ปัญญาสลายจิตให้เป็นพีชะทำได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.60 KB
วันที่แก้ไข8 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาสลายจิตให้เป็นพีชะทำได้อย่างไร ก็ให้เรียนรู้ตั้งแต่วัตถุว่าวัตถุ ว่ามันคนละชิ้นกับจิตเรานะ มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันเลย แม้แต่อย่าว่าแต่วัตถุข้างนอกร่าง ข้างในร่าง ก็ให้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่กาย มันไม่ใช่เรา ให้เรียนรู้มาตั้งแต่ว่า ข้างนอกมันไม่ใช่กายไม่ใช่เราแน่นอนจริงที่มันนอกตัวเรา แม้แต่สิ่งที่อยู่ในตัวเราข้างนอกผมขนเล็บฟันหนังมันไม่ใช่ตัวเราแล้ว แต่มันมีชีวิตที่เนื่องอยู่กับตัวเรา แต่เราไปหลงว่ามันติดอยู่กับตัวเรา ก็นึกว่าเป็นเรา มันมีชีวิตอยู่กับเรา ผมขนเล็บฟันหนัง ท่านก็ให้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ นี่แหละถ้าเข้าใจว่ามันไม่ใช่เราหรอก เราไปยึดว่ามันเป็นเรา ผมมันเป็นชีวิตของเรา ขาดออกไปก็เป็นคนละชิ้นไม่ใช่ของเราแล้ว แต่มันยังอยู่ในตัวเรามันก็ไม่ใช่เราหรอก คำว่าไม่ใช่เราคืออะไร ไม่ใช่เราคือมันปรุงแต่งกันจากวัตถุดินน้ำไฟลมปรุงแต่งกันเป็น พีชะ จากพีชะ ปรุงแต่งเป็นจิต พอเป็นจิตก็อวิชชาเลย ที่จริงพีชะ เมื่อมันเริ่มมีสังขาร มีสัญญากำหนดก็ปรุงแต่งกันกำหนดเอาธาตุต่างๆของคุณ มะปรางก็ปรุงแต่งเป็นมะปรางมะเขือเทศก็ปรุงแต่งเป็นมะเขือเทศ มะม่วงก็ปรุงแต่งเป็นมะม่วง ซึ่งมันซื่อสัตย์มันไม่แย่งใครหรอก มันเอามาปรุงได้ก็ทำได้ หากินไปตามสามัญ ได้เท่าที่มันได้ ถ้ามันได้ไม่เต็มที่หนักเข้ามันก็สูญพันธุ์ไปได้ ฝ่อได้ มันไม่รบราฆ่าฟัน พระพุทธเจ้าก็เอาประเด็นนี้ ถ้าทำให้จิตนิยามนี้กลายเป็นพืชไปเสียได้ ไม่รบราฆ่าฟันกันก็ปรุงแต่งไป ก็เป็นความปลอดภัยของมนุษย์หรือสัตว์โลกอย่างหนึ่ง ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้ายอะไรใคร เลี้ยงด้วยตัวเอง ทำให้ตัวเองมีชีวิตเป็นพีชะ ตรงนี้แหละเป็นประเด็นสำคัญเป็นธาตุรู้ปัญญาที่เป็นปัญญารู้ความจริงอย่างนี้ แล้วก็รู้จิตเจตสิกต่างๆ รู้อาการของจิต เจตสิก รูป นิพพาน รูปค

อ่านต่อ

ือสิ่งที่ถูกรู้ ก็เลยแยกจิตเจตสิกต่างๆกับตัวธาตุรู้ที่ถูกรู้นี้ โดยแยกอาการของธาตุรู้ที่ถูกรู้ แยกอาการ ลิงค กำหนดความต่างของมันได้ รู้นิมิต เวทนา หากไม่มีเวทนาเก๊ เวทนาปลอม ก็จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง สัญญากำหนดรู้เวทนาเป็นความจริงตามความเป็นจริง ก็จบแล้ว มันจะปรุงแต่งก็ตามหน้าที่ปรุงแต่งไป สังขารก็เป็นสังขารที่เรารู้ยิ่ง เป็นอภิสังขารควบคุมได้ โดยที่ไม่ให้อีกสิ่งอื่นเข้ามาแซมปน จับตัวมารตัวปลอม ตัวเก๊ ตัวปลอม คือกลิหรือที่เรียกว่ากิเลส กลิ คือตัวโทษภัยนี้ได้ จับมันได้แล้วไม่ให้มันมีตัวนี้ รู้ว่าตัวตนมันเป็นอาการอย่างไร เรียนรู้อันนี้ ทีนี้จะให้มันไม่ปรุงแต่งจะไปทำอย่างไร ไปกดข่มไปไล่มันไม่ได้หรอก ต้องรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเท่านั้น มีปัญญาที่เต็มรูป จะเป็นพลังงานที่ทำให้พวกนี้ไม่รอหน้า ปัญญาปั๊บ จับสัมผัสพวกกลิ พวกนี้มันก็จะหายไปเลย ไม่กล้าเข้าใกล้ ธาตุปัญญาจึงยิ่งใหญ่ พลังงานปัญญารู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันมาปรุงแต่งเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เป็นรูปเป็นนาม เป็นรูปเป็นนามแล้วก็จะมาเป็น กาย เมื่อมาเป็นกายก็จะมาเป็นวิญญาณ ผู้มีปัญญาจริงๆเป็นอรหันต์จึงรู้ว่าทุกอย่างมันปรุงแต่งไปเป็นอย่างนั้นๆ แล้วตั้งชื่อเรียกขึ้นมา ก็รู้รายละเอียดของบทบาทพลังงานจิตที่มันปรุงแต่งอยู่ในฐานะต่างๆ แยกละเอียดกว่านี้ตามบาลีของพระพุทธเจ้าที่รู้ยิ่งกว่า อาตมาไม่เก่งไม่ได้จำบาลีพวกนั้นมา แต่พอรู้สภาวะอยู่ เอาแค่นี่อธิบายมานี้ พวกคุณก็ทำตามที่พูดก็แล้วกัน พอไหว อาตมาว่าพวกโน้นก็ไม่ไหว ไม่อยากเอามาวุ่น แค่นี้หากคุณฟังตามที่อธิบาย คุณก็จะสามารถไม่ยึดมั่นถือมั่น จนเห็นว่าทุกอย่างมันก็เป็นเพียงการปรุงแต่งของเหตุและปัจจัย มันไม่ใช่ตัวใช่ตนใช่อะไรเขาเราเลยจริงๆ มันอนัตตาแท้ๆ ปัญญากว่าจะรู้ว่าแท้ๆแล้ว ดูอาการ นี่เป็นเหตุและปัจจัยปรุงแต่งกันอยู่จึงเกิดรูปเกิดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไปตามอาการที่มันยึดตัวมัน ยึดถือตัวมันก็คือตัวเรานั่นแหละที่มันมีเวทนา สัญญา สังขาร แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเวทนามีอาการอย่างไร สัญญาเป็นอย่างไรสังขารคืออย่างไร และรวมตัวเป็นวิญญาณคืออาการอย่างไร เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจึงจะต้องรู้ชัด เอาวิญญาณมาตีให้แตก แยกวิญญาณ มีกาย มีจิต แยกวิญญาณเป็นรูป เป็นนาม เมื่อสามารถแยกอาการของรูป ของนาม ของวิญญาณได้ จบ

640408_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 4 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน