างไร คุณก็ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายอะไร การปฏิบัตินั่งสมาธิหลับตาไม่ได้มีกายสักขีที่จะรู้ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิท ธ า รูปานิ ปัสสติ ไม่มี รูปที่เห็นคือรูปี แล้วคุณก็ต้องเป็นผู้เห็นรูปนั้นคือกิเลส คุณไม่ใช่อรหันต์ก็ต้องมีกิเลส คุณก็ต้องเห็นรูปนี้ เห็นอย่างมีปัสสติ มีการ กระทบ มีปฏิฆสัมผัสโส เห็นอย่างมีการกระทบ ของพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติครบสัมผัส 6 ตากระทบรูป มีกิเลสให้เห็น แล้วสัตว์ที่เห็นไม่ใช่มีรูปร่างภายนอก แต่เป็นสัตว์ในจิต เป็นสัตว์นรกดิ้นให้เราเห็น อย่างเห็นแตงโมแล้วอยากกินๆๆๆ อย่างของจริง อย่าเดาว่ากิเลสจะเป็นตัวอย่างนี้ๆ แต่กระทบแล้วเห็นตัวจริงเลย มีกายสักขี เป็นองค์ประกอบของรูป-นาม ต้องเห็นทั้งภายนอกภายใน รูปี รูปานิ ปัสสติ แล้วสามารถเห็นเข้าไปถึงภายใน โดยการกำหนดรู้ในสัญญา จากกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร กำหนดจากนอกถึงในจนถึงอรูป แม้อรูปก็ถูกรู้ด้วยสัญญา ด้วยญาณ รู้ทั้งภายนอกและภายในเลย แล้วก็ต้องเห็นว่าเราสามารถทำได้ จิตเราเจริญโน้มไปหาความหลุดพ้น เห็นมันไม่เที่ยง มันจางคลายได้ แรงมันลดลง จาก 100 เป็น 80 เป็น 50 เป็น 30 ตามเห็นความจางคลายอย่างเห็นหลัดๆ เราปฏิบัติฌาน สมาธิตอนนี้เลย กิเลสมันก็ลดลงเห็นๆ หรือว่า แต่ก่อนกิเลสเรามี 100 หน่วย แต่ตอนนี้แทนที่จะสู้มันได้ มัน 108 มัน 110 มันแรงกว่าเก่าคุณก็รู้ว่าปุถุชนแล้ว โลกีย์เพิ่มไม่ใช่แล้ว เราต้องลดมันจนมันไม่เที่ยง มันจางคลายจนเห็นตัวมันดับ นี่คือเห็นไตรลักษณ์ เห็นกิเลสจางคลาย ดับ กิเลสไม่มีชีวิตินทรีย์ กิเลสตายเลยได้ ตัวไหนที่คุณกำลังเห็นด้วยตาทิพย์ขณะสัมผัสอยู่หลัดๆ มีญาณทัศนะเห็ นเ ลย พูดไปนี่ระลึกตามได้ไหม? มีไหม? พูดกันนี่ ใครจะหาว่าอวด อุตริมนุสธรรม ก็แล้วแต่ แต่ว่าเราพูดกันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แล้วที่เขาบอกว่าเป็นอรหันต์ เขาไม่เห็นมาพูดอย่างนี้เลย เป็นเรื่องยากที่เพี้ยนไปไกลแล้ว หมาตัวจริงคุณยังไม่เจอเลย แล้วจะเห็นหมาตัวรองได้อย่างไร? หมาก็คือกิเลสในจิตนั่นเอง เหมือนสอนให้คลำช้าง แต่ละคนก็ว่ากันไปตามที่แต่ละคนสัมผัสคลำได้ บางคนว่าช้างเหมือนฝาผนังบ้าน หรือบางคนว่าเหมือนไม้กวาดเพราะคำหางช้าง คุณไม่รู้ช้างก็เหมือนไม่ รู้หมาทั้งตัว แล้วจะไปรู้รูปที่รองลงมาจากช้างได้อย่างไร? ถ้าโครงสร้างอย่างช้างนี่ ช้างตัวต่อไปอาจหางด้วน หรืองวงสั้นลง ตัวเล็กลง แต่ก็คือช้าง แต่ถ้าคุณไม่รู้จักช้างตัวโตตัวแรก คุณจะไปรู้ช้างตัวที่เล็กกว่าได้อย่างไร นี่คือความเป็นลำดับของการศึกษาในศาสนาพุทธ คำว่าลำดับเป็นที่น่าอัศจรรย์จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา คุณต้องรู้โอฬาริกอัตตาหรือสักกายะให้ได้ จึงยืนยันความเป็นโสดาบัน ที่จะรู้กิเลสตัวต่อไปๆ จนสิ้นเกลี้ยงได้ ญาณข้อที่ 1 นี้จึงสำคัญ ว่าตนได้ลดกิเลสได้ในสักกายะ แล้วจะรู้โครงสร้างในการทำการลดกิเลสตัวต่อไปเป็นปริยุฏฐานกิเลส อริยสาวกเมื่อได้ความระงับเฉพาะตน (ลภามิ ปัจจัตตัง สมถัง ลภามิ ปัจจัตตัง นิพพุตตินติ) ย่ อมเสพคุ้น(อาเสวนา) ทำให้มีผลเจริญ(ภาวนา) ย่อมทำให้มากในทิฏฐินี้(พหุลีกัมมัง) มันจะรู้เอง มั่นใจ อย่างอาตมาถามพวกคุณนี่ว่าคุณมีของตนไห ม มันจะกล้ารับรองของตน มันผ่าน “ วีติกกมกิเลส ” แล้ว ก็จะมีญาณที่ 2 คือมั่นใจ ก็จะทำซ้ำทำทวน เพราะเราทำได้แล้วนี่ ทำอย่างภาวนาให้เกิดผล ทำซ้ำทำให้มาก พหุลีกัมมัง เมื่อคุณทำให้มากก็ยิ่งเกิดผล ถ้าสัมมาทิฏฐิกิเลสก็ยิ่งจางคลาย ลด ล ะดับสนิท มันก็จะยิ่งจริง ยิ่งชัดยิ่งแท้เลย จะได้จริงๆ ว่านี่กิเลสมันไม่มีบทบาท ไม่มีชีวิตินทรีย์ แม้คุณจะไม่รู้ภาษาคำว่า ชีวิตินทรีย์ แต่ก็จะรู้ว่าบทบาท อาการกิเลสที่มันหยุด มันจางคลายจะรู้สภาวธรรม คุณทำได้จริงก็จะได้สภาวะนั้น แม้ว่าไม่รู้ภาษาคำว่า “ ชีวิตินทรีย์ ” อริยสาวกเชื่อมั่นในทิฏฐิเช่นนี้ ไม่ทั่วไปกับสาธารณะปุถุชน หรือไม่อาจ หา ทิฏฐิ เช่นนี้ได้จากลัทธิอื่นนอกธรรมวินัยนี้เลย เราจะรู้ในตัวเราเลยว่า ใช่เลย การจัดการกิเลสต้องเช่นนี้ แล้วอาตมายิ่งเอาภาษาจากพระไตรฯ มาให้ฟังอีกก็จะยิ่งรอบรัด ฟังครั้งแล้วครั้งเล่าก็จะยิ่งว่าใช่ๆๆๆ เหมือนคนผู้ชายคบกับสาวที่บอกว่ายิ่งคบกันยิ่งใช่เลย อย่างอาตมาเอามาให้พวกคุณทำนี่จะยิ่งใช่เลย ยิ่งเอาพระไตรฯมาอีกก็ยิ่งใช่เลย จะเชื่อมั่นว่านี่ใช่ ยิ่งคุณเคยปฏิบัติสำนักอื่นมาก่อนเขาว่าใช่ สมมุติว่าปฏิบัติมา ๕ สำนัก แต่ถ้าคุณมาเจอสัมมาทิฏฐิตัวที่ใช่ ก็จะบอกเลยว่า ที่ไม่ใช่มันไม่อยากฟังแล้ว มันผิวเผินผิดเพี้ยนจะเป็นในตนเองเลย แล้วอย่าดูถูกดูแคลนเขา เขาก็อยากได้แต่เขายึดใน ศีลพรต ทิฏฐิของเขา ทำให้เขามารู้ไม่ได้ หรือจริงๆ แล้ว ชาวพุทธนักปฏิบัติเขาจะยึดได้แค่อัตวาทุปาทาน ยึดวาทะเป็นอัตตา ตามอาจารย์เขาบอก หรือว่าพวกที่ยึดหลักมาปฏิบัติแล้วได้มิจฉาผล ก็ยึดทั้งอัตตวาทุปาทานแล้วมี สีลัพพตุปาทาน แล้วมีทิฏฐุปาทาน ตามที่เขายึด ถ้าเขาไม่มีปรโตโฆ ส ะ อันอื่นที่ต่างจากเขา เขาจะไม่ฟัง เขาน่าสงสารเขาจะผิดตลอดกาล แต่ถ้าเขาถูกแล้วเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว เขาก็ไม่ต้องฟังคนอื่น เขาถูกเขาต้องโยนิโสมนสิการเป็น แต่อาตมาก็ว่าเขาก็ยังไม่รู้คำว่าโยนิโสมนสิการแท้ เขาแปลเพียงว่าพิจารณาให้ถ่องแท้แยบคาย ส่วนมากเขาจะแปลว่าทำไว้ในใจ ก็คือทำวิมานไว้ ทำความเข้าใจอย่างที่เข้าใจไว้ ซึ่งมันไม่ใช่ โยนิโสมนสิการคือจัดการกับใจ เ รา เข้าไปรู้ตัวกิเลสอย่างถูกตัวตนมันเลย มีรู้เวทนา 2 แล้วเราทำให้เวทนา เป็นหนึ่งได้ เป็นเอกัคคตา แต่ใน 1 นั้นก็ยังมี 2 อยู่ ไม่มีเวทนาอย่างสัตว์ แต่จิตเราก็มีเวทนาโดยส่วนสอง แต่เป็นหนึ่งในอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ ที่หลุดพ้นจากสัตว์ได้ เป็นการเกิดผลใหม่ เป็นภวันติแล้ว อันเก่าดับไป คุณจะเชื่อมั่น แม้จะมาพบสำนักเดียว แล้วก็อาจศึกษาเปรียบเทียบได้ แล้วก็จะรู้ว่าอันนี้ใช่ ยิ่งศึกษามาหลายสำนักจะชัดเจนเลย คือชัดเจนว่า การปฏิบัตินอกธรรมวินัยนี้ไม่สามารถดับกิเลสเป็นโลกุตระได้ อริยสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยทิ ฏ ฐิ มีธรรมดาของผู้สำนึกรีบออกจากอาบัติ เปรียบเหมือนกุมารอ่อนนอนหงาย ที่ถูกถ่านไฟด้วยมือหรือด้วยเท้าเข้าแล้ว ก็ชักหนีเร็วโดยฉับพลัน นี้ญาณที่ 4 เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ ไม่เป็นของดาษดื่น ทั่ วไปกับพวกปุถุชน ผู้ที่ได้แล้วถ้าเปื้อนจะรีบแก้กลับ คืน คือเราได้สิ่งประเสริฐแล้วมันมีญาณปัญญา แต่ก่อนคุณโง่ไปคว้าได้แต่กรวดแต่ทราย แต่ตอนนี้คุณได้เพชรจริงๆ แล้ว ใครจะเอาอะไรมาสับเปลี่ยนมาแลกไม่ได้เลย ไม่ยอม ฉันเดียวกันได้แล้วก็จะเอาไว้ หรือว่ามันจะลดค่าก็จะรีบแก้กลับ เพราะนี่ต้องให้สะอาด เพชรที่ได้ถ้าถึงนิยตะ จะมีคุณสมบัติเช่นนี้เพราะจะรู้ค่าสิ่งที่ได้ มีสัมโพธิปรายนะต่อไป 5 . อริยสาวกถึงความขวนขวายในกิจใหญ่น้อยที่ควรทำของเพื่อนสหพรหมจารีโดยแท้อย่างไร ถึงอย่างนั้นความเพ่งเล็งกล้าในอธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขาของอาริยสาวกนั้นก็มีอยู่ เปรียบเหมือนแม่โคลูกอ่อนย่อมเล็มหญ้ากินด้วยชำเลืองดูลูกด้วย ฉันนั้น ฯลฯ สำคัญมากคือโสดาบันไม่ใช่คนอยู่แต่กับตน ไม่ขวนขวายไม่เอาภาระ แต่จะได้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน จะขวนขวายในกิจน้อยใหญ่ของเพื่อนสหพรหมจรรย์ เขาบอกต้องการแรงงานตอนไหนก็ไปเลย เดี๋ยวต้องกรอกข้าว เดี๋ยวต้องไปกรอกปุ๋ย เดี๋ยวไปช่วยทำกสิกรรม ไม่ใช่คนเกียจคร้านไม่เอาภาระ ข้อนี้ไขความเลย ในพวกนั่งหลับตาเขาอยากนั่งอย่างเดียว ไม่อยากรู้เลยไม่เอาเลยใครจะว่าอย่างไร มันจะนั่งสมาธิอย่างเดียว มันเป็นของน่าได้น่ามีน่าเป็น มันสมาธิถึงขีดมันสุขสงบ อย่างไม่มีอะไรเท่าเลย ไม่อยากได้อะไรเลย อาตมาเคยได้ยินได้ฟังพระที่เคยพูด เขาหลงอันนี้ที่ผิดเลยมันไม่ใช่ กิเลสเรามันลดล้างไป มันไม่ได้ทำลายกิริยาที่รู้คุณโทษ ประโยชน์ต่อมนุษยชาติ แม้แต่เดรัจฉานก็ยังรู้ประโยชน์เลย แต่นี่เอาแต่อยู่กับตัวเอง มันไม่ใช่เลย เพราะยิ่งลดความเห็นแก่ตัวก็ต้องยิ่งเห็นแก่คนอื่นเห็นแก่ส่วนรวม เพราะไปอยู่แต่กับตัวเอง แท้จริงคือได้บำเรออัตตาตัวเอง ถ้ายังขี้เกียจก็คือไม่อยากทำ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่า นี่คือนัยที่ลึกซึ้งละเอียด สรุปแล้วธรรมะของ พ ระพุทธ เจ้า ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามธรรมจะยิ่งทำงานกับหมู่ ขวนขวายทำกิจน้อยใหญ่ในสังคมเรา ตรงกันข้ามกับแบบที่ปฏิบัติผิดทาง ไปอยู่แต่ผู้เดียวไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง มันทำให้ชัดเลยว่าศาสนาที่ไม่ชัดเจนจะไปเช่นนี้เลย 6 . มีพลังทำประโยชน์ ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟังธรรมวินัยของตถาคต อันบัณฑิตแสดงอยู่ รู้จักผลที่ชัด จะยิ่งอยากฟังในสิ่งที่ใช่ๆๆ อันบัณฑิตแสดงอยู่ คุณเองแต่ละคนย้ำยืนยันก็จะบอกว่าใช่ๆๆๆ ยิ่งอาตมารู้หลายเหลี่ยมก็จะยิ่งใช่ๆๆ เข้าไปอ่านพระไตรปิฎกก็ยิ่งใช่เลย แต่ก่อนไม่รู้เรื่อง แต่ตอนนี้มีภูมิโสดาบันก็จะรู้ว่าใช่ๆๆ 7 . ได้ความรู้อัตถะ-รู้ธรรม ปราโมทย์ รู้จริงครบถ้วนธรรม (เป็น ทิฏฐิ ที่นำออกซึ่งบุคคลผู้ทำตาม ให้ไกลจากข้าศึก(กิเลส) เป็นนิยายิกธรรม เป็นญาณมีองค์ 7 เพื่อตรวจสอบดีแล้วแก่ผู้แจ้งในผลโสดาบัน (โกสัมพีสูตร ล. 12 ข. 543 – 550 ) นี้ คือญาณ 7 ของพระโสดาบัน ที่จะไม่มีคำที่เป็นสั้นๆ เลย แต่ต้องอธิบายไป หากไม่มีสภาวะก็จะอธิบายไม่ได้สอดคล้อง ไม่ได้เนื้อหา ทิ ฏฐิที่เป็นนิยา ยิ กธรรม พระไตรฯล. 12 ข้อ [ 543 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสเป็นข้าศึก เป็นนิยา ยิ กธรรม นำออกซึ่งบุคคลผู้ทำตามนั้น เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนต้นก็ดี ไปสู่เรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสใดกลุ้มรุมแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสในภายในนั้นที่เรายังละไม่ได้ มีอยู่หรือหนอ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว มีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุม ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว มีจิตอันถีนมิทธะกลุ้มรุม ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว มีจิตอันอุททัจจกุกกุจจะกลุ้มรุม ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียวมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุม ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว เป็นผู้ขวนขวายในการคิดเรื่องโลกนี้ ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว เป็นผู้ขวนขวายในการคิดเรื่องโลกหน้า ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว และเกิดขัดใจ ทะเลาะ วิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากอยู่ ก็ชื่อว่ามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุมแล้วเทียว ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสใดกลุ้มรุมแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสในภายในนั้น ที่เรายังละไม่ได้แล้ว มิได้มีเลย จิตเราตั้งไว้ดีแล้ว เพื่อตรัสรู้สัจจะทั้งหลายนี้ญาณที่ 1 เป็นอริยะ เป็นโลกุตระไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน อันภิกษุนั้นบรรลุแล้ว. พ่อครูว่า … คนที่รู้ช้างตัวที่ 1 มา ก็จะรู้ช้างตัวที่ 2 คนไม่ได้ปฏิบัติตามลำดับจะไม่รู้ ไม่มีญาณข้อที่ 1 ไม่ใช่เข้าใจง่ายๆ คนแปลพระไตรฯ อาตมาเห็นใจมากเลย เพราะไม่มีสภาวะแม้ญาณข้อที่ 1 ซึ่งในญาณ 7 ข้อนี้สรุปยากไม่ใช่ง่าย อาตมาถึงเห็นใจคนแปลจากต้นฉบับบาลี ท่านแปลมาให้ก็ขอบคุณแล้ว อาตมายังไม่ได้ดูชัดๆเทียบบาลีเลย ก็น่าจะทำซักที วันนี้มีนักเรียนตัวจ้อย (นร.ม 1 ) ใหม่ซิงๆ freshy มานั่งเรียนด้วย ก็มาเรียนที่นี่ เรียนฟรี ดูแลเหมือนลูกหลานไม่ต้องเอาเงินมาให้เลยด้วย จบไปจะใช้เงินเป็นอย่างดี ไม่ต้องกลัว แต่พ่อแม่สงสารลูกก็เลยหาวิธีเอาเงินมาให้ ก็กรุณาอย่าทำเลย อย่าให้เราหนักใจ เพราะเด็กก็มีกิเลสอยู่แล้ว การศึกษาเราตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ก็จะสอนให้ละหน่ายคลายกิเลส ไม่ได้สอนให้ไปจัดจ้านในโลกธรรม ที่ตอนนี้มาก จัด จนพูดกันไม่รู้เรื่องเลย อาตมาก็นำพาพวกเราปฏิบัติลดละออกมาจากโลกีย์ มาได้ 40 กว่าปีก็ถึงเวลาได้เปิดเผยไปอย่างไม่เกรงใจ เปิดเผยไปอย่างไม่มีสาเฐยจิตนะ ไม่ได้อยากอวดอะไร แต่ถึงเวลากาละก็ควรบอก พระพุทธเจ้าเผยแผ่ศาสนา 45 ปีก็จบ แต่อาตมาทำมา 45 ปีก็ค่อยได้ประกาศ ประกาศอรหันต์ไปก็ประกาศตอนงานพุทธาภิเษกฯ อาตมาไม่ได้ประกาศมั่ว แล้วไม่ได้เพิ่งรู้ว่าอาตมาเป็นอรหันต์ มีคนมาถามก็มีหลักฐานบอก ลองไปถามท่านที่เคยถามอาตมาสิ มี อ.แสง จันทร์งาม เคยมาถามอาตมา ก็ไปถามท่านได้ อาตมาประกาศโพธิสัตว์ เป็นสัตว์ที่มีโพธิ ไม่ใช่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ อย่างพระพุทธเจ้าท่านบรรลุแล้วก็มาถ่ายทอด มาตรัสมาพูด ก็เป็นความตรัสรู้ คือพูดสิ่งที่ท่านรู้ แบบที่ท่านรู้เป็นสัมมาสัมพุทโธ ศาสนาไหนก็ไม่มีแบบพุทธ ท่านตรัสรู้โดยชอบของท่าน พระพุทธเจ้าได้เหมือนกันหมด แต่อาตมาเป็นสัมมาสัมพุทธสาวก เป็นแค่สยังอภิญญา ไม่ใช่สยัมภู ทุกวันนี้อาตมาเห็นพฤติกรรมของสังคมโหดร้าย ตอนนี้มีปฏิกิริยาสังคมกับพวกCP ข่าวตอนนี้ มีการต่อต้าน เพราะแกจะเอาหมดเลย มีวิธีการซับซ้อนมาก จนแม้เจ้าของกิจการที่มีชื่ออื่นแต่ก็หาเงินให้CP ขออภัยพูดเป็นวิชาการนะ ไม่ได้โกรธเกลียดเขานะ แต่พูดนี่เพราะเหตุเกิดมี ไม่ได้ใส่ความ ไม่ได้ๆทีขี่แพะไล่ แต่อธิบายเป็นวิชาการให้เห็นสัจจะ คุณทำแบบนี้ก็รวยสิ แต่มันบาป คนฉลาดแบบได้เปรียบมีในโลก ไม่พอไม่หยุด มีมากก็ไม่เผื่อแผ่ แต่มันมองยากนะ เหมือนให้คนอื่นได้กิจการส่วนตัว แต่มีเงื่อนไขซับซ้อนให้คุณได้กินตลอด มีนัยเยอะแยะ แต่ตอนนี้ไปแย่งชิงโชห่วย มันมากเกินไป ก็เลยมีการต่อต้าน ก็ดูไป ยุคนี้คนกิเลสแรงจัด หนามาก เขาไม่รู้ตัวด้วย เขาว่าเขาเจตนาดี ว่าทำเพื่อคนอื่นเขาเพ่งตรงนั้น แต่ส่วนอื่นที่เป็นความได้เปรียบของเขามีเยอะ เขาไม่มอง เขาถือว่าเป็นความชอบธรรม คนที่เสียสละนี้อย่างพวกเรามาขาย ขาดทุน เสียสละก็คือความชอบธรรม แต่คุณว่า ความเอาเปรียบนี้เป็นความชอบธรรม ถามหน่อยคนที่เอาเปรียบ แล้วว่าเป็นความชอบธรรมไม่ผิดกฎ หมาย เขาจำนนต้องให้ด้วย แต่ของเรานี่เอาจากคนอื่นน้อยลง ให้เขามากขึ้น เราก็ว่าเราให้โดยชอบธรรมเหมือนกัน แล้วสองนัยนี้อย่างไหนควรกว่ากัน แล้วนัยไหนที่คนสามัญว่าน่าจะให้ทำกว่ากัน คือนัยขาดทุนหรือนัยยะที่กำไร คุณก็ว่าได้กำไรโดยชอบธรรม ตามสมมุติกันมา แต่เราก็ขายถูกต่ำกว่าอย่างเห็นๆ แล้วเราก็ว่าเราทำโดยชอบธรรม เราก็ว่าเราเสียสละเราเจริญ แล้วความเจริญแบบคนเสียสละกับคนเอาเปรียบอันไหนเจริญ ก็คนเสียสละสิ ดีกว่า ฉลาดกว่า ถ้าอย่างนี้ฉลาดแล้ว แต่ทำไมเขานิยมความโง่ ทำไมเขานิยมความเลว ก็เพราะเขาโง่ซ้อนโง่นะ แว่บหนึ่งอาตมารู้สึกเหมือนออเซาะตนเอง ว่าเมื่อไหร่คนจะมากรูเกรียวเอาอันนี้นะ รู้สึกแว่บมาก็ไม่ดีแล้ว ก็เลยไม่เอาแบบนั้น รู้สึกแบบนี้มันเหมือนเห็นใจตนเอง ว่าเมื่อไหร่หนอเขาจะเข้าใจกัน แต่คิดแบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องว่าที่ตน ไ ม่ได้ทำให้คนอื่นเขาเห็นได้ พยายามหงายของที่คว่ำ ก็ยังดีมีคนเห็น ไม่หงายก็เห็น แต่คนที่เขาบอกว่า อาตมาทำของไม่หงาย ไม่จุดไฟเสียทีก็มี อาตมาก็ว่าจุดจังเลยแต่ทำไมไม่สว่างเสียที ทำดียังไม่ได้ดีก็เพราะทำดียังไม่มากพอ เป็นหลักที่อาตมาถือและทำไป มั่นใจว่าดีนี้ถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน ถ้าไม่ผิดก็คือทำไม่มากพอ จึงมีหลักที่ว่า ต้องทำดีจนทำให้คนตาบอดเห็นได้ นั่นคือสำนวนอาตมานะ อาตมาจะทำคนตาบอดเห็นได้ จะต้องเป็นนายแพทย์ที่รับรางวัล Noble prize เพราะมีวิธีการรักษาคนตา บอดให้เห็นได้ ทุกวันนี้สบายใจตรงที่ ได้ทำงานประเสริฐ ส่วนงานที่ต้องไปแย่งโลกธรรม แย่งกาม แย่งอัตตาหรือสร้างพยาบาท เป็นหนี้กุศล อกุศล กันเท่าไหร่ อาตมาพอแล้ว ไอ้ที่ทำมาก่อนรู้นั้น เป็นวิบากก็มีอยู่ อย่างน้อยก็เล่นงานอาตมา หมอไม่รู้กี่คนก็ช่วยให้อาตมาหายไอไม่ได้เลย ลองมาเท่าไหร่ไม่รู้ จนไม่ต้องลองแล้ว อาตมาถือว่าเป็นโรควิบากมากกว่า ในพฤติกรรมชีวิตได้มีทำงานบทบาทสังคมทุกวันนี้ ยิ่งเห็นว่าอาตมานี่เชื่อพระพุทธเจ้า ศึกษาตามพระพุทธเจ้า ทำคุณอันสมควรก่อน แล้วพร่ำสอนคนอื่น อาตมาว่าได้สิ่งประเสริฐแล้ว จะกี่ชาติก็จะทำเช่นนี้แต่ก็จะมีมาร อาตมาชาตินี้ไม่ชอบการสอน ไม่ชอบเป็นครู ตอนเด็กไปเป็นกรรมกร เป็นกุลี ทั้งที่บ้านแม่เป็นร้านใหญ่มีชื่อ ร่ำรวยฐานะดี อาตมาเป็นกรรมกร จนเกือบถูกจับ เพราะเขาเข้าใจผิดว่าลักชะลอมเขา ตำรวจมาตามถึงที่บ้าน ตอนกลับมาก็เห็นตำรวจคนนี้เขาตกข้างทางเล็กน้อยพอดี อาตมาก็มาบ้านก่อน ซึ่งตำรวจเขาบอกเสร็จเลยว่า เป็นอาตมาใส่เสื้อสีนั้นสีนี้เลย แม่มาบอกอาตมาที่อยู่ข้างบน ก็เลยคว้าเสื้อสีอื่นมาให้ใส่ แม่เขาใช้ปฏิภาณ เขาก็ไม่รู้ว่าขโมยหรือไม่ ก็เลยรีบตัดปัญหาใส่เสื้อสีอื่นไปก่อน ซึ่งตำรวจก็คงตกใจที่ว่าร้านใหญ่ขนาดนี้ลูกจะเป็นกุลีได้อย่างไร? แม่บอกตำรวจว่า ไม่เคยสอนให้ลูกขโมย ให้ทำสุจริต ตำรวจก็เลยขอโทษแล้วก็กลับไป แม่มีปฏิภาณ และองค์ประกอบร้านก็ทำให้ตำรวจเขาเชื่อ จากนั้นตำรวจกลับไปแม่ก็มาซักถามว่าขโมยหรือไม่? อาตมาก็ว่าเข้าใจผิดกันแค่นั้น อาตมาเกือบถูกตำรวจจับ อาตมาพึ่งตนเองมาตั้งแต่เด็กเล็กๆ แม้มาอยู่พิบูลฯ หลบลูกระเบิด เอาไว้เล่าต่อวันหลัง....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน