230611-404 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ023.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันพุธที่ 11 มิถุนายนพุทธศักราช 2523 ไปถึงที่ไปเพราะท่านพบที่รักได้นะโมปัจจะเวกปัจจัยและพุทธสถานสันติอโศกหลักการปฏิบัติในส่วนของการนั่งหลับตาก็อยากจะกำชับกัมพูชาและพวกเราบ้างไอ้เรื่องการหลับตาบำเพ็ญนั้นเมื่อเราได้เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วว่าเราจะหลับตาไปนี้เราจะทำอะไรบ้างการหลับตาบำเพ็ญก็มีสภาพทั้ง 2 ธุระคือทั้งสมถะและทางวิปัสสนาธุระได้ด้วยเพราะงั้นในขณะที่เรานั่งหลับ ตาและก็บำเพ็ญวิปัสสนาธุระคือในสภาพที่เราจะพิจารณาธรรมดังที่เคยเน้นให้ฟังอยู่ในช่วงนี้ว่าเราจะพยายามพิจารณาเมื่อเวลาอยู่สงบสงัดรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาบุพเพนิวาสานุสติญาณต่างๆหรือทบทวนความรู้ทบทวนความเข้าใจหรือไม่ก็พยายามที่จะคิดนึกปรุงหาเหตุผลต่างๆที่จะปราบปรามในส่วนที่ยังเป็นกิเลสของเราเช่นหาโทษเรียกว่าอาทินวะหาโทษภัยของสิ่งที่ตนเองยังติดยึดมากมายพยายามคิดค้นหาเหตุผลเห็นความจริงให้ได้ว่าโทษภัยของสิ่งนั้นสิ่งนี้มัน มากมายอยู่อย่างไรอย่างไรแล้วก็พยายามเข็นให้ชัดแจ้งขึ้นเรียกว่าเกิดวิปัสสนาญาณเกิดอาทีนวญาณเกิดพยายามและเกิดเห็นภัยมันเกิดเห็นโทษมันจิตตัวที่จะมันปล่อยคลายเป็นนิพพิทาญาณก็จะค่อยๆคลายด้วยเกิดด้วยนั่นเรียกว่าเราทำด้วยวิปัสสนาธุระในประเภทที่ใช้พิจารณาหาเหตุผลในขณะที่เรามีเวลาจะขบคิดที่จะพิจารณาแทนด้วยปัญญายิ่งเข้าไปเข้าไปก็ไปหาความจริงเพราะฉะนั้นแม้แต่เราจะทำแค่ที่หาเหตุผลนั้นไม่พอเราก็ย้อนทวนไปถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เราเคยผ่านพบมานั่งพิจารณาอย่างนั้นแหละตามที่เราเคยเน้นๆกันอยู่แล้วก็เห็นโทษเห็นภัยเห็นความ ที่เราเลิกมาละมาถ้าไม่เลิกไม่รับมันจะเกิดภาระมันจะเกิดเรื่องยุ่งเรื่องบุญเรื่องวายเรื่องลำบากลำบนอะไรอีกเห็นความจริงต่างๆนาก็เห็นโทษเห็นภัยของความผิดยึดได้ด้วยนะมีกรรมวิธีอื่นอีกที่ไม่พูดในที่นี้เกี่ยวกับ
อ่านต่อ
วิปัสสนาธุระก็คงจะได้ทำกันทีนี้วันนี้จะเน้นเรื่องสมถะธุระแล้วนั่งหลับตาเนี่ยมีสมรรถนะเพื่อที่จะเข้าไปรู้ถึงจิตที่มันสงบระงับนอกจากเราจะรู้เหตุผลและปล่อยวางเราก็จะต้องย้ำตัวเองให้มันสัมผัสกับความปล่อยวางที่สงบระงับก็ลองพยายามนั่งหลับตาและก็ลองเข้าไปสัมผัสอยู่เข้าไป รู้อยู่ในภาวะพบอยู่ในจิตในจิตโดยที่ตาหูจมูกลิ้นกายมันไม่ต้องไปเกี่ยวไปเกาะมันไม่ต้องไปวุ่นวายไม่ต้องไปห่วงหาอะไรแล้วปล่อยตาหูจมูกลิ้นกาย 5 ทวารปล่อยจริงๆไม่ต้องมีอะไรเหลือแต่จิตและแม้จะเหลือในจิตเราก็พยายามทำความสงบระงับในจิตไม่ให้จิตมันไม่มีนิวรณ์ต่างๆด้วยถ้าเราได้ทำได้ในการสกัดกั้นหรือขับไล่นิวรณ์ต่างๆออกไปจนจิตของเรานี่สมถะแท้สงบอยู่ในช่วงที่เราสามารถกระทำได้ปราศจากนิวรณ์ในช่วงนั้นแล้วเราก็พยายามรู้รสรู้อารมณ์ของจิตที่มันปราศจากนิวรณ์ต่างๆนั้น มันเป็นเหมือนกันกับในขณะที่เราไล่นิวรณ์กิเลสอย่างลืมตาออกได้หรือว่าทำให้มันเบาบางลงหรือรถจนกระทั่งมันไม่มีก็ตามเมื่อจิตมันว่างมันเป็นลักษณะเดียวกันลักษณะจิตที่มันสบายมันโปร่งมันโล่งมันไม่มีความทุกข์มันไม่มีความเดือดร้อนอะไรมันเย็นใจสงบดีอยู่ทีเดียวแล้วสมถจิตอย่างนี้จะหล่อเลี้ยงจะทำให้เราเกิดเห็นดีเห็นงามเห็นชอบและเราก็จะมีกำลังใจในการที่จะทำให้จิตได้อย่างนี้ทีนี้มันก็มีข้อเสียอยู่ตรงที่ว่าถ้าเราไปนั่งหลับตาเอาได้ในอารมณ์จิตอย่างนี้มันก็เป็นภะวะที่เราจะไปติดเสพเรียกว่าภาวะปัญหา เป็นเพราะวาสนาเป็นความอยากได้อารมณ์และสภาพนั่งแล้วก็ได้อารมณ์นั้นอยู่เฉยๆว่างสบายผู้ที่นั่งหลับตาแล้วติดสิ่งนี้มากกว่ามากเพราะไม่รู้เป็นสัมมาทิฏฐิว่าเราจะทำอารมณ์นั้นให้รู้เพียงเพื่อชัดเจนเพียงเพื่อเข้าใจจริงมันมีเวลายาวนานมันมีระยะช่วงที่มันไม่ต้องทำอะไรไม่ต้องมีอะไรไม่ต้องเกี่ยวกับอะไรมันว่างๆเปล่าๆอะไรพวกนี้มันก็จริงอยู่แล้วมันก็เปล่าได้เราก็น่าจะนั่งสงบระงับอยู่อย่างนั้นเพราะการทำสมถะธุระโดยวิธีนั่งหลับตาเข้าไปตรวจอ่านอารมณ์ที่มันปราศจากสิ่งที่เข้ามากวนมันว่างจากอารมณ์ที่จะต้องไป ลบกิเลสต่างๆหรือว่าไปเสนอสนองกิเลสมันอยากได้ก็หามาให้มันได้รับสนองแล้วก็เกิดเป็นสุขเป็นอะไรมันต่างกับความสุขที่เราสนองตัณหาหรือสนองกิเลสอันนี้มันไม่ต้องสนองตัณหาสนองกิเลสอยากแต่มันก็ไปได้สนองตัณหาในกิเลสในภพเรียกว่าภวตัณหานั้นจริงๆเราฟังนี่เรารู้และเหตุผลและเราก็ทำได้สมใจอย่างนั้นด้วยแล้วก็เราจะมีความรู้สึกยิ่งเชื่อมั่นเห็นจริงเป็นของจริงทำได้จริงมันก็ยิ่งจะเห็นจริงว่ามันมันดีมันอร่อยเสร็จแล้วเราถ้าไม่รู้ได้สัมมาทิฏฐิเราก็จะติดติดเพื่อที่จะทำสภาพนั้นเข้าไปสู่อารมณ์นั้นแล้วเราก็จะเซฟว่างไม่ได้หรือว่าไม่ ไม่เอาหรอกหลีกหนีไปเสพอารมณ์อย่างนั้นเสมอๆบ่อยๆไม่เป็นอันทำงานทำการไม่เป็นอันเป็นปกติธรรมของมนุษย์จะต้องไปทำเอาทำนั่งหลับตาเอาแล้วเราก็ถึงจะสบายเราจะเจ็บมันก็เหมือนกับเราติดอะไรสักอย่างหนึ่งหรือติดฟินติดบุหรี่ติดกัญชาและติดสภาพอันนึงติดช่วงนึงเราต้องใช้เวลาต้องใช้กำลังต้องใช้กรรมวิธีต้องใช้การกระทำเรียกว่ากรรมให้แก่มันเพราะเราจะไปทำการกระทำเพื่อให้แก่มันเป็นพิเศษอันนี้จึงไม่ใช่ตัวปกติทำไม่ใช่ตัวที่ทรงไว้อยู่เสมอๆเรียกว่าธรรมะมันเป็นการที่จะต้องไปประดิษฐ์หรือสร้างหรือแต่งหรือกระทำเพื่อเจตนาให้แก่มันอยู่เท่านั้นเพราะอารมณ์นั้นจึงไม่ใช่ นิพพานที่บริบูรณ์เป็นแต่เพียงลักษณะหนึ่งของจิตที่เราจะต้องรู้อ่านแล้วก็เอามาเทียบเคียงเอามาใช้เมื่อเราได้รู้รสชาติของความว่างความไม่ต้องติดภาระนู่นนี่ไม่ต้องมีอะไรโปร่งนะรู้รสชาติรสชาติอันนี้เป็นรสชาติที่มันทำให้เห็นเด่นชัดเท่านั้นเองเมื่อผู้ใดเข้าใจแล้วเราก็พยายามรู้อารมณ์นั่นเองชัดๆแล้วมาปฏิบัติลืมตามาปฏิบัติสัมผัสนั่นนี่แล้วเราก็จะรู้อารมณ์ของตัวเองแล้วก็พยายามปรับปรุงอารมณ์ของตัวเองให้มาสู่สภาวะอย่างที่เราเข้าใจเนี่ยอย่างนี้อย่างนี้มันว่างโปร่งโล่งให้มันเป็นได้ เวลาการงานก็ทำไอ้โน่นซึ่งเราก็จะต้องมีการขบคิดมีกรรมในมโนกรรมซ้ำไม่นำมโนกรรมยังสั่งเป็นประธานสั่งวจีกรรมสังฆกรรมให้ทำโน่นมีอะไรต่ออะไรไปอีกตั้งมากทั้งมายแต่เราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นและเราก็รู้ว่าทำแล้วก็วางทำแล้วก็ปล่อยทำแล้วแล้วก็แล้วไปแล้วก็พยายามใช้ปัญญาไตร่ตรองที่จะทำให้ดีที่สุดอยู่ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรอารมณ์ใจที่เราวางทุกตัวแม้จะไม่เป็นรูปแท่งหรือว่าเป็นรูปติดต่อใหญ่ยาวเหมือนเรานั่งหลับตาเข้าไปรับเสพอยู่อย่างนั้นก็ตามอ่านให้ดีว่าอารมณ์ที่ปล่อยวางเหล่านั้นมันเป็นอารมณ์ว่างๆว่างๆแปลกๆตรงๆเหมือนกันแม้จะเป็นช่วงที่มีอะไรขั้นอะไรขั้นอยู่ก็ตามมันก็เหมือนกันเพราะฉะนั้นเป็นแต่เพียงว่าแต่มันไม่ว่าง ต่อกันเป็นเรื่องเดียวโดยไม่ต้องทำงานอะไรไม่ต้องคิดอะไรไม่ต้องมีบทบาทอะไรเท่านั้นเองแต่เราก็ได้อารมณ์อย่างนี้จริงๆเมื่อได้อารมณ์อย่างนี้ก็ได้แล้วเราก็คิดนึกก็ได้สั่งการงานกระทำมีคำกิริยาเป็นสัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันโตหรือมีอาชีพเป็นการงานที่แท้จริงที่เราทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นอยู่สร้างสรรค์อยู่เราก็จะได้ประโยชน์ทั้งการสร้างสรรค์ของเราและความมีความได้ที่ว่าเป็นอารมณ์ว่างโปร่งโล่งปล่อยอยู่อย่างนั้นเราก็มีซ้อนอยู่ทั้ง 2 ส่วนจึงเรียกว่าเรามีทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่านที่แท้จริงถึงที่สุดสภาพอย่างนี้จึงเป็นสภาพสูงเป็นสภาพบริบูรณ์สภาพนั่งแช่อิ่มอยู่ที่ พระโดยที่เราไม่เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วหลงตัวหลงตนไปหลงติดเศษภาวะตัณหาอันนั้นโดยไม่รู้มันก็จะจริงดังที่กล่าวแล้วจึงขอเตือนพวกเราจะทำดูจะศึกษาจะทำความเข้าใจฝึกเพียรดูสิ่งที่เป็นอารมณ์อย่างนั้นก็กระทำเถิดแต่ต้องเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเราไปแช่นิ่งได้อารมณ์อย่างนั้นติดต่อตายเหล่อยู่โดยไม่มีกรรมกิริยาไม่มีสัมมารีมรรคองค์ 7 องค์ 8 สิ่งนั้นยังไม่ใช่ของพุทธยังไม่ใช่ของแท้ของพุทธศาสนาขอให้เข้าใจให้ดีๆแล้วฝึกเขียนเอาแล้วอ่านความจริงให้ได้ว่าอารมณ์ว่างโปร่งแม้แต่ในขณะลืมตาและมีอารมณ์ที่ไม่ว่างคืออารมณ์ที่มีการทำงาน มีอารมณ์ของสิ่งที่เป็นมโนกรรมเป็นวจีกรรมเป็นกายกรรมเข้ามาคั่นแทรกมันก็มีตั้ง 2 ส่วนอยู่อย่างนี้เราก็ไม่ได้เกิดกินแหนงแคลงใจไม่ได้สงสัยแล้วเราก็รู้ตัวสำคัญที่เราทำได้ทำมีทำเป็นจนครบพร้อมเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านดังกล่าวแล้วอันนี้เป็นภาวะแห่งสมถะวิปัสสนาเป็นสมถะที่แท้จริงที่พุทธหมายและพุทธคุณเห็นพึงถึงเป็นได้ยากกว่าไปนั่งหลับตาเอาอารมณ์ว่างๆเฉยๆอย่างเดียวเท่านั้นเพราะว่าลืมตานี่ให้มันว่างมันปล่อยมันโปร่งได้นี้มันเป็นขั้นสูงสนิทแนบเนียนยากยิ่งกว่าไม่ใช่สภาพที่มันง่ายเกินไปนักแต่ก็เป็นได้ ถึงได้จริงขอให้พวกเราได้พิสูจน์งั้นสมถะธุระที่เราจะนั่งหลับตาทดสอบดูบ้างก็จงทำแล้วรู้เป็นสมาธิจิตดังกล่าวแล้วให้ชัดเจนและขอกำชับว่าอย่าไปหลงผิดเสพเป็นอันขาดถ้าเราจะใช้ในการละอันควรเมื่อใดเราก็จะใช้อันที่เคยแนะนำแล้วว่าเราจะใช้พักผ่อนให้มันมากหน่อยมันได้พักผ่อนมากไม่ได้ว่างโปร่งมากแต่มันก็ทำให้คนไม่มีค่าทำให้คนไม่ไม่มีประโยชน์อะไรกลายเป็นเศษอิฐเศษหินและไม่มีค่ามีคุณเท่าเสียอีกเศษหินดังที่เคยอธิบายซ้อนซ้ำให้ฟังแล้วด้วยซ้ำไปแล้วก็ขอให้พวกเราได้เข้าใจถูกแท้ถูกเรื่องถูกราวจะศึกษาก็ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาทำความเข้าใจให้แจ้งจะฝึกปรืออย่าง อย่างไรบ้างก็ทำให้สมศักดิ์สมส่วนให้เห็นจริงรู้จริงแล้วเราจะได้ไม่เป็นผู้ที่เป็นธาตุอะไรๆแต่เราจะเป็นผู้อยู่เหนือเป็นผู้ที่มีประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอย่างสมส่วนบริสุทธิ์บริบูรณ์จริงๆได้