590106_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๕.docx
เนื้อหาในไฟล์
590106 พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน 5
พ่อครูว่า...เจริญธรรมสำนึกดีปีใหม่ วันนี้วันพุธที่ 6 มกราคม 2559 january 2016 แรม 12 ค่ำเดือนอ้ายปีมะแม ที่ บวรราชธานีอโศก แต่ทางทั่วไปเขาบอกว่าเป็นปีวอกแล้ว แต่ทางเรานี้ยังขานชื่อว่าปีมะแม ยังเป็นแพะ แต่ไม่ใช่แพะรับบาป วันนี้เราก็จะฟังบรรยายต่อจากเมื่อวาน ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งซับซ้อน พวกเราก็ได้เอาไปปฏิบัติ ได้ไม่ถึงครึ่งเลย
ตลาดอาริยะมีนิยามอย่างไร พูดถึงตลาดอาริยะก็ขอปรามข้างนอก คำว่าตลาดอาริยะ ขอให้สงวนคุณภาพ คุณสมบัติของคำว่าตลาดอาริยะไว้ให้ดี ตลาดอาริยะนั้นหมายถึง ตลาดที่ต้องขายต่ำกว่ากองทุน เราทำอย่างที่เราไม่เป็นหนี้แล้วอยู่ได้ แต่ทีนี้หลายเจ้าอยากจะเอาไปทำเอง แล้วเอาคำว่าตลาดอาริยะไปใช้ ต้องขาดทุนจึงได้ชื่อว่าตลาดอาริยะ ถ้าต่ำกว่าราคาตลาดก็ไม่ใช่ หรือจะมาคละเคล้ากันไปมีทั้งต่ำกว่าราคาตลาดหรือไม่ต่ำก็ไม่เอา แล้วตลาดเราไม่แจกฟรี แม้ขาย 1บาทก็ใช่ ตลาดอาริยะเราใช้ระดับเดียวคือ ต่ำกว่าทุน(พ่อครู59/01/06) ก๋วยเตี๋ยวชามละบาท สังคมเราทำได้เพราะมีปิยกรณะ คุรุกรณะ ยืนยันได้ถึงพฤติกรรม ปรากฏการณ์ phenomena เกิดจริงเป็นจริง อาตมาถึงมั่นใจว่าธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระแท้ แม้จะเสื่อมไปมาก ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่เสื่อม มีรากฐานอยู่ พระไตรฯฉบังสยามรัฐนี้ใช้ได้ ในสามัญผลสูตร มีพร ะเจ้าอชาตศัตรูมาถามคำถามท่านก็ตอบไปตามลำดับ แล้วท่านก็พูดถึง ศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะเป็นเช่นนี้ อินทรีย์สังวรคือผู้คุ้มครองในทวารทั้ง 6 [122] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะเธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่
อ่านต่อ
เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย...รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อ สำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วย ประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย. [123] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร? ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแลในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉันการดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืนการนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แลภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.
เราปฏิบัติลืมตามีกายสังขาร ปฏิบัติหลับตาไม่มีกายสังขาร อาตมาไม่ได้ตีทิ้งนั่งหลับตาสมาธินะ แต่ทำต้อง รู้ประโยชน์ ซึ่ง 4 อย่างนี้คือ ได้พักจิต ได้ศึกษาจิตในภวังค์ ได้เตวิชโช เตวิชโช เหมือนเราทำการงานค้าขาย เราต้องลงบัญชี ว่าได้จริงหรือไม่ แล้วตกหล่นอย่างไรบ้าง การระลึกชาติก็ไม่ต้องไปถึงกับระลึกถึงชาติก่อนว่าเราเกิดเป็นอะไร? อันเป็นนิมิตเพ้อฝัน เราไม่ต้องไปกังวล เราเข้าใจดี เราแค่ระลึกไปเมื่อวานนี้ว่าเรามีพฤติกรรมอย่างไร มีกระทบสัมผัสเรื่องราวอะไรเ กิดขึ้น มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย อย่างไร มีการวิจัย กาย เวทนา จิต ธรรม ของจริงในเรา ไม่ใช่เพ้อพกในอดีตกับอนาคต ไม่ต้องถึงกับชาติที่แล้วแต่เอาชาตินี้แหละว่า เราได้ลดละกายวาจาใจหรือไม่ เราจับสักกายทิฏฐิ ได้จริงหรือไม่ นั่นต่างหาก เราจะต้องเข้าใจสภาวะปฏิบัตินั่งหลับตาเตวิชโชดังว่าด้วย ขณะนั่งหลับตามีแต่ธรรมารมณ์ ขยายมาเป็นมนายตนะกับธรรมายตนะ มีสะพานเชื่อมต่อภายในของเราเอง เมื่อมันทำงานร่วมกันเข้ามี ปฏิ เคลื่อนไหวสัมพันธ์ มนะ คือธาตุรู้ สัมพันธ์กันเกิดผลเป็นตัวที่สาม ฆ เกิดธาตุรู้ เป็นจิตสังขาร วจีสังขา ร แต่ถ้ามันเกิดแต่ข้างใน*เราไม่เรียกกายสังขาร แต่ถ้าต่อ เนื่องกับภายนอกรวมทั้งในด้วยเรียกว่ากายสังขาร คำว่ากาย ต้องมีนอกและใน ถ้าเราปฏิบัติ ลืมตาเราก็มีกายสังขาร ถ้าเราปฏิบัติ หลับตาก็ไม่มีกายสังขาร มันเป็นจิตที่เป็นองค์รวม จิตสังขาร แล้วก็วิเคราะห์วิจัยสามารถเรียนรู้วิตก และวิจาร วิตกคือจิตเริ่มดำริ มันจะปรุงสังขาร วิเคราะห์วิจัย มีอาการเรียกว่าจาร ถ้าเราสามารถทำตัวเหตุคือสมุทัยลดลงได้ พฤติกรรมจิตที่เรียกว่า จาระ เป็นวิสังขาร สังกัปปะ ทำให้เป็นวิสังขาร แม้ชั่วคราวเรียกว่าตทังคปหานก็เริ่มรู้จนทำได้แข็งแรงเรียกว่าสมุจเฉทปหาน เรามีดาบอาญาสิทธิ์แล้ว ตทังคะก็ได้ครั้งคราว จนแข็งแรงขึ้น ทำให้ปฏิปัสสัทธิปหาน ให้มีความแข็งแรงเพิ่มเติมขึ้น ทำทวนไปทวนมา จนแข็งแรงขึ้นเป็นนิสรณปหาน นี่คือการปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้าในขณะมีธรรมารมย์ที่มีอายตนะสองภายใน ถ้าทำภายนอกหมดแล้วก็เหลือแต่ อสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ธรรมารมณ์กับธรรมายตนะต่างกันอย่างไร ธรรมารมณ์กับธรรมายตนะต่างกันอย่างไร? ธรรมารมณ์ คือความรู้สึก ธรรมายตนะ คือบทบาทการเชื่อมต่อ เป็นนามรูป คือธรรมารมณ์กับธรรมายตนะ อย่างคู่ของ อสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ธรรมายตนะ คือตัวปรุงแต่ง ส่วนธรรมารมณ์ คืออารมณ์นี้ เจาะลงไปว่ามันสุขหรือทุกข์ เราก็จะรู้มโนปวิจาร คือพฤติกรรมของจิต 18 ลักษณะ ที่เกิดจากสัมผัส 6 และแยกเป็น 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เราก็สามารถอ่านวิจารของเคหสิตะ ทำให้เหตุปัจจัยลดให้เป็นเนกขัมมะได้ อ่านให้รู้วิตก วิจาร มันปรุงแต่งเราก็จัดการให้สำเร็จเป็นวิจาร ก็เป็นเนกขัมสิตเวทนา พวกเราเรียนมาขนาดนี้เข้าใจดีไหม เอาไปทำได้ไหมหรือสอบได้เข็มพระธรรมเฉยๆ ได้เข็มทองคำ แต่ไม่สำคัญเท่ากับการทำได้จริง นี่คือเป้าการศึกษา เวลาเราทำอย่างนี้เสร็จถึงอาสวะดับสิ้นได้ อาสวะที่เป็นปฏิฆในจิต มันเกิด ปฏิกิริยาเป็นพลังงานสองสัมผัสกันแล้วเกิดภาวะ ตั้งแต่กาม ก็เป็นอาการโอฬาริกอัตตา ดับกามได้ก็เหลือ รูปอัตตา ลดรูปอัตตาก็เหลืออรูปอัตตา เราเรียกอัตตาสองว่าเป็นรูปอัตตาที่มันปรุงแต่งเป็นเรื่องราว สังขารตามมา แล้วเราก็แยกสังขารนั้นได้ เป็นสมุทัยตัวชัดที่สังขารเป็นองค์รวมเป็น ฆ ถ้าเราทำ ได้เป็นผล ก็เกิดเป็นสองอย่าง ตอนแรกเป็นสังขิตตังจิตตัง กับวิกขิตตังจิตตัง สังขิตตัง คือ เป็น นิวเคลียร์ฟิวชั่น รวมตัว ส่วนที่มันกระจาย( วิกขิตตังจิตตัง )ไปก็เป็น นิวเคลียร์ฟิชชั่น ลักษณะ สังขิตตัง จะเป็นฟิวชั่นก็จะรวมตัวไม่มาก แต่สายศรัทธาจริตก็จะรวมแน่นกว่า ปฏิบัติมี สติสัมปชัญญะ แล้วปฏิบัติลืมตาทุกอิริยาบถ สั่งสมเป็นสัมมาวิมุติ สั่งสมเป็นสันโดษ เป็นความพอความหยุด เราหยุดแล้วเธอสิยังไม่หยุด เราหยุดจริงๆ มันพอ เราไม่ได้มากดข่ม แต่มันพอจริงที่ใจ เราใช้แค่นี้ก็พอ ที่เหลือเราสะพัดแจกจ่ายได้ ตั้งแต่เป็นชิ้นเป็นก้อนผลผลิต จนแรงงานกาย วจี มโน หรือความรู้ที่ถ่ายทอดออกมาก็ได้ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้จริง เป็น กถาวัตถุ 10 คือองค์รวมของสันโดษใจพอ พอได้ก็วิเวก ไม่มีสวรรค์นรก อสังสัคคะ มีสมรรถนะ ตามจริงของตน เป็นโลกวิทู รู้จักการงาน มีพลัง 4 คือ ปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชะ สังคหะ แจกจ่ายเจือจานผู้อื่น มีปัญญารู้จริงๆ เป็นญาณ วิชชา เรารู้อย่างมีพลัง สามารถสร้างสรรได้ดี เหนือกิเลสได้ มีพลังวิเศษมาก เป็นพลังของวิริยะด้วย เป็นวิริยินทรีย์ มีวิริยพละ ทำการงานอันไม่เป็นโทษตลอด ไม่ใช้พลังงานมอมเมาสูญเปล่าหรือมีพิษภัยแต่เป็นพลังงานเป็นประโยชน์แก่โลก เห็นจริงเลย สังคหะ เกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีพลัง 4 ผู้ใดปฏิบัติได้เป็น อาริยะ ทั้ง ศีล สำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ ทั้งสันโดษ แต่ก็ยังอยู่ในอาราม พระเจ้าอชาตศัตรูไปพบในอาราม เขาคิชกูฏ ก็ไม่ไกลจากวัง พอบอกว่าจะไปก็ยกทัพไป ช้างห้าร้อย ม้าห้าร้อย นางกำนัลห้าร้อย ไปประเดี๋ยวก็ถึงแล้ว แสดงว่าใกล้เมืองแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสอันนี้ คือ concept การปฏิบัติธรรมสมัยนั้นคือย่อมต้องเข้าไปป่า ปลีกวิเวก ทั้งภูเขาป่าถ้ำที่แจ้งลอมฟาง ลอมฟางก็ควรอยู่ในเมือง ชาวไร่ชาวนา หรือชนก็ไม่ใช่ป่าเขาถ้ำ ก็เป็นนิคมแล้ว แม้จะเป็นอย่างนี้ก็ตาม
สันโดษอันเป็นอาริยะเกิดผลอย่างไร [124] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้องเธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เองดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ. [125] ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะและสันโดษอันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว ย่อมเสพเสนาสนะ อันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง ในกาลภายหลังภัต เธอกลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอละความเพ่งเล็งในโลก มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาท ไม่คิดพยาบาทมีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่างมีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้วเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้. อาตมา ว่า… แม้แต่ลืมตาก็ถีนมิทธะได้ จมภพอยู่กับอะไรก็แข็งทื่ออยู่ ถ้านั่งหลับตาก็ไม่ได้สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ ถ้าทำแบบลืมตาก็จะทำไปตามลำดับได้ เกิด ศรัทธา มีหิริ ละอายต่อบาป จนอินทรีย์ของหิริมากขึ้นจนเป็นโอตัปปะ เกิดกลัวต่อบาป มี พหุสัจจะ ปฏิบัติอยู่กับชีวิต อยู่กับเครื่องอุปโภคบริโภค สิ่งบันเทิงเริงรมย์เราก็หยุดแล้ว ไม่เอามาเล่นหัว เอามาใช้อาศัยเท่านั้น ไม่ฟุ้งเฟ้อ แฟชั่นนั้นใส่แล้วเหาะได้หรืออย่างไร เลอะเทอะเสียเปล่า ใส่แล้วทรมาน แต่หลงว่าเท่ชะมัดหลงฟูใจ เราไม่บ้าก็เห็นแปลก สมัยดาราอาตมาก็จอมแฟชั่นบ้าไปกับเขาสั่งซื้อเสื้อมองตากูเลย ซื้อทุกสีเลย ซื้อมาแล้วต้องใส่ออกไปนั่งรถไปโชว์เขาอีก เปลืองอีก สร้างบ้านช่องก็ต้องชวนเพื่อนฝูงมากินฉิบหายไปเรื่อย ติดแอร์ที่ห้องก็พาเพื่อมาเล่นไพ่ในห้องแอร์ โชว์ไปสารพัดบ้าๆ บอๆ เรารู้แล้วเราก็ลดลงมา ชีวิตก็มีสันโดษ จิตที่เจียนสิ่งที่ติดออกเรียกว่าเพ่งรู้เพ่งเผาเป็นฌาน ฌาน 1 ก็มี วิตกวิจาร แยกโลกียะโลกุตระออก จนทำได้ดี วิตักกะสำเร็จเป็นสัมมาสังกัปปะ มีวิตกอย่างสำคัญ ต้องใช้การเคร่งคุม วิตก คือยังไม่โปร่งไม่ง่ายไม่อัตโนมัติ แม่นว่าอาการอย่างนี้ในใจ ให้ออกมาเป็นวจีกรรม เป็นกายกรรมอย่างนี้ให้มีมุทุภูตธาตุ มีกัมมนิยะเพิ่มขึ้นจนปีติก็ลด สุขก็ลด เป็นฌาน 4 มีญาณปัญญารู้ของจริง เรียกว่าวิปัสสนาญาณ ได้มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทำได้หลากหลาย มี variety มี diversity มีอิทธิวิธญาณ คือทำมโนมยิทธิ ทำได้สำเร็จด้วยอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ อย่างไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร เสร็จแล้วก็ละเอียดสูงไปเป็นทิพยโสต คือแกนของเจโตปริยญาณ 16 จนถึงสมาหิตัง จนอนุตตรจิตสุดท้าย สุดท้ายก็เป็นอาสวักขยญาณ ต้องมีบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ วิชชา 8 ก็เกิดตามจรณะ ลืมตาปฏิบัติตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ทำได้แล้วเหมือน อุปมานิวรณ์ [126] ดูกรมห าบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงานของเขาจะพึงสำเร็จ ผล เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขาจะพึงมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา เขาพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบการงาน บัดนี้ การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้นแล้ว และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมา เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้และมีกำลังกาย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้และมีกำลังกายเป็นปกติ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจำอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ บัดนี้ เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัยแล้ว และเราไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีการพ้นจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นทาส ไม่ได้พึ่งตัวเอง พึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากความเป็นทาสนั้น พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่นเป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นทาสพึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ บัดนี้ เราพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความเป็นไทยแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษ มีทรัพย์ มีโภคสมบัติ พึงเดินทางไกลกันดารหาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า สมัยต่อมา เขาพึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้ บรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษมปลอดภัยโดยสวัสดี เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ มีโภคสมบัติเดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า บัดนี้ เราข้ามพ้นทางกันดารนั้นบรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษม ปลอดภัยโดยสวัสดีแล้ว ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีภูมิสถานอันเกษมนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ 5 ประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตนเหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ 5 ประการที่ละได้แล้วในตน เหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันเกษม ฉันนั้นแล. อาตมา ว่า...ได้ฌานก็ได้ความหลุดพ้น เป็นวิมุติหรือนิพพานเป็นผล ท่านสรุปไว้ [127] เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ 5 เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุขเมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น. เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจารมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ฉลาดจะพึงใส่จุรณสีตัวลงในภาชนะสำริด แล้วพรมด้วยน้ำ หมักไว้ ตกเวลาเย็นก้อนจุรณสีตัวซึ่งยางซึมไปจับติดกันทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่าทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. อาตมา ว่า...ถ้าทำจิตให้ระงับเป็นจิตสังขาร ก็ทำจิต ให้มีอภิปโมทยังจิตตังเบิกบานไม่ร่าซ่า ลืมตาไม่เศร้าโศกไม่แข็งทื่อ เป็นคนสดชื่นเบิกบาน อาตมาว่าอาตมามีสภาพนั้น ไม่สนุกสนานแบบโลกๆ ก็ไม่มีปัญหา อยากจะสนุกก็ทำได้ ไม่สำรวมก็เป็นลิงเป็นค่างได้ บางครั้งก็ทำไป เราไม่ได้ติดยึด เรารู้ว่าเราปรุงแต่งทำไม จุณสี คือก้อนสีน้ำเงินเหมือนผลึก เหมือนสารส้มออกสีน้ำเงินสีฟ้าใส่ลงไปแล้วละลายเหมือนสารส้ม อยู่ในอ่างน้ำของเรา [128] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตก วิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอทำกายนี้แหละ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึกมีน้ำปั่นป่วน ไม่มีทางที่น้ำจะไหลมาได้ ทั้งในด้านตะวันออกด้านใต้ ด้านตะวันตก ด้านเหนือ ทั้งฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล แต่สายน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้ว จะพึงทำห้วงน้ำนั้นแหละให้ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมด ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้องฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. อาตมา ว่า… เป็นพลังงานแทรกตัวในทั่วทุก cytoplasm แทรกตัวยิ่งกว่ายาดำ อยู่อย่างลหุ มีวิการรูป อยู่อย่างเบามีมุทุ และพร้อมที่จะทำงาน เป็นกัมมัญญตา นี่คือวิการรูป 3 ที่จะใช้งาน ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เป็นการงานอย่างยิ่ง ได้อย่างรู้ว่าเราจะไม่รุนแรงมีมุทุภูตธาตที่คล่องแคล่วทั้งเจโตและปัญญา คล่องแคล่วทั้งเวทนาสัญญาสังขาร เป็นกายกัมมัญญตา เป็นองค์ประชุมรูปนามที่คล่องแคล่วว่องไว มีกายปาคุญญตา ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาเฉื่อยเนือยเฉย ขออภัยไม่เหมือนอย่างหลวงพ่อเกษมที่นั่งทื่อ ไม่ยิ้มไม่แย้มถามอะไรไม่รู้เรื่องตอบเล็กๆ น้อยๆ [129] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขอันปราศจากปีติไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตรเปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวงหรือดอกบัวขาว บางเหล่าซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ดอกบัวเหล่านั้น ชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็นตลอดยอด ตลอดเหง้า ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ทั่วทุกส่วน ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้อง ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขปราศจากปีติ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. อาตมา ว่า… ฌานนี้จ ะมี ตัววาง ตัวกลางไม่บวกไม่ลบ ปลดปล่อยวางได้ เรารู้ตั้งแต่อุปาทายรูป 24 ทำมา จนทำให้เป็นปุริสภาวะ จับองค์ประชุมรูปนาม ที่หทยรูป ที่รู้ว่ามีชีวิตินทรีย์ กำหนดรู้ชีวิตสัตว์ แล้วทำการดับชีวิตของสัตว์ หมดสัตตาวาสไปเรื่อยๆ รู้สภาวะรูปนาม เป็นกายที่ปราศจากกิเลสตั้งแต่กาม จนถึงอุปกิเลส วิตกวิจาร ปีติ จนถึงสุข แล้วเจริญถึงอุเบกขา ฌาน 3 เ ริ่มมีลักษณะปล่อยวางได้ อ่านอาการไม่สุขไม่ทุกข์เป็น ขณะสัมผัสอย่างลืมตามี supraconcentration รับรู้ทุกทวาร สุ คือดี ข คือความว่าง ก คือเซลล์เริ่มเกิด หากไม่หยั่งลงไม่ตั้งลงก็ไม่เกิดอะไรแต่ถ้าอยู่ได้ก็เกิดสอง สิ่งที่มีก็อยู่ในความว่างยังไม่เกิดกิเลสไม่มี selfish ใครเข้าใจว่าสุขโลกุตระคืออย่างไร เราก็ยืมคำว่าสุขมาใช้เท่านั้น เคหสิตโสมนัสกับเนกขัมสิตโสมนัสต่างกันอย่างไรเราก็รู้ [130] ดูกรมหาบพิตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงนั่งคลุมตัวตลอดศีรษะด้วยผ้าขาว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายทุกๆ ส่วนของเขาที่ผ้าขาวจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. อาตมา ว่า… สรุปว่าฌานทั้ง 4 ของพพจ.นั้นมีครบรูปนาม นอกใน ครบเวทนา 108 มีตัณหา 6 ให้ปฏิบัติจัดการกับตัณหา 3 ใช้วิภวตัณหาล้างตัณหา ล้างกามภพ หมดแล้วก็ทำภวภพให้หมด แล้วก็ยังมีความต้องการสามัญที่ไม่มีตัวเองไม่มีภพชาติของตัวเองทำงานเพื่อ จะอยู่กับสังคมช่วยสังคม เราทำงานเรียกว่าเราเสีย แต่นี่และคือเราได้ เราเป็นคนไม่สูญเปล่าเป็นคนมีประโยชน์คุณค่าตลอดเวลา เป็นสิ่งประเสริฐที่ควรเกิดได้ ผู้ที่มีฌานถึงฌาน 4 ถึงอุเบกขาฐานแล้ว ที่ประเสริฐสุด [131] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณ ทัสนะ 1- เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูปประกอบด้วยมหาภูต 2- 4 เกิดแต่มา รดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสดไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดาและวิญญาณของเรานี้ ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาวสมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้นวางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ(สมาหิเต จิตเต) บริสุทธิ์(ปริสุทเธ)ผ่องแผ้ว(ปริโยทาเต) ไม่มีกิเลส(อนังคเณ) ปราศจากอุปกิเลส(วิคตูปักกิเลเส) อ่อน(มุทุภูเต) ควรแก่การงาน(กัมมนิเย) ตั้งมั่น(ฐีเต) ไม่หวั่นไหว(อเนญชัปปัตเต) อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูป ประกอบด้วยมหาภูต 4 เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. [132] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิต รูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่านี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเองอีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก @1. ญาณทัสสนะ เป็นชื่อของญาณชั้นสูง คือมรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ @ ปัจจเวกขณญาณ และวิปัสสนาญาณ ฯ @2. ได้แก่ธาตุ 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม ฯ ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive