600821_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูคือสยังอภิญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
600821_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูคือสยังอภิญญา
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2560 ที่บ้านราชฯ วันแรม 14 ค่ำเดือน 9 ปีระกา รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ก็มาพบกับพวกเราทุกๆวันยกเว้นวันอาทิตย์ เมื่อวาน ได้ฟังผู้รับใช้ โรงบุญท้องสนามหลวงรายงานมา ตอนแรกก็คิดว่าทำมาเป็นปีจะแผ่วปลาย แต่ได้ฟังแล้วไม่เป็นอย่างนั้น กลับเป็นว่าพวกเรารวมกลุ่มกันเหนียวแน่นมากขึ้น ศาลีอโศกมีเครือแห ร่วมงานกันกว่า 50 คน มากกว่าที่วัดอีก สันติอโศกก็มีศิษย์เก่ามารวมพลัง ทั้งศิษย์ปัจจุบัน และญาติธรรม แม้แต่ผู้รับใช้ก็รายงานว่า ยิ่งทำงานไปความสามัคคีเอกีภาวะกันเหนียวแน่นรวมคนได้มากขึ้น จนเขารู้สึกว่าจะมากไปไหมนี่ มีรัศมีความสงบ ผ่องใส ของความผนึก พลังร่วมกันของพวกเราที่จะไปช่วยกันจัดงานโรงบุญ งานนี้ได้ชุบชีวิตศิษย์เก่าฟื้นคืนได้ พวกเครือแหที่ไม่มีเวลามาวัดก็มารวมกันได้ที่ท้องสนามหลวง กว่าจะถึงวันถวายพระเพลิง ก็คงจะคึกคักกันเพิ่มขึ้น ยังเป็นห่วงว่า งานเจที่อุบลฯจะแผ่วไปไหม ตอนนี้เมนูที่ได้รับความนิยมเป็นมาตรฐานเลยคือข้าวผัดเบญจรงค์ มีสีสัน แครอท ฟักทอง ข้าวโพด มีสีสัน ตอนแรกคิดว่า จะฝ่าด่านเนื้อสัตว์ได้อย่างไร แต่คนที่มาท้องสนามหลวงไม่ได้ห่วงเรื่องรสชาติอะไรหรอก เขาตั้งใจมากราบพระบรมศพ ก็ต้องหาอาหารที่มีความสะอาดความปลอดภัยกับสุขภาพเขา มากกว่ารสชาติ อาหารมังสวิรัติเราก็เลยไม่น้อยหน้าอาหารเนื้อสัตว์ คนที่ไปก็มีจิตใจที่ดีงาม ข้าราชการแต่ละกระทรวงที่ส่งมาช่วย เขามาแต่เช้า โรงบุญฯอื่นยังไม่เปิด ของเราเปิดตั้งแต่เช้าเขาก็เลยเฮโลมาช่วยพวกเรา พวกเราได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้าไปพิสูจน์ระบบสาธารณโภคี คิดว่ามันเป็นประโยชน์หลายด้านทีเดียว เพราะว่าพวกเราได้รับฟังธรรมะจากพ่อครู และนำไปปฏิบัติจนเกิดผลมีประ
อ่านต่อ
สิทธิภาพ แม้วันสำคัญเราจะต้องประกบ การบินไทย ไทยพาณิชย์ ปตท. ก็ยังยืนยันข้าวผัดเบญจรงค์ที่มีความปลอดภัยและสะอาด คิดว่าพวกเราที่อยู่ต่างจังหวัดถ้าจะปลูกข้าวโพดเสริมส่งไปก็ได้ เขาเชื่อใจอย่างหนึ่งว่า โรงบุญของเรา แม้ซื้อขอมาจากตลาดก็ล้างแล้วล้างอีก จนพวกเขาสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของพวกเรา ใจของเราคิดทำและความละเอียดประณีตในการปรุงอาหารของพวกเรา แม้เราจะไม่ได้มีอาหารราคาแพงไป แต่ความตั้งใจและความประณีตของพวกเราก็ทำให้ชนะใจได้ พวกเราอยู่ต่างจังหวัดหากจะปลูกฟักทองข้าวโพดส่งไปร่วมงานใหญ่ก็นำไปได้ วันนี้พ่อครู มีเวลาเมื่อไหร่ก็ไม่ได้หยุดที่จะทำให้พวกเราพัฒนาตนเองทำชีวิตให้มีคุณค่ามากที่สุดให้ได้
พ่อครูว่า...ก็เอา sms กับไลน์มาพูดก่อน _รายงานผลการปฏิบัติธรรมจากสภาวะโฮมแฮงเอาผักตบชวาขึ้นจากน้ำ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2560 การทำงานครั้งนี้ได้ใช้ธรรมะอิทธิบาท 4 ดูแลจิตวิญญาณดังนี้ 1. ฉันทะ จิตยินดี พอใจในงานโฮมแฮงเอาผักตบชวาขึ้นจากน้ำร่วมกับ “ บวร ” ซึ่งประกอบไปด้วยชาวชุมชน นิสิต ว.นบ. ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนบ้าน นักบวชทั้งสมณะและสิกขมาตุ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีพ่อครูสมณะโพธิรักษ์มาให้กำลังใจกับลูก ๆ ด้วยรอยยิ้มทั้งสีหน้าและแววตา ความเอื้ออาทร เหมือนจะบอกว่าพวกเราทำถูกต้องแล้ว ดีแล้ว สมควรแล้ว ประเสริฐแล้วกับสถานการณ์น้ำท่วม เอาผักตบขึ้นเพื่อให้ใช้น้ำและทางน้ำได้สะดวก เมื่อน้ำท่วมพืชผักที่ปลูกไว้เป็นอาหารที่ใช้ได้ก็เหลือน้อย ไม่พอบริโภคสำหรับชุมชนเราที่มีสมาชิกมาก การเอาผักตบขึ้นจึงได้ประโยชน์อีกต่อหนึ่งคือ นำมารองพื้นแทนดินส่วนหนึ่งได้และเป็นปุ๋ยไปในตัว ดังนั้น การโฮมแฮงก็เป็นประโยชน์ต่อที่สาม แต่สำคัญสุดในบรรดา 3 ข้อ เพราะการโฮมแฮงเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นปึกแผ่น เป็นความสามัคคีของหมู่กลุ่ม มองแล้วก็บอกได้เลยว่า “ นี่คือความอยู่รอด ” เป็นชุมชนเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่เปลือกนอก แต่ของเราลึกถึงจิตวิญญาณของความเป็นหนึ่งทางธรรมที่หาชุมชนใดเสมอเหมือนได้ยาก ด้วยเหตุว่าในหนึ่งคนกว่าจะเติบโตทางจิตวิญญาณนั้นต้องใช้เวลาแสนนาน และข้ามชาติ ทั้งชาติการเกิดทางสรีรพันธุ์มาเป็นคน และชาติโอปปาติกะ ซึ่งที่นี่ทำได้เป็นร้อยคนเป็นอย่างน้อย ส่วนนักเรียนก็เป็นสัญลักษณ์แทนโรงเรียนค่ะ ดังนั้น จิตยินดีตัวนี้จึงยินดีในการทำงานที่พระอาริยะพอใจ ยินดีในการเสียสละแรงงานแทนความเป็นส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของเราผู้อยู่อาศัย และประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งได้เป็นกุศล กับทั้งได้ชำระกิเลสติดยึดในความเป็นตัวของตัวเองออกซึ่งเป็นบุญ รวมทั้งยินดีในความอบอุ่นกับสังคมบวรที่มีพ่อครูเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ มีสมณะ สิกขมาตุพาทำงาน และพระอาริยะ ผู้ฝึกความเป็นอาริยะทั้งหลายมาผนึกแรงกายแรงใจร่วมกันทำงานค่ะ 2. วิริยะ จิตตั้งอยู่ในความเพียรในการเอาผักตบชวาขึ้นจากน้ำร่วมกับหมู่กลุ่ม ทั้งเพียรในการละจากสภาวจิตที่อยากจะพักสัก 1 ชั่วโมงก่อนลงงานไปกับหมู่ เพื่อคลายความเหนื่อย เมื่อยล้าจากการไปทำงานเวร ว.นบ. ประจำวันพฤหัสบดีตั้งแต่เดินทาง 05.00 น. ทำหน้าที่ล้างภาชนะเล็กที่อุทยานบุญนิยม 06.00 น. – 14.00 น. ซึ่งนอกจากเวลาอาหารแล้วก็ต้องปักหลักยืนล้างภาชนะตลอด ไม่ได้นั่งพักเลย วันนี้ลูกค้าเข้าร้านมากมาย จาน ชาม ถ้วย จอกกินน้ำเยอะมาก ๆ แต่เมื่อมาถึงบ้านราชเพื่อนบอกไปเร็ว ๆ เขาประกาศเรียกลงงานแล้ว ใจก็อ่อยอิ่งให้กิเลสอยากพักสักพักหนึ่ง จึงตัดสินใจใช้วิริยะสลัดตัวขี้เกียจออกลงงานทันที ชนะอีกคราหนึ่งแล้ว บุญแท้เลยนี่..สาธุให้กับตัวเองค่ะ 3. จิตตะ จิตตั้งใจฝักใฝ่ในงานเอาผักตบชวาขึ้นจากน้ำร่วมกับหมู่กลุ่ม ณ ที่เดียว อย่างร่าเริงยินดีทั้งผนึกกับความตั้งใจฝักใฝ่ไม่ให้มีจิตรำคาญ พยาบาทในสัตว์พวกแมลง มด ที่กัดและรบกวนขณะทำงาน อย่างสมาธิเป็นหนึ่งเดียว ไม่วอกแวกไปที่อื่นเลย 4. วิมังสา จิตตั้งอยู่ในการพิจารณาทบทวนว่าเรามีตัวรำคาญ พยาบาท ในสัตว์ที่รบกวนบ้างหรือไม่มีจิตเพ่งโทสถือสาใครในขณะเอาผักตบชวาขึ้นจากน้ำร่วมกับหมู่กลุ่มนี้หรือไม่ ทบทวนแล้วก็ตอบกับตัวเองได้ว่ามีผัสสะ แต่เป็นผัสสะที่เป็นบวก มีแต่ความอิ่มเอมเปรมปรีย์ยินดีไปกับหมู่กลุ่มค่ะ ไม่มีคะแนนลบในครั้งนี้ค่ะ วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์กับศีล 5 ศีลข้อ 1. ผ่าน ดูจาก อิทธิบาทข้อ 3. จิตตะ ไม่มีจิตรำคาญ พยาบาท สัตว์ที่กัด และรบกวน ข้อ 4. วิมังสา ไม่มีจิตเพ่งโทสถือสาใคร ศีลข้อ 2. , 3. , 4. ผ่าน ดูจาก อิทธิบาทข้อ 3. จิตตะ สมาธิเป็นหนึ่งเดียว ไม่วอกแวกไปที่อื่นเลย ศีลข้อ 5. ผ่าน ดูจาก อิทธิบาทข้อ 2. ใช้วิริยะสลัดตัวขี้เกียจออกลงงานทันที แล้วจิตก็ ชนะ เป็นไท คำถาม การอ่านสภาวะออก ปหานกิเลสได้ ยังยึกยักอยู่นิดเดียวก็สลัดทิ้งได้ เป็นไท แต่ไม่ตกต่ำแน่นอน มั่นใจค่ะ ถ้าทำดังนี้ได้ทุก ๆ สถานการณ์ เป็นสภาวะของอวินิปาตธรรม ขั้นที่ 2 ของโสดาบันใช่หรือไม่คะ กราบนมัสการค่ะ สมาชิกกลุ่มขยะวิทยาด้วยหัวใจ
พ่อครูว่า...วิมังสา อาตมาแปลว่า เอาเนื้อๆยิ่งๆ รวบรวมพิจารณา ตั้งแต่ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ที่เรามีกรรมกิริยา ทำงานแล้วเกิดอะไรบ้างในจิต วิมังสา เป็นการสรุปรวมยอด ได้เนื้อแท้สัจธรรม ตั้งแต่เป็นบุญได้ลดละกิเลส และเป็นกุศล จะได้ล้างบาป อกุศล อ่านอาการพวกนี้ อ่านสภาวะตรงตามบัญญัติ ได้ก็รู้ว่าได้ บกพร่องก็รู้ว่าบกพร่อง ทำไม่ได้ก็รู้ว่าทำไม่ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปาฏิหาริย์ของคำสอนที่ควรได้ เป็นปาฏิหาริย์ของคำสอน เราสามารถลดละกิเลสได้มันเป็นปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่กว่าเดินน้ำดำดินหยั่งรู้ใจคนได้ อย่างนั้นฤาษีชีไพรเขาทำได้เก่งเยอะแยะไป มันก็ยั่วกิเลสทำให้กิเลสเกิดไม่ได้ลดละจางคลายอะไร จะมีบ้างก็ช่างมันไม่ต้องไปสนใจ เราไม่ได้ปฏิเสธไม่ได้ดูถูกดูแคลน อิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์อะไร ดีไม่ดี เราเป็นโพธิสัตว์ก็ฝึกได้บ้างไม่เป็นไร แต่เราไม่เอาดีเอาเด่นทางนี้ ไม่ได้ตรวจสอบว่าเรามี อิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์เก่งเท่าไหร่อย่างไรไม่ต้องประเมิน ไม่ต้องตรวจสอบ ว่าเราเก่งเท่าไหร่ไม่ต้อง เก่งไม่เก่งช่างมัน แต่เอาอนุสาสนีปาฏิหาริย์ให้เก่ง อันนี้รายงานมาถูกต้อง จะนิยตะ จะเที่ยงแท้ สูงไปเป็นสัมโพธิปรายนะ ไม่มีการถดถอยมีแต่จะตรงไปสู่ที่สูงสุดถ่ายเดียว พวกเราเดี๋ยวนี้ทั้งทำรายงาน ทั้งมีการปฏิบัติได้มรรคผลก็น่าชื่นใจ
_3867หลังตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าจักแสดงธ.ต่อบัว4เหล่าฯบัวแรกคือ อาฬารดาบส กาลามโคตร แต่มิทันกาลเพราะท่านสิ้นไปเป็นอรูปพรหม ไม่สามารถรับรู้ได้! บัว4เหล่าต่อมาคือปัญจวัคคีย์ที่ยังชีวิตมีกาย(จิตมโนวิญญาณ)มีรูปฌานฤาพรหมมีรูปฤาพรหมในรูปภพ จึงบรรลุอรหัตผลหลังได้รับธัมมจักกัปปวัตนสูตรจากตถาคต! ผู้น้อยมีสัญญา(ความจำ)ถูกไหม? พ่อครูว่า...มีอนัตตลักขณสูตรด้วย เติมให้
_3867เข้าพรรษา3เดือนในปี m เยือนมูน!ฟังธ.ย๊ากยากกว่าปีนักรบมือตบเป่านกหวีดปิ้ดปี้ปิ๊ดดังกังวาลก้องกรุงฯซะอีกหนิ
_7630ผมยิ่งฟังยิ่งงงๆๆๆครับหลวงปู่!!!!! พ่อครูว่า...อันใดที่พอรับได้ ก็ติดตามที่พอเข้าใจได้ เข้าใจยิ่งขึ้นก็ติดตามตัวนี้ ที่เข้าใจไม่ได้ก็วางไปก่อนไม่ต้องเศร้าใจตีโพยตีพายถล่มตน ไม่ต้องไปดูถูกดูแคลนตัวเองด้วย ไม่ต้องไปอิจฉาริษยาใครตั้งใจศึกษาไปตามลำดับ
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เปรตกับเทวดา หมายถึงอะไร _(มิ้นตี้ โซ)Minty so มีคำถามสงสัย คือ 1. ในบทสวดมนต์ มีการกล่าวถึงเปรต กับเทวดา อยากถามว่า เปรตกับเทวดาหมายถึงอะไรคะ พ่อครูว่า...ตอบเป็นพื้นฐานไปก่อน ติดตามให้ดีๆแล้วจะเข้าใจตัวเปรต ตัวเทวดา เปรต ความหมายคือสัตว์ชั้นต่ำ สัตว์ตัวจิต ทางจิต ไม่ใช่สัตว์ทางร่างกาย ไม่มีรูปร่างหัวหางอะไร ไม่มีเส้นแสงสีเสียงอะไรหรอก เป็นนามธรรม เป็นอาการ อกุศล อาการชั่ว อาการต่ำ อาการเสียหาย เรียกว่าเปรต เปรตเขาให้ความหมายชัดๆว่าคือตัวอยาก อยากรวมทุกอย่าง เปรตคืออยากไม่รู้จักจบ เอาจิตใจเรา ไม่ต้องห่วงคนอื่น จิตเราอยาก อยากมากมายทุจริต เป็นตัวเปรตแท้ อยากจนต้องทุจริตถึงทำ หากอยากก็ต้องลดกิเลส ลดไม่ให้บำเรอตัวอยาก จนทำร้ายคนอื่น เรียกว่าโลภ โทสะ ลดให้จิตจางคลายได้ นั่นแหละคือเทวดา เรียกว่าเทวดาปรมัตถ์ด้วย เทวดามีสามอย่าง สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ สมมุติเทพคือเทวดาอย่างโลกๆ กิเลสมากขึ้นก็เป็นเทวดาพอใจสุขใจอร่อยใจก็เป็นเทวดา แม้แต่ตัวทุจริต ไปโกงเขาเป็นต้น โกงเขาแล้วดีใจว่าเราโกงเขาได้จิตดีใจอย่างนั้นคือเทวดา โลกียะ เทวดาหน้าโง่ ไปโกงเขาได้ทุจริตเขาได้จิตมันก็เป็นวิบากจริง แต่อาการดีใจของคุณเป็นเทวดาเป็นอาการดีใจชอบใจขึ้นสวรรค์ สวรรค์เก๊สวรรค์ชั่วสวรรค์เลว แม้คุณจะไม่โกงเขาทำอย่างสุจริต แต่เอาเปรียบเอารัดได้มา ไม่หยุดหย่อน โลภมา พอได้มาก็ดีใจ แม้จะสุจริตก็เป็นเทวดาเป็นเทวดาสุจริต กิเลสก็โตขึ้นพองขึ้นหนาขึ้น ปุถุชนก็เป็นอย่างนั้น ได้มาก็ย่ามใจแม้สุจริต ก็ยังเป็นภพชาติ ยังต้องวนเวียนในวัฏสงสารไม่จบสิ้น แล้วมันไม่เที่ยง มันสมใจมันได้มันก็จะต้องมีเสีย มันได้มาเป็นของตนก็ต้องถูกแย่งคืนไป เป็นสมบัติผลัดกันชม วนเวียนอย่างนั้นต่อให้เป็นความสุจริต ดีไม่ดีมันรุนแรงจนต้องทุจริต ขอให้ได้มาบำเรอใจ คนไม่รู้อวิชชา ก็หลงแย่ง แก้แค้นกัน สมบัติผลัดกันชม คนไม่คิดว่า จะมีเล่ห์เหลี่ยมอย่างไรถึงจะได้มาแม้ จะโกง โกงอย่างร้ายแรงก็ยังนึกว่าตนโกงน้อย โกงทีได้เป็นพ้นล้าน เขาก็กล้าโกง มันขี้โลภ เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้เป็นจิต สัตว์เปรตสัตว์นรก แม้จะสุจริตตามโลกที่เขาสมมติ โลภได้มาแก่ตน ยังมักมาก กิเลสก็ยังพอง ไม่รู้ทุกข์ภัย ไม่ละหน่ายคลาย ติดอย่างนั้น ที่เห็นคือ ท่านที่ร่ำรวยมากๆ ทำให้สังคมติดขัด ขาดแคลนทุกข์ร้อนแย่งชิงฆ่าแกงกัน ตัวเองเป็นเหตุนะ คนรวยเป็นเหตุให้คนอื่นลำบากลำบน เพราะเอามากักตุนคนอื่นก็ขาด เรามีไว้น้อยๆนี่จะปลอดภัยไม่เป็นเหตุให้คนอื่นลำบาก เป็นสัจธรรม เทวดาตัวที่1. สมมุติสัจจะ ต้องเรียนรู้ให้ดี ลดกิเลสได้คืออุบัติเทพ มีญาณรู้กิเลสตัวเองและลดกิเลสได้นี่แหละคือ อุบัติเทพ ต้องรู้แจ้งรู้จริง ไม่ใช่โมเม และต้องเป็นการลดลงอย่างโลกุตระ ลดอัตตาไปตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา จนจิตเกิดอุบัติเทพ ไม่ใช่เทวดาที่หมุนเวียนในโลกียะ ได้แก้แค้น ได้ชอบได้ชังวนเวียนอย่างนั้น ซึ่งมีอยู่เต็มโลก ยุคนี้ยิ่งหาได้เยอะ หามนุษย์โลกุตระได้ยากได้น้อย ผู้ที่สามารถทำอุบัติเทพได้ก็อยู่ในระหว่างสะสม จนสมบูรณ์กิเลสหมดเกลี้ยงเป็นวิสุทธิเทพ จิตสะอาด เป็นพระอรหันต์ หรือเรียกว่าพรหม แต่พรหมเขาก็เข้าใจเพี้ยนไป กลายเป็นพรหมปลอม ต้องศึกษาให้ดี พยัญชนะตัวเดิมตัวเก่าแต่ว่าความเข้าใจได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว สมมุติเทพคือเทพวนเวียนในโลกียะเท่านั้น สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การระลึกชาติที่จริงคืออย่างไร 2. คนที่นั่งสมาธิแล้วเห็นชาติก่อนๆของตนเองหรือคนอื่น สามารถเป็นไปได้มั้ยคะ ถ้าคนนั้นยังกินเนื้อสัตว์อยู่ ขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... เป็นไปได้สำหรับผู้มีความจริง เราเคยสัมผัสกับคนนั้นคนนี้ก็ระลึกได้ แต่ถ้าคนไหนคุณไม่เคยสัมผัสมาก่อนตั้งแต่ชาติไหนๆก็ไม่มีสิทธิ์ ระลึกเห็นได้ ถ้าคนไหนบอกว่าระลึกถึงคนนั้นนี้ได้ ทั้ งที่ตัวเองไม่เคยเกิดร่วมชาติกันมาเลย ก็ไม่จริง ส่วนมากไม่จริง เป็นมโนมยอัตตา ปั้นเองขึ้นมา แล้วหลงว่าเป็นจริง ปั้นเป็นเรื่องราวเลยได้ ถ้ายังกินเนื้อสัตว์อยู่ส่วนมากเป็นของเก๊ หรือยกเว้นว่า ถ้ายังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็เพราะว่าตอนนั้นเขายังอยู่ในสภาวะ ลิงลมอมข้าวพอง แต่ถ้ารู้ตัวว่าตัวเองบริสุทธิ์แล้วก็ไม่กินหรอก ถ้าได้ฟังสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในสิคาลวรรค 6. พาโลวาทชาดก ว่าด้วยคนมีปัญญาบริโภค [342] บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหารสัตว์ เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ ให้ทานแก่ สมณะใด สมณะนั้น บริโภคภัตเช่นนี้ ย่อมเข้าไปติดบาปด้วย. [343] ถ้าสมณะเป็นผู้มีปัญญา แม้จะบริโภคทานที่บุคคลผู้ไม่สำรวม ฆ่าบุตรและภรรยาถวาย ก็ไม่เข้าไปติดบาปเลย. พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าท่านต้องตอบด้วยคำจบ สำหรับผู้ถามแบบจริตหมาจิ้งจอก มันจำนน มันอาจเป็นวิบากบาป แม้ไม่มีเจตนา ไม่มีวิบากหนักหนาอะไร ถ้าสัตว์มันไม่รู้ไม่คิดไม่พยาบาทก็จบ แต่ถ้ามันยังพยาบาทก็จำนน แต่อย่างน้อยก็ตบมือข้างเดียว เป็นเรื่องสุดวิสัยของคนสันดานหมาจิ้งจอก ฟังอันนี้ให้เข้าใจ จิตมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง เหมือนสุภาพ แต่ที่จริงต้องการเอาเรื่อง
_3867ขอบคุณบุญนิยมทำให้รู้ถึงปฏิปทานุตตริยะจากพ่อครูเข้าถึงการปฏิบัติ(ท่ามกลางทุกขภัย)จากมรรคองค์8สมดุลสมบรูณ์อย่างยอดเยี่ยมถึงวิมุตตานุตริยะหลุดพ้นได้ถึงที่สุดในทุกสภาวะการณ์โลกอันปรวนแปร!สาธุskk
_Tina Wood · กราบนมัสการค่ะพ่อท่าน ดูชัดค่ะจากอเมริกาค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู(ทักขิเนยบุคคล) ตอน การเกิดเป็นมนุษย์ถือเอาที่กาย _จาก คุณ ไปสู่ดิน ตามที่ พระพุทธเจ้าตรัส สรุปว่า...เมื่อเราตายไปแล้ว จะเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากมากดุจดินที่ติดเศษเล็บ ...ทำนองนี้ ถามว่า..เกิดเป็นมนุษย์ยาก หมายถึง จิตเป็นมนุษย์ หรือ ถือเอากายเป็นคน หมายถึง...จิต หรือ กาย เป็นเกณฑ์บอกความเป็นมนุษย์ ผมเข้าใจเช่นนี้ถูกไหม ตายไปเกิดใหม่ในร่างคนนี้แหละ มากมาย แต่จิตเป็นเป็นสารพัดนรก เปรต เดรฉาน ฯลฯ เป็นส่วนมาก แต่เกิดมาเป็นคนที่จิตสูง เป็นมนุษย์ มีน้อยมากดังเทียบไว้ครับ ตอบ ...ถือเอากายบอกความเป็นมนุษย์ ในยุคนั้นคนเป็นอย่างนั้น คนทั่วไปในยุคของท่านคนทั่วไปชั่วมาก คนเรานี่แหละตายจากร่างกายในชาติหนึ่งจะเกิดด้วยร่างกายเป็นมนุษย์อีกยากกว่ามาก ถ้าเป็นยุคพระพุทธเจ้าบางองค์ก็อาจจะง่ายก็ได้แล้วจะเป็นคนดีไม่ใช่คนชั่วในยุคที่มีคนดีมากๆพระพุทธเจ้าบางองค์ ท่านก็ตรัสในบริบทของท่าน ก็เป็นคนส่วนใหญ่ดี พอได้เกิดมามีร่างเป็นมนุษย์ได้ไม่ยากแต่นี่ได้ยากมาก ดุจดินติดเศษเล็บ ได้ยากและได้น้อยคน ฟังดูน่ากลัวมากดินทั้งโลกกับดินแค่ติดเศษเล็บ ไม่ว่ายุคไหนสอนโลกุตระ คนจะรับได้มาเกิดโลกุตระก็ยากกว่าเป็นธรรมดา หากง่ายจะพากเพียรทำไม ก็ปล่อยไปตามสบายสบายถ้ามันได้ง่าย
สื่อธรรมะพ่อครู(ทักขิเนยบุคคล) ตอน ทางปฏิบัติของคนสายศรัทธาหรือปัญญา _กราบนมัสการหลวงปู่ครับผม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรา บรรลุ อรหัตมรรค หรือ มี อรหัตผล แล้วน่ะครับผม ……ช่วยกรุณาตั้งชื่อให้กระผมด้วยนะขอรับ กระผม นาย(หนุ่ม)(เด็กชาย)สันติ จรูญวิทยากร 0897816577ครับ พ่อครูว่า...จบวิศวกรด้วย ถ้าปฏิบัติอย่างไม่มีปัญญา ธาตุรู้ไม่เก่ง เช่นสายศรัทธา พระพุทธเจ้าแบ่งไว้ 2 3 สายศรัทธากับปัญญา สัทธานุสารี กับ ธัมมานุสารี ธัมมานุสารีคือสายที่ค้นหาตามหาธรรมะที่ควรได้ สายศรัทธาจะได้ปัญญาเกิดปัญญาได้ช้าได้ยาก ปัญญาจะเกิดได้ต้องเริ่มจากทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วจะปฏิบัติไล่ไปเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ตามการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยสัมมาอาริยมรรค แล้วต้องมีธรรมวิจัยไปตลอดกับธรรมะ เป็นธรรมะสองๆ ไปเรื่อยๆ จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความจริงจริงๆ แล้วจะสั่งสมลงเป็นปัญญา สายศรัทธา จะไม่ค่อยมีปัญญาเป็นตัวจริงเป็นแก่น พระพุทธเจ้าจึงได้จัดแบ่งคนไว้ในสายศรัทธา ปฏิบัติธรรมก็จะบรรลุเป็นสัทธาวิมุติ เป็นกายสักขี แล้วอีกนานกว่าจะบรรลุอุภโตภาควิมุติ มี สัทธานุสารี กายสักขี สัทธาวิมุติ ส่วนปัญญานั้นท่านไม่ได้ตรัสว่าเป็นปัญญาแต่ธัมมานุสารี แล้วจะได้สัมมาทิฏฐิเป็น ทิฏฐิปัตตะ ปัตตะแปลว่าการเข้าถึงบรรลุด้วยทิฐิ ถ้าสัมมาทิฏฐิ หากไม่สัมมาทิฏฐิไม่ได้ สายศรัทธา จะเป็นสัมมาทิฏฐิได้ยากและไม่ชัดเจน ยิ่งไปนั่งหลับตายิ่งนาน เพราะว่าจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องต้องเปิดตาเป็นสัมมาอริยมรรค มีตาหูจมูกลิ้นกายใจทวารทั้ง 6 ปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นลำดับ แล้วจะพัฒนาเป็น ทิฏฐิปัตตะ เป็นผู้บรรลุด้วยสัมมาทิฏฐิไปตามลำดับ เมื่อบรรลุทิฏฐิปัตะ อันที่สามจะได้อรหันต์เลย เป็นอรหัตตผล จะได้รู้ถึงอรหัตตผลก็ต้องรู้อรหัตสมาธิสัมมาทิฏฐิตามมรรคมีองค์ 8 ตามโพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งจะต้องมี โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 เป็นกระบวนการ 37 ไม่ออกไปนอกกว่านี้ นี่ก็พูดให้สันตินะ ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้ คนอื่นก็พลอยรับฟังไปด้วย ตอบอีกทีหนึ่งจะรู้ได้อย่างไร ก็ต้องมีญาณรู้ตั้งแต่สักกายทิฏฐิ คือรูปนามของเราคือธรรมสอง แล้วทำให้เป็นธรรมะหนึ่ง จะรู้ว่าธรรมะสองละลดเป็นธรรมะหนึ่งได้คือละลดตัวไม่จริง เก๊ เป็นทุกขสมุทัย กำจัดมันให้เป็นหนึ่งได้ จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่าถูกต้อง จะมั่นใจในสภาวะ ปฏิบัติไปนิดหน่อยจนได้มาเรื่อยๆถูกแล้ว แล้วเราจะมีหมู่กลุ่ม คบคุ้นกัน ถามไถ่ตรวจสอบเช็คกัน ก็จะมีทุกอย่าง การอยู่กับหมู่กลุ่มมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ การอยู่กับหมู่บัณฑิตอาริยบุคคล พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ขนาดพระอานนท์ก็ว่าเข้าใจแล้วพระเจ้าข้าว่า มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ใช่หรอกอานนท์ แต่คือทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์เลยทีเดียว สำคัญมากเลย มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ใครไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาไม่มีปัญหา ไม่เรียกร้อง ไม่และเล็มเลียบเคียงไม่หลอกล่อ จะมาก็มา ขนาดมาแล้วก็ต้องคัดเลือกนะ ถ้ามาแล้วก็จะมีการคัดเลือกเอง จะรู้เองว่าอยู่ไหวไหม บางทีบางคนก็เกินดึงดัน เพราะที่นี่ก็มีเรือดันน้ำเหมือนกันนะ ก็มาเจอกันหน่อยมาศึกษาฝึกฝน หมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีไม่รุนแรงหรอก สุภาพ แต่เขาแรงชนิดหนึ่งนะจะรู้ได้ นี่เป็นสังคมที่ต้องเชิญมาดูมาศึกษาฝึกฝน มีอยู่ในสังคมมนุษย์ในยุคนี้ก็น่าเสียดายนะ คุณเกิดมายุคนี้ได้วิบากมาชุดหนึ่ง ได้เจอพระโพธิสัตว์ได้เจอพระอาริยะเป็นความโชคดี ยุคอื่นอาจมีพระโพธิสัตว์เกิดแต่คุณอาจไม่รู้จัก พระโพธิสัตว์ไม่ได้ตั้งหมู่กลุ่ม แล้วคุณจะได้อยู่กับหมู่มิตรดีที่ไหน ยุคที่ไม่มีพระโพธิสัตว์เกิด ยิ่งยุค พระพุทธเจ้ายิ่งยากใหญ่ ยุคนี้มีพระโพธิสัตว์ตั้งหลายองค์ หรือใครเป็นโพธิสัตว์ก็ต้องเอาข้อมูลมาศึกษามีหลักฐานมาศึกษา อย่างอาตมายกตัวอย่างคานธี ไอน์สไตน์ ในคนไทยเราอาตมาก็ค่อยเปิดเผย แต่ในคนไทยนี้ก็ต้องขอเวลา ซึ่งมีอีกหลายองค์หลายระดับหลายชั้น ยุคนี้ดีที่ยังมี แต่ยุคหน้าไม่แน่ วิบากคุณอาจพาไปเกิด เอธิโอเปียนิวกินี อะไรก็แย่ อย่าประมาท ในเวลาโอกาส พยายาม ยุคที่มีสิ่งนี้แล้วอย่าช้า
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน กินมากจนแน่นท้องทุกวันเป็นสักกายะไหม _ผมมีกิเลสกินแน่นท้องทุกวันครับ เท่าที่รู้น่าจะมีกิเลสติดรสชาติ ชอบกินพวกผัดๆครับจึงตักไว้เยอะ บางวันก็กินไม่หมด คำถามคือใช่เป็นสักกายใหญ่ใช่ไหมครับ ตอบ..ใช่ เรื่องกิน ทุกวันนี้คนยั่วยวนหลอกเยอะ มาพูดถึงกินง่ายอยู่ง่าย มาอยู่กับคนกลุ่มนี้ ถ้ามีกิเลสแรงหนา ถ้ามาอยู่กับหมู่ คุณก็ทำเองได้ ที่นี่ไม่โหดร้ายขนาดไม่ให้เติมรสชาติเลย ก็มีการอนุโลมอยู่ได้ไม่ถึงตายหรอก ให้กิเลสมันได้ทรมานมั่ง อย่าไปตามกิเลสมันมากนัก ถามว่าเป็นสักกายะก็ใช่ พระพุทธเจ้าถึงได้ตั้ง หลัก โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ให้มาปฏิบัติธรรมกับเรื่องอาหาร มีกิเลสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เรียนได้จนเป็นพระอรหันต์ เมื่อเป็นอรหันต์แล้วก็ต้องกินอาหาร แต่หลายอย่างเป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องยุ่งกับมันเลยก็ได้ห่างมันไปไกล แต่กินนี่ทิ้งไม่ได้พระพุทธเจ้ายังต้องกิน ยิ่งคนจะเอาอาหารประณีตสุดยอดเยี่ยมมาให้ เหมือนกับยั่วยวนพระพุทธเจ้าผู้ปฏิบัติธรรมเสมอๆ จะเป็นอย่างนี้แหละ คุณจะได้ไม่ต้องห่วง หัดเรื่องกินนี่แหละสำคัญมาก อาตมาเคยพูด นึกถึง พันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ เขาว่า อะไรปฏิบัติธรรมไม่มานั่งหลับตา มาพูดแต่เรื่องกินเรื่องกินเรื่องกิน ตะกละ แกว่าอาตมา ว่าพวกบ้ากินหลงกิน ไม่ไปนั่งหลับตา พูดกันอยู่จนหนวกหู พูดแต่เรื่องกินไม่ได้ปฏิบัติธรรม แกว่า แต่พูดไปก็ยังนึกถึงสงสารแก เราไม่เคยโกรธไม่เคยเกลียด แกติดคุกเราก็ส่งอาหารให้ แกก็เขียนจดหมายถึงอาตมาว่า “ข้าวของท่านมียาง” ใช้สำนวนเหลือร้ายเลยนะ ก็ขอระลึกถึงขอบคุณ แต่มีอัตตามากไม่ขอบคุณง่ายๆ เราส่งข้าวน้ำแกตอนแกติดคุก
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน เวทนา กับ ผัสสะ _อีกข้อหนึ่ง..ในนาม 5 ประกอบด้วย เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ สังเกตได้ว่าเวทนามาก่อนผัสสะ ส่วนในมูลสูตร 10 ข้อ 3. มีผัสสะเป็นเหตุเกิด ข้อ 4.มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง และ ปฏิจจสมุปบาท 11 ข้อ 6. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ทั้งมูลสูตร และ ปฏิจจสมุปบาท จะมีผัสสะก่อน จึงมีเวทนา คำถาม ทั้ง 3 หมวดธรรมนี้ ผัสสะ กับ เวทนา มีความหมายและสภาวะแตกต่างกันอย่างไรคะ สมาชิกกลุ่มขยะวิทยาด้วยหัวใจ ตอบ...ไปจับเคล็ดแค่ว่ามาก่อนมาหลัง ถ้าคุณเข้าใจผัสสะกับเวทนาต่างกันไม่ได้ อาตมาว่าคุณยากแล้วล่ะ ถ้าเข้าใจความหมายของพยัญชนะ 2 ตัวนี้ไม่ได้ ผัสสะกับเวทนานี้เป็นปัจจัยคู่ด้วยซ้ำผัสสะมีเวทนาเป็นปัจจัย เวทนามีผัสสะเป็นปัจจัย ต่างคนต่างคู่กันบางทีอันนึงก่อน อันหนึ่งหลังก็ได้พยายามเข้าใจสภาวะให้ได้แล้วจะไม่งงกับบัญญัติภาษา ที่บางทีสูตรนั้นก็เอามาก่อน บางสูตรก็สลับไปหลัง ตามเหตุปัจจัยของแต่ละโอกาส แต่ละกระบวนการของการปฏิบัติธรรม เพราะในการปฏิบัติธรรมมีกระบวนการอย่างนั้นอย่างนี้ หรือในปริเฉทนั้นมีเท่านั้นเท่านี้ มีกระบวนการนี้รวมกันอยู่ ก็ค่อยๆเรียนรู้ตามลำดับข้อสำคัญสรุปอีกทีต้องเข้าใจสภาวะของผัสสะกับเวทนา ผัสสะเป็นการสัมผัสแตะต้อง คุณต้องมีจิตวิญญาณถึงจะมาเรียนรู้ได้ ถ้าเป็นอุตุมีแต่ดินน้ำไฟลมกระแทกสัมผัสกันก็เรียนรู้ไม่ได้ แม้แต่อุตุกับพีชะก็ไม่ได้ เป็นชีวะที่มีแต่สัญญา สังขารก็ไม่ได้ แต่แม้เป็นจิตนิยามระดับอเวไนยสัตว์ก็ไม่ได้ แต่คุณมีภูมิปัญญาขนาดนี้แล้วก็น่าจะเรียนรู้ได้ ฟังไปไม่เข้าใจสักวันก็ต้องเข้าใจ แต่ถ้าวันนี้ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ก็อเวไนยสัตว์ แต่ถ้าคนฟังไม่เข้าใจแต่ก็พากเพียรจะฟัง ข้ามชาติกันเลย มันต้องได้สักชาติหนึ่งแหละ ความพากเพียรจึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด ถ้าแน่ใจว่านี่เป็นเรื่องถูกแล้ว เสียเวลาให้เลยทั้งชีวิต ทุนรอนก็ช่าง ไม่อยากบอกเรื่องทุนรอน เดี๋ยวหาว่าและเล็มเลียบเคียง แต่เวลา ความพากเพียรเอามาทุ่มเททางนี้เลย เพราะถ้าแน่ใจว่าอันนี้ใช่ เป็นโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้าแน่สำคัญอันนี้ ถ้าคุณสามารถเข้าใจอันนี้ได้ มีญาณปัญญารู้ได้ว่าอันนี้ใช่ก็เอาเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ่อครูคือสยังอภิญญาผู้มาประกาศโลกนี้โลกหน้า พอมาถึงตรงนี้ก็ขอแวะเลย ขอแวะอธิบายตรงนี้แหละ อันนี้ใช่นี่ หนึ่ง คุณจะต้องรู้บุคคล สองรู้หมู่กลุ่ม เป็นหมู่กลุ่ม มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีของบัณฑิต ไม่ใช่หมู่พาลหรือโลกียะ แต่เป็นสังคมศิวิไลซ์ เป็นคำซ้ำที่มาจากภาษาอังกฤษว่า civilization มาเป็นภา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive