590107_พุทธศาสนาตามภูมิ บาปที่สัตว์ตายด้วยคนเจตนาฆ่า.docx
เนื้อหาในไฟล์
590107 พุทธศาสนาตามภูมิ บาปที่สัตว์ตายด้วยคนเจตนาฆ่า พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2559 แรม 13 ค่ำเดือนอ้ายปีมะแมที่ บวรราชธานีอโศก ก็มาว่ากันต่อ พวกเราที่เห็นความสำคัญในความสำคัญ ตั้งใจฟังตั้งใจปฏิบัติตั้งใจศึกษา ตามที่ได้สาธยาย ครบแล้วนะ 45 ปี แต่ว่าพวกเราจะได้แค่ไหนก็ไม่รู้ ก็ไปเรื่อย อาตมายังแข็งแรง ยังสู้ สู้ทำงานนี้ที่ดีที่สุดไม่มีท้อไม่มีถอย ใครยังรับ ตั้งใจยอมรับ อตามาก็เต็มใจที่จะสาธยายออกไป วันนี้จะต่อ เราได้เข้าสู่ สามัญญผลสูตร คือผลของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้โบราณอาจารย์ก็ได้เพียงรวบรวมไว้ ถึงผลที่เป็นสมณะ เป็นอริยบุคคล ในสมณะ 4 เหล่าพระพุทธเจ้ายืนยันว่ามีแต่ในศาสนาพุทธศาสนาเดียว ศาสนาอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะมีสมณ 4 เหล่า (โสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี-และอรหันต์) มันยิ่งใหญ่กว่าเห็นเพชรเห็นทองก้อนเท่าหัว อาตมาไปทบทวนดู ชีวกสูตร ที่อ้างอิงกันทั่วไปในเถรวาท ว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องเนื้อสัตว์ เขาว่าถ้ากินเนื้อสัตว์แล้วมันต้องมีหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า เขาก็บอกว่ากินได้ถ้า บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ได้เห็น ได้ยิน ไม่รังเกียจ ได้เห็น คือเขาบอกว่า ฆ่าเฉพาะ บุคคล คำว่าเฉพาะบุคคล เขายึดติดกันว่าเป็นอย่างไร เถียงกันมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าเลย ผู้ฉลาดก็เลี่ยง ตำราก็มีอยู่ อาตมาดูแล้ว
เนื้อที่ไม่ควรบริโภค และควรบริโภค 3 อย่าง ชีวกสูตร เรื่องหมอชีวกโกมารภัจจ์ [56] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้นแล หมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพร
อ่านต่อ
ะพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้มาว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดม ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง ชื่อว่ายืนยันธรรมอันสมควรแก่ธรรม การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม จะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ? เนื้อที่ไม่ควรบริโภค และควรบริโภค 3 อย่าง [57] พ. ดูกรชีวก ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดมพระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ชนเหล่านั้นจะชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าวหามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง ดูกรชีวกเรากล่าวเนื้อว่า ไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยินเนื้อที่ตนรังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ นี้แล ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ คื อ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการนี้แล. ถ้าเห็นว่าเขาฆ่าสัตว์เพื่อตัวเองมากับตา ได้ยินด้วยว่าเขาฆ่าเพื่อตัวเอง ก็แสดงว่าจะฆ่าเพื่อเรา เราก็ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินใจไม่รังเกียจ ดีไม่ดีก็ชอบเอาด้วย จะมีข้อขัดแย้งที่ว่า เฉพาะตน คืออย่างไร
บาปที่สัตว์ตายด้วยคนเจตนาฆ่า สัตว์(ปาณํ) ที่จิตคนมีเจตนา,เจาะจง(อุทฺทิสฺส) ตั้งแต่มีเครื่องหมายแสดงออก(อุทฺทิสฺส), แล้วก็มีทิศทาง(อุทฺทิสฺส),หันไปทาง(อุทฺทิสฺส), บ่งชี้ไปยัง(อุทฺทิสฺส) และมีอาการของจิตที่ขยายละเอียดขึ้นไปอีกคือ อารภนฺติ และสัตว์(ปาณํ) ที่มีคนเกิดจิตต่อสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง กล่าวคือ ตั้งแต่.. ปรารภ(อารภนฺติ), เริ่มต้น(อารภนฺติ), รับทำ(อารภนฺติ), พยายาม (อารภนฺติ), ร้ายกาจ(อารภนฺติ) ที่สุดประหารหรือฆ่า(อารภนฺติ) โดยสัตว์ตัวนั้น ถูกคนทำตามอาการของอารภนฺติ 4 ขั้นนั้นจริงๆ ซึ่งเป็นอาการร้ายขึ้นๆ แรงขึ้นๆๆ กระทั่งสัตว์ถูกฆ่าตายจบชีวิตด้วยอาการของจิตคนตั้งแต่เริ่มแรกปรารภ(อารภนฺติ) ขั้นอ่อนเบา แล้วก็แรงขึ้นๆ กระทั่งหนักสุดถึงขั้นฆ่าสัตว์ตายสำเร็จ เป็นลำดับที่ 4 จบกิจแห่งการตายของสัตว์ ที่คนย่อมมีเจตนาเป็นระยะๆตามนั้นแน่ กระทั่งถึงขั้นฆ่าสำเร็จ อาการของจิตคนผู้ฆ่าสัตว์ จนได้เนื้อสัตว์นั้นไปถวายเจาะจงพระตถาคตหรือสาวกพระตถาคต นี้คือ คำความมากจาก อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 13 ข้อ 60 ความว่า... ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการ คือ ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ... - ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 1 นี้ - สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 2 นี้ - ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 3 นี้ - สัตว์นั้นเมื่อกำลังถูกเขาฆ่า ย่อมเสวยทุกข์โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 4 นี้ - ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อ เป็นอกัปปิยะ ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 5 นี้ ดูชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสบบาป มิใช่บุญ เป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการนี้ ซึ่งมาจากบาลีว่า สมณํ โคตมํ อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺติ ทั้งหมดมี 5 ข้อ สำหรับข้อ 1 ถึง 4 นั้นคือ อาการ 4 ขั้นของอารภนฺติตั้งแต่.. เริ่มมีอาการปรารภว่า ไปเอาสัตว์ตัวนั้นมาซิ(อารภนฺติ) รับทำ ไปผูกคอมันมา(อารภนฺติ) พยายาม บอกให้ฆ่า(อารภนฺติ) 4. ร้ายกาจขั้นถึงสุดท้ายฆ่าสัตว์นั้นตาย(อารภนฺติ) ซึ่งอาการต่างๆ 4 ขั้นของอารภนฺตินี้เป็นอาการของจิตโทสมูลที่รุนแรงขึ้นๆ ตามลำดับ พระพุทธเจ้าตรัสในข้อ 58 ว่า ตถาคตและภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมมีเมตตา อันไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ แม้ในจิตจะดำริ (ตักก) ยินดีในอาหารที่แสนประณีตนั้น ก็ต้องพิจารณาจิตตนว่า ยินดีมีอาการกาม หรืออาการพยาบาท หรืออาการวิหิงสา ที่เบียดเบียนตนเบียดเบียนสัตว์อื่น หรือไม่ (พิจารณาความเป็นเป็นมิจฉาสังกัปปะ 3) หรือมีผู้ถวายอาหารอันประณีต คืออาหารชั้นดีเยี่ยมสูงส่งราคาแพง เป็นที่นิยมยกย่องของสังคมทั่วไปก็ต้องไม่หลงยินดีว่า อาหารนี้ ประณีต ยอดจังเลย ที่คฤหบดีถวายอาหารปานฉะนี้ คฤหัสนี้น่าจะได้ถวายอาหารที่ประณีตเยี่ยมยอดอย่างนี้อีก แม้ในคราวต่อไปๆๆๆ อาการของจิตอย่างนี้ ต้องไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมสังวรดีแล้ว ย่อมไม่กำหนัด ไม่สยบ ไม่รีบกลืนอาหารนั้น โดยเฉพาะ มีปกติเห็นโทษด้วยปัญญาเป็นเครื่องถอนตน จึงเป็นภิกษุผู้บริโภคด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 อย่าได้หลงตามอายตนะ 6 รูปหยาบ(พยัญชนะ) ที่สัมผัสอยู่นั้น แล้วหลงไปตามความนิยมของชาวโลกแล้วหลงง่ายๆ ไปตามชาวโลกีย์ว่า ดีหนอ ไปเรื่อย เป็นผู้ไม่มีการศึกษา แล้วท่านก็พิจารณา ถึงจิตตนที่ยินดีในอาหารประณีตนั้น ว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง มันยิ่งเยี่ยมยอดตามความนิยมของสังคมอย่างใด ก็พิจารณา แล้วปฏิบัติในสิ่งที่ควรปฏิบัติ โดยไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย การรับประทานอาหารนั้นจึงจะชื่อว่า รับประทานอาหารไม่มีโทษ ก็ขอแวะถามผู้ที่ฟังอาตมาอธิบายอยู่ขณะนี้ ว่า ผู้ได้ศึกษามาดีแล้วว่า ความพยาบาทเพราะราคะ โทสะ โมหะที่เกิดในจิตสัตวโลกทั้งหลาย ย่อมเกิดและสั่งสมใส่จิตเป็นอาสวะ เป็นอนุสัยอยู่แน่ ใช่ไหม ..สำหรับสัตว์ที่ยังอวิชชา(สัตว์เดรัจฉานยังมีอวิชชาอยู่แน่ยิ่งกว่าแน่) แล้วความพยาบาท ที่มีในอาสวะในอนุสัยสัตว์นั้นย่อมมีอยู่เพื่อพยาบาทต่อไป จึงยังสร้างเหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัยของสัตวโลก มีโศกปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาส สำหรับผู้ยังไม่หมดสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ดังที่ในสังคมมีอยู่อย่างไม่รู้จบสิ้นของสัตวโลกผู้ไม่หมดสิ้นอาสวะหรืออนุสัยอยู่แน่นอน จึงเวียนเกิดเวียนตายมีนิทานของตนไปจนกว่าจะสิ้นอวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า บุคคลพึงมีความพยาบาทเพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา ถามว่า ผู้ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย ที่เข้าใจในความพยาบาท ของอาสวะหรืออนุสัยสัตว์ที่ยังมีอวิชชาจริง จะรับประทานเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่ามาโดยคน ซึ่งเป็นอุทฺทิสฺสะ มังสะ (ไม่ใช่ปวัตตะ มังสะ) นี้มั้ยล่ะ? เพื่อให้สัตว์พยาบาทต่อไปมั้ย? ต่อจากนั้น ชีวกก็กราบทูลอีกว่า เคยได้ยินมาว่า พรหมนั้นมีปกติอยู่ด้วยเมตตา บัดนี้เห็นแล้วว่าพระพุทธองค์ทรงมีปกติอยู่ด้วยเมตตา นั่นคือ ชีวกย่อมเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้า ทรงมีปกติเมตตาอย่างไรในทุกเวลาที่ชีวกได้สัมพันธ์คบคุ้นอยู่ด้วย ชีวกก็ต้องเห็นพระพุทธเจ้าทรงมีพฤติกรรมอยู่อย่างไร ท่านจะฉันอาหารที่มีเนื้อสัตว์ที่ทำอย่างประณีตนั้น ไหม? ก็ลองคิดกันดู แล้วพระพุทธเจ้าตรัสถามชีวกว่า ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีราคะ โทสะ โมหะมีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา ผู้มีราคะ,โทสะ,โมหะในตนหมดสิ้นแล้ว ท่านจะต่อความพยาบาท ด้วยการรับประทานเนื้อสัตว์อีก ซึ่งเป็นเนื้อของสัตว์ที่ยังมีอวิชชาฝังอยู่ในอนุสัย ย่อมยังมีความพยาบาทอยู่แน่นอน นั้นมั้ย? ก็ตรองดูกันให้ชัดๆ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดูกรชีวก ถ้าเธอกล่าวนี้จะหมายเอา การละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น [นั้นคือ ความหมายของผู้มีจิตเมตตา] เราก็อนุญาตให้เธอหมายเอาเช่นนั้น [ซึ่งเป็นความถูกต้องแล้ว ผู้มีเมตตานั้น คือ ผู้ไม่มีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะ นั่นเอง] ชีวกจึงกราบทูลตอบพระพุทธเจ้าไปอย่างเข้าใจดีว่า เขาก็หมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะ ตามนั้นแล ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะโมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกินต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรชีวก ถ้าแลท่านกล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นนี้เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ และโมหะเป็นต้นนี้. ทีนี้ ข้อ 59 พระพุทธเจ้าก็ทรงขยายความเพิ่มจาก..เมตตาไปเป็นกรุณา..มุทิตา..อุเบกขา ก็มีครรลองเดียวกัน เพียงแต่ความเป็นกรุณา..มุทิตา..อุเบกขาเท่านั้นที่มีนัยะแยกต่างไปตามความหมายของคำความนั้นๆ นั่นคือ เมตตา นั้นเกิดที่จิตใจ รู้ว่าคนมีทุกข์ ก็มีอาการอยากช่วยเขาให้เป็นสุข พ้นทุกข์นั้นอย่างเป็นอริยสัจ กรุณา ก็ลงมือช่วย ด้วยความสามารถ มุทิตา ช่วยได้ เสร็จจนเขาเป็นสุข พ้นทุกขอริยสัจ แล้วก็ยินดีไปกับเขาตามที่เป็นจริงนั้น อุเบกขา จบ แล้วก็ปล่อยวางใจ ไม่ยึดในดีที่เราทำแล้วนั้นเป็นเราเป็นของเรา หมดสิ้นความยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็น ใจกลางๆ ไม่มีอาการดูดและผลักเรื่องนั้นแล้ว ใจว่างจากยึดดีนั้น ใจก็ไม่ว่างกับงานอื่นต่อไป ..ไปจับงานอื่นที่ควร ใจว่างก็ดี จิตว่างก็ดี จึงไม่ใช่จิตว่างไร้ความหมาย ว่างเวิ้งว้าง ว่างอย่างลอยๆ ว่างอย่างไม่รู้ที่มาที่ไป ว่างอย่างไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย อธิบายถึงเหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย ซึ่งมีองค์ประกอบพร้อม กระทั่งถึงผลสุดท้าย จบสุด ไม่ได้ เป็นใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน จึงไม่กำหนัด ไม่สยบ ไม่รีบกลืนอาหาร มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาเครื่องถอนตน บริโภคตามที่ควรบริโภคแก่ชีวิตอยู่ ไม่คิดเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย
จิตว่างจากกิเลส จิตว่าง หมายถึงว่างจากกิเลสในกามภพ รูปภพ อรูปภพอย่างสัมบูรณ์ จิตว่างจึงหมายถึง จิตว่างจากกิเลส และว่างจากแม้แต่จิตดีที่เราได้ทำดีให้ตนเองแท้ๆ ว่าเป็นเราตามลำดับ จากดับกิเลสกามได้หมด ดับกิเลสในภพได้หมด และสุดท้ายดับกิเลสในอรูปภพได้หมดสิ้นสนิท แม้กิเลสมานะ กิเลสอุ ทธัจจะ สิ้นอวิชชา กิเลสานุสัยไม่เกิดอีกเลยแล้วจริง เพราะสิ้นกิเลสในกามภพ ถือว่าจบกิจในกามภพก็มีธรรมา ธิปไตยอยู่เหนือกามภพ หรือสิ้นกิเลสในรูปภพก็มีธรรมาธิปไตยอยู่เหนือรูปภพ ถือว่าจบกิจในรูปภพ ก็มีธรรมาธิปไตยอยู่เหนือรูปภพ และสิ้นเกลี้ยงกิเลสในอรูปภพ ก็มีธรรมาธิปไตย อยู่เหนืออรูปภพ ก็จบสุดสิ้นกิเลสในภพ 3 สัมบูรณ์ เป็นผู้หมดสิ้นกามตัณหาและหมดสิ้นภวตัณหาทั้ง 3 ภพ โดยมีวิภวตัณหาเป็นพลังตัณหาอุดมการณ์ เป็นตัณหาล้างตัณหาจนกระทั่งสิ้นภพจบชาติสนิทแท้แน่แล้ว ก็ยังคงเหลือแต่วิภวตัณห า ที่บัดนี้ สิ้นภพจบชาติ เป็นวิภวคือไม่มีภพสิ้นสนิทสัมบูรณ์ เป็นตัณหาวิเศษ ตัณหาหรือความอยากที่ไม่มีภพแล้ว ไม่มีกิเลสอีกแล้ว วิภวตัณหานี้ก็ทำงานรับใช้โลก(โลกานุกัมปายะ) ด้วยจิตว่างจากกิเลส หมดตัวตนเกลี้ยงสนิทแน่ ชนิดที่เที่ยงแท้(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ตลอดไป(สัสสตัง) ไม่เปลี่ยนแปรอีก(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรหักล้างได้(อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง)ต่อไปอีกชีวิตอยู่กับอมตะ นานเท่าที่ตนยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นี้คือ จิตพระเจ้าแท้ ที่พิสูจน์ได้ในคนผู้สัมมาทิฏฐิ และสัมมาปฏิบัติ จนกระทั่งบรรลุผลถึงที่สุดสั มบูรณ์
ชีวกสูตร(การไม่กินเนื้อสัตว์) ทีนี้ มาวิจัยละเอียดต่อไป แต่ละคำความอื่นอีก หยิบมาแจกแจงที่มันลับๆ มาเจาะกันลึกๆ ให้ชัดๆ เจนๆ ดู ตั้งแต่ สมณํ โคตมํ อุทฺทิสส ..นี้หนึ่ง คือ เจาะจงเฉพาะพระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็เป็นส่วนสำหรับพระพุทธองค์ และ ปาณํ อารภติ ..นี้อีกหนึ่ง คือ ส่วนที่เป็นของคนทั่วไปที่ มีอารภติ ในชีวกสูตรนี้ เริ่มเรื่องตั้งแต่ข้อ 56 ว่า ท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว กราบทูลถามว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ด้วยคำอันไม่จริง ชื่อว่ายืนยันธรรมอันสมควรแก่ธรรม การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม จะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ ฯ ข้อ 57 พระพุทธเจ้าจึงตรัสปฏิเสธชัดเจน ว่า ดูกรชีวก ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ชนเหล่านั้นจะชื่อว่า กล่าวตรงกับที่เรากล่าว หามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่ เราด้วยคำที่ไม่จริง ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ 3 ประการ นี้แล คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ 3 ประการ นี้แล ฯ แม้เนื้อความในข้อ 58-59 อาตมาก็ได้สาธยายมาบ้างแล้วว่า พระองค์เต็มไปด้วยเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา อันไม่มีประมาณ อย่างที่ได้สาธยายผ่านมานั้น ดังที่อาตมาได้อธิบายความเป็นพรหมวิหาร 4 นี้ ผ่านมาบ้างแล้วนั้น และสุดท้าย ข้อ 60 พระพุทธเจ้าก็ตรัสสรุป ว่า สัตว์ที่ถูกฆ่า ตามอาการ 4 ของ อารภนฺติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น มันเป็นบาปแท้ๆ ที่สัตว์ย่อมเกิดความพยาบาท ที่มันทุกข์ เพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะ โมหะนั้นย่อมเป็นบาปที่ยังก่อเวร ด้วยความพยาบาทอยู่ในอนุสัย ย่อมมิใช่บุญ เป็นอันมาก(พหุํ อปุญฺญํ ปสวติ) แล้วเจตนา,เจาะจง(อุทฺทิสฺส) เอาไปถวายพระตถาคต หรือสาวก ตถาคต แถมเข้าไปอีก ซึ่งไม่ถูกต้อง(อกัปปิยะ), ไม่สมควร(อกัปปิยะ), ไม่เหมาะสม(อกัปปิยะ) อย่างยิ่ง เพราะพระตถาคต หรือสาวกพระตถาคตนั้น เป็นคนแห่งบุญพระตถาคตนี้แลเป็นเจ้าแห่งทฤษฎีทำบุญ คือชำระกิเลสจากจิตสันดานได้จริงแท้(ปุญญ = สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ ซึ่งเป็นเรื่องขั้นปรมัตถสัจจะแท้ๆ) เป็นคนเจ้าของทฤษฎี การทำความเป็นบุญที่สัมมาทิฏฐิที่สุด จริงที่สุด ที่ทำได้สำเร็จแน่แท้ด้วย ถูกต้องตัวตนของกิเลสหมดสิ้นไปจริง บุญ(ปุญญ) แปลว่า ชำระกิเลสในจิตสันดานให้สะอาดหมดจด (สัตตานัง ปุนาติ วิโสเธติ) ทุกวันนี้คำว่าบุญ มิจฉาทิฏฐิกันไปจนไม่เข้าเป้าของความหมายที่แท้จริงกันแล้ว ไปเข้าใจกันว่าเป็นกุศลที่ได้จากการทาน ได้จากการทำคุณงามความดีทั้งหลายทั่วไป เสร็จแล้วได้ผลวิบาก เป็นภาวะที่มี ที่เป็นสมบัติสะสมใส่อัตตา อาศัยในความเป็นชีวะนั้นไปตลอดกาลนาน กุศลนั้นเป็นผลวิบาก(ผลัง วิปาโก) ของกรรมที่ทำแล้วได้เป็นภาวะสะสมใส่ไว้ในจิตต่อไป ให้อัตตภาพอาศัยไปตลอ ดที่ยัง ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ส่วนบุญเป็นผลวิบาก(ผลัง วิปาโก) ของกรรมที่ทำสำเร็จแล้วไม่มีภาวะสะสมในจิตอีกต่อไป ผลวิบากเป็นสูญ สิ้นซากสิ้นสูญไปแล้ว(ปริกขีโณ) ไม่เหลืออะไรเลย ตามบทที่ว่าสุกตทุกฺกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก บุญที่ปฏิบัติเป็นผลจึงไม่ใช่สิ่งที่ได้ ที่มี ที่เหลือ แท้จริงบุญมีนัยสำคัญเฉพาะพิเศษยิ่ง ไม่เหมือนกุศล เพราะบุญเป็นเครื่องมือในการชำระกิเลสโดยตรง เมื่อทำหน้าที่บุญเสร็จจบสัมบูรณ์แล้ว บุญก็หมดหน้าที่ ในความเป็นเครื่องมือ บุญจึงสิ้นหมดไปพร้อมกับบาป หรืออกุศลนั้นๆ เพราะได้ปุนาติ (ชำระกิเลส) สะอาดหมดจดเสร็จแล้ว (วิโสเธติ) จึงจบกิจด้วยคำว่าสิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) ชัดเจนยิ่งอยู่อย่างนี้ ผู้ที่ได้ชำระบาปด้วยการทำบุญอย่างสัมมาทิฏฐิ หมายความว่า ได้ชำระกิเลสไปจนหมดสิ้นบาปแล้ว ก็เป็นอันสิ้นบุญไปด้วย จบกิจ เป็นผู้สิ้นบุญด้วย สิ้นบาปด้วย คือ ปุญฺญปาปปริกฺขีโณ ซึ่งเป็นผู้จบกิจของตน ไม่ทำบาปทั้งปวงอีกต่อไปได้จริงแล้ว(สัพพปาปัสสะ อกรณัง) ต่อจากนั้นคนผู้นี้ทำกรรมใด ก็มีแต่กุศลถ่ายเดียวเท่านั้น(กุสลัสูปสัมปทา) ตนไม่มีบุญใดกันอีกแล้ว เพราะตนเองจบกิจเรื่องบุญแล้ว ตนได้ทำบุญจนกระทั่งหมดสิ้นทั้งบุญทั้งบาปแล้วสัมบูรณ์ เพราะได้ทำจิตให้สะอาดหมดจด(สจิตตปริโยทปนัง) สำเร็จสัมบูรณ์ จบกิจแล้ว กิจนี้ไม่ต้องทำอีกแล้ว พระอรหันต์ขึ้นไปจนถึงพระพุทธเจ้านั้นท่านไม่ตั้งใจปลงสัตว์จากชีวิต แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต(ชีวิตเหตุปิ สัญญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปยฺยามาติ ; พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 80) นั่นคือ ท่านไม่ตั้งใจฆ่าสัตว์ใดแล้ว แม้ตนจะถึงตายก็ไม่ฆ่าผู้อื่น (สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง ; พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 211,212) พระพุทธเจ้าเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์แล้ว ส่วนพระสาวกบางท่านก็บริสุทธิ์แล้ว บางท่านก็เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กำลังปฏิบัติเพื่อเอาบาปออกจากตนให้หมดสิ้นอยู่ เป็นผู้ควรเคารพ เป็นผู้มีคุณธรรม เป็นผู้มีคุณงามความดี เป็นผู้ควรยกไว้สูง ไม่ควรเอาสิ่งที่เป็นบาปจนครบ 4 ขั้นร้ายปานนั้นไปให้ท่าน ทำให้ท่านแปดเปื้อนบาป ใครใดเอาเนื้อสัตว์ไปให้ท่านยินดีฉันเนื้อนั้น จึงเป็นบาปเป็นอันมาก มิใช่บุญเลย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ยืนยันอยู่นี้ โดยผู้ให้ก็จงใจ,เจตนา,เจาะจงจะให้ท่านผู้บริสุทธิ์และพยายามทำความบริสุทธิ์ให้ตนอยู่จริงจังนี้ จึงไม่ถูกต้อง(อกัปปิยะ) ไม่สมควร(อกัปปิยะ) ไม่เหมาะสม(อกัปปิยะ) ที่จะเอาสิ่ง(เนื้อสัตว์)ที่ไม่บริสุทธิ์ หรือสิ่งที่บาปเต็มขั้นนี้ ไปถวายพระพุทธเจ้า(ตถาคต) หรือสาวกพระพุทธเจ้า(ตถาคตสาวก) สรุปชัดๆ การเอาเนื้อสัตว์ที่คนเป็นเหตุแห่งบาปเป็นอันมาก จนเกิดเนื้อที่บาปเพราะอารภติไปตั้งแต่ปรารภ(อารภติ), เริ่มต้น(อารภติ), รับทำ (อารภติ), พยายาม(อารภติ), ร้ายกาจ(อารภติ), ประหารหรือฆ่า(อารภติ) กระทั่งมันตายจบชีวิต ซึ่งร้ายขึ้นๆแรงขึ้นๆๆ จึงบาปถึง 4 ขั้นแล้วนี้ แล้วนำไปเจาะจงเฉพาะ(อุทฺทิสฺส) ต่อพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ) ให้ยินดีด้วยเนื้อที่เป็นก้อนบาปเต็มคราบนั้น บาปของผู้เอาไปถวายก็ยิ่งเพิ่มทวีหนักหน้าขึ้นไปอีก เพราะเอาไปให้แก่ผู้ที่ควรเคารพยิ่ง จึงไม่สมควรเลย เป็นอกัปปิยะจริงๆ เนื้อสัตว์เป็นทรัพย์บาปของโจรที่ปล้นฆ่าชีวิตสัตว์ นำไปให้ใคร ผู้นั้นก็รับของโจร ก็ต้องมีผิดบาปผิดไปด้วย เท่ากับผู้นำเอาทรัพย์บาปโจรร้ายปล้นฆ่าชีวิตสัตว์แท้ๆ แล้วยังมีหน้าจะเอาเนื้อสัตว์อันเป็นของโจรที่โจรทุจริตร้ายปล้นฆ่านี้ ซึ่งเป็นเนื้อที่อาศัยกรรม(ปฏิจฺจ กัมมันติ ; พตปฎ. เล่ม 13 ข้อ 57) ที่โจรเองทำบาปเป็นอันมาก มิใช่บุญเลย ด้วยอารภติครบ 4 ขั้น ไปให้แก่ท่านผู้บริสุทธิ์ จึงไม่สมควร (อกัปปิยะ) ไม่ถูกต้อง(อกัปปิยะ) ไม่เหมาะสม(อกัปปิยะ)อย่างยิ่ง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ละเอียดลออในชีวกสูตร(พระไตรปิฎก เล่ม 13 ข้อ 60) แล้วผู้ทำบาปที่เจาะจงเฉพาะพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า(อุทฺทิสฺส) เป็นการเอาก้อนบาปร้ายนี้ไปถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า อันเป็นการไม่สมควร(อกัปปิยะ)จะถวายเลย ซ้ำเข้าไปอีก ก็ยิ่งได้อกุศลหรือบาปเป็นอันมาก มิใช่บุญเป็นอันมากมาทดแทนยิ่งขึ้นๆ ไปอีก ชัดๆ อย่างนี้เอง เป็นขั้นที่ 5 ขั้นสุดยอดแห่งการทำบาป-ทำอกุศล ด้วยเจาะจงเฉพาะ (อุทฺทิสฺส) ซ้ำเข้าไปยิ่งๆๆๆๆ นั่นแหละเพราะเป็นการนำก้อนบาป(สัตว์ที่ต้องตายด้วยกรรม บาปกรรมอกุศล มิใช่บุญเลย ตามลำดับสูงขึ้นๆจนครบ 4 ระดับนั้น) อกุศลหรือบาปที่ไม่ใช่การทำบุญ(ชำระกิเลส) ที่มากขึ้นๆ ไปตามลำดับ แต่กลับเป็นบาปตั้งแต่ปรารภ(อารภติ),เริ่มต้น(อารภติ),พยายาม (อารภติ),ร้ายกาจ(อารภติ),ประหารหรือฆ่า(อารภติ) ตามที่พระพุทธเจ้าทรงไล่เรียงอาการของจิตอารภติที่เป็นบาปเป็นลำดับขึ้นไปเป็นขั้นๆ จนเต็มคราบ ให้เห็นอย่างละเอียดประณีตยิ่งนี้ จึงได้ก้อนบาปที่พระพุทธเจ้าทรงขยายขั้นชั้นแห่งบาปของอารภติแล้ว ผู้อวิชชาก็นำเนื้อสัตว์ที่บาปถึงขั้นที่ 4 ฆ่าสัตว์นั้นเป็นที่สุด เป็นบาปเต็มรูป-อกุศลเต็มรูป แห่งเจตนาไปทางร้ายนี้มามุ่งเฉพาะ(อุทฺทิสฺส) หรือเจาะจง (อุทฺทิสฺส) จึงไม่ใช่แค่บาปหรืออกุศลตามเจตนาหรือจงใจหรือเจาะจงหรือมีจิตหันทางไปในทางร้ายแค่ครึ่งๆ กลางๆ แต่หันทิศไปทางร้ายจนทะลุบาปตั้งแต่ขั้น 1 ถึงขั้นที่ 4 ที่สุดฆ่า จึงไม่ใช่เจตนาที่มีทิศทางไปในทิศของการละลดจางคลายความร้าย-ความบาป อันเป็นบุญเลย หรือไม่ได้ไปในทิศทางชำระกิเลสจากสันดาน(สันตานัง ปุนาติ)เลย นี่แหละคือ ไม่ใช่บุญ(อปุญญ) แล้วยังจะเอาไปเติมบาปขั้นที่ 5 ฉะนี้แล บาปที่มีขั้นตอนของเจตนาเฉพาะหรือจงใจหรือเจาะจงอันภาษาบาลีว่า อุทฺทิสฺสอย่างละเอียดลออชัดเจนแท้ๆ แต่ไทยเอามาใช้จนติดปากว่าอุทิศและผิดเพี้ยนความหมายเดิมไปเป็นว่า ส่งไปให้ผู้ตาย ไปโน่นเลย แล้วก้อนบาป-ก้อนอกุศลนี้แทนที่จะเอาหนีไปไกลๆ พระตถาคต หรือสาวกพระตถาคต ยังจะมีหน้าเอาเนื้อบาปเป็นอันมาก มิใช่บุญแม้สักน้อยนิดนี้ มาเจาะจงเฉพาะ ตถาคตหรือสาวกตถาคต(ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ) มันก็ยิ่งบาปมหาบาปหนักหนาสาหัสเข้าไปอีกกี่ชั้นกันล่ะ? ก็ได้บาปหรืออกุศลเป็นอันมาก ซึ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก อย่างที่คนผู้ถวายเจาะจง(อุทฺทิสสะ)จะได้ เพราะมิจฉาทิฏฐิแท้ๆ ที่มีความพยายาม มันก็ได้บาปมหาบาปเท่านั้น มันไม่ใช่บุญเป็นอันมาก แม้แค่กุศลแต่อย่างใดเลย มันยิ่งได้บาปได้อกุศลหนักหน้ายิ่งๆ ขึ้นเป็นขั้นที่ 5 คือ นำเนื้อสัตว์ที่เป็นบาปแล้ว เพราะมันตายเพราะอารภติของคนบาป 4 ขั้นแล้ว ไปเจาะจงเฉพาะตถาคตหรือสาวกตถาคต ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนในชีวกสูตรพระไตรปิฎก เล่ม 13 ข้อ 60 นี้ แจ่มแจ้งละเอียดยิ่งกว่ายิ่ง ฟังแล้วพอจะเห็นความจริงนี้กันไหมล่ะ นั่นคือ เรื่องของอุทฺทิสสะ มังสะที่วิเคราะห์วิจัยตามหลักธรรม หลักฐานอย่างไม่มีอคติใดๆ ที่บาป เพราะมันไม่ใช่เนื้อที่เป็นปวัตตะ มังสะคือ เนื้อของสัตว์ที่ตายโดยไม่ได้เจาะจงเฉพาะผู้หนึ่งผู้ใด(อุทฺทิสสะ มังสะ) หรือแม้เนื้อนั้นจะเป็นเนื้อที่ตนไม่ได้เห็น(อทิฏฐัง) ที่ตนไม่ได้ยิน(อสุตัง) ที่ตนไม่ได้รังเกียจ(อปริสังกิตัง) ว่าเป็นเนื้อที่ตายเพราะอารภติ 4 ขั้นของคน ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ที่มันตายเอง หรือเนื้อที่เหลือเป็นเดนสัตว์กินแล้ว(ปวัตตะ มังสะ) ถ้าเนื้อที่เป็นปวัตตะ มังสะตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต(พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 80 ตอนท้ายข้อ) ตถาคตหรือสาวก ตถาคตก็