ปัญญาทำให้หายบ้าทำอัตตาให้เป็นอนัตตาได้จริงๆ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.96 KB
วันที่แก้ไข8 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาทำให้หายบ้าทำอัตตาให้เป็นอนัตตาได้จริงๆ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ที่พูดถึงอาหาร 4 เครื่องอาศัย 4 ในอาหารที่เป็นวิญญาณสามารถรู้ว่าวิญญาณคืออะไร แล้วรู้ว่า วิญญาณมันอาศัยนามรูปเป็นเหตุเป็นปัจจัย ผู้รู้อันนี้จบเลย นามรูปคืออาหาร อันเป็นปัจจัย เป็นที่ตั้งของการปรุงแต่งของนามรูป ก็เรียกว่าสังขาร วิญญาณก็คือสังขาร เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้เป็นวิชชา จึงรู้ว่าวิญญาณที่แท้มันก็คือสังขาร สังขารมันก็คือนามรูป นามรูปมันเกิดได้ก็เพราะว่ามันมีสิ่งที่ไปเชื่อมต่อผัสสะกับอะไรอีกอันนึง เสร็จแล้วก็เกิดสภาพนั้นขึ้นมา พอเกิดมาแล้วก็เป็นเวทนา เป็นตัวเป็นตนแล้วก็ไปหลงว่าตัวตนนี้เป็นสุขผู้สามารถยึดความสุขได้มีแต่สุขมากๆไม่ทุกข์ก็คือเป็นพวกเทวดา ถือว่า ผู้ใดได้แต่สุขยิ่งใหญ่เป็นพระเจ้าแห่งสุขหรือว่าพระเจ้า พระเจ้า เจ้าแห่งสุขนิรันดรแล้วไม่เรียนรู้ความทุกข์ ความทุกข์คือซาตาน คือผีมาร ที่อยู่ร่วมกับพระเจ้าเป็นอย่างเดียว แยกกันไม่ได้ ผู้ที่ไม่ใส่ใจทุกข์ไปใส่ใจแต่สุขก็เป็นพวกวิปลาส ไปเห็นทุกข์เป็นสุข เลยโง่นิรันดร พระพุทธเจ้ามารู้ความจริงว่า ทุกข์กับความสุขมันเป็นอันเดียวกัน มันเป็นคู่เทวะ 2 จิตวิญญาณนี้เป็นเทวะ จิตวิญญาณเป็นคู่ จิตวิญญาณเป็นอยู่ในวิญญาณของคนโง่ ท่านฆ่าจิตวิญญาณ ฆ่าเทวะ ฆ่าสุขฆ่าทุกข์หมดเลย ไม่เอาทั้งสุขและทุกข์ จบ ไม่เหลือวิญญาณ ไม่เหลือเทวะ ไม่เหลือธาตุรู้ที่จะไปหลงภพสุข ภพทุกข์ ภพสวรรค์ ภพนรก ไม่มี จบ เรามาอยู่กับโลก เราไปอยู่กับสมมุติโลกที่หลงว่าเป็นความสุข เราเห็นความจริงอย่างนี้แล้วก็อย่าไปแย่งกับเขา อย่าไปอะไรกับเขาเลย เรามีเรี่ยวแรงมีความรู้ความสามารถก็ทำสร้างจริง กินใช้เป็นสัตว์โลก ก็ทำกินทำใช้ไป สัตว์โลกทั่วไปมันก็ใช้กับธรรมชาติเท่านั้น แต่คนนี่ไม่ใช่แค่แย่งธรรมชาติแ

อ่านต่อ

ต่ฆ่าแกงกันยึดพื้นที่ ยึดสัตว์ยึดพืช ยึดวัตถุมาเป็นของกูยังไม่พอปรุงแต่งเองอีกสร้างอันนี้ขึ้นมา แม้ที่สุดสร้างอาวุธขึ้นมาฆ่ากัน สร้างสิ่งมาหลอกเสริมกันอีกสร้างรูปมาหลอก สร้างรสมาหลอก อะไรมาหลอกกันอีกเลย บ้ากันทั้งโลกเลย นี่ไม่ได้ว่าเขา อาตมาพูดความจริง เห็นชัดเจนไหม แล้วเคยบ้าอย่างนั้นไหม...เคย กว่าคนจะเลิกบ้าได้ พวกเรานี้ตื่นขึ้นมาหรือยัง เลิกบ้าขึ้นมาบ้างหรือยัง เลิกเป็นคนบ้าแล้วคุณก็จะเป็นอรหันต์ ง่ายจะตายไป เห็นไหม จริงไหม ? ในโลกนี้มีแต่เหตุปัจจัยที่ปรุงขึ้นมาเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เท่านั้นจริงๆ แล้วมันมีตัวตนจริง จริงๆแล้วมันก็สักแต่ว่าชื่อที่เรียกกันด้วยพยัญชนะ เป็นอธิวจนสัมผัสโส เรียกมันว่ารูป นี่เรียกมันว่ากล้วย นี่เรียกมันว่ามะเขือเทศ เป็นภาษาไทย มันเรียกว่ามะม่วง เรียกว่าไมโครโฟนเป็นภาษาไทย หรือเรียกบักอะโหล นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรมว่า…คนปฏิบัติธรรมทั่วไปเชื่อว่า ทุกอย่างไม่มีตัวตน แต่การที่คุณไปเพียรปฏิบัติ ไปทำให้มันมีตัวมีตนขึ้นมาทำไม พ่อครูว่า…พวกนั้นอวดดีทำเก่ง ตีความพยัญชนะมาเถียงกันแย่งกันทั้งนั้น ความจริงความเป็นอนัตตา ความจริงความเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนนั้นมันไม่ใช่ภาษา ผู้ที่จะถึงจิตอนัตตาจริงนั้น จะต้องเป็นผู้ที่รู้จักความเป็นอัตตา เพราะฉะนั้นถ้าผู้ไม่รู้จักอัตตา คนนั้น ไม่มีทาง จะปฏิบัติธรรมบรรลุสูงสุดเป็นวิมุติ เพราะฉะนั้นพวกเทวนิยมไม่เคยศึกษาอัตตา เขามืดบอดเขาไม่มีวันจะได้มาศึกษา ไม่มีวันจะได้นิพพาน ไม่มีวันได้พ้นทุกข์ แต่เขาจะหลงแต่สุขนิยม หลงยึดแต่สุขจะเอาแต่สุข อยู่กันอย่างรบราฆ่าฟันแย่งชิงไป เป็นแต่เพียงว่าบันยะบันยังกันได้บ้าง แต่จะไม่มีความรู้ปัญญาที่จะไปรู้ความจริงอย่างสมบูรณ์แบบ อย่างทะลุทะลวงว่า อัตตานี่แหละมันคือตัวกลางที่คืออวิชชา ที่คือวิญญาณ อัตตาคือธาตุรู้ วิญญาณ ที่อยู่กับอวิชชาไปตลอด พระพุทธเจ้าจึงใช้ภาษามาให้เรียนอัตตา คนที่จะรู้จักอัตตานั้นจะต้องได้ยินจากสัตบุรุษหรือผู้ที่อยู่ในฐานะครู อยู่ๆจะรู้เองไม่ได้ ไม่มีการรู้ได้ รู้เรื่องอัตตานีแหละ แล้วก็ทำให้อัตตาเป็นอนัตตา ถ้าคนไม่รู้อัตตาคืออะไร คุณจะทำให้อัตตานี้มันไม่เหลืออัตตา คือ ไม่เป็นอัตตา แต่ความจริงคนเกิดมามีอัตตา มีเหตุปัจจัยแล้ว รูปและนาม หรือกายกับจิต หรือสภาพสองอย่างปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นร่างกายแล้วตั้งแต่ดินน้ำไฟลม สังเคราะห์สังขารจนมาเป็นร่าง มีจิตวิญญาณ มีจิตนิยามอยู่ คุณเป็นแล้ว คุณมีสิ่งนั้นอยู่ในตัวทุกอย่างที่เป็นอัตตา เป็นแท่งวิญญาณ ครบแล้ว เมื่อคุณมาพบมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แล้วก็มายินดีตคนนี้แหละจะเป็นคนชี้อัตตาให้เรารู้ จะสอนให้เรารู้อัตตาจะทำให้เราหมดอัตตาได้คนนี้แหละมิตรดีสหายดี โพธิรักษ์เป็นมิตรดีจะสอนให้รู้จักอัตตา ก็ยินดีในตัวโพธิรักษ์เป็นมูลกา ถ้าคนไม่เริ่มยินดีเป็นแสงอรุณข้อที่ต้องพบคนอีกคนหนึ่ง พบแล้วเป็นมิตรหรือไม่เป็นมิตร เป็นมิตรคือ ผู้ที่มีจิตใจน่าเคารพรัก แต่ไปเห็นว่ามิตรคนนี้เป็นพาลเป็นภาระไม่น่าคบ คนนี้ก็ไม่ยินดีให้คนนี้เป็นมิตรก็เลิกไป ก็ไม่มีสิทธิ์จะรู้ว่าคนนี้เป็นมิตรที่ไม่รู้ว่าอัตตาเป็นอย่างไร ทำให้หมดอัตตาได้เป็นอนัตตา เขาก็ไม่เชื่อ ดีไม่ดีไปหลงว่าตัวเองทำให้เป็นอนัตตาได้แต่ที่จริง ยังลดเองไม่ได้ ผู้ที่ยินดีว่าโพธิรักษ์เป็นมิตร ก็มาพบกับโพธิรักษ์ โพธิรักษ์ก็พาให้ถือศีล หรือใครบื้อๆมาก็จับให้มีศีล แล้วก็จะเกิดปัญญารู้ว่าอย่างนี้เข้าท่า ยินดีว่า มิตรคนนี้พาให้ถูกทาง อ๋อ.. ถ้าสอนให้มีศีล มีหลักเกณฑ์ตั้งแต่ข้อต้น ทำอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาได้ ก็อ๋อ.. อย่างนี้นี่เองถึงจะรู้จัก อัตตา คุณจึงจะรู้ว่า อ๋อ.. อัตตานี้อยู่ในตัวเรานี่แหละ ตัวเราคือ สักกะ มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเรียกว่ากาย นี่แหละคนจะต้องมาเห็นสักกายะ คุณจะต้องเริ่มต้นฟังให้เข้าใจ แล้วก็มาเรียนรู้ สักกายะ เมื่อนั้นเริ่มเห็นอัตตา เพราะสักกายะคือตัวตน สักกายะคืออัตตา ใช้พยัญชนะมาเรียกแต่สภาวะตัวตนคืออะไร มันเป็นนามธรรม คุณจะต้องมาฝึกมาเรียนรู้จริงๆเลย ทำความเข้าใจก่อนให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ว่าจะต้องทำอย่างนี้ให้มาเรียนรู้ดีๆ ไม่ง่ายนะ มันยากนะ แม้คุณจะมีสัมมาทิฏฐิแล้ว มีข้อปฏิบัติแล้ว คุณก็ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตาม ฝึกฝนจริงๆ คุณถึงจะค่อยๆเข้าใจ อ๋อ.. อัตตา เป็นอย่างนี้ แล้วคุณจะค่อยๆทำ ทำได้เป็นได้เรียกว่า มนสิการ ทำอะไร? ใจในใจ ทำใจในใจ กว่าจะโยนิโสฯ กว่าจะถูกต้องถ่องแท้ละเอียดแยบคาย กว่าจะลงไปถึงที่เกิดที่ดับของมัน รู้ที่เกิดที่ดับ อาการที่เกิดอาการที่ดับ จับตัวพวกนั้นได้ จนกระทั่งสามารถทำให้อาการนั้นไม่มี มันก็ไม่เกิด ถ้าอาการนั้นยังเหลืออยู่ก็เกิดอยู่ ก็ต้องทำ เรียนรู้ปฏิบัติแล้วทำ ประมาทไม่ได้ ทำทิฏฐิให้ถ่องแท้เข้าใจ จึงสามารถทำให้อัตตาหมดไปได้

640408_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 4 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน