ปัญญาพาละอุปาทานขันธ์ 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.33 KB
วันที่แก้ไข8 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาพาละอุปาทานขันธ์ 5 มาสรุป ปัญญา ข้อที่ 1 ต้องได้รับฟังจากศาสดาหรือผู้ที่อยู่ในฐานะครู จึงจะเกิดปัญญา ปัญญาเกิดเองไม่ได้ นอกจากพระพุทธเจ้าที่จะเป็นเจ้าของปัญญา ข้อที่ 2 เมื่อพบแล้วต้องรีบเข้าฟังต้องรีบเข้าหาเข้าใกล้ ไปถามเนื้อความต่างๆ มีภาษิตอย่างไร มีการกำหนดพูดขึ้นมาอย่างไรบ้าง ซักไซ้ไล่เลียงให้พ้นความสงสัยในธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย ลดความสงสัยได้ทำให้แจ้งได้ สมบูรณ์แบบ เมื่อคุณเข้าใจสิ่งเหล่านั้น คุณเอาไปปฏิบัติ จึงจะเกิดปัญญาข้อที่ 3 ปฏิบัติแล้วคุณจะทำให้เกิด กายสงบ จิตสงบได้ คำว่า กาย คำเดี๋ยวนี้ก็ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งเดี๋ยวนี้เพี้ยน กายเป็นวัตถุหมด กายไม่ใช่วัตถุและวัตถุก็ไม่ใช่กาย กายเป็นจิต พระพุทธเจ้าก็ตรัสชัดในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 ท่านก็ตรัสชัด กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ ดีที่มีพระไตรปิฎกยืนยัน ไม่อย่างนั้นอาตมาก็ตายโดนเขาเล่นงาน กายคือจิต สำคัญที่จิต จริงๆมันก็หมายถึงร่างด้วย มันแยกกันไม่ได้กายกับจิต ถ้าแยกกันก็คือไม่เหลือกายไม่เป็นกาย จิตของคุณไม่มีกาย เมื่อจิตของคุณไม่มีกายก็เป็น พีชะ คือ เป็นจิตที่ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ ไม่มีความรู้สึกสุขทุกข์ จิตไม่เป็นวิญญาณแล้ว ความไม่เป็นวิญญาณนี่แหละจึงสามารถไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีเวทนา ยังสามารถรู้ความจริงอีกว่า ธาตุรู้หรือธาตุที่เป็นสัญญาเป็นธาตุกำหนดรู้ มันเป็นเหตุปัจจัยเท่านั้น ศึกษาต่อว่าเหตุปัจจัยปรุงแต่งอยู่ก็เลิกธาตุนี้ ก็เป็นอุตุนิยามไปได้ แม้แต่จะมาจับตัวเป็นพีชะ ก็ไม่เอาแล้ว ปัญญาที่สามารถแยกจิตนิยามรู้ทันจิตนิยามได้ว่า มันหลงยึดมั่นถือมั่นมันสูงส่งกว่า พีชะที่ไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวของมัน ปัญญาของธาตุจิตนิยามสูงกว่าพีชนิยาม ความรู้ปัญญาของจิตนิยามจึงสามารถรู้ทันความปรุงแต่ง รู้ทันเหตุปั

อ่านต่อ

จจัยที่มันมายึดกัน จึงรู้ว่า พีชะ หรือธาตุที่ปรุงแต่งแค่พีชะ จึงสามารถแยกการปรุงแต่งของ พีชะ ไปเป็นดินน้ำไฟลมได้ อธิบายไปนี้พวกคุณเข้าใจชัดไหม โดยความหมาย โดยพยัญชนะ โดยสภาวะของมัน รู้แล้ว เหลือแต่ไปทำที่สักกายของคุณ ไปทำที่อัตตาของคุณเองให้ได้ คุณเข้าใจตามพยัญชนะที่อาตมาพูดไป จริงๆแล้วขออภัย เขาพูดไม่ได้ละเอียดละออเท่ากับอาตมา อาตมาพูดเยอะนะ แต่ของเขาพูดไม่เหมือนอาตมาหรอก เขาอาจจะรู้มากกว่าอาตมาเยอะนะ พยัญชนะรู้รอบโลก แต่ท่านรู้อย่างอาตมาไม่ได้ซึ่งมันไม่ง่าย อาตมาอธิบายเข้าเป้าได้ชัดตรงสภาพ เมื่อผู้ใดสามารถที่จะมีปัญญารู้อย่างนี้ ทำความสงบกายสงบจิตได้ โดยทำให้ไม่ให้เกิดมี กาย นี่แหละตัวหลัก เมื่อไม่มีกาย ก็ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ไม่มีที่ไหนเขาสอนหรอกอย่างนี้ แล้วคุณก็เข้าใจสภาวะของมันกับพยัญชนะที่อาตมาให้พูดให้ฟัง ก็ไปเรียนรู้ของตนเองว่า พระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณา ผมขนเล็บฟันหนัง เมื่อไหร่มันเป็นกาย เมื่อไหร่ไม่ใช่กาย ซึ่งเป็นเรื่องยากมากเลยเป็น อจินไตย พระพุทธเจ้าบอกว่าเมื่อบวชมาแล้วก็ให้ไปถึงนิพพาน พระพุทธเจ้าให้พระอุปัชฌาย์สอนสัทธิวิหาริก ต้องสอนให้แยกกายแยกจิตให้ได้ เขาไม่มีความรู้อันนี้ ไปสอนเป็นไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ท่านให้สอนแยกกายแยกจิตให้เป็นอุตุ พีชะ เป็นจิต โดยกรรม โดยธรรมะ แต่นิยาม 5 นี้ผิดเพี้ยนไปไม่ได้สอนกันแล้ว อะไรเป็นกายก็ไม่รู้เรื่อง อาตมาก็อธิบายไปชัด จะเอาผม ขนเล็บ ฟัน หนัง มาอธิบาย เมื่อใดมันเป็นสภาพของกาย เมื่อใดไม่เป็นสภาพของกาย เล็บนี่เมื่อตัดขาดออกจากตัวเราแล้ว มันไม่มีชีวะ ขาดจากตัวเราแล้ว อันนั้นมันไม่ใช่กายแน่นอน ขาดจากร่างไปแล้วด้วย ไม่มีความรู้สึกจริงๆด้วย แม้ว่าเล็บมันคาอยู่กับเรา มันยาวออกไปตัดนี่มันก็ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนานี่ก็ไม่ใช่ กาย ถ้าเราสามารถประมาณกำหนดหมายรู้ได้ว่า อ๋อ.. นี่ร่างนะ นี่รูป body เป็นร่างเป็นวัตถุภายนอกมันไม่ใช่กาย แต่มันเป็น พีชะ เป็นชีวะ แต่ไม่มีเวทนา คุณก็จะอ่านออกว่ามันเป็นชีวะอยู่นะ แต่มันไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณเป็นอย่างนี้เหรอ คุณจะรู้จักเล็บของคุณเองใช่ไหม ที่มันไม่กระทบประสาท ผมที่ไม่กระทบกับประสาทจะตัดออกอย่างไรก็ไม่รู้สึกอันนี้แหละสำคัญที่เวทนา เพราะฉะนั้นถ้าเอาไปทำงมงายอยู่กับสิ่งที่มันไม่รู้สึกแล้วไปทำทำไม แต่เราต้องทำสิ่งที่เป็นชีวะที่ให้มันไม่เป็นความรู้สึกสุขทุกข์ นี่คือความจำเป็น เพราะฉะนั้นคุณจะกระทบสัมผัสกับอะไรต้องทำจิตของคนไม่ให้มีเวทนาทุกข์สุข วิญญาณก็ไม่มี อรหันต์จึงเป็นคนไม่มีวิญญาณ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข อาตมาพูดไปเหมือนคนพูดเพ้อเจ้อ เหมือนคนพูดเรื่อยไปต่างๆ แต่มันทำความเข้าใจได้ไหม ลึกซึ้งไหม ลึกซึ้งด้วยเพราะฉะนั้นคนจะฟังตามยากมาก แต่คนรู้แล้วนี่แหละมันเข้าสาระ เข้าวิมุติ เข้าแก่นเลยนะนี่ เพราะฉะนั้นผู้รู้แก่นอย่างอาตมาก็พูดแก่นให้ฟัง สรุปแล้วปัญญาทั้ง 8 นี้ กว่าจะมาถึงตัวที่ 8 ที่แยกรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้วเป็นอนัตตาได้ คุณต้องคบสัตบุรุษ คุณต้องฟังสัจธรรม แล้วคุณยังได้รับประโยชน์สงบกายสงบจิต แล้วก็จะสงบอย่างสมบูรณ์แบบ ต้องรักษาศีล เป็นพหูสูต แยกกุศลธรรมอกุศลธรรม อย่าทอดธุระ อย่าประมาท ทำจริงๆในข้อ 6 ข้อที่ 7 จึงจะเกิดขั้นบรรลุ เมื่อบรรลุแล้วก็รู้ว่าผู้ใดบรรลุ ผู้ใดไม่บรรลุก็ไม่ว่ากัน รู้จักสภา รู้จักกันอยู่กับสังคม เพราะคุณสามารถรู้แจ้งจบในปัญญาที่ 8 บริบูรณ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อใดเป็นอัตตา เมื่อใดทำให้ไม่เกิดอัตตาเป็นอนัตตาได้ สมบูรณ์แบบ ก็เป็นปัญญาที่ครบศาสนาพุทธเลย

640408_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 4 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน