610303_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
610303_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 2
พ่อครูว่า... วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ของงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 42 วันที่ 3 มีนาคม 2561 ที่บวรปฐมอโศก เราก็มาพูดถึงเรื่องที่ทำให้เกิดความเจริญของโลก ของประเทศ ของมนุษยชาติ มีคนเขาเขียนอะไรขึ้นมาให้หน่อยหนึ่งว่า อยากจะให้ ไปต่ออายุ เป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร ที่จริงหนังสือเราคิดอะไร เป็นหนังสือที่สำคัญมากเลย ของชาวอโศก อย่างน้อยที่สุด อาตมาเป็นตัวหลัก ตั้งแต่นัยปก จะเป็นความคิดร่วมสังคม หรือนำสังคม หรือว่า ช่วยกระตุ้น เตือนสังคม อย่างสำคัญ นอกนั้นพวกเราก็ช่วยกัน คนละไม้คนละมือ เท่าที่เราจะมีฤทธิ์แรง ความสามารถ ไปช่วยเป็นสมาชิกกันหน่อย สมัครกันที่ศาลางาน นอกนั้นก็ไม่มีอะไรมาก
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ทับทวีไปหาสูญ _เขาบอกว่าอยากเรียนถามพ่อท่านว่า นักบวชชาวอโศก เป็นบุคคลสำคัญที่สุดแล้วใช่ไหมคะ รถยนต์ที่ใช้สำหรับท่านสมณะท่านสิกขมาตุ ที่บริการท่าน ควรจะเป็นรถที่อยู่ในสภาพที่ดี และสมควรใช่ไหมคะ แต่เท่าที่เห็นที่เดียวนะคะ ที่นาแรงรักแรงฝัน รถเก่าๆ เช่น เจ้าโป้ก และรถตู้เก่าๆขับไป ซ่อมไป บางครั้งเคยโดยสารไปด้วยซ่อมกลางทางก็มีค่ะ แต่รถของกรรมการใหม่ๆ หรือว่ากรรมการสำคัญกว่านักบวชคะ ท่านสมณะที่นาแรงรักแรงฝัน ก็ต้องใช้ทุกวัน มีญาติโยมวิ่งรถไปกลับ ระหว่างวัดกับนาทุกวัน เช้าๆสมณะไปบิณฑบาตที่ท่าม่วง หรือสายๆโยมก็ใช้ต่อ หรือว่า เป็นสมณะสิกขมาตุก็ต้องวางได้ มีสภาพไหนก็ใช้สภาพนั้น ขอความเมตตาพ่อครูช่วยต่อ พ่อครูว่า... สำคัญที่สุด หมายความถึงอย่างไร ก็ต้องบอกว่า เข้ามาอยู่ในแวดวงของผู้จะทำงานกับสังคม อย่างสำคัญที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้มาสะสมอะไร นอกจากมาท
อ่านต่อ
ำงานรับใช้อย่างเต็มที่ นักบวชของเรา คือนักการเมืองของชาวอโศกแท้ๆ อันนี้ก็ต้องไปย้ำท่านดาวดิน ท่านดาวดินท่านเป็นนักพุ่งออกไปหาเมืองมากไปหน่อย เท่านั้นเอง นอกนั้นก็อยู่ในกรอบดี ใช้ได้ เป็นกลุ่มนักการเมือง ที่ทำงานรับใช้สังคม รับใช้มนุษยชาติได้ดีมาก ส่วนรถ ก็เป็นรถที่จะใช้ฝึกฝนช่างฝีมือ ช่าง และผู้โดยสาร ก็จะต้องเตรียมตัวให้ดี ต้องเผื่อนะ ไปนี่อาจจะเสียกลางทาง สัก 5 ชั่วโมง อะไรอย่างนี้ ต้องซ่อมขึ้นมา กว่าจะวิ่งต่อไปได้อย่างนี้ ก็ทำไงได้นะ ถ้าไม่มีกรรมการ นักบวชก็แย่นะ กรรมการก็น่าจะสำคัญกว่านักบวชมั้ง ก็ชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่น ก็ฝากฟ้าฝากลมไป เท่านั้นแหละ ถือว่าพูดออกไปกับสายลมแสงแดด เหลือกินแล้ว
เราก็มาเข้าสู่ จะต้องตอบปัญหา พาเข้าสู่ ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ สำคัญ ก็ย้ำ สัมประสิทธิ์ พวกเราจะเป็นผู้ที่เข้าใจ โดยเฉพาะสัมประสิทธิ์นี้ เป็นสัมประสิทธิ์ที่อาตมาเป็นคน Apply เป็นคนเพิ่มเติม ดัดแปลง ปรับปรุงขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่ของเขา สัมประสิทธิ์ หรือ Coefficient เป็นตัวแปรที่มีอัตราการก้าวหน้า เป็นตัวคูณ นี่คือเดิมของเขา ซึ่งก็หมายความว่า ตัวแปร หรือว่าตัวที่จะเป็นตัวหลัก เป็นตัวสำคัญ ของใครก็แล้วแต่ ของพลังงานใดก็แล้วแต่ หรือของคนแต่ละคน ที่มีความสามารถ จะทำพลังงานสัมประสิทธิ์นี้ได้ และสัมประสิทธิ์นี้ จะต้องเป็นตัวแปรของอัตราการก้าวหน้า ของผู้นั้นแน่นอน ของเขาระดับคูณ อาตมามาทำให้เป็นระดับยกกำลังยิ่งขึ้นๆ เท่าที่อาตมาสามารถทำได้ หลายรอบ มีพลังงานเพิ่มขึ้น เป็นปฏิภาคทวี หลายรอบ เป็นเรื่องพิเศษ แตกต่างจากอื่นๆ เขาทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเรา อาตมาเชื่อว่า พวกเราพยายามผลิตนามธรรมของตน ก็เท่าที่เราจะมี 1. เรามีความเข้าใจชัดเจน 2. ก็ลงมือฝึกตัวเองไป ซึ่งแกนของเรา จะมีพลังงาน Static กับ Dynamic ทำให้มีพลังงาน 1 2 3 แล้วสร้างให้เป็นตัวที่ 4 5 6 7 ไปถึง 8-9 ก็จะทับทวีรอบเป็นตัว Static และตัว Kinetic อีกทีหนึ่ง เป็นสามเส้า สะสมเป็น static ที่ถาวรยั่งยืน เป็นรอบ แล้วเราก็ต่อพลังงานใหม่ 4 5 6 7 8 9 ต่อไปได้อีก พลังงานที่มันสามารถเสริมไปได้เรื่อยๆ ยิ่งเสริมก็ยิ่งเกิด ทั้งต้นทุน ในแรงงาน บวก ลบ ใน Static Dynamic และตัว Kinetic ที่เราทำเสริม เป็น 4 5 6 7 8 9 เราจะทำได้อีกจริง มากแค่ไหน บางคนเสริมได้แค่ 4 ไป 5 ไป 6 ก็ไม่ไหว อย่างนี้ ถ้าคนใด ทำ 5 6 แล้วออกไปเป็น 7 คนบางคน ก็ไปอยู่ที่ 7 ต่อ 8 9 ไม่ไหว ก็วนอยู่ที่ 7 นั่นแหละ ขึ้น 8 ขึ้น 9 ก็ได้น้อย แรงไม่ถึงก็ต้องเติมขึ้นไป ถ้าถึง 8 ถึง 9 ได้ จึงจะครบถ้วนเป็น 10 ... 8 ถึง 9 เต็มก็ไปเป็น 10 ถ้าเสร็จแล้วจะต่ออีก จะแยกออกไปเป็นอันใหม่ หนักแรงมากเลย จะทบทีละสามเส้าๆ เกิดสามเส้าต่อ ก็จะพัฒนาแรงยากอีกจน สามเส้า สามเส้า สามเส้า สามอันเป็น 9 ตัวที่ออกไป 10 มันจะง่ายขึ้น เพราะเป็นตัวที่ศูนย์ แต่ถ้าไป 11 12 13 พอมันได้สามเส้าอีก ก็จะมีพลังงานต่อ ออกไปจะยาก แต่ถ้าได้แล้ว จะเร็ว ออกไปนี้ยาก แต่ได้แล้ว จะพัฒนาทวีไปเรื่อยๆ แต่ออกจากวงวนนี้ จะยาก พวกเรามาทำความจนที่มีสัมประสิทธิ์ เราสร้างพัฒนาความจน ให้แต่ละคนจน ให้ได้แรง เป็นความจนที่มี แก่นชีพ มี static เรียกอีกศัพท์ลึกๆว่า แก่นชีพ ยิ่งเป็นแก่น แน่น แข็ง มีประสิทธิภาพสูง ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นพลังงาน Dynamic พลังงานลบ ก็มีพลังงานวิ่งเร็ว มีประสิทธิภาพคล่อง มีประสิทธิภาพสูง และมีตัวแปรออกมาอีก อย่างนี้เสมอ ความจนที่ยิ่งจนได้ ไปหาศูนย์ สูงสุด นอกนั้นก็ดี แต่พลังงานสร้างสรร เพื่อผู้อื่น มีองค์รวมของแต่ละคน ร่วมกันมากขึ้น ก็จะยิ่งเบาแรง และมีประสิทธิภาพออกไปสู่ผู้อื่น อันอื่นๆ มากยิ่งขึ้นๆๆ จึงเป็นพัฒนาการของความเป็นมนุษย์ และระบบบุญนิยม เป็นระบบของชาวอโศกที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง ด้านสังคม มันจะเจริญอย่างแท้จริงเลย พยายามพากเพียรไปเถอะ พวกเราจะเป็นตัวอย่าง เกิดของจริง เป็น ฟีโนมีนอนของโลก ปรากฏการณ์ของโลก ในยุคสุดท้ายนี้แล้ว ยุคสุดท้ายนี้ของพุทธ กับศาสนาพุทธของพระสมณโคดม มีผู้ทำนายเอาไว้ เรื่องภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุด ที่กำลังจะมาถึงในยุคนี้ เขาทำนายขึ้นหัวเรื่อง
*พุทธทำนายเรื่องภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดที่กำลังจะมาถึงในยุคนี้* (ลอกจากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน ณ สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย โดยคณะฑูตไทยที่ไปอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุเมื่อปี พ.ศ.2485)
สาธุ อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสัพพัญญู รู้แจ้งโลก ทั้งในอดีต และใน อนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้น เมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนม์อยู่ ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี (ซึ่งก็คือช่วงสงครามโลกครั้งที่1-2 นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านทำนายล่วงหน้าเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว) จะเกิดการณ์ร้ายแรง จะมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ ไฟจะลงมาจากอากาศ จะเผาผลาญประชาชนให้พินาศ จะมีการล้มตายซึ่งกันและกันเป็นอันมาก
ดู ก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาของของตถาคตล่วงเลยไปก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี (ซึ่งก็คือช่วงสงครามโลกครั้งที่1-2) สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้น จะพบแต่ความลำบาก ทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติ สารพัดทั่วทุกทิศ คนในสมัยนั้นจะมีนิสัยโหด ดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันเอง ถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ ผู้ขวนขวาย ในกุศลตามวจนะของตถาคตก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงใน พระรัตนตรัย และคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจะเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น
แต่ว่า ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี จะถือว่าเป็นการณ์ร้ายแรงหาได้ไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้วนั้น
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ หลังกึ่งพุทธกาล (ซึ่งก็คือช่วงหลัง พ.ศ. 2,500 เป็นต้นไป) จะมีความร้ายแรงมากกว่าก่อนกึ่งพุทธกาลมาก ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมาก ๆ สมณะ ชี พราหมณ์ จะล้มตาย จะตายไปฝ่ายละครึ่งจึงเลิกรากัน สำหรับประเทศที่นับถือพุทธศาสนา จะมีภัยเหมือนกัน แต่ไม่ร้ายแรงนัก
เริ่มแต่พุทธศาสนาล่วงเลย 2,500 ปี เป็นต้นไป (ซึ่งก็คือช่วงหลัง พ.ศ. 2,500 เป็นต้นไป) ไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมณะ ชี พรามณ์จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทรจะชอกช้ำ สงครามจากทั่วทิศศึกจะติดเมือง ข้าวจะขาดแคลนทั่วแว่นแคว้นจะอดอยาก ผีโขมดป่าจะเข้าเมือง พระเสื้อเมือง ทรงเมือง จะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจ จะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาปเป็นเวลานาน จะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลก ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะถล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตจะเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่อยู่ในศีลธรรม เชื่อคำคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพรักธรรมนิยม คนประจบ สอพลอได้รับความเชื่อถือในสังคม ผู้ที่มีศีลธรรม ประพฤติดี ประพฤติชอบ กลับไม่มีใครเคารพยำเกรง
พระธรรมจะเริ่มเปล่งรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่ง ก็ต่อเมื่อ มีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิตย์ ณ เบื้องต้นตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคต ให้รุ่งเรืองสืบไปถึง 5,000 พระวัสสา
ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อยมาก คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรม ของสัตว์ ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีล 5 ประการ เจริญเมตตาภาวนา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจปฏิบัติตน ตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นอันตรายในกึ่งพุทธกาล"
พ่อครูว่า... นี่ก็เป็นคำที่ได้มา เขาสืบทอดสืบค้นมา อาตมาไม่มีปัญหา ก็เอามาอ่านให้สู่ฟัง อาตมาก็ไม่เคยปิดบัง เปิดเผยไปตลอดเวลา จนกระทั่งทุกวันนี้ อาตมาก็ย้ำว่าอาตมาเป็นธรรมิกราช 1 รูป ที่มาทำงานนี้ และอาตมาก็ไม่ได้พูดปิดบังอีกว่า ธรรมิกราชอีกหนึ่งรูปนั้นคือ ในหลวง รัชกาลที่ 9 จนกระทั่งตอนนี้รัชกาลที่ 9 ท่านก็สิ้นพระชนม์ไป ก็มีผู้สืบทอดตามศาสตร์พระราชาอยู่ มีจริงๆ มีแน่ ส่วนจะมีภูมิปัญญา จะเข้าใจในเรื่องของสัจธรรม อย่างไรแค่ไหนก็ตามแต่ เราไปบังคับใครไม่ได้ ความรู้สึก ความรู้ ก็เป็นไปแต่ละคน ส่วนอาตมาเองนั้น อาตมามั่นใจในตัวเอง ก็ทำหน้าที่ไป ยิ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 สิ้นพระชนม์ไป อาตมาก็ยิ่งต้องพยายาม พากเพียร และจะพยายาม เพราะว่าเรายังไว้ใจสถานการณ์ของสังคมโลกไม่ค่อยได้ แม้แต่ในเมืองไทยประเทศไทย ก็ยังประมาทไม่ได้ ความไม่ประมาทต้องมีตลอดเวลา ต้องไม่ประมาทเสมอ ประมาทอะไรไม่ได้ อันนี้พระพุทธเจ้าท่านย้ำ ในเรื่องความไม่ประมาท อย่าประมาทเป็นอันขาด
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประเทศไทยคือแก่นแกนโลกุตระของโลก พ่อครูว่า... ตอนนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในเรื่องการเมือง กำลังจะเปลี่ยนรูป เปลี่ยนสภาพ ผ่องถ่าย อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ทุกคนเข้าใจแล้ว ประชาชนก็เข้าใจว่า การเมืองนั้นต้องได้คนดีจริงๆ คนไม่ดีมาทำงานการเมืองนั้น มันไปไม่รอด แต่ไปห้ามคนไม่ดีเขาไม่ได้ ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มวันที่ 1 วันที่ 2 วันที่ 3 เริ่มเปิดวันที่ 1 ปาเข้าไปตั้ง 43 พรรค เราก็ต้องดูหน้าดูตา ผู้ใดยังมีลายอยู่ บางคนก็ลายอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ดูลายออก เขาวาดลวดลายมาแล้ว ก็ต้องดูลายออก คนเราเปลี่ยนไม่ง่ายนะ ถ้าหากผู้เข้ากระแส ก็พัฒนาไปในทางเปลี่ยนแปลงแน่ ผู้ไม่เข้ากระแส ยิ่งจะร้ายจัด นานวันยิ่งจะร้ายจัด โลกียะเป็นอย่างนี้ ต้องระมัดระวังอย่างสำคัญมาก ผู้ที่เข้ากระแส และเปลี่ยนเป็นจิต มาเข้าใจธรรมะแล้ว ก็ยังค่อยยังชั่ว ก็จะต้องดูให้ออก เพราะฉะนั้น จะช่วยคน ช่วยใคร ต้องดูกันอย่างชัดเจนจริงๆ ถ้าไม่รู้ ก็ตามหมู่ ตามพวก ตามผู้นำ อย่าออกนอกแถว ก็ขอเตือนท่านดาวดิน อย่าออกนอกแถว อย่าอวดดี ตอนนี้เข้าอยู่ในระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ สำคัญมาก พวกเรานอกนั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไร จริงๆ ผู้เป็นตัวอย่าง ก็ทำให้พวกเราได้รับความรู้ ถ้าออกนอกหมู่กลุ่ม จะเป็นอย่างไร มันจะเกิดความเข้าใจ จะเกิดความรู้ว่า มันไม่เป็นมวลรวม มันเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นมวลรวม มันจะได้ประโยชน์อย่างนี้ หรือบางที ไม่เป็นมวลรวม เป็นตัวอย่าง แม้ไม่มากมาย ก็ได้ความรู้เหมือนกันว่า มันเป็นพิษภัยอย่างนี้ มันทำให้เกิดแรงเสียดทาน ทำให้เกิดผลที่มัน การเสียดทานนี้ Resistance อัตราการก้าวหน้ายิ่งขึ้น มีได้เหมือนกัน แต่การทำให้มันช้า ให้มันเกิดผลไม่สมบูรณ์ ก็มีได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องอยู่ที่ว่า แรง 2 ด้าน แรงบวก แรงลบนี้ อันไหนมันจะเสริม ซึ่งเป็นค่าสัมประสิทธิ์นี่แหละ ได้เก่งกว่ากัน แต่พวกเราพัฒนาค่าสัมประสิทธิ์ เป็นเรื่องอจินไตยนะ มันเป็นนามธรรม เป็นเรื่องที่เป็น Nuclear fission อะไรที่มันมี ไปไกล จับตัวมันไม่ได้อีกตั้งเยอะ แต่มันมีฤทธิ์แรงนะ อยู่ในเอกภพ อยู่ในวงวน ไม่ใช่หายไปไหน แรง nuclear fusion เป็นแรงหลัก นอกนั้นก็เป็นแรงเสริม หรือบางที เป็นตัวลดทอน เป็นตัวไม่เที่ยง นอกฤทธิ์แรงที่จะเข้าเส้นเข้าทาง มันเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เที่ยง อันนั้นเราก็ไม่ไปจัดการได้หรอก บ่อเกิดพลังงานอย่างที่ว่านี้ คือตัวคน ตัวบุคคล พวกเรานี้ จะต้องมาศึกษา ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ไตรสิกขาไปเลย อาตมาอธิบายไตรสิกขา เข้ามาสู่แก่นแกนของศีลเป็นตัวตั้ง แล้วจะเกิดจิต เกิดความเฉลียวฉลาด เกิดปัญญา มาช่วยกัน ช่วยกันแล้วก็จะเกิดผล เป็นวิมุต เป็นอธิมุติ เสริมซ้อนกัน เกิดผลเป็นประสิทธิผล มันก็จะเกิดจริงๆ เกิด Effectiveness เกิดซ้อนขึ้นแน่นอน เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า ก็เรียนรู้ทฤษฎีพวกนี้ให้เป็นจริง จึงเกิด Efficiency เกิดความคุ้มค่า เกิดความได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เราก็ดำเนินกันต่อไป ฝึกฝนแล้ว รวมตัวกัน ประกาศออกไปว่า ผู้ที่อยู่ มีศีลแล้ว ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า มีทุนรอนของสัมมาทิฏฐิ มีกระแสมีชิป มีเชื้อ มีแก่นชีพแล้ว เข้ามาเถอะ เข้ามาเติมชาติเชื้อ ข้างนอกนั้น เพิ่มชาติเชื้อ หรือพลังงานสัมประสิทธิ์ ตัวแปรที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นด้วยเรื่อยๆ ไม่ได้ง่ายๆหรอก ถ้าหากนอกมวลมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มันเพิ่มไม่ได้ง่ายๆหรอก เพราะฉะนั้นก็ส่งภาษา ส่งคำพูดไป เพราะว่าอาตมาไปบังคับ ก็ไม่ควร จะไปบังคับอะไร เป็นอิสระเสรีภาพ แต่ให้สติให้ปัญญา เตือนสติ เตือนปัญญา ว่า เอาน่า ตอนนี้เราต้องการมวลที่ยิ่งขึ้น เพราะกระแสโลก จะมีการพัฒนา มีความเสื่อม เรามีผลต่อกระแสโลกมาช่วยกัน อย่าประมาท มันจะเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ถ้าเผื่อว่าเข้ามาสู่มวลของแก่นแกน เสนาสนะ บุคคล ธรรมะ อาหาร ที่ครบพร้อมสัปปายะ 4 มีอยู่แล้ว ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ไม่ผิดหรอก เพราะฉะนั้นอย่าเห็นแก่ ความระเริง บำเรอกิเลสของตนเองอยู่ข้างนอก มากมายนัก เราก็เสื่อม หรือจริงๆ ก็อาจจะได้ถึงจะเจริญได้บ้าง ก็ต้องลงทุนสูง แต่คนก็จะเจริญได้ช้า แต่ถ้าเข้ามาข้างในนี้ สบาย ไม่ต้องลงทุนมาก และเจริญเร็ว นี่พูดตามสัจธรรมนะ ไม่ได้เป็นการพูดประเหลาะ อ่อยเหยื่อ พูดตามสัจจะสู่ฟัง อย่างแท้จริง เราก็ต่างก็ทำไป อาตมาก็ทำ ทุกคนก็ทำช่วยกัน
ตอนนี้เราไปตั้ง ราชธานีอโศก หรือเมืองหลวง ตั้งเป็นหลักอยู่ที่ ราชธานีอโศก เป็นราชธานีของชาวอโศก ทั้งสถานที่ ทั้งบุคคล ทั้งอาหาร ทั้งธรรมะ สัปปายะ 4 ติดเครื่องกันอยู่ที่นั่นเลย ทั้งวันทั้งคืน ไม่หยุด ไม่มีพักเครื่อง สัปปายะ 4 ไม่พักเครื่อง เป็นกลุ่ม เป็นหมู่มนุษย์ ที่พัฒนาตลอดเวลา ไม่พักเครื่อง แต่ก็คนพักบ้าง แล้วเราก็สร้างสรรอยู่ ให้เจริญทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการเมือง ทางด้านสังคม สามเส้าหลัก ของมนุษยชาติทั่วโลก เขาจะรู้หรือไม่ มันก็ไม่ออกไปจากเศรษฐกิจ การเมือง สังคม โดยเฉพาะเศรษฐกิจกับการเมือง เป็น 2 พลังงานหลักของมนุษยชาติ เศรษฐกิจ คือสิ่งที่ต้องสร้างสรร ต้องมีต้องใช้อาศัย ต้องกิน ต้องอยู่ แม้แต่จะใช้เป็นเครื่องมือ ในการที่จะดำเนินความพัฒนา การก้าวหน้า เป็นเทคโนโลยี อะไรต่างๆนานา ก็ต้องเจริญด้วย และก็มีการทำงานร่วมกัน เรียกว่าการเมือง การเมือง จะเกิดอธิปไตย ต้องมีการอภิบาล อาตมาไขความประเด็นนี้เพิ่มขึ้นด้วย ด้วย 2 คำนี้คือ อภิบาล กับอธิปไตย คนข้างนอกเข้าใจผิดว่า จะสร้างอธิปไตย เพื่อจะมาอภิบาล จะต้องพยายามสร้างตัวเองให้มีอำนาจ ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา จะสร้างอำนาจเบ่งใหญ่ ให้มีอำนาจแล้วจะบริหารโลก เป็นหัวหน้าโลก เป็นใหญ่ในโลกให้ได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับทฤษฎีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้น อภิบาล แล้วจะเกิดอธิปไตย ที่ประชาชนเต็มใจมอบให้แก่เราเอง มันกลับกัน ชัดเจนนะ เพราะฉะนั้น อย่าไปทำ อย่าสร้างอำนาจบาตรใหญ่ จากตัวเราออกไป อย่าทำ ให้รับใช้ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้ ใช้ความสามารถ ใช้ความอุตสาหะ ใช้ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อย่างแท้จริง จริงใจ ตายก็ตาย พวกรุนแรง เขารุนแรงเอง ช่างเขาเถอะเป็นวิบากไป วิบากเรา วิบากเขา เกิดแน่ ทำกรรมเป็นอันทำ กรรมเป็นของจริง ทำให้ประมาณ อย่าไปยั่วยวน ทิ่มแทงเขา จนกระทั่งอดใจไม่ได้ เขาก็จะทำร้ายแรง และอาวุธจะทำร้ายแรงใจคนอำมหิต มีจริง อย่าให้มันเกินเหตุนั้นมาหาตน ถ้าเหตุนั้นมันแรงเอง เราทำเอง ก็ต้องได้รับ อาตมาพาทำ เศรษฐศาสตร์ มีแต่สร้างสรรผลิตวัตถุผลิตเครื่องมือใช้สอย แล้วก็แบ่งแจก เกื้อกูลกัน ส่วนการเมืองนั้น ก็ดูแลบริหารปกครอง เรียกว่าอภิบาล ดูกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน หน้าที่นักการเมือง กับนักเศรษฐศาสตร์ จะว่าจริงๆแล้ว มันคนละหน้าที่ แต่ต้องเกื้อกูลกัน ช่วยกัน กองทัพเดินด้วยท้อง เพราะฉะนั้นนักการเมือง จะไม่อาศัยเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ ไม่ได้ เศรษฐศาสตร์ก็ต้องพึ่งนักการเมือง ถ้าจะดูแลสังคมดูแลมวลทั้งหมด จะเจริญก็ต้องอยู่ที่ 2 แรงงานนี้ แรงงานการเมือง กับแรงงานเศรษฐกิจ เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น เราทิ้งไม่ได้ ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิการเมือง ก็ปล่อยให้เขาปู้ยี่ปู้ยำ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ก็ปล่อยให้เขาทำ อันนั้นเป็นมิจฉาทิฎฐิ ไม่ใช่ลัทธิพุทธ พุทธมี โลกะวิทู รู้ทันโลก และทำอย่างมีปัญญา ที่จะเป็นประโยชน์แก่โลก ได้ประโยชน์มากเพราะว่า เป็นผู้ที่มีคุณธรรม ปัญญาที่สูง รบอย่างอาริยบุคคล รบอย่างไม่รุนแรง รบอย่างไม่ใช้อาวุธใคร ทบทวนพวกเรา แล้วเราก็ทำมาแล้ว อย่างจริงจัง ได้ผล ซึ่งเป็นอจินไตย ความสงบสยบ จนเขา แพ้ยะย่าย พ่ายจะแจ ตำรวจก็หอบโล่ห์กลับไป เหลือทิ้งไว้บ้าง ซึ่งเป็นตำรวจของฝ่ายปฏิปักษ์ ที่เราไปรบกับเขา ตอนที่มีเหตุการณ์ ที่เราไปเข้าสนามรบ พวกเราบริสุทธิ์สะอาด ไม่ได้ใช้อาวุธ ใช้ความสงบเป็นอาวุธ อย่างแท้จริง จนสุดท้ายทุกวันนี้พวกเราก็ยังมาท้วง เราไปทำงานให้ประเทศแท้ๆ ก็ยังได้รับข้อหา ต้องไปขึ้นศาล ต้องเข้าไปติดคุก เสียเงินทอง ค่าปรับอะไร กรุณาตรวจสอบดีๆ มันควรจะทำให้ถูกสัจธรรม ไม่อย่างนั้น ก็เกิดวิบาก ถ้าผู้ตัดสิน มันไม่สุจริตจริงๆ วิบากก็เป็นของท่าน ขออภัย ไม่ได้พูดว่า แต่พูดเป็นสัจธรรมให้ฟัง อย่าให้มันเกิดเลย ให้มันบริสุทธิ์สะอาด มันเป็นความลึกซึ้ง จะต้องชัดเจนในความลึกซึ้งนี้ ไม่เช่นนั้น ทำก็เป็นวิบาก คนดีโดนคนไม่ดีทำร้าย ทำให้มันเกิดได้รับทุกข์ภัย ได้แน่นอน เพราะฉะนั้น ความละเอียดลออของความลึกซึ้ง มันต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้น ก็ทำให้คนดีได้รับทุกข์ภัย เป็นบาปเป็นเวรอย่างแท้จริง ต้องระมัดระวังจริงๆ ประเทศไทย เป็นประเทศที่สร้างรูปธรรมความจริงอันนี้ เป็นแก่นแกนของโลก อาตมาจะว่าอวดดีหรือหลงตัวก็ตามใจ ประเทศไทยเป็นแก่นแกนอันนี้ของโลกจริงๆ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็บังคับไม่ได้ อาตมาก็ขอพูดความจริงสู่ฟัง พวกเรามีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถ อันเป็นสัจธรรมโลกุตระ ทำอันนี้อย่างแท้จริงอยู่ที่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นแต่ละหน้าที่ แต่ละตำแหน่ง ช่วยกันทำให้ประสานสอดคล้อง ส่งเสริมกันให้ดี แล้วมันจะเกิดการพัฒนา เกิดการเจริญกันอย่างดีขึ้นไปทีเดียว อาตมาก็ได้เปิดเผย บอกความจริง จนกระทั่งเหนียม น่าเกลียดว่า เราคือใครทำงานอะไร ส่วนใครจะเชื่อก็ตามภูมิของคน เราไปบังคับไม่ได้ แต่ถึงอย่างไร อาตมาพูดไป อาตมาก็ต้องทำงานไปอยู่ดี ใครจะเชื่อไม่เชื่อ จะช่วยไม่ช่วย จะมีแรงเสริมไม่มีแรงเสริม อาตมาก็ต้องทำไปอยู่ดี จนกว่าจะหมดชีวะ สิ้นร่างสิ้นขันธ์ลงไป
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ชีวะกับสรีระต่างกันอย่างไรในอันตคาหิกทิฏฐิ พ่อครูว่า... ไว้จะอธิบาย อันตคาหิกทิฏฐิ อีกที ตอนนี้ขอเดินสาย วันที่ 7 จะกลับเข้าสู่ราชธานีอโศก ตอนนี้เดินสายก็ปกิณกะไป ตอบปัญหาไป ใน พจนานุกรมของท่านประยุทธ์ และใน พระไตรปิฎก เล่ม 18 ข้อ 788 อันตคาหิกทิฏฐิ 10 (ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่ง ข้างใดข้างหนึ่ง — the ten erroneous extremist views) คือเห็นว่า 1. โลกเที่ยง (The world is eternal.) 2. โลกไม่เที่ยง (The world is not eternal.) 3. โลกมีที่สุด (The world is finite.) 4. โลกไม่มีที่สุด (The world is infinite.) 5. ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (The soul and the body are identical.) 6. ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (The soul is one thing and the body is another.) 7. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (The Tathagata is after death.) 8. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (The Tathagata is not after death.) 9. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็ใช่ ไม่เป็นอีก ก็ใช่ (The Tathagata both is and is not after death.) 10. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็มิใช่ ย่อมไม่เป็นอีก ก็มิใช่ (The Tathagata neither is nor is not after death.) คำว่า ตถาคต ในที่นี้ อรรถกถาบางแห่งว่าหมายถึงสัตว์ (เช่น ม.อ. 3/135; สงฺคณี.อ. 528) บางแห่งว่า อัตตา หรืออาตมัน (อุ.อ. 430) บางแห่งว่าพระพุทธเจ้า (สํ.อ. 3/192)
พ่อครูว่า... เป็นอีกก็ใช่ ไม่เป็นอีกก็ใช่ หมายความว่าอย่างไร คำมันก็บอกอยู่แล้ว ถ้าเข้าใจ หมายความว่าพระพุทธเจ้านี้ ถ้าตายไปแล้ว จะเป็นอีกก็ได้ ไม่เป็นอีกก็ได้ เป็นคำพูดทิ้งเอาไว้ให้แต่ละคน ใครก็ตาม ถ้าเชื่อว่าพระพุทธเจ้านี้ ท่านตายไปแล้วจะเป็นอีกก็ได้ จะไม่เป็นอีกก็ได้ คุณก็มีทางต่อ แต่ถ้าเผื่อว่า พระพุทธเจ้าตายแล้ว ไม่เป็นอีก อันนี้สรุปได้ชัดเลยว่า พระพุทธเจ้าตายแล้ว ไม่ใช่ทั้งนั้น อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นอีก อย่าเข้าใจผิดว่าไม่เป็นอีก สรุปแล้วไม่เป็นอะไรทั้งนั้น จึงจบคำตอบ ว่าไม่เอียงข้างไหนเลย เพราะผู้ที่สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ เกิดจากเหตุปัจจัยของ ที่ท่านจะเกิดอีก หรือไม่เกิดอีก ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ท่านมีสัพพัญญูเท่ากัน แต่เมื่อท่านอุบัติลงมา ที่โลกมนุษย์ ท่านจะประกาศศาสนา หรือไม่ประกาศศาสนา มันเรื่องของท่าน เป็นอีกก็ได้ ไม่เป็นอีกก็ได้ ท่านจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เรื่องของท่าน ท่านไม่ประกาศ หรือท่านประกาศเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นมา ก็เรื่องของท่าน ไม่ได้กำหนดอยู่ที่ท่าน กำหนดอยู่ที่องค์ประกอบของสังคม และมวลมนุษย์ ที่เหมาะสม ที่ท่านจะตัดสินพระทัยของปัจเจกสัมมาสัมพุทธะเอง เปิดช่องเป็นอิสระเสรีภาพสูงสุด ขนาดสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็อย่าไปเที่ยวได้กำหนดท่านว่า จะต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ จึงเป็นช่องสูงสุดว่า เป็นอิสระ ที่จะเลือกเอาขนาดไหน แม้จะหลงตัวเองเอาตัว สิทธิ์ของท่าน อย่าไปละเมิด เป็นสิทธิเสรีภาพของพระองค์ คำว่าชีพ ก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ไม่ง่าย ยิ่งศาสนาพุทธเสื่อมจนกระทั่งเข้าใจคำว่า กาย คือสรีระ + นามธรรม แต่คนเข้าใจว่า สรีระคือกายอย่างเดียว สรีระคือบอดี้ คือร่างดินน้ำไฟลมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับนามธรรม อาตมาก็อธิบายไปหมด เช่น DNA ทางฟิสิกส์ ของมนุษย์ก็อาศัย DNA เป็นเชื้อชาติ ต่างกับคำว่าชาติเชื้อนะ เชื้อชาติเป็นสิ่งเชื่อมโยงต่อเนื่อง ส่วนชาติเชื้อนั้น พัฒนาการได้ ของแต่ละคน เป็นพลังงาน Coefficient แท้ๆ ที่จะสร้างเองทำเองของแต่ละคน ไม่ขึ้นกับ DNA ของพ่อแม่ ไม่ขึ้นกับ สรีรพันธุ์ ที่ท่านไปเรียกกรรมพันธุ์นั้นผิด เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่เชื่อ เพราะไม่รู้นามธรรมที่ชัดเจน ขอพวกเราเข้าใจนามธรรม ก็เข้าใจชัดขึ้น สรีระ ก็อย่างหนึ่ง ชีวะก็อย่างหนึ่ง จริงๆแล้ว สรีระแท้ๆเลย เฉพาะสรีระ หมายเอาดินน้ำไฟลม ไม่เกี่ยวกับนามธรรมเลย อันนั้นแยกเป็นอีกอย่างหนึ่ง ต่างหากแท้ๆ ส่วนคำว่าชีวะนั้น หรือชีพนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive