ปัญญาที่พาให้หมดความเป็นสัตว์ทั้ง 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.93 KB
วันที่แก้ไข8 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาที่พาให้หมดความเป็นสัตว์ทั้ง 9 เพราะฉะนั้นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านถึงอธิบายความเป็นสัตว์แยกให้รู้ว่า คุณต้องรู้ว่ากายคืออะไร โดยคุณมีธาตุรู้คือ สัญญาตัวกำหนดรู้ ถ้าสัญญาไม่วิปลาส สัญญาเป็นธาตุธาตุรู้ที่แน่นอนถูกต้อง สัญญาคือตัวสัญญาที่กำหนดรู้ในระดับปัญญา ในระดับโลกุตระ รู้จริงรู้แท้ แม่น ตรง คม ลึก ชัด ก็จะสามารถกำหนดรู้ กาย ได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นในสัตตาวาส 9 ผู้ที่กายกับสัญญาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้ยังมิจฉาทิฏฐิในความเป็นกายหรือความเป็นสัญญา หรือสัญญาของตัวผู้นั้นยังวิปลาส ยังยึดมิจฉาทิฏฐิ ยังไม่ถูกต้องไม่ตรง ก็จะกำหนดความเป็นกาย สัญญากำหนดรู้ความเป็นกายผิดเพี้ยนไป ในสัตตาวาส 9 จะยังมีความเป็นสัตว์อยู่ ข้อที่ 1 จะเห็นเป็นตัวตน มนุษย์ มาร พรหม เป็นสัตว์ต่างๆ 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . ทำให้เห็นความไม่มีนิวรณ์ได้ แต่แตกต่างกันระหว่างสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ สัญญาอย่างเดียวกันคือสัญญาว่าไม่มีนิวรณ์ แล้วความไม่มีกายของมิจฉาทิฏฐิจะเห็นนามรูปของการไม่มีนิวรณ์อย่างสะกดจิต นั่งหลับตา ไม่ให้ออกมาข้างนอก ไม่ให้รับรู้อะไรข้างใน ก็ไม่ให้รับรู้ ก็ไม่เห็น กาย ตาไม่เห็นกาย ไม่มีภายนอก แต่มีกายใน ก็จะไม่รู้แม้แต่กายในก็เลยไม่มีกายเลย แบบบื้อๆ คือมิจฉาทิฏฐิ ส่วนความไม่มีกายของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเลย แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณเป็น อทุกขมสุข สมด ทมด ปกต หห จจ เป็นความสะอาดจริง เป็นปฐมภูมิของฌาน เป็นฌานจริงๆ เป็นความไม่มีนิวรณ์ 5 อย่างนี้เป็นต้น 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเ

อ่านต่อ

ดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) จะเห็นกายเป็นอาภัสรา เป็นนางงาม นางสาวไทย นางงามจักรวาล งามผ่อง สวยใส สว่าง อาภัสรา เห็นรูปนามสว่างใส เหมือนชาวธรรมกาย ใสๆ แต่มิจฉาทิฏฐิ ใส ไปสร้างภาพความใสใส่จิตตนเอง เป็นอุปาทาน ใสจริงๆ เขาจะเห็นใสไปด้วยกัน เห็นกายใสไปด้วยกัน เป็นอย่างเดียวกัน แต่สัญญาคนละอย่าง สัญญาที่เห็นใสของตัวเองกับของคนอื่นเป็นคนละอย่าง กายอย่างเดียวกันแต่สัญญาต่างกัน สัญญาไปต่างคนต่างใสคนละอย่าง เพราะนั่งหลับตาไม่มีองค์ประกอบครบพร้อม สร้างนิรมาณกายใส เห็นใส แล้วเป็นไง ก็ใส ก็บอกว่าเหมือนกันกับของคุณ สัมโภคกาย ใช้พยัญชนะว่าใสเหมือนกัน แต่จริงๆต่างคนต่างใส ไม่ได้มีใสเดียวกันหรอก 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) สุภะ แปลว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น กิณหะ แปลว่ามืด ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิจะเห็นว่าต้องมืดจึงจะดีน่าได้น่ามี พวกสัมมาทิฏฐิก็เห็นว่ามืดดีอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน แต่มันไม่อย่างเดียวกัน เพราะอันหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ อีกอันหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ ลึกๆของความแท้แล้วก็ต้องต่างกัน แต่ผู้ไม่รู้ก็จะยึดความมืด กิณหา หรือกัณหา แปลว่ามืด แล้วก็จะได้ความมืด คนที่สัมมาทิฏฐิก็ได้ความมืด ความดำก็รู้ว่า อ๋อ.. มืดก็คือมืดสิ ดำก็คือดำสิ เป็นลักษณะหนึ่งของความมืดของความดำ แต่ก็รู้ว่าคนใช้ความมืดความดำ ไปใช้กำหนดความไม่มีแสงสว่าง หรือความไม่มีกิเลส ตรงนี้แหละสัมมาทิฏฐิก็รู้ว่า อ๋อ.. ความมืดความดำนี้คือหมาย เอาสภาวะแท้คือไม่มีกิเลส ไม่ใช่เอาความมืดความดำตรงหลับตา ทำความดับความดำไม่มีแสงสว่าง ไม่มีดวงตา ไม่มีความเห็นอะไร มันไม่ใช่อย่างนั้น สัมมาทิฏฐิท่านจะรู้ แต่ว่ามิจฉาทิฏฐิจะหลงผิดไปว่ามืดอย่างนี้แหละ ดำอย่างนี้แหละ น่าได้น่ามีน่าเป็น น่าได้น่ามีน่าเป็นเหมือนกัน แล้วก็ใช้คำว่ามืด คำว่าดำ กิณหา เหมือนกัน แล้วเขาก็ได้ของเขาเหมือนกัน เหมือนตรงมืดดำเหมือนกัน แต่มืดดำของเขา เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้ลดกิเลส (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม ...นึกว่าพ่อท่าน พ่อท่านจะไม่ไอเสียอีก พ่อครูว่า…มันคนที่จะรู้สัตตาวาส 9 จริงๆ คือ พระอรหันต์เป็นต้นไปก็ต้องรู้ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นคนพวกหนึ่ง มิจฉาทิฏฐิก็คือคนอีกพวกหนึ่ง สัตตาวาส 9 ทั้ง 9 อย่างมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันเป็นความเป็นสัตว์ทั้งนั้น พระอรหันต์พ้นจากความเป็นสัตว์ทั้งหมด ท่านรู้ทั้งหมดแล้ว ท่านก็ไม่ติดยึดสิ่งเหล่านี้ ไม่เป็นสิ่งเหล่านี้ สัตตาวาส ข้อที่ 4 เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ แต่เข้าใจภาษาว่ามืดหรือดำ ความมืดหรือดำมิจฉาทิฏฐิ กับความมืดดำของสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิรู้ว่ามืดดำ คือรู้ว่าอย่างนั้นมืดดำแต่เพียงภาษา แล้วทำมืดดำอย่างเป็นโลกีย์ยังไม่เป็นโลกุตระ แต่มืดดำอย่างของพระพุทธเจ้านั้นหมายถึงแสงสว่างที่ดับมืดดำ แต่มืดดำคือมันไม่มีเกิด มืดดำ เป็นภาษาที่สิริมหามายา คือตรงกันข้ามกับสว่าง ภาษาตรงกันข้ามกับมืดดำคือ สว่างขาวรอบสว่างจ้า ภาษาตรงกันข้ามกับสิริมหามายาที่เรียกว่ามืดดำนี่แหละของสัมมาทิฏฐิของพระอรหันต์จึงรู้ว่า พวกนี้ยังไม่เกิดขาวรอบสว่างแจ้ง ยังอยู่ในจุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เข้าใจความมืดความสว่าง ที่มืดสว่าง เป็นภาษาโลกีย์สมมุติ ส่วนภาษาสภาวะธรรมนั้นอธิบายไม่ได้ ความเป็นจริงของสัมมาทิฏฐิคือทั้ง 9 นี้ ต้องพ้นจากความเป็นสัตว์ให้ได้ ถ้าพวกมิจฉาทิฏฐิที่จะต้องวนอยู่ในความเป็นสัตว์ทั้งหมด ทั้ง 9 ชนิด แต่ของสัมมาทิฏฐิจริง เป็นอรหันต์จริง หมดความเป็นสัตว์ทั้งหมดเลยทั้ง 9 ข้อ เพราะฉะนั้นเมื่อความมืดที่มิจฉาทิฏฐิของชาวพุทธที่ไม่มีสัมมาทิฐิของพระพุทธเจ้าแท้ พอออกไปข้อที่ 5 จึงจบ จบอยู่ที่ข้อที่ 5 คือเป็นอสัญญี สัญญาพิการเลย สัญญาไม่ใช่แค่วิปลาสแต่พิการเลย ไม่มีสัญญา อสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์ที่ไม่มีสัญญา คนที่ไม่มีการกำหนดสัญญาแล้วสัญญาใช้ไม่ได้แล้ว สัญญาเสียหายหมดเลย จึงเป็นการกำหนดสัญญาของสัตว์ สัตว์ตัวที่บ้าใหญ่เลยไม่เห็น อากาสานัญจายตนะ ไปเห็นวิญญานัญจายตนะ ไปเห็นความไม่มีต่างๆเป็นวิปลาสไปหมดเลย เพราะฉะนั้นในความเป็นอรูปฌาน 4 อากาสานัญจายตนะฌาน วิญญานัญจายตนะฌาน อากิญจัญยายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน พวกมิจฉาทิฏฐิที่จะหลงว่าเป็นฌาน แต่ที่จริงมันไม่ใช่ฌาน เป็นฌานหมาก จริงๆแล้วมันเป็นเพียงนิรมาณกาย สัมโภคกาย เป็นอาทิสมานกายทั้งสิ้น ต่างคนต่างสร้างกันไปคนละภพ คนละแดนและภพกัน เหมือนรู้เรื่องกัน สัมโภคกาย แต่แท้จริงเหมือนคนตาบอดหมด คนตาบอดมาแต่กำเนิด ต่างมาชมว่าท้องฟ้าวันนี้สวยจริงหนอ เขาก็บอกว่าจริงหรอวันนี้เมฆเต็มเลย คนตาบอดอีกคนก็บอกว่าเมฆสวยตรงนั้น มีเมฆเป็นรูปหลวงปู่แหวนด้วย มีเมฆเป็นรูปหลวงพ่อสดด้วย เขาเห็นหลวงพ่อสดอยู่บนเมฆเหมือนกัน ต่างคนต่างตาบอดชมท้องฟ้าเหมือนกัน ตาบอดมาแต่กำเนิดชมท้องฟ้ากัน ยิ่งกว่าตาบอดสอดตาเห็นนะ เป็นอย่างนั้น อรูปฌาน ทั้งหมดไม่มีเลย พวกอวิชชาจบที่อสัญญีทั้งนั้น อรูปฌานของพวกหลับตา ซึ่งเป็นพวกตาบอดชมท้องฟ้า จริงๆแล้วอรูปฌานของศาสนาพุทธก็เป็นการลืมตาทำ อรูปฌานเป็นการตรวจสอบเหมือนเตวิชโช ตรวจสอบว่ารูปคืออะไร เวทนาคืออะไร สัญญาคืออะไร สังขารคืออะไรวิญญาณคืออะไร ตรวจสอบแล้วลองอ่านปัญญาข้อที่ 8 ด้วย

640408_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 4 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน