พ้นสักกายะของตนจึงเริ่มได้ปัญญา อนัตตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.20 KB
วันที่แก้ไข8 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

พ้นสักกายะของตนจึงเริ่มได้ปัญญา อนัตตา พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เอามาพูดถึงปัญญากัน ปัญญาคือความรู้ที่เขาเข้าใจผิดกันทั่วโลกว่าคือเฉโก คือ ความรู้ที่รู้ผิดว่าปัญญาก็คืออันเดียวกันกับ เฉโก พอมันเริ่มต้นรู้ว่าปัญญาคือ ความรู้อันเดียวกับเฉโก ก็เลยพากันผิดตั้งแต่ตั้งต้นแล้ว เพราะว่าปัญญานี้มันจะไม่ใช่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโนโลกๆ ไม่ใช่เลย มันเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโลกุตระ และเกี่ยวข้องกับโลกุตระเท่านั้นด้วย ไม่ไปยุ่งกับ เฉโกหรอก แต่มันรู้ว่าเฉโก คือความรู้แค่โลกโลกโลกีย์ เพราะปัญญาโลกุตระคือ มันเหนือกว่านั้น มันพ้นไป พ้นไปจากความรู้เท่านั้นเอง พูดไปแล้วมันก็ข่มเฉโก เพราะฉะนั้นปัญญาเริ่มแรกจึงเกิดเองไม่ได้ ใครใครก็มาคิดจะรู้อย่างพระพุทธเจ้าท่านรู้ไม่ได้ ใครจะไปบำเพ็ญเองไม่มีรากฐานมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ไม่มีเชื้อ เริ่มต้นมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆไม่ได้เลย เกิดเองไม่ได้เลย ความรู้ชนิดนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ อจินไตย เป็นเรื่องที่คิดไม่ออกว่าทำไม ความรู้อย่างนี้เกิดเองไม่ได้จะต้องไปอาศัยพระพุทธเจ้า ต้องเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วพระพุทธเจ้าเป็นใคร? เหมือนกับทางเทวนิยมเขาบอกว่า พระเจ้าเป็นใคร? พระเจ้าจะดูยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ไปแตะต้องไม่ได้ด้วย แต่ของพระพุทธเจ้านั้นแตะต้องได้ เป็นตัวตนบุคคลเหมือนเรา ไอ้นี่สิยิ่งใหญ่ ไม่สงวนสิทธิ์ ใครจะฉลาดเท่าพระพุทธเจ้ามีสิทธิ์ แต่คุณจะบำเพ็ญถึงไหม ก็เหมือนกันบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง มีปัญญาสูงสุดเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เหมือนกัน ได้เลย ซึ่งสุดยอด เป็นความพิเศษจนกระทั่งว่า ใครเริ่มได้ยินได้ฟังความรู้ที่เรียกว่าปัญญา หรือความรู้ที่เรียกว่า ความรู้โลกุตระออกมาจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า

อ่านต่อ

หรือผู้อยู่ในฐานะครู เพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ตั้งอยู่ในฐานะครูคือ มีความรู้โลกุตระแล้ว มีความรู้ที่มีปัญญานั้นแล้วจึงจะเป็นครูได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ตั้งตนเป็นครูโดยไม่มีความรู้โลกุตระ ในวงการศาสนาพุทธจึงมิใช่ครูที่แท้จริง ในเพื่อนพรหมจรรย์ ในศาสนาพุทธที่ไม่มีความรู้โลกุตระจริง จึงไม่ใช่ครูจริงๆ เป็นครูเก๊ เป็นครูปลอมๆ มันก็เป็นจริงได้ ก็มีอย่างนั้น ครูเก๊ คืออย่างไร คือสังโยชน์ข้อที่ 1 ก็ยังไม่รู้ ไม่รู้สักกะ ไม่รู้กายะ ที่ว่า ไม่รู้สักกะ ไม่ใช่จะรู้ได้ง่าย สักกะคือตัวตน คือตัวเราเอง องค์ประกอบธาตุรู้ที่เป็นจิตนิยามเกิดขึ้นมา แล้วมันก็เกิดขึ้นมาด้วยอวิชชา มันก็ยึดไปหมด ยึดสังขาร นามรูป เป็นตัวตน โดยไม่มีปัญญาเจาะลงไปรู้ ไม่มีความแตกฉานที่จะสามารถแยกแยะรู้ได้ว่า ตัวตนมันต่างกับไม่ใช่ตัวตนอย่างนี้ นี่เริ่มจะอธิบายมาถึง ตัวตนกับไม่ใช่ตัวตนแล้ว คือ อัตตา กับ อนัตตา ภาษาไทยพูดไปถึง อัตตา และ อนัตตา สักกะคือ ตัวตน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของอวิชชา สักกะคือองค์ประกอบไปพร้อม พร้อมอะไร พร้อมอวิชชา ทุกคนเกิดมาพร้อมอวิชชาทั้งนั้น จนกว่าจะมาได้ยินพระพุทธเจ้าตรัส ความรู้ที่จะ ไขโลก บอกความจริงที่ยิ่งใหญ่ คุณเกิดมาเป็นคน จริงๆแล้วเกิดมาด้วยความโง่อวิชชา จึงถือเป็นตัวตน แล้วก็จะมีตัวตนไปนิรันดร ถ้าไม่ได้พบพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าหรือผู้อยู่ในฐานะครูของศาสนาพุทธ ครูของโลกุตระ ก็จะยึดเช่นนั้นไปนิรันดร ไปเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะออกจากโลกียะ ไม่มีทางที่จะหลุดพ้น ไม่มีทางเลิกเป็นอัตตา เป็นอนัตตา ศัพท์ที่พูดพล่อยๆ ทุกอย่างไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน สัพเพธัมมาอนัตตาติ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวใช่ตน ก็พูดไปเป็นภาษาพล่อยๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่คนที่จะเกิดสภาวะ ทำให้เกิดปัญญา ปัญญาที่รู้ รู้ด้วยปัญญา ว่า อนัตตา ไม่ใช่รู้ด้วย ความรู้เฉโก ความรู้อวิชชา ความรู้โลกีย์ ไม่ใช่ ฉะนั้นผู้ที่รู้อนัตตาจริงๆคือพระอรหันต์ พระอรหันต์จะมีอนัตตา แล้วรู้จริงเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ รู้ของตนเป็นจริงๆเลยว่าอนัตตาเป็นอย่างนี้ เริ่มต้นพระโสดาบัน ก็จะเริ่ม อ๋อ.. สักกะ อ๋อ.. กายะ ชักจะรู้สักกายะ มีทิฏฐิ มีความรู้ระดับต้น รู้ความเชื่อความเข้าใจระดับต้น ว่า อ๋อ.. สักกะ กายะ ที่เริ่มรู้ก็คือเริ่มรู้ว่า มันไม่ใช่อย่างที่เราเคยเข้าใจ จะเริ่มรู้ก็คือเริ่มรู้ว่าเราไม่รู้ เราอวิชชามาตั้งนานแล้ว ก็เพิ่งจะ อ๋อ.. ไม่ใช่นี่นะ นึกว่าเรารู้มาตั้งนาน เขายกย่องเป็นปราชญ์เอกของศาสนาพุทธด้วย เขายกย่องว่าเป็นชั้นยอดของศาสนาพุทธ เป็นเจ้าแห่งความรู้ด้วย อ๋อ.. เพิ่งจะมีความเข้าใจทิฏฐิว่า สักกะ กายะ เป็นอย่างนี้เอง สักกะ ประชุมของอวิชชาคือเราเอง หรือเราไม่รู้ว่ากายะคืออะไร กายะตัวเดียวนี่ ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ถ้าคุณไม่รู้ กายะ อย่างจริง แล้วทำกายะออกจากตัวตนไม่ได้ คุณก็ปรินิพพานไม่ได้ จิตนิยามนี่ เป็นอวิชชา แล้วจะยึดมีกาย จิตนิยามจะยึดกาย จะไม่ได้ทำให้กายนี้หมดไปจากตัวตน อรหันต์หมดกาย กายไม่มี เป็นคนไม่มีกาย จิตนิยาม ของพระอรหันต์เป็นพีชนิยาม พีชนิยามไม่มีกาย แต่เป็นชีวะ พระอรหันต์เหมือนพืช ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ที่เป็นสภาวะที่อธิบายโดยสภาวะซับซ้อนมาก แต่ท่านมี มีจิตนิยาม มีธาตุรู้ครบ แต่ท่านรู้ว่า จิตหรือธาตุรู้ มันรู้แค่ยึดถือหรืออาศัย แค่ความเป็นพีชะ เป็นชีวะในระดับพืชเท่านั้นก็ไม่มีเวทนา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เวทนามีแต่เวทนาแท้ ที่รู้ความจริงตามความจริง ว่าอะไรคืออะไรเท่านั้น อารมณ์ที่เป็นโลกียะ อารมณ์ที่เป็นทุกข์เป็นสุข มนุษย์หรือสัตว์โลกที่เป็นสัตว์ที่มีจิตนิยามแล้ว มีทุกข์มีสุขทั้งนั้น มีเวทนา มีวิญญาณทั้งนั้น แต่พระอรหันต์ไม่มีวิญญาณสัตว์โลก สิ้นความเป็นสัตว์

640408_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 4 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน