601124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์มิตรดีพาให้หนีพ้นอสุรกาย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข29 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์ มิตรดี พาให้หนีพ้นอสุรกาย

สมณะเดินดินว่า... วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ที่บวรราชธานีอโศก อากาศหนาว แถมมีพัดลม เป่าลมให้ด้วย ต้องคนที่แข็งแรง ถึงจะสดชื่น พ่อครูเป็นผู้ที่มีความแข็งแรง มีความรับผิดชอบต่อศาสนา เคยไปกับพ่อครู ที่ดอยอินทนนท์ อากาศหนาว แถมฝนยังตกอีก อาตมานอนขดอย่างไร ก็ยังหนาว แต่พ่อครูยังลุกขึ้นมาจุดเทียน เขียนหนังสือทางเอกอีก เรานอนยังหนาว แต่พ่อครูลุกขึ้นมาจุดเทียน เขียนหนังสือ อย่างสบายเลย ในความรับผิดชอบนั้น ก็อยู่ความเหนือ หนาว ร้อน ก่อนขึ้นศาลา อาตมาเจอพวกเราว่า เขาไม่รู้จะมาทำไมที่ศาลา แต่ก็ยังรู้เหมือนกันว่า กำลังต่อสู้กับ ความรังเกียจ และความขี้เกียจ แต่เขาก็ว่า ไม่เป็นไร ชาติหน้าค่อยสู้กันต่อ แล้วถามเขาว่า ทุกวันนี้ทำอะไรหรือเปล่า เขาก็บอกว่า ผมเป็นหน่วยอิสระ ไม่มีใครมากำหนดชีวิตผม อยากจะทำก็ทำ เหนื่อยแล้ว ก็มาพัก ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดได้อย่างผมหรือเปล่า เขารู้สึกว่า มันเป็นชีวิตอิสระเสรี แต่อาตมาเห็นว่า ชีวิตอิสระเสรี แต่มันไม่มีความรับผิดชอบอะไรเลย ก็จะค่อนข้างไปทางฮิปปี้ ตามกิเลสไปเรื่อยๆ แต่เขาก็รู้สึกเหมือนกันว่า กิเลสมันบังคับเขา ไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า ก็คงจะบังคับต่อ ในทิศทางตรงนี้ เราเห็น พ่อครูเป็นตัวอย่าง ของพลังในการรับผิดชอบ ต่อมนุษย์ และศาสนา คนมีวิญญาณรับผิดชอบ ก็จะมีพลัง ปกติอาตมาไม่ถนัด ที่จะมาเทศน์ ไม่ค่อยชอบ คือรู้สึกว่า มันเป็นนิสัย แต่ถ้าให้เขียนหนังสือ หรือไปดู ก็จะถนัด แต่ว่า ตอนหลัง มันก็เป็นการบังคับ ก่อนจะมาเทศน์ ก็ต้องออกกำลังกาย ไม่งั้นมานั่งหลับแน่ ถ้านั่งเขียนหนังสือ ก็ไม่รู้ จะมีที่จบตรงไหน ออกมาเทศน์ อย่างน้อย พยาบาลก็กำลังดูว่า เราหน้าตาวันนี้ดูไม่ได้เลย เราก็จะได้ป

อ่านต่อ

ระโยชน์ ให้เกิดประโยชน์แก่ตัว อาตมาก็คิดว่า ดีเหมือนกัน อย่างน้อยพ่อครูก็ต้องออกรายการ เราก็ต้องคอยดูแล ไม่ให้ทรุดโทรมในตัวเอง หรือบางทีพ่อครูอ่านพระไตรปิฎก ชีวกสูตร การฆ่าสัตว์ ศีลข้อที่ 1 หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง เราก็เข้าใจอยู่ แต่ก็ยังตำหนิตัวเองได้มากๆ พอเราไปเจอญาติโยม ยังกินเนื้อสัตว์อีก แล้วพอจะดึงเอาศีลมาบอก ก็จำไม่ค่อยได้อีก จึงเห็นประโยชน์ของการอ่านย้ำซ้ำ จึงเห็นวิญญาณของพ่อครู ที่มีความรับผิดชอบ ต่อมนุษยชาติต่อศาสนา ทำให้มีพลังไม่มีที่สิ้นสุด ก็เห็นถึงพลังของวิญญาณพระโพธิสัตว์ อาตมามาทางสายเถรวาท ไม่ค่อยคิดถึงผู้อื่น พลังก็มีแค่ครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าใครคิดถึงผู้อื่นด้วย ก็จะเป็นรถที่เดินได้อย่างเต็มกำลัง ใครคิดถึงแต่ตัวเอง ก็เหมือนกับญาติธรรม ที่บอกว่า ศาลาไม่รู้จะมาทำไม ถามเขาว่า ต้องต่อสู้ความขี้เกียจ ความรังเกียจไหม เขาก็บอกว่า ไม่ต้องต่อสู้หรอก แต่ก็รู้ว่ากิเลสมันจะลากเขาไป ทั้งชาตินี้และชาติหน้า องค์ประกอบของมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์ ที่จะทำให้ชีวิตการปฏิบัติธรรมของเรา มีความสมบูรณ์ วันนี้เป็นโอกาสดี ที่เราจะได้ตั้งใจสดับตรับฟังสัจธรรม จากพ่อครูต่อ

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6) ตอน สัมประสิทธิ์ของมิตรดีสหายดี พ่อครูว่า… คุณพูดมาถึงคำว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ในประโยคนี้ประโยคเดียว มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสูงที่สุด คำว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มันไม่ได้หมายถึง อัตตา มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่ได้หมายถึง อัตตา ชัดเจนนะ เพราะฉะนั้น ศาสนาทั้งหมด คือ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แล้วในสังคมนี้ มีเราร่วมเป็น อัตตา อยู่ด้วยในนั้น เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไปใหญ่ ข่มเบ่งใคร แต่หมายถึงว่า เราเป็นเจ้าของตัวเอง ที่จะรู้ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี นิเวศวิทยาที่แวดล้อมทั้งหมด เป็นสังคมองค์รวม เราจะต้องรู้อันนี้ให้รอบ รู้ให้ครบ แน่นอน เราค่อยๆรู้ เป็นส่วนๆไป จะไปรู้ให้มากหมดครบ ไม่ได้หรอก มันเกินความสามารถ เรา ต้องค่อยๆรู้ ทีละกรอบ ที่จะไม่ตกหล่น ไม่ออกจากที่เรารู้ ในแวดวงเราไปเรื่อยๆ มันต้องไล่เก็บไปอย่างนั้น จะมาอวดดี ตะกละตะกราม อย่างประมาท อวดดีไม่ได้ แต่คนประมาทอวดดี มีเยอะ ไม่ไล่เรียงไปตามลำดับ การไล่เรียงไปตามลำดับนั้น ยากมาก ซึ่งมันไม่ตายตัวด้วย ตอนนี้อาตมากำลังลำดับ วิชชาของพระพุทธเจ้า เป็นลำดับ นี่เพิ่งทำได้หมวดหมู่เดียว ก็คิดว่าจะทำไว้สัก 3 หมวดหมู่ จะเอาหมวดหมู่ไหน มาใช้ก็ได้ บรรลุอรหันต์ทั้งนั้น สมบูรณ์แบบแน่ ข้ามไปถึงพระโพธิสัตว์ด้วย คิดว่าอย่างนั้นเป็นต้น สรุปลงที่คำว่า Coefficient สัมประสิทธิ์ เป็นคำที่ Advance ที่สุด ขออภัย อาตมาว่า Advance กว่าของไอน์สไตน์ อาตมาว่า อาตมามีนามธรรม ก้าวหน้ากว่าไอสไตน์ ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไอน์สไตน์เป็นเรื่องของสสาร และพลังงาน แต่ของอาตมา มีทั้ง m c และ A ที่เป็นนามธรรม แม้แต่ mc 2 +A นามธรรม ไอน์สไตน์ก็ยังไม่ได้ คลี่คลายออกมา ไอน์สไตน์ก็ไม่เข้าใจนามธรรมมาก เป็นต้นว่า Bomb of love รู้แต่ว่าเป็นลักษณะเช่นนี้ รำไร ก็ค่อยให้ดูต่อไป แต่อาตมารู้ว่า Bomb of love ที่เป็นนามธรรม อาตมาเขียนความรัก 10 มิติเอาไว้ นามธรรมมีความละเอียดลึกซึ้ง และเป็นชีวิตชีวา แต่ของไอน์สไตน์ ไม่มีชีวิตชีวา มีแต่แรงเอาไปใช้ทางอุตุนิยาม พีชนิยาม ก็ยังไม่ได้ เป็นไบโอโลจี ระดับต้น แต่แม้แต่จิตนิยามระดับต้น ก็ยังไม่ถึง ขออภัยที่เหมือนยกตนข่มไอน์สไตน์ แต่อาตมาไม่มีจิตใจริษยาอวดเบ่ง ยกตนข่มท่านเลย อาตมารู้ว่านามธรรม ความเป็นจิตยกตนข่มท่าน จิตสาเฐยจิตเป็นอย่างไร ส่วนคนอื่นจะอ่านตามอาการอาตมา แล้วเดาว่ามี มันก็มีสิทธิ์ที่จะคิดได้ ห้ามไม่ได้ แต่อาตมารู้ว่าไม่มี ก็พูดความจริง ถ้าอาตมามีอกุศลจิตที่ว่า สาเฐยจิต หรืออกุศลอื่น ถ้ามันมีในตัวอาตมา แล้วอาตมาก็พูดว่าไม่มี ก็เป็นการหลอกคนอื่นต่ออีก ก็ต้องมีวิบากแน่นอน อาตมารู้กรรมวิบากเป็นของจริง ซื่อสัตย์ ถูกก็ถูก ผิดก็ผิด กรรมเป็นตัวตัดสิน ไม่มีใครจะตัดสินกรรมของใคร ไม่มีใครไปตัดสินได้ แม้แต่ผู้พิพากษา คนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ เท่าที่ภูมิจะถึง สรุปคือ สัมปวังโก คือสิ่งที่รวม ทั้งรูปและนาม รูปคือสิ่งที่รวมทั้งหลายแหล่ นามคือตัวรู้ ที่เป็นเจ้าของ เป็นประธาน ประธานไม่ใช่ไปเบ่งข่ม แต่เป็นตัวรู้ ที่รู้ให้ยอด แล้วรู้ให้ไม่มีกิเลสเบ่งใหญ่ ไปทับถมคนอื่น ยังเป็น อุปกิเลส 16 ก็ต้องเข้าใจ ค่อยๆเรียนไป ปฏิบัติไปให้รู้สภาวะนั้น แล้วจะเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ แม้จะรู้แต่บางทีก็อธิบายได้ยาก อาตมาอธิบายสิ่งที่พอจะอธิบายได้ แต่สิ่งที่อธิบายยังไม่ได้ มันยากก็มีอีกเยอะ ซึ่งใครจะมายุให้อธิบาย ก็อธิบายไม่ได้ ยุอย่างไรก็ไม่ขึ้น อธิบายไป ก็ผิดๆถูกๆ มันก็เป็นเวรภัยพิบัติของเรา โง่ซ้ำซ้อน เราก็ไม่ได้อยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ อะไร แล้วจะทำไปทำไม ใช่ไหม

อ่าน sms ก่อน SMS วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 (พ่อครู: บวรราชธานีอโศก)

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกเป็นคนจนที่มีรายได้เป็น0 6963… เรียนพ่อครูที่เคารพ ผมทราบความหมายที่ ดร.สมคิดพูดครับ คือว่าเขามีตัวเลขมาตรฐานว่า รายได้/ปี เท่านี้ๆ ถือว่าเป็นคนจน สูงกว่านี้ถือว่าพ้นจนแล้ว.... ผมยังค้นตัวเลขไม่ได้ครับ จำได้แต่ว่าที่ว่าพ้นจน ก็ยังต่ำ พ่อครูว่า… ชาวอโศก มีรายได้ น้อยกว่ามาตรฐานกลาง ที่ดร.สมคิดตั้งไว้ เราจะบอกว่า มาตรฐานของ ดร.สมคิด ตั้งไว้ กับคนจนของอโศก จนกว่ามาตรฐานของ ดร.สมคิด บ้างไหม ตกลงใครเป็นคนจน หรือคนรวย เพราะว่ามาตรฐานของ ดร.สมคิด ถือว่าเป็นคนรวย เมื่อเทียบกับชาวอโศก เพราะชาวอโศกนั้น รายได้ 0 บาทต่อเดือน รายได้ 0 บาทต่อปี ถ้าจะเปรียบเทียบ อย่างไร ใครจะมาเก่งกว่านี้ ไม่มี ถ้ารายได้ติดลบ มันก็ซวย เพราะ 0 บาทนี้ จบแล้วสูงสุดแล้ว ไม่มีใครได้มีรายได้ เก่งกว่านี้อีกแล้ว 0 บาท ไม่มีหรอก 0 เป็นตัวจบ แล้ว 0 อยู่ได้ไหม มาเลยพิสูจน์ เอาสมอง ความเฉลียวฉลาด สุดยอดอัจฉริยะ มาพิสูจน์ โดยเข้ามาทำวิจัย อยากได้วิจัยอันนั้นจัง จะได้อธิบาย นักวิจัยดีๆ อาตมามันลูกทุ่ง ไม่เก่ง ก็ขอยอมรับ มันมีคนจนกว่ามาตรฐาน ดร.สมคิด ตั้งไว้ แล้วไม่ใช่คนเดียวด้วย จะถือว่าพวกนี้ ไม่ใช่มนุษย์ ก็ไม่ใช่ ชาวอโศกมีเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น ไม่ใช่คนเดียวนะ มันเป็นสากล ขยายได้นะ ใครจะมาทำตาม ก็ได้อีก ถึงไม่ใช่สิ่งที่ตายแล้ว จบแล้ว ได้แค่นี้ อโศกขยายต่อไปไม่ได้ อย่ามาเสียเวลา แรงงาน พูดต่อเลย ไม่ใช่ ไม่จริง ยังขยายได้อีก คนยังกำลังศึกษา อยากจะได้สิ่งพิเศษ สูงสุดนี้อีก มีอยู่ กำลังแสวงหา ยังไม่พบ ยังไม่ได้มาปฏิบัติ ประพฤติ เพื่อให้ตนได้ มีอีกเยอะแยะ เข้ามาสิ แล้วปฏิบัติ อย่าดูถูกตัวเอง ว่า เราทำไม่ได้หรอก อย่าประมาท ให้มาเลย มาพิสูจน์ดู อะไรที่ไม่ได้ ก็ต้องออกไปอยู่ดี มาแล้วก็จะรู้ว่า ตกลงเราได้ หรือไม่ กลายเป็นชาวอโศกเสียแล้ว ลองดูนะ ดูเหมือนว่า มีคนมาบริจาค แต่ที่บริจาคมานี้ก็ อาตมาไม่เคย เอามาเป็นของส่วนตัว ใช้เป็นของส่วนตัว บอกแล้ว แม้ว่าอาตมาจะตาย เพราะจะต้องใช้เงินที่เขามาให้ เป็นสิทธิ์ของอาตมา อาตมาจะใช้สำหรับซื้อยา รักษาตัวเอง ไม่ให้ตาย อาตมาก็จะไม่ใช้เงินนี้ ถ้าไม่มีใครสงเคราะห์ ไม่มีใครอุปถัมภ์ เขาก็จ่ายเงินของเขา เอามาเป็นสิทธิอาตมา อาตมาก็จะไม่ใช้เงินนี้ แม้จะตายก็ตาม แม้จะไม่กิน ก็ต้องตาย ก็จะตายเพราะไม่กิน ถ้าไม่มีใครให้ นี่อาตมาตั้งใจอย่างนี้ จริงๆ จะดูสิว่าอาตมาทำงานให้คนอื่น แค่นี้จะให้หรือไม่ ให้เรากินเราอยู่ ถ้ารักษาเรา ให้เราอยู่กิน ก็รักษาเราได้ ถ้าเขาไม่มีให้ ก็ตายเสีย สมณะเดินดินว่า… ดูเหมือนว่า ยิ่งพ่อท่านไม่ต้องการจะเอา เขาก็ยิ่งต้องการจะให้ พ่อครูว่า... อันนี้เป็นสัจจะ ไม่ต้องลอง มันเป็นของจริง หรือจะลองก็ได้ ยิ่งไม่อยากได้ ก็ยิ่งได้ ยิ่งได้มา ก็ยิ่งให้คนอื่นไป เขาก็ยิ่งอยากให้เรา

_3867… พ่อครูอย่าประมาทคนรวย แห่งโลก ธนาคารอาจทำให้คนจนหายจริง! อาจหายลับไปจากโลกของคนรวย ที่อาจมิใช่หายจากความยากจนได้จริง ไม่จริง? ดูตกผลึกสังคม .. พ่อครูว่า… เราอยากจน แล้วปฏิบัติตน จนมีความจนสำเร็จ เราก็เป็นคนจน เป็นคนยากจนสำเร็จ

_4492กราบพ่อท่าน ที่มีเมตตาบัวใต้น้ำ เป็นธรรมดาของโลก

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เนื้อสัตว์เป็นของไม่ควรยินดี(อกัปปิยะ) _8866… ที่พ่อท่านเทศน์ ภิกษุฉันเนื้อ เป็นกัปปิยะ กัปปิยะนี่ เหมือนเป็นอาบัติวัตถุด้วย ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า... กัปปิยะ เป็นอาบัติวัตถุ ใช่ กัปปิยะ หมายความว่า ให้เกิดความยินดี อกัปปิยะ ก็คือ ไม่ให้เกิดความยินดี ไม่ควรให้เกิดความยินดีนั้น คุณยินดีด้วยเนื้อ มันไม่ถูกต้อง อย่าไปยินดี ที่ได้กินเนื้อ และเป็นความยินดี นั้นไม่ถูก เพราะฉะนั้น ใครที่เอาเนื้อไปถวายพระพุทธเจ้า หรือสาวกของพระพุทธเจ้า นั้น เป็นอกัปปิยะ ไม่น่าทำ มันไม่น่ายินดี ที่จะไปทำ เพราะฉะนั้นอย่าทำ อาตมาก็บอกภาษาแค่นี้ แค่เอาเนื้อมาถวายตถาคต กับสาวกตถาคต มันเป็น อกัปปิยะ มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ จะให้ท่านยินดี หรือว่าคุณยินดีที่จะทำ ก็ไม่ถูกทั้งสองฝ่าย ทั้งเรา และเขา ไม่ใช่เป็นกรรมที่ควรทำ ไปถวายให้ท่านยินดี หรือเรายินดีถวายท่าน ก็ผิดทั้งคู่ เอาเนื้อสัตว์ไปถวายตถาคต หรือสาวกตถาคต เป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ ไม่น่ายินดี เป็นสิ่งที่น่ายินร้าย ไม่ควรทำ ไม่น่ายินดี น่าปฏิเสธ ไม่น่ากระทำ จบแล้ว ถ้าคุณไม่จบ ไม่มีคำพูด และไม่มีกรรม จะอธิบายอีก อาตมาจนด้วยเกล้า ที่จะพูดต่อ

เฟซบุ๊ก _หยก… เคยเจอเมื่อ15ปีก่อน พ่อท่านไม่แก่ลงเลย พ่อครูว่า… เอาน่า ยอมรับ จบ จริงไม่จริง ไม่รู้

_คนสุพรรณ… พี่แป้ง พยายามจะพูดถึงคำว่า เห็น กะคำว่า รู้ ผมว่าชัดเจนนะ พ่อครูว่า.. .เห็นคือ ทัสสนา รู้คือ ทิฏฐิ รู้นี่ จะใช้คำว่า ความรู้ ก็พอแทน เป็นไวพจน์ได้ จะบอกว่า รู้นี้ แปลว่าเห็น ก็ใช้แทนไวพจน์ได้ จะบอกว่าความเข้าใจ ก็ใช้เป็นไวพจน์ได้ ทิฏฐิ แต่ ทัสสนา นี้แต่ว่าต้องเห็นด้วยนะ ไม่ใช่แค่รู้ ก็ชัดเจน

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พุทธศาสนาเป็นปรากฏการณ์วิทยา _คุณสงกรานต์ ภาคโชคดี ส่งมาครับ… เผื่อพ่อท่านพิจารณาอ่าน..... 'พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งเหตุผล' ... คำว่า 'ศาสนา' ตามที่ใช้ทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า..ใช้ตรงกับคำว่า 'religion' ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง คำสั่งสอนที่มาจากเบื้องบน (พ่อครูว่า... คือคำสอนจาก ผู้รู้สูงสุดสั่งมา ไม่ใช่ให้เรียนรู้ แล้วปฏิบัติ จะเป็นแบบนั้นได้เลย แต่สั่งมา ให้เป็นอย่างนี้ อย่าไปคิดจะแก้ไข หรือเห็นต่าง จริงๆแล้ว ไม่ใช่ 'religion' ถ้าแปล 'religion' ว่าเหตุผล มันไม่ใช่ อย่างนั้น มันไม่ใช่เหตุผล พระเจ้าสั่งคนเดียว ไม่ทำตามนี้ ก็ไม่ใช่ เพราะเหตุอยู่ที่พระเจ้า ผลอยู่ที่คนทำตาม ถ้าไม่ทำตาม ไม่มีผล นั่นคือคำสั่ง ไม่ใช่ 'religion' ไม่ใช่ธรรมะสอง เป็นธรรมะ 1 เป็นคำสั่ง ไม่ใช่คำสอน จะไปแปล 'religion' ว่าคำสอนไม่ใช่ แต่เป็นคำสั่ง ไม่ใช่สอนให้ปฏิบัติ แล้วรู้ด้วยตัวเอง เป็นปัจจัตตัง ไม่ใช่ )

ส่วนวิธีการสั่งสอน ก็คือ 'สั่ง' และ 'สอน' ให้ปฏิบัติ โดยถือว่าคำสั่งสอนนั้น มาจากเบื้องบน ยุติได้ว่า ถูกต้องเที่ยงแท้แล้ว จึงทำตามได้ทีเดียว ถ้าว่าตามนี้...พระพุทธศาสนา ก็ไม่เข้าหลักเป็นศาสนา เพราะเนื้อหาสาระ และกฏเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นจาก 'การค้นหาความจริงของชีวิต' ด้วยปัญญามนุษย์ (พ่อครูว่า... ของชาวพุทธนั้น ไม่มีใครสั่งได้ จะให้ทำเอง ทำในปัจจุบันธรรม ที่เป็นสิ่งปรากฏเป็น phenomenon แต่พระเจ้าไม่เคยปรากฏเลย ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า แล้วมีคนเป็นประกาศก เอามาประกาศแทนพระเจ้า พระเจ้า จบที่ศาสดา ไม่เลยเถิดไปถึงสิ่งที่ลึกลับ ศาสนาพุทธ ถ้า 'religion' แปลว่า เหตุและผล ถ้าอย่างนั้น มันเป็นเพียง หนึ่งเดียว ไม่มีเหตุกับผล ไม่ใช่ฟีโนมีนอน ซึ่ง ฟีโนมีนอน ต้องพิสูจน์ตั้งแต่ 2 เป็นต้นไป ยิ่งมาก ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ดีขึ้น เทียบเคียงได้ดียิ่งขึ้น เป็นล้านเลย ก็ยิ่งชัดเจน ยิ่งมีผู้รับรอง ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไป จนถึงมากๆ ก็ยิ่งเป็นสัจจะ ถ้าคนเดียว เป็น สัญญายนิจจานิ กำหนดรู้คนเดียว ไม่ใช่แบบของศาสนาพุทธ คุณมีสิทธิ์คิดคนเดียว แต่ต้องเอามาพิสูจน์ เป็นธรรมะ 2 ว่าตรงกันมั้ย สุดท้าย ก็ยอมรับกัน ให้ตรงกันทุกอย่าง ไม่มีอะไรต่างกันเลย ก็เป็นสัจจะหนึ่งเดียว อย่างไรก็เหมือนกัน ตรงกันหมด แต่บุคคลมีเพิ่มขึ้น สองคน สามคน ร้อยคน พันคน ก็ตรงกันหมด ยืนยันว่าเป็นสัจจะ ที่เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งมีล้านๆๆๆ ตรงกัน เป็นหนึ่งเดียว ก็ยิ่งเป็นสัจจะ แน่ที่สุด อาตมานำคำว่า ฟีโนมีนอน มาอธิบาย เป็นสิ่งที่ เป็นสัจจะร่วมกัน แต่พระเจ้านั้น มีหนึ่งเดียว ถ้ามี 2 ก็มีพระเจ้า กับพระบุตร แล้วคนอื่น ก็ต้องตรงกับพระบุตร พระบุตรเป็น ฟีโนมีนอน อาตมาไม่ตรงกับพระบุตร เพราะอาตมา ไม่เอาพระเจ้าที่ใหญ่กว่า เขาบอกว่า พระเจ้าเป็นบิดา แต่อาตมาว่า บิดาเป็นตัวเรา พระศาสดาเป็นบิดา นอกนั้นเป็นมารดา ที่จะช่วยสร้างลูก บุตรจะเกิดจากมารดากับบิดา เป็น phenomenon เป็นสัจจะที่ปรากฏ ยืนยันกันได้ ตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรลึกลับ ต่างตรงที่ว่า พระบุตรกับพระเจ้านั้น ตรงกัน แล้วคนที่สาม ที่สี่ ก็ต้องยอมรับด้วย แต่นี่บอกว่า พระเจ้าสูงสุด แต่ศาสนาพุทธ ไม่มี ไม่เอาสิ่งลึกลับ แบบนั้น ที่รู้ได้ด้วยคนเดียว เป็นสัญญายนิจจานะ ไม่เอา แต่ถ้าคุณรู้ ก็พูดออกมา ให้คนอื่นรับรู้ด้วย เมื่อรับรู้ตรงกัน ก็มี 2 แล้ว ศาสนาพุทธ มีธาตุรู้ เป็นจิตนิยาม จะต้องมี 2 ธาตุ คือ ธรรมะ 2 แล้วยืนยันกันได้ว่า ตรงกัน ถ้าไม่มีธาตุรู้ มีแต่พีชะ ก็ยืนยันไม่เป็น ยิ่งอุตุนิยาม ยิ่งไม่มีธาตุรู้ ยิ่งล้มเหลว เพราะธาตุรู้ เป็นจิตวิญญาณ ต้องมี 2 ยืนยัน ต้องเป็นรูปและนาม ต้องเป็นธรรมะ 2 ที่พิสูจน์กันได้ ตรงกันเป็นหนึ่ง สิ่งที่ไม่มีคน ไม่มีปรากฎในโลก ไม่มีฟีโนมีน่า ไม่มีฟีโนมีนอน ไม่รับ ศาสนาพุทธไม่รับ เพราะคุณจะคิดคนเดียว และบอกคนเดียวว่านี้ชัดเจนสูงสุด คุณพิสูจน์ไม่ได้เอง พระเจ้าพิสูจน์ไม่ได้เอง คุณก็อยู่กับพระเจ้าก็แล้วกัน เราไม่เอาอันนั้น สมณะเดินดินว่า… น่าสงสารพวกธรรมกาย ที่ยอมรับ แต่อาจารย์ของเขา คนเดียว พ่อครูว่า... เขาก็เลยบอกว่า อาจารย์ของเขาเป็นพระพุทธเจ้า นั่นแหละ เป็นตัวอย่างของโลกปัจจุบัน ของธรรมกาย เชิญ แต่ของพุทธนั้น ไม่ใช่ อย่างโพธิรักษ์ ไม่รวยไม่หล่อ เท่า แต่ธัมมชโยนั้น ยังเสริมหล่ออยู่นะ ขออภัย ที่พูดเหมือนข่มเขา พระพุทธศาสนาแสดงความจริงของชีวิต แสดงทางปฏิปทาที่จะให้บรรลุ ความสูงสุดของชีวิต มีวิธีการสั่งสอนที่ยึดหลักเหตุและผลว่า "ทุกสิ่งเกิดจากเหตุ" ผู้ใดประกอบเหตุอย่างไร..เพียงใด ก็ได้ผลอย่างนั้น..เพียงนั้น พ่อครูว่า.. . ปรัชญา เป็นภาษาสันสกฤต ปัญญา เป็นภาษาบาลี จะแยกแยะเอามาใช้ได้ เป็นทำไม 2 แต่ต้องเป็นฟีโนมีนอน เป็นสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่ไม่ปรากฏ อยู่ในหัวของคุณคนเดียว คุณรู้อยู่คนเดียว ไม่ปรากฏให้คนที่ 2 รู้ สิ่งนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ปัญญา หรือจะเรียกว่า ปัญญา เป็นความรู้ ความเห็น ความจริง ก็ได้ ถ้าใช้พยัญชนะเป็นปรัชญา ถ้าเป็นสอง มีเหตุ และผลปรากฏ ธรรมะ 2 ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 60 จำไว้ ศึกษาตรงนี้แหละ คือหัวใจที่สุดของศาสนา ธรรมะสอง แล้วทำให้เป็นหนึ่ง แล้ว 1 อะไร ก็ไม่เท่ากับเวทนาเป็นหนึ่ง สัญญา เป็นตัวช่วยกำหนดรู้ สังขาร เป็นเรื่องปรุงแต่ง ยิ่งสังขาร จะมี 3 ขึ้นไป เพราะจะมี เวทนา และสัญญาด้วย สังขารต้องเป็นท่านเปา ที่มีหวังเฉา และหม่าฮั่น นิวเคลียส จะต้องมีทั้งบวกและลบ รับเป็นวงกลม เป็นประธาน แต่ว่านิวเคลียส เป็นอุตุนิยาม ไม่มีประธานตามพลังงานบวกลบ จิตนิยามนั้น เป็นประธานตัวเอง จะไปด้านบวก ด้านลบ ก็อยู่ที่ตัวเอง แต่พีชะ มันไม่มีผู้อื่น มันมีแต่ตัวของมันเอง ISH มันไม่มีอย่างอื่น กูไม่รู้ พีชะนี้ กูไม่รู้อื่น กูมีแต่กู แต่ถ้ามีแต่กู แล้วมีบทบาทไปกระทบผู้อื่น มันก็ชิบหาย แต่พืชนี้ มีแต่สร้างตัวมันเอง ให้ดีที่สุด พืชมีทั้งพืชที่เป็นพิษ และไม่เป็นพิษ คนที่มีธาตุรู้ ก็อย่าเอาพืชที่เป็นพิษมาใช้ เอาแต่พืชที่ไม่เป็นพิษมาใช้ ก็จบแล้ว สมณะเดินดินว่า… หนึ่ง ที่สำคัญที่สุด คือเวทนา แล้วสอง คืออะไรครับ พ่อครูว่า… สอง คือ ปัญญา เป็นตัวประธาน สองคือ สัญญา กับ เวทนา ถ้าอีกอันหนึ่ งเป็นสาม ก็เป็น สังขาร อย่างพีชะ ก็มีสังขาร แต่มันไม่มีเวทนา มีสัญญารู้ว่า อันไหนเป็นตัวกู ก็เอามา อันไหนไม่ใช่ ก็ไม่เอา มีตัวมันอยู่ได้ ก็ว่าไป ใครมาทำลายตัวมัน มันก็ไม่โกรธ มันไม่สู้ พอมันไม่พอ ไม่ครบตัวมัน มันก็สลาย ไม่มีเหลือ เป็นตัวของมันเองไม่ได้ มันต้องครบตัว มันต้องมีส่วนของมัน อันนั้น อันนี้ รายละเอียดเท่าไหร่ ก็ของมันเอง มันจึงเป็นตัวมัน ถ้ามันพิการ จนไม่เต็ม จนจับตัวไม่ติด มันก็หายไป เหตุปัจจัยไม่ครบตัวมัน แล้วมันก็ไม่เป็น กล้วย ไม่ครบเหตุปัจจัยที่เป็นตัวมันเอง มันก็ไม่เป็นกล้วย มันกลาย เป็นกลวง หรือ อื่นไป

หากจะถามว่า... พระพุทธศาสนาเป็นอะไร ก็ต้องตอบว่า โดยเนื้อหาที่เป็นเรื่องความจริงของชีวิต พระพุทธศาสนาเป็น 'ปรัชญา' โดยวิธีการสอนที่ 'ยึดหลักเหตุผล' พระพุทธศาสนาเป็น 'ศาสตร์' หรือพูดให้ชัดลงไปอีก ก็เป็น 'วิทยาศาสตร์'

เพราะฉะนั้น...ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า "การสอนพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง คือ การสอนให้คนสามารถพิจารณา.. ขุดค้นหาหลักธรรมะจากชีวิต.. และนำหลักธรรมะนั้น มาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์"

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในการเสด็จฯ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513

_SMS วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 (สมณะ สิกขมาตุ : บวรราชธานีอโศก)

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ยอมเสียเปรียบได้ ก็ทำให้สังคมสงบสุข _ธราพงศ์ วิเศษถวัลย์ … จนแบบนี้เรียก คนไร้บ้าน คนชายขอบ คือ คนที่ถูกเอาเปรียบ ถูกทอดทิ้งจากระบบสังคม อย่างสุดขีด รัฐที่มีสวัสดิการ จะไม่ยอมให้มีสิ่งนี้ เพราะ เท่ากับ ย่ำยีความเป็นมนุษย์ของทั้งสังคมเอง พ่อครูว่า… ศาสนาพุทธ เป็นศาสนา ที่ไม่ใช่หนึ่งเดียว หรือรวมกันเป็นสังคม ตัวอย่างเป็นลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ มีการเคารพกันตามลำดับ รู้ว่าคนนี้สูงกว่าเราจริงๆ คนสูงก็จะไม่ข่มคนต่ำอีกจริงๆ รัฐบาลไม่ให้มีคนชายขอบ ไม่ให้มีคนไร้บ้าน คนจน อย่างนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่มีอรหันต์ทั้งหมด ทั้งโลกก็จะมีคนเอาเปรียบ อยู่ในนั้นแหละ ถ้าเป็นพระอรหันต์ เท่ากันหมด ก็ไม่มีใครเอาเปรียบ แล้วคุณทำได้ไหม ให้สังคมใด มีพระอรหันต์ทั้งหมด คุณทำได้ไหม ทำไม่ได้ ก็ต้องมีคนเอาเปรียบ อยู่ในนั้นแน่นอน อาตมาจำนนนะ แต่เรายินดีให้เขาเอาเปรียบ เรายินดีเสียเปรียบ แล้วเราก็ไม่ตาย แล้วเราก็ให้คุณเอาเปรียบ เสียให้เข็ด ขออภัยท้าทายด้วย เชิญเอาเปรียบเสียให้เข็ด จะเอาเปรียบ อีกกี่นานเท่าไหร่ วิบากจะกินหัวคุณ ในอนาคต ชาตินี้คุณรอด ไม่เป็นทุกข์ร้อน ได้เปรียบ แต่ชาติต่อไป คุณจะต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน ขอยืนยัน คุณหนีไม่ได้หรอก กรรมวิบาก คุณหนีไม่ได้ แต่คุณไม่เชื่อ ไม่เป็นไร เราจบแล้ว เราไม่ทำ แต่คุณไม่เชื่อ จะทำ ก็แล้วแต่ คุณทำ เราไม่ทำแล้ว ก็จบแล้วนี่ ไม่ได้เดือดร้อนกันแล้ว เช่นคุณทำ เอาเปรียบเรา เราก็ยอมให้เอา เราก็จบแล้ว เราก็ไม่เดือดร้อน ให้คนเอาเปรียบ เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะเรามีแรงงานของเรา กินอยู่แล้ว ก็สร้างของเรา ชีวิตของเราไป พวกเราช่วยกันสร้างกินอยู่ ก็ยังมีเหลือ จะไปกลัวอะไร คุณจะกินเพชร และธนบัตรก็เชิญ พวกเราไม่มีเพชร และทอง ไม่มีธนบัตร ตลอดตาย ก็อยู่รอด สมณะเดินดินว่า… จะแก้ปัญหา ไม่ให้คนเอาเปรียบกันไม่ได้ จะแก้ด้วยการยอมให้คนเสียเปรียบกันได้ ก็จบ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้น เราเป็นคนอยู่อย่างเสียเปรียบ แน่นอนว่า คนไม่อยากอยู่อย่างเสียเปรียบ แต่เรายอมได้ เราอยู่ร่วมกันเราพอได้ ต่างคนต่างมาเสียเปรียบให้แก่โลก แค่นี้ก็จบแล้ว เปรียบอย่างไร เราก็เสีย เปรียบอย่างไร เราก็เป็นคน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เปรียบอย่างไร เราก็เป็นผู้ให้ แล้วเราก็อยู่ได้ เราเป็นผู้ให้ เราอยู่ได้ เราช่วยกันให้ ช่วยกันสร้าง อย่างมีความสุจริต สร้างโดยไม่เบียดเบียนใครเลย มีคนมาเบียดเบียนเราด้วยซ้ำไป ก็ไม่ว่า เราก็ยังเหลือพอ

_มณี ศรียงค์… เพ้อเจ้อแบบไม่รู้จริงเรื่อง E=MCC+A อธิบายมั่ว นำมาข่มสาวก สร้างราคาให้ตนเอง 55555 พ่อครูว่า… ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร พวกคุณฟังแล้วมั่วหรือไม่ ...ไม่มั่ว ถ้าคุณมั่ว มัวมืด ก็ยังมั่ว แต่พวกนี้ เขาสร้างพลังงานนี้ได้ด้วย แล้วก็เสริมเป็น E=C(mc 2 +A) ด้วย แม้จะใช้พลังงานนี้ มาเสริมให้ตัวเอง อายุยืนยาวไป ก็ทำได้ด้วย อาตมาพิสูจน์มาแล้ว 1 นักษัตร เกิน 72 ปีแล้ว กำลังจะพิสูจน์นักษัตรที่ 2 คุณมณีศรียงค์ อย่าเพิ่งตายนะ อยู่ให้ได้อย่างน้อยอีก 12 ปี จะได้เห็นว่าอาตมา พยายามไปได้อีก 1 นักษัตร ก็ไม่เลวนะ ถ้าอาตมาเพิ่มอีก 1 นักษัตร เป็นร้อยแปด คุณน่าจะจำนนนะ อยู่ให้ถึงอาตมาอายุ 108 ปีนะ อาตมาจะพยายาม กระเสือกกระสนไปให้ได้ ก็คือ เพียรพยายาม ตามหลักวิชาของพระพุทธเจ้า ที่สอนอาตมานี่แหละ พูดไทยเป็นสำนวน ว่ามันต้องเพียรพยายามจริงๆ ต้องใช้แรงความพยายาม อย่างนั้นจริงๆ

_มณี ศรียงค์… อธิบายมั่ว เช่น วงโคจรดาวเทียมขายชาติ สาวกตกใจ แต่คนรู้จริงเค้าสมเพช พ่อครูว่า... ของเราใช้ดาวเทียม ในการเป็นประโยชน์ช่วยคน ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของดาวเทียม ไปหาอะไรมาเข้าตัวเอง เป็นรายได้ หรือผลประโยชน์เข้าแก่ตัวเอง เราไม่ได้ทำ งานที่ไปถ่ายทอดโทรทัศน์ ที่อาศัยดาวเทียม เราจ่ายค่าดาวเทียม ก็ไม่หารายได้ จากการที่ใช้ดาวเทียม นี่เลย คุณไม่เชื่อก็มาพิสูจน์ได้ เราไม่ได้เคยหารายได้ จากดาวเทียมนี้เลย ดาวเทียมนี้ เป็นการกระจายความรู้ให้คนอื่น แล้วมาเอาเปรียบเรา เราเอาดาวเทียมนี้ กระจายความรู้ ให้รู้ว่าท่านทั้งหลาย มาเอาเปรียบพวกเราเถอะ เรามีส่วนเหลือให้พวกคุณเอาเปรียบ ขออภัยที่พูดชัดๆอย่างนี้ เราไม่มีแล้ว คุณเอาเปรียบเราไปจนหมดเกลี้ยง ก็จบ แต่เรายังมีอยู่ คุณยังมาเอาเปรียบเราได้อยู่ แต่คุณอย่ามาทุจริต เราฟ้องร้องเลย ถ้าคนจะมาเอาเปรียบไปอย่างสุจริต มันมีการเอาเปรียบอย่างสุจริตด้วย เอาเปรียบอย่างพอได้ เราก็พอให้ได้ โดยเราไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ร้อน แต่ถ้าเอาเปรียบเราจนทุกข์ร้อน เราก็ฟ้องศาล ทุกวันนี้ เราอยู่ได้ด้วยการให้ ไม่ได้เอาของใคร นี่เป็นเศรษฐศาสตร์ ที่เราทำสำเร็จ เรามีแต่ให้ เราไม่ใช่เป็นคนเอา ใครเอาจากเรา จนเราทุกข์ เราก็จะฟ้องศาล ใครมาเอาอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน