230609-402 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ023.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - 2523 อภิณหปัจจเวกขณ์ (84 ตอน) MP3 ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายนพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระโพธิรักษ์นำพิจารณาธรรมะปัจจะเวกก่อนฉันที่พุทธสถานสันติอโศกอาการปฏิบัติธรรมนั้นใครจะให้ตั้งข้อสังเกตอยู่อันหนึ่งทำไมการปฏิบัติธรรมจึงจะต้องมีฌานอันนี้สำคัญมากและข้อสังเกตมีก็ฟังดีๆแล้วเราก็จะได้ไม่กลายเป็นพวกทุกข์แล้วก็ไม่มีกำลังกลายเป็นตัวเฉื่อยคือ อันนี้เป็นบาทฐานแห่งทิฏฐธัมสุขกับวิหารฟังดีๆคือเป็นวิหารธรรมที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันเรามีสมมติสัจจะยังมีรูปนามขันธ์ 5 เราก็จะต้องเป็นผู้ที่จะต้องมีรูปนามขันธ์ 5 อันเป็นประโยชน์เป็นที่จะทำวันศุกร์เป็นผู้ที่ยังเป็นอยู่ที่เป็นอยู่สุขหรือว่าเป็นอยู่อย่างที่เรียกว่าจะต้องยังมีองค์ประกอบแห่งอิทธิบาทเป็นผู้ที่มีอายุห่างเป็นผู้ที่มีอายุมีอิทธิบาทเป็นอายุมีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสามีความยินดีมีความเพียรมีจิตใจมีการก้าวหน้าพัฒนามีมังสาอันนี้แสดงถึงสภาพ ตัวเป็นของสมณะตัวความยังอยู่ของสมณะไม่เช่นนั้นไม่เรียกว่าอายุเรียกว่าคนตายตายจริงๆตายทั้งภาษาคนตายทั้งภาษาธรรมถ้าจะว่าไปแล้วตายทั้งในจิตใจก็ตายไม่มีอะไรแข็งกระด้างเฉยวางปล่อยหมดและในภาษาคนมันก็เหมือนคนตายเราดีๆหายใจก็เงียบๆแล้วก็แถมกินของเขาอยู่เปล่าๆด้วยเหมือนคนตายไม่มีค่าไม่มีคุณอะไรเลยแต่ที่นี่ผู้ที่ไม่เข้าใจศาสนาลึกซึ้งนั้นจึงไม่เข้าใจในนัยยะต่างๆพวกนี้ว่าคิดจะทำสกินอาหารของพระพุทธเจ้าคือฌานนี้เป็นฐานอาศัยความเป็นความมีโดยเรามีสันตะวิหารเป็นเป็นสภาพธรรมลึกซึ้งรอง อยู่เป็นฐานในส่วนฐานที่อาศัยอยู่เป็นปกติชีวิตประจำวันนั้นเราใช้ฌานฌานมีมีปิติเป็นเครื่องสังเกตชาญจะต้องมีปิติมีวิตกวิจารเมื่อเวลาผู้ใดปฏิบัติฌานจนแคล่วคล่องได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ยืนยันไว้ว่าเมื่อเราปฏิบัติธรรมจนกระทั่งฝึกตนได้ฌานฌานนั้นเป็นการตัดก

อ่านต่อ

ิเลสเป็นองค์แห่งการตัดกิเลสเป็นฐานในการปฏิบัติธรรมเหมาะแก่การงานในการปฏิบัติธรรมเมื่อปฏิบัติได้แล้วด้วยแม้ผู้นั้นได้มากแล้วจนกระทั่งฌานนั้นเป็นของปกติก็ยังมีองค์ฌานยังกลับมามีฌานที่กลับมามีฌานไม่ใช่ฌานตัดกิเลส แต่เป็นองค์ฌานที่เป็นทิฏฐธัมสุขวิหารเป็นฌานฐานอาศัยในการยังชีวิตอยู่มีวิหารธรรมอย่างที่ว่านี้พี่ต้องวิจารณ์ก็เป็นปัญญาไปเป็นการตรวจสอบดูพฤติกรรมนอกพฤติกรรมใดของเรากับของผู้อื่นเป็นสัตบุรุษเป็นสัปปุริสธรรม 7 ประการมีปิติมีความรู้ดีเห็นดียินดีมีความพอใจเข้าใจแต่เรารู้เท่าทันเราไม่หลงผิดจะให้อันนี้เป็นเชื้อในการที่เราจะเป็นหลงสิ่งที่เรากระทำหลงกรรมที่เรากระทำนั้นไม่ได้เพราะฉะนั้นเพราะอรหันต์จะต้องเป็นผู้ที่ได้ผ่านการเรียนรู้มาจากธนาคารมีภูมิ ถ้ามีภูมิต้องไม่ลงให้ปิตินั้นเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เราเกิดมานะจะต้องรู้เท่าทันจริงๆจะต้องเข้าใจฤทธิ์เดชของความดีใจหรือความยินดีด้วยความร่าเริงเบิกบานไม่เช่นนั้นไม่ตลอดเพราะงั้นข้อสังเกตอันนี้ต้องสังเกตดีๆว่าเราจะไม่ใช่เป็นคนเฉื่อยเหนื่อยเป็นคนซึ่งและก็เป็นคนหนักเข้าเป็นคนเบื่อหน่ายเป็นคนยึดทรัพย์อยากตายไปเลยมันมีฉันอีกทีมันก็ไปอย่างนี้เป็นทิศทางนี้ไม่เบิกบานร่าเริงไม่เป็นองค์พุทธะไม่เป็นอย่างพุทธะที่บอกว่าเป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นผู้เบิกบานไม่เป็นไม่รู้โง่ด้วยและไม่ตื่นซึ่งซึมด้วยและไม่มีการร่าเริงเหงาหงอยหม่นหมอง อันนั้นเป็นทิศทางตรงกันข้ามส่วนทิศทางของพุทธนั้นเป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นเป็นผู้เบิกบานร่าเริงองค์ธรรมที่แท้จริงจึงจะต้องอาศัยสิ่งนี้เป็นพื้นฐานเป็นตัวอาศัยตัวอยู่ถ้าเราไม่ฝึกเราไม่พรือเราไม่เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิด้วยยิ่งไม่เข้าพักไม่เข้าท่าเลยเป็นไปไม่รอดเพราะฉะนั้นพุทธจึงเราจะเห็นได้ว่าเป็นผู้ที่ยังมีการงานขยันหมั่นเพียรมีความยินดีปรีดามีความเบิกบานร่าเริงเป็นนักพัฒนานักสร้างสรรค์แต่ก็อยู่อย่างสุขุมประณีตสงบระงับสงบระงับไว้จะหยุดอยู่เฉยๆทื่อๆอย่างที่เราเคยย้ำกันมามากแล้วนั้นจะต้องมีอาการมีกิริยากิริยาเหล่านั้นจะเรียก ผมมนัสสหกรรมมีจิตใจไปในทางยินดีเป็นในทางดีใจอยู่มีมุดมุดเรียกว่าอนุโมทนาก็ได้ภาษาคำว่าอนุโมทนากับหมายคำว่าการเปลี่ยนแปลงร่าเริงอยู่อย่างน้อยๆไม่มากไม่ล่าช้าก็เคยกำหนดกันแล้วนะเคยพยายามจำกัดให้ฟังไม่ล่าช้าแต่ก็เบิกบานร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสเห็นได้รู้ได้แม้ภายนอกเห็นได้รู้ได้แม้ภายนอกเพราะงั้นถ้าผู้ใดปฏิบัติถูกปฏิบัติตรงผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีสัมมารามองค์ 8 ครบครันเป็นผู้มีสัมมาทิฐิเป็นผู้มีสัมมาวายามะสัมมาสติมีความพยายามมี ความมีสติห้อมล้อมอยู่กระทำการคัดเลือกที่จะกระทำมีการริเริ่มมีความคิดนึกมีสัมมาสังกัปปะมีสัมมาวาจามีสัมมากัมมันตะมีการกระทำมีสัมมาอาชีวะเพราะเรามีสัมมาสมาธิเพราะเราได้พยายามฝึกจิตจนตั้งมั่นจนจิตนี้เป็นสภาพรู้และเป็นสภาพเป็นไปได้ในจิตจริงจิตมันสามารถที่จะเป็นไปได้ไม่ต้องบังคับกันยากได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 อยู่จริงเลยเพราะฉะนั้นองค์แห่งมหาบุรุษจึงมีประโยชน์ต่อเขามีจิตที่แข็งแรงมีเจโตว่า 10 ประตูมีจิตอันกล้าแข็งที่จะสู้ต่ออำนาจโลก สัมผัสต่ออำนาจโลกจิตก็เป็นเจโตเมื่อ 10 กว่าตัวเป็นผู้อยู่เหนือจิตเป็นผู้ไม่ล้มง่ายๆเป็นผู้ไม่อ่อนแอหรือเป็นผู้ที่ไม่ป้อแป้จากโลกิยะสัมผัสพุทธสโรเก่าธรรมเมหิสัมผัสกับโลกธรรมทั้งหลายแหล่คิดตังค์ยัดสะนะกัมปฏิกิยังแข็งแรงจิตยังไม่หวั่นไหวแม้แต่อโศกกะธุลีหมองก็ไม่มีเวลาลงใจเหลิงเกินไปติดหรือหลงไม่มีเพราะงั้นคำว่าทุเรียนจึงเป็นตัวปลายสุดเป็นตัวอารมณ์สุดท้ายติดกับเขมะติดกับตัวเกษมสุดท้ายสังเกตให้ดีมันเป็นตัวปลายที่สุดที่ นาคามีจะต้องฝึกจะต้องเรียนจะต้องสั่งสมจิตรจะต้องกระทำให้จริงนี่เป็นฐานของชั้นสูงเพราะระยะชั้นสูงแม้แต่หวั่นไหวไม่มีแล้วยังจะเป็นคนรู้ว่าหม่นหมองไม่เอาน่ะหม่นหมองนั้นยังอยู่ไทยยังอยู่ไกลเขมากว่าไปหาทุเรียนเราก็จะต้องใช้อยู่บ้างเป็นอุปสรรคเป็นเครื่องใช้เป็นอุปกรณ์เป็นตัวอุเบกขาแท้อุเบกขานี้มีสภาพของความยินดีร่าเริงเป็นผู้ตื่นผู้ร่าเริงเบิกบานอยู่จริงเพราะเรารู้เหตุผลนี้แล้วเราก็จะต้องฝึกปรือเป็นการรู้เป็นการเข้าใจมีอนุโมทนาหรือว่ามีความ ยินดีพออยู่สมควรจึงจะเป็นฐานอาศัยทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการสร้างสรรค์ในการที่จะเป็นอยู่กับหมู่กับกลุ่มสัมพันธ์ไม่เช่นนั้นมันจะเงียบจะงดจะหลบจะถอยเช่นนี้เหี่ยวๆหดหดหนักเข้าเบื่อในโลกอยากตายไปเลยมันไม่มีค่าแล้วจะรู้ว่าตัวเองไร้ค่าตัวเองไม่มีอะไรอยู่สัมพันธ์กับโรคไม่ติดไม่ใช่โรคโลกียะแต่โลกแห่งบัณฑิตโลกแห่งกลุ่มหมู่พระอริยะโลกแห่งอาณาจักรที่เป็นอาณาจักรธรรมเป็นธรรมะอาณาจักรไม่ใช่อาณาจักรของคนโลกๆเพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เข้าใจโดยความหมายแจ่มชัดอย่างนี้เราก็จะปฏิบัติเลยเถิดหรือว่า เอียงเอนสุดโต่งไปในข้างที่น้อยไปร้านกระปุกตนเองไม่ขึ้นปลุกความร่าเริงเบิกบานไม่ขึ้นทีนี้ร่าเริงเบิกบานนี้ไม่ใช่ล่าซ่าร่าเริงมากไม่ได้แล้วติดด้วยติดง่ายจึงเป็นเรื่องที่สูงสุดบอกแล้วว่ามันเป็นตัวฐานที่ติดกับเขมะคือตัวปลายสุดแห่งมงคลมงคลธรรมของพระพุทธเจ้าวันมงคลธรรมข้อสุดท้ายเขมังเป็นความเกษมนี้เป็นสุดยอดติดตัวความเกษมก็คือวิริยะเป็นตัวที่จะก่อให้เกิดกิเลสอย่างสูงสุดถ้าเราไม่รู้เท่ารู้ทันถ้าเราไม่ได้ฝึกปรือเพื่อใช้มันอาศัยจนอยู่เหนือมันอย่างเด็ดขาดเราจะกลายเป็นภาพมันแต่ต้องอาศัยย้อนทวนไปอีกตั้งข้อสังเกต ต้องอาศัยขอให้ความร่าเริงเบิกบานจะต้องรู้อยู่ในเราแม้เราเองเราจะไม่ให้มันออกมาในรูปหยาบข้างนอกก็ตามแต่จิตใจเราจะเบิกบานร่าเริงอยู่จริงเราจะทำได้จริงไม่หดหู่หออย่าสังเกตให้ดีอาการมันน้อยนิดละเอียดละอออย่างนี้สุขุมอย่างนี้มันสังเกตยากเพราะบางคนจะเห็นได้ว่าแม้แต่ว่าเป็นภันเตใหญ่แล้วก็ยังหน้ามุ่ยๆซึมๆอย่างนั้นเอ๊ะทำไมไม่รู้แม่กายนอกกายในรู้ตัวทั่วพร้อมแม้กายนอกกายในเราเป็นอย่างไรกายของเราหน้าตาเราเป็นอยู่อย่างไรอารมณ์ของเราเป็นอย่างไรมันก็จูงดึงไปอย่างนั้นได้ด้วยจริงเพราะอารมณ์มันดีอารมณ์เหมือนเดิมเบิกบานร่าเริงมันก็ออกมาในศีล 5 มันจึงเป็นรังสีเป็นศัพท์พันธรังษีหรือเป็นราศีของบุคคลแท้ๆผู้ใดมีราศีเป็นอภัสสรเป็นอาภัสสรามันเรืองรองมันฉาบอยู่มันเป็นสภาพที่อ่านได้มองได้สัมผัสได้มันจะเป็นจริงลงตัวไม่ใช่ของที่มีแต่ภาษาก็ขอให้เราสังเกตตนขอให้เราอ่านตัวเองให้รู้จิตรู้ใจรู้กรรมกิริยาต่างๆของเราแท้ๆจนตลอดถึงคำกริยาของจิตอารมณ์ของจิตและฝึกปรือฝึกเพียรเราจึงจะกลายเป็นผู้ที่มีความจริงที่ว่าเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานอย่างสูงสุด

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน