590108_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๖.docx
เนื้อหาในไฟล์
590108 พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน 6 พ่อครูว่า….วันนี้วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก...เรื่องการแต่งตั้งสังฆราชก็มีประชาชนออกไปคัดค้านเหตุผลเพราะว่าประชาชนไม่เห็นด้วย จะเป็นส่วนน้อยหรือมากก็ไม่รู้ คนที่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรในสังคมอีกเยอะ เอาแต่ทำมาหากิน เราในฐานะพุทธศาสนิกชน ก็ได้แต่นั่งมองเพราะเราเป็นนานาสังวาส เราจะพูดถึงเรื่องสาระธรรมะคัดค้านกันตำหนิกันจะผิดจะถูกอย่างไร? ผิดอย่างนี้ถูกได้ แต่เราจะไปเกาะอาทิตย์ก่อน ไม่คาดคั้น ไปทวงไปห้าม ไปทำอะไรก็ทำไม่ได้ ยังมีหลายคนเข้าใจไม่ได้ ทำไมชาวอโศกไม่เอาภาระเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ มันทำไม่ได้จะแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเอาคนไม่บริสุทธิ์ในศาสนาพุทธ สงฆ์ไม่บริสุทธิ์เข้าร่วมสังฆกรรมอะไรไม่ได้ ยิ่งเป็นผู้ที่ควรแก่การสังฆาทิเสส อย่าว่าแต่ปาราชิกเลยแค่สงสัยว่าเป็น สังฆาทิเสสแค่นั้นก็ถือว่าเป็นผู้ควรแก่การสังฆาทิเสสแล้วอย่างนี้เป็นต้น อย่างท่านพุทธอิสระท่านทำได้เต็มที่ ว่ากันเป็นคดีความเลยได้ ตามธรรม แต่เราทำไม่ได้เราได้แต่พูดออกความเห็นได้ แต่ไปทำให้เกิดวิวาทไม่ได้ ความเห็นเราก็ไม่เห็นด้วยเลย แต่เถระสมาคมจะทำอย่างไร ก็แล้วแต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลย พระองค์นี้เป็นสังฆราชประเทศไทยจะหนักมากเลยเพราะคดีความหมักหมมมามากมาย ความเสียหายนั้นสูงมาก เพราะธรรมะคือจิตใจคือจิตวิญญาณ ตอนนี้มันหนักแล้วจะไปให้หนักกว่านี้อีก อาตมาว่าประเทศไทยน่ากลัวความเลวร้าย พ่อครูอ่านบทกวีของอ.เป็นต้น นาประโคน ในเรื่อง AEC เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์ คนเขาถือว่าเงินจับจ่ายใช้สอยสะพัดถือว่าเป็นเศรษฐกิจดี แต่อาตมาเห็นว่าเป็นเรื่องตื้นเขินมาก ยิ่งมีเงินรวยเท่าไหร่ถือว่าดี มันตรงข้ามกับของพระพุทธเจ้า อย่างชาวอโศกป
อ่านต่อ
ระสพผลสำเร็จเรื่องเศรษฐกิจคือไม่เป็นหนี้ไม่มีดอกเบี้ย เสร็จแล้วก็พึ่งตนเองรอด เลี้ยงตนเองได้ ไม่ต้องไปเบียดเบียนเอาเปรียบใคร ไม่ต้องเอากำไรในชีวิตคือได้เปรียบได้ส่วนเกินมาให้แก่ตน ของเราทำงานไม่เอารายได้เสียภาษี100% มันคนละทิศทางเลย พระเจ้าอยู่หัวตรัสเรื่องนี้ยังสำคัญด้วย เป็นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่เมืองไทยยังไม่มีคนที่จะเข้าใจนำไปทำให้ได้เกิดผลจริง เมืองนอกเขาเข้าใจเขาถวายรางวัลเชิดชูพระเกียรติ แต่เมืองไทยไม่เอาเนื้อแท้ โดยรวมตกต่ำ แต่ก็ยังมีชาวอโศกที่ทำได้ ทำแบบในหลวงตรัส เศรษฐกิจพอเพียงแบบคนจนขาดทุนของเราคือกำไรของเรา พ่อครูอ่านบทกวี เปิดประเทศระวังฝูงเปรตจะมา
เอ.อี.ซี. เปิดแล้ว คิดไฉน คนนิยมหลั่งไหล ทะลักแท้ นักท่องเที่ยวเข้าไทย เงินท่วม หลังคา ประเทศจะรวยแปร้ ตอบเปรี้ยง ระวัง นายทุนฤาถอดเขี้ยว เล็บลง ฝูงเปรตฤาจะปลง โลภได้ สยามประทเศฤาคง เศรษฐกิจ พอเพียง ขอฝากประเทศไว้ อย่าเว้น สังวร เมืองสยามยืนอยู่ด้วย กสิกรรม ปู่ย่า ตายาย นำ ก่อนนี้ ลูกหลานสืบทอดทำ นาไร่ สวนเรา ผลผลิตช่วยบ่งชี้ เฉกเชื้อ บรรพชน
ไออุ่นเพราะโอบเอื้อ อาทร พระศาสดา ทรงสอน มนุษย์ไว้ ไมตรีอย่าตัดรอน สามัค-คี เฮย มนัสอ่อนน้อมถ่อมไว้ วัตรนี้ สังวร ร่ายมธุรสร้อย วาที เรียงพจน์เป็นบทกวี ฝากไว้ ล้วนหลายหลากวลี โลดแล่น ลีลา สอดประสานเสียงให้ สู่ห้วง สรวงสวรรค์ สนามสอบสำเร็จสิ้น สอบใจ สนามศึก สงครามใน ต่อสู้ สนามสร้าง สี่ปัจจัย เลี้ยงชีพ สูเอง สนามสื่อสาร สดับได้ แยกด้วย ปัญญา เข็มพระธรรม พ่อให้ คนึงหา สำนึกในเจตนา ท่านไซร้ ใช้เทียบที่ราคา ทองแท่ง ลูกเอย ควรคิดให้แหลมคมไว้ เปรียบคล้าย ปลายเข็ม อ.เป็นต้น นาประโคน 8 มกราคม 2559
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน มโนมยิทธิญาณ ตอนนี้เราเข้าสู่บทเรียน ในสามัญผลสูตร มีวิชชาจรณสัมปัณโณ เข้าสู่ฐานนิพพานคืออุเบกขา 1 .วิปัสสนาญาณ มีปัญญารู้ว่าเรามีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา 2.มโนมยิทธิ คือ อำนาจ พลังของจิตตามอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ทำให้ละหน่ายคลาย ละราคะ โทสะ โมหะได้จริง [132] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิต รูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่านี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเองอีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝั ก @1. ญาณทัสสนะ เป็นชื่อของญาณชั้นสูง คือมรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ ปัจจ- @ เวกขณญาณ และวิปัสสนาญาณ ฯ @2. ได้แก่ธาตุ 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม ฯ ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่งก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. การที่นั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบครัน ไม่ได้นิโรธจริง
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อิทธิวิธญาณ [133] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจ ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกร มหาบพิตร เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อนวดดินดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการเครื่องงาชนิดใดๆ พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใดๆ พึงทำทองรูปพรรณชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. อาตมา ว่า… นี่เป็นพระอนุสาสนีย์ แต่เมื่อไม่มีสภาวะก็ไปคิดเป็นตัวตนบุคคลเราเขา ฉันทำคนเดียวเป็นหลายคน คนก็เลยคิดเป็นแบบ นั่งคนเดียวแล้วก็พรึ่บเป็นหลายคนเลย อย่างนั้นไม่ใช่ มันต้องเป็นทางปรมัตถธรรม ในพระบาลีมีบอกว่า เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ , พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ไม่ได้มีคำว่าบุคคลเลย มีฤทธิ์ มีมโนมยิทธิ มีอิทธิวิธี หลากหลายมากมาย ที่มีฤทธิ์ สามารถทำจิตให้เป็นผลสำเร็จสามารถบรรลุธรรมได้อย่างวิเศษ จริงแล้วคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ เช่นอาตมาคนเดียว มีคุณธรรมมีคุณสมบัติ มีความเป็นอาริยะ ก็ทำให้คนอื่นเป็นขึ้นมาได้หลายคน นี่คือความหมายที่แท้จริง ทำให้จิตของแต่ละคนบรรลุได้ แต่ก่อนทุกคนเป็นปุถุชน แต่ทุกคนก็มีจุดหมายปลายทางมันอย่างเดียวเป็นทิฏฐิสามัญญตา ตรงกันและมีสัมมาทิฏฐิที่จริง แต่ก่อนนี้มีความเห็นแตกต่างกันมากมายตามโลกที่หลอกกันไปนับไม่ถ้วน จนสุดท้ายมาหมดตัวตนอนัตตา ลดทั้งอบายทั้งกาม สามารถเนรมิตขึ้นมาอย่างเรียนรู้ปฏิบัติ ให้ลดละหน่ายคลาย ให้เกิดคุณธรรมขึ้น โสดาบันก็เหมือนกัน คือลดละกิเลสอบายของโลก มาเป็นสกิทาคามีอนาคามีก็หมดกาม ลดกิเลสรูปโลกอรุปโลกก็เป็นอรหันต์เหมือนกันได้ นี่คือ 1 คนมาเป็นหลายหลายคนมาเป็นหนึ่งได้ ก็มาช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมช่วยกันคนละไม้คนละมือ ให้ไทยเป็นมหาอำนาจที่ไม่ใช่มหาอำนาจอย่างโลกีย์แต่เป็นมหาอำนาจทางโลกุตระ ที่จะเป็นประเทศที่ ไม่ร่ำรวยแต่อุดมสมบูรณ์ จะเป็นประเทศจนก็ได้แต่จนอย่างอุดมสมบูรณ์ เราน่ะจะไม่สะสมแต่เรามี ไม่ใช่มากอบโกยสะสมเอาไว้ แต่จะสะพัดของเราก็กลับงอกงาม เพิ่มขึ้น จะมีสิ่งรองรับ สูงขึ้นสูงขึ้น ในสภาวะของส่วนตัว ก็ลดน้อยหมดลงหมดลง อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ แต กต่างจากคนทั้งโลก ที่เขาหมุนเวียนในโลกีย์ ไม่ได้พูดในวงการศาสนา ที่มิจฉาทิฏฐิไปแล้ว ก็เป็นอย่างนั้น มาบวชก็เป็นพระมหาศาล ก็มีผู้ที่บวชแล้วมามากน้อยไม่สะสมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้บ้าง แต่ถ้าเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าบอก แล้วลดละตัวตนก็จะเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม เป็นอาริยะจริงๆ ไม่ใช่อารยชนหรืออริยชน แต่เป็นอาริยชนที่มีคุณสมบัติประเสริฐจริง ทำงานทำการช่วยสังคม แต่ตอนนี้เราทำยังไม่ได้มาก เรายังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว แต่เช่นเราออกไปชุมนุมประท้วงก็ส่งเสริมในส่วนรวม คำว่าคนเดียวเป็นหลายคน หลายคนเป็นคนเดียวคือเช่นนี้ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ หมายถึง จิต (พ่อครู590108) เมื่อเราทำได้แล้วเราก็สามารถสืบสานต่อเชื้อ DNA ให้คนอื่นได้จริง อย่างอาตมามีจิตเช่นนี้แล้วขยายให้พวกเรา โดยใช้ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ จนกระทั่งได้ประชากรทั้งนักบวชและฆราวาส อาตมาเป็นพ่อผู้ที่บรรลุธรรมตามก็ร่วมกันเป็นแม่ สามารถที่จะแพร่เชื้อสัตว์โอปปาติกะ เป็นมาตา เป็นปิตา ทำให้จิตพ้นความเป็นสัตว์ สัตตวาส 9 ได้อย่างแท้จริง นัยซับซ้อน หนึ่งเป็นหลายคนก็มีนัยดังอธิบายไป มีทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา มีองค์รวมเป็นหนึ่ง ได้มาแล้วก็แบ่งกินใช้เลี้ยงชีวิตไป ได้มามากก็เอาไว้กินเฉพาะจำเป็นที่เหลือก็เผื่อแผ่เกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นไปตลอด ต่อมาทำให้ปรากฏก็ได้ทำให้หายไปก็ได้ เป็นอมตบุคคล จะใช้อาศัยสิ่งนี้ให้มีก็ได้ ให้ไม่มีก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องของจิต เจตสิก เรื่องความสามารถทางจิต ให้มีความอนุโลมปฏิโลมทำกับผู้อื่น โดยตนเองอยู่ในฐาน 0 บริสุทธิ์อยู่อย่างเดิม ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตมุทุประเสริฐ ปรับตัวได้ไว รู้ได้ไว ปรับตัวไว้ อนุโลมกับเขาได้ มีสัปปุริสธรรม อยู่กับสังคมทำการงานอย่างที่ประเสริฐเหมาะสมเหมาะควรโดยไม่ให้เกิดความเสียหายมีแต่ความเจริญในสังคม จิตก็แข็งแรง ปภัสสร ผ่องแผ้วตลอดกาล เป็นคุณสมบัติ 5 ของอุเบกขา ทำโลกสมุทัยเป็นโลกนิโรธได้ โลเกนัตถิตา ก็ทำให้เกิดเป็น นโหติได้ อาศัยสองอย่างคือความมีกับความไม่มี ไม่มีคือการหายไป ทำให้มีหรือทำให้ไม่มีก็ได้เหมือนคนเก่งเดี๋ยวก็หายตัวเดี๋ยวก็มีตัว นี่เป็นสัจจะ ถ้าไม่เข้าใจสภาวะ แล้วทำให้ปรากฎหรือหายได้อย่างปรมัตถ์ ก็เลยเข้าใจเป็นตัวตนแท่งก้อน แต่นี่เป็นเรื่องของจิต ตั้งแต่โลเกนัตถิตา ทำให้มีผลได้ แล้วจบด้วยนโหติ ก็อาศัย โหติ หรือ นโหติ คือ ความมี กับ ความไม่มี คือทำให้ปรากฏหรือทำให้หายไป ได้ มีอิทธิวิธี ทำให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นอมตบุคคล ใช้อนุโลมปฏิโลม อภิสังขารหรือวิสังขาร ผู้บรรลุสูงสุดคือวิสังขาร ปฏิบัติจนปุญญาภิสังขาร จนเป็นอปุญญาภิสังขาร รักษาผลเป็นอเนญชาภิสังขาร จะเนรมิตได้เป็นอมตบุคคลที่เก่ง อนุโลมปฏิโลมได้ มีคุณสมบัติพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือทำให้ปรากฏก็ได้ ไม่ปรากฏก็ได้ ไม่ใช่เรื่องตลกหายตัวได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา คืออาตมาว่าไม่เคยเห็นที่พระพุทธเจ้าว่าไปเดินทะลุกำแพงภูเขาเหมือนหนังกำลังภายในนะ ในโลกนี้กองกิเลสนี่ยิ่งกว่าภูเขา แข็งหนายิ่งกว่าฝายิ่งกว่ากำแพง กองกิเลสที่โลก มีอยู่ แต่ผู้บรรลุแล้วเหมือนเดินอยู่ในที่ว่าง หรือทะลุฝากำแพงภูเขา พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ทำลายกำแพงภูเขา แต่ให้ทำตนให้อยู่ได้ ท่ามกลางกองกิเลสที่หนาเท่ากำแพงยักษ์ อยู่ได้สบาย เริ่มต้นเป็นโสดาบันก็เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน เป็นโสดาบันก็มีฤทธิ์อันนี้แล้ว อบายโลก กิเลสเท่าภูเขากิเลสอบายก็มีอยู่ หนากว่าเก่ากองใหญ่ขึ้นไม่ได้ลดลงเลย ไปสู่ยุคกลียุค ยิ่งหนายิ่งแข็งกองโต แต่ผู้เป็นโสดาบันบรรลุแล้ว เป็นเอกราชไปไหนก็ไม่ติดขัดทั่วโลก เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ธรรมดาคนเดินบนน้ำไม่ได้ ดำดินก็ไม่ได้แต่นี่มันกลับกันเลย อภินิหารมีฤทธิ์พิเศษ คนเขาทำไม่ได้แต่เราทำได้นี่คือฤทธิ์พิเศษ บริหารประเทศแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา อย่างในหลวงว่า ที่พูดไปแล้วนักเศรษฐศาสตร์ก็ว่าพูดอย่างนี้ได้อย่างไร ก็หมายความว่าเขาไม่เข้าใจ อธิบายอีกเขาก็งงๆ มันก็เหมือนพวกเอาหัวเดินต่างตีน มีฤทธิ์มหัศจรรย์ไม่ใช่คนธรรดาจะทำได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ คุณไปลูบพระอาทิตย์จริงไม่ได้หรือ แต่แท้จริงคือสัมผัสโลกที่เต็มไปด้วยไฟราคะ โทสะ โมหะ แต่เราก็สัมผัสอยู่ได้เหมือนสัมผัสด้วยฝ่ามือไม่ต้องหนีเลย อยู่กลางกองไฟ จับลูบคลำพระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือไม่ไหม้ เย็นด้วย แล้วช่วยคนอื่นให้ลดละไฟราคะโทสะโมหะได้ด้วย ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ อำนาจกาย คือองค์ประชุมของรูป นามสามารถไปตลอดพรหมโลก จิตวิสุทธิเทพรู้โลกทั้งหมดช่วยโลกทำให้โลกเป็นโลกแห่งพรหม คือพระเจ้าสร้างโลก เนรมิตโลก ช่วยทำให้โลกเป็นสิ่งดี รู้หมดตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม โลกรูปโลก โลกอรูปโลก รู้หมดแล้วไปได้หมดทั่วพรหมโลก โดยรูปนามขันธ์ 5 ของเรานี่แหละ ผู้ทำได้ก็จะชัดเจน ไม่ใช่หายตัวไปไหนมาไปเที่ยวสวรรค์แต่อยู่ด้วยนี่แหละหลัดๆ พรหมโลกคือรู้จักโลกสะอาดโลกสกปรก (พ่อครู 590108) แล้วสร้างโลกที่เลอะเทอะด้วยอบาย หมักหมมเน่าใน ยิ่งกว่าแบคทีเรียเลวร้าย ช่วยล้างแบคทีเรียต่างๆ เป็นพระพรหมเสียเอง เราก็ทำความดีชนะความชั่ว คนชั่วเขาจะทำร้ายเพราะเขาชั่ว ถ้าเราเป็นผู้ที่เก่งสามารถที่จะเนรมิตเหมือนอยู่ในที่ว่าง คนชั่วก็ทำอะไรเราไม่ได้เหมือน Invisible man คนไม่เห็นตัว เขาจะพยายามมาทำแต่ไม่ถูกตัวเรา เรามีธรรมฤทธิ์ที่เก่ง เอาความดีไปช่วยเขาเปลี่ยนแปลงเขา เขารับไม่เป็น เราเอาดีไปให้ เขาชั่วหนักเข้าไปอีกก็ต้องช่วยกันหน่อย แต่อาตมาว่าเท่าที่ทำมาก็ชั่วเขาก็ลดลงนะ นี่คืออิทธิวิธญาณที่ไม่ได้เกิดจากอาวุธเข่นฆ่าทำร้าย มีแต่ธรรมาวุธวิเศษ มีอิทธิวิธี เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อ ผู้ฉลาด เมื่อนวดดินดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการเครื่องงาชนิดใดๆ พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใดๆ พึงทำทองรูปพรรณชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. ก่อนจะมีสัมมาอาริยมรรคมีองค์ 8 ต้องมีแสงอรุณทั้ง 7 ก่อน ใครมาอยู่ที่นี่ต้องเข้าเบ้าศีล 5 เลย ต้องทั้งพ่อแม่เต็มใจ เด็กเต็มใจ โรงเรียนก็ยินดีเต็มใจที่จะรับเข้าเรียนจึงได้ผลสำหรับเด็กที่จะเข้ามา คนที่จะเป็นเจ้าสำนักก็ต้องเอาคำสอนที่ดีแง่ดีเป็นกัลยาณชนมาสอนทั้งนั้น อย่างธรรมกายนี้เอาความดีโรยหน้า แต่ล้วงตับกินไส้กันมากมายมหาศาล เขาก็บอกว่าสอนให้ทำดี ใครจะโง่ว่าสอนให้ทำดีจะไม่ได้รับความนิยม เหมือนกับประชานิยมก็อย่างเดียวกันใช้เลห์เหลี่ยมแต่ของศาสนาธรรมะไม่มีเล่ห์เหลี่ยม รู้ทันด้วยแต่ไม่ใช้ คนบางคนใช้ดีมาบังหน้าแต่ตนเองเสวยสุข อย่างมหาริชชี มีโรลสรอยด์เป็นร้อยคัน มีเครื่องบินส่วนตัวอีกเท่าไหร่ ก็ถูกไล่จากอเมริกา ไปอินเดียวเขาไม่รับอีกก็ไปอยู่ศรีลังกา ก็ตายที่นั่น เขาก็สอนให้สงบหลับตาสมาธิ คนก็ชอบเพราะคนส่วนใหญ่วุ่นวาย เขาสอนเรื่องดีแต่เป็นแค่กัลยาณธรรมไม่ใช่เรื่องล้างกิเลส แก่นแท้ของเวทนาคือทำตรงนี้คือทำเคหสิตเวทนาให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา มีผัสสะเป็นปัจจัย ทำเวทนาครบ 108 ให้ได้ (พ่อครู590108) เขาไม่รู้ก็ทำไม่ได้ สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ทิพยโสตญาณ [134] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง 2 ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล เขาจะพึงได้ยินเสียงกลองบ้าง เสียงตะโพนบ้าง เสียงสังข์บ้าง เสียงบัณเฑาะว์บ้าง เสียงเปิงมางบ้าง เขาจะพึงเข้าใจว่า เสียงกลองดังนี้บ้าง เสียงตะโพนดังนี้บ้าง เสียงสังข์ดังนี้บ้าง เสียงบัณเฑาะว์ดังนี้บ้าง เสียงเปิงมางดังนี้บ้าง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง 2 ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. สามารถสัมผัสรู้ถึงกิเลสที่รับสัมผัสทางทวารทั้ง 6 แม้แต่ได้ยินเสียงแว่วมาก็รู้ว่าเสียงอะไร เป็นเสียงดนตรีอะไรแยกแยะออกมีความสามารถแยกออกว่าอันนี้เสียกลอง อันนี้เปิงมาง อันนี้บัณเฑาะว์ รู้ได้ไปตามลำดับ แล้วมี จิตวิเคราะห์มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยตักกะออกว่าอันไหนกิเลสอันไหนไม่เป็นกิเลส แยกธรรมะสองแล้วทำลายอกุศลได้ แต่ปุถุชนไม่รู้เรื่องไม่มีฤทธิ์ ไม่รู้ทิพย์ ถ้าไม่แยกแยะมาตั้งแต่หยาบๆ แล้วขั้นละเอียดๆ ก็ไม่มีสิทธิ์รู้ได้ แต่ฟังแล้วเข้าใจง่ายแม้คนธรรมดาสามัญแต่ก็ทำได้ยาก นัก
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน เจโตปริยญาณ [135] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณเธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกอันบริสุทธิ์สะอาด หรือในภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะหรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่านจิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นหรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดูกร มหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. เป็นมาตรวัดกิเลสของเรา จิตมันมีอาการกิเลสอย่างไรตามเจโตปริยญาณ 16 ก็รู้ได้ลดละไปตามลำดับขั้นตอน อันนี้เป็นวิชชาที่ 5 อันสำคัญ ที่สุดอาสวักขยญาณก็อยู่ในเจโตปริยญาณ 16 นี้ จบ